โลกของหนูแหวนกับโลก
ในวัยเด็ก ผมมี ‘ชัยพฤกษ์การ์ตูน’ เป็นหนังสือการ์ตูนที่ติดงอมแงมต้องอ่านเป็นประจำ
ทุกเดือนผมต้องนั่งๆ นอนๆ หัวเราะขำกลิ้งกับตัวการ์ตูนอย่างทาร์ซานกับเจ้าจุ่น (เป็นทาร์ซานผอมแห้งบักโกรก หัวกระเซิง กับลิงคู่ใจจอมกวน) พระอภัยมณี หนูแหวน เจ้าแพะ พริกขี้หนู ยายเพิ้ง ฯลฯ
เมื่อโตขึ้นอีกนิด ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กสู่วัยรุ่น ก็ได้รู้จักทักทายกับ ‘แมงมุมเพื่อนรัก’ ‘เจ้าชายน้อย’ ‘ศาสตราจารย์สมองใส’ ‘ด๊อกเตอร์ดูลิตเติ้ล’ ซึ่งเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่แปลมาจากต่างประเทศ จัดพิมพ์เป็นเล่มโดยกลุ่มคนทำชัยพฤกษ์การ์ตูนนี่เอง
ในบรรดาหนังสือหลายเล่มที่ประทับใจนั้น มีอยู่เล่มหนึ่งซึ่งผมไม่มีวันลืมคือ ‘โลกของหนูแหวน’
โดยส่วนตัว นอกเหนือจากภาพยนตร์ชุด ‘บ้านเล็กในป่าใหญ่’ ที่ฉายเป็นประจำทางช่อง 9 ทุกคืนวันศุกร์ในขณะนั้น ก็เห็นจะเป็นเรื่องราวของหนูแหวนนี่แหละที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผมอย่างมากจวบจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่
ผมหยิบ ‘โลกของหนูแหวน’ มาอ่านซ้ำหลายครั้ง และมีโอกาสได้อ่าน ‘หนูแหวนกับโลก’ ซึ่งเป็นเนื้อหาต่อเนื่องเมื่อหนูแหวนเข้าโรงเรียน ที่พิมพ์ออกมาในช่วงที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นอีกเล่มหนึ่งด้วย
แม้จนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งก็ยังอดไม่ได้ที่จะหยิบหนังสือสองเล่มนี้มาพลิกอ่าน และแทบทุกครั้ง ภาพวันคืนเก่าๆ ในวัยเด็กมักจะผุดพรายเข้ามาในห้วงความคิดเสมอ
การอ่านหนังสือเรื่องเดียวกันซ้ำในขณะที่เราเติบโตขึ้น ทำให้รู้สึกได้อย่างหนึ่งว่า หนังสือสองเรื่องนี้ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็กเท่านั้น แต่เป็นหนังสือที่ผู้ใหญ่ก็ควรอ่านด้วย แม้จะมีข้อจำกัดในแง่ของกาลเวลาและเรื่องราวแวดล้อมที่ปรากฏในเนื้อหา ซึ่งอาจล้าสมัยจนเยาวชนรุ่นหลังเข้าใจได้ยาก แต่ใช่หรือไม่ว่าโครงสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบกันยังดำรงอยู่ และการมองโลกอย่างอุดมด้วยความใฝ่ฝันยังควรได้รับการส่งเสริมปลูกฝังอยู่ในจิตสำนึกของเยาวชน
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากตัดเงื่อนไขเรื่องราวที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงในยุคสมัยหนึ่งๆ ออกไป ผมคิดว่าหนังสือทั้งสองเล่มยังคงทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในการเพาะสร้างเมล็ดพันธุ์อันเป็นหน่ออ่อนแก่เยาวชน ให้รู้จักมองโลกรอบตัวด้วยความสงสัยครุ่นคิดและตั้งคำถาม ตลอดจนถึงการมุ่งมั่นแสวงหาคำตอบโดยอยู่บนพื้นฐานของความรักต่อเพื่อนมนุษย์
เรื่องราวใน ‘โลกของหนูแหวน’ มีลักษณะเป็นทั้งเรื่องจริงและเหนือจริงผสมปนเปกัน ใครที่เคยอ่านจะพบว่าหนูแหวนสามารถพูดจาสื่อสารกับสัตว์นานาชนิด กระทั่งต้นไม้ แม่น้ำ ภูเขา หรือผีสางเทวดา ดังนั้นความคิดอ่านที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยของหนูแหวนจึงอยู่ในข่ายของความเป็นแฟนตาซีที่เจืออยู่นั่นเอง ความเหนือจริงเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ช่วยเปิดโลกจินตนาการที่ไร้กรอบไร้ขอบเขตแก่ผู้อ่านทั้งที่เป็นเด็กและผู้ใหญ่
หนูแหวนเป็นเด็กช่างคิดช่างถาม ทำให้เธอออกจะดูขบถ แหกคอก นอกกรอบ เมื่อเทียบกับเด็กทั่วไป ลักษณะเช่นนี้จะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นใน ‘หนูแหวนกับโลก’ บุคลิกและความคิดอ่านที่แตกต่างจากเด็กอื่นๆ เช่นนี้ ในอดีตอาจเป็นสิ่งน่ากลัวของสังคมไทย แต่ในโลกและสังคมปัจจุบัน สิ่งนี้กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะสังคมทั่วไปที่ยังไม่ซับซ้อนมากนัก ความเป็นคนขบถ แหกคอก และนอกกรอบคือสิ่งผิดปกติ ในสมัยโบราณคนที่นิยมเล่นแร่แปรธาตุชอบทดลองค้นคว้าหาคำอธิบายให้กับปรากฏการณ์ธรรมชาติ หากบังเอิญไปสั่นคลอนขัดแย้งความเชื่อดั้งเดิม จึงมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดหมอผีหรือคนบ้าวิปริตจิตวิปลาสไป คนชนิดนี้จึงมีให้เห็นอยู่เพียงจำนวนน้อยนิด เพราะจะถูกกดเก็บไว้ภายใต้เงื่อนไขทางสังคมที่ยอมรับสมาชิกซึ่งอยู่ในระเบียบ สามัคคี มีวินัย ทำให้ชีวิตของพวกแหกคอกมีความแปลกแยกโดดเดี่ยวเป็นเพื่อนสนิท มีความเหงาเป็นเพื่อนห่างๆ ที่เฝ้าแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราว
อย่างไรก็ตาม เมื่อพายุบริโภคนิยมทุนนิยมโหมพัดแรง ทุกสิ่งถูกทำให้กลายเป็นสินค้าได้ ไม่เว้นแม้แต่ความขบถ แหกคอก นอกกรอบ ก็ถูกกระบวนการทางการตลาด ประชาสัมพันธ์ และการสร้างภาพลักษณ์ สร้างมูลค่าขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
คนคิดแปลก แหกคอก นอกกรอบ กลายสภาพจากหมาหัวเน่าเป็น idol ของคนรุ่นใหม่ (หรือบางคนเรียกอย่างเสียดสีว่าเป็นพระเจ้าของวัยรุ่น) ชนิดที่คนทำงานหนักซื่อสัตย์ประหยัดอดออมกลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไปเลย
เหตุผลเบื้องหลังปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นเพราะเยาวชนคนหนุ่มสาวยุคหลัง กำลังโหยหาหลักยึดและตัวแบบที่แตกต่างไปจากเดิม แต่น่าเสียดายที่พวกเขาให้ความสำคัญกับความแตกต่างในการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนแค่เพียงรสนิยม สไตล์ หรือคาแรกเตอร์เท่านั้น ซึ่งโดยบังเอิญที่ความเป็นขบถ แหกคอก นอกกรอบ ดูจะเป็นสไตล์หรือคาแรกเตอร์ที่มีความแปลกแตกต่างจากคนอื่น สอดคล้องกับความต้องการพอดี
ในโลกทุนนิยมนั้น ที่ใดมีความต้องการ ที่นั้นย่อมมีสินค้าและบริการตอบสนอง
กระบวนการทำให้สิ่งซึ่งเป็นนามธรรม ดังเช่นสไตล์หรือคาแรกเตอร์กลายเป็นสินค้า จำต้องอาศัยผู้ผลิตที่คิดมากกว่าคนอื่นไปอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากความเป็นนามธรรมทั้งหลายจับต้องไม่ได้ ไม่สามารถผลิตความดี ความทันสมัย ความจ๊าบ การแหกคอก นอกกรอบ ฯลฯ เป็นชิ้นๆ หรือมีหน่วยนับ ดังนั้นการแปลงสิ่งซึ่งเป็นนามธรรมให้เกิดมูลค่า จึงมาจากการผลิตสินค้าหรือบริการที่สามารถจับต้องได้ให้มีความเกี่ยวเนื่องแอบอิงกับภาพลักษณ์ที่แฝงฝังเอาไว้ แล้วใช้กระบวนการทางการตลาดกระตุ้นให้ผู้ซื้อบริโภคทั้งตัวสินค้าและสิ่งที่แฝงอยู่นั้น
น่าเสียดายตรงที่บางครั้งทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต่างพากันพร้อมใจละเลยที่จะลงลึกถึงมุมมองวิธีคิดหรือกระทั่งปรัชญาอุดมคติเบื้องหลังความขบถ แหกคอก นอกกรอบของ idol ที่แฝงอยู่ในตัว ‘สินค้า’ นั้นไป ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างหนึ่ง
ยิ่งในภาวะที่ทุกวันนี้คำว่า ‘อุดมคติ’ กำลังถูกฉีกออกเป็นสองส่วน หากไม่ถูกเสียดเย้ยให้เป็นของสูงส่งที่เอื้อมถึงยาก ก็จะถูกลดทอนนิยามความหมายลงเพื่อให้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยยืมเอาคำว่า ‘ความฝัน’ (แบบปัจเจกชน) มาใช้แทน ซึ่งหากไตร่ตรองอย่างขบคิดวิพากษ์แล้ว ดูจะห่างไกลเป็นคนละเรื่องคนละราวกับ ‘ความฝัน’ และ ‘ความใฝ่ฝัน’ ที่โอบอุ้มด้วยอุดมคติแบบสากลเอามากๆ ทีเดียว
กระนั้นก็ตาม มิได้หมายความว่าความขบถ แหกคอก นอกกรอบ และอุดมคติที่ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าจะเป็นสิ่งชิงชังน่ารังเกียจ เพราะอย่างน้อยที่สุดมันกลับทำหน้าที่กระตุ้นความคิดใฝ่ดีให้ผุดขึ้นในใจเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย เป็นการผลิใบอ่อนของความคิดที่จะไม่เบียดเบียนหรือกดขี่ขูดรีดผู้อื่น ทั้งที่เป็นมนุษย์และธรรมชาติ ซึ่งความคิดเช่นนี้กำลังระบัดใบขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง ซ้ำยังมีพลังแฝงถึงขั้นที่สามารถเข้าไปเบียดชิงพื้นที่ให้กับคนที่คิดต่างทำต่าง จนทำให้คนเล็กคนน้อยเหล่านี้พอจะมีที่ยืนอยู่บ้างในบางปริมณฑลของสังคมปัจจุบัน นี่เป็นข้อดีอย่างหนึ่งซึ่งมองเห็นได้และต้องยอมรับ
ความผูกพันที่มีต่อ ‘โลกของหนูแหวน’ และ ‘หนูแหวนกับโลก’ ทำให้ผมคิดอยู่เสมอว่าหากมีโอกาสก็อยากจะพิมพ์หนังสือสองเล่มนี้ออกมาใหม่ แต่น่าเสียดายที่เมื่อได้พบกับผู้เขียน (นามปากกา ‘ศราวก’) ในปีพ.ศ.2544 จึงทราบว่า ‘โลกของหนูแหวน’ นั้นมีผู้ขอลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์ไปแล้ว ความตั้งใจของผมจึงบรรลุเพียงครึ่งหนึ่ง
ผมอ่าน ‘หนูแหวนกับโลก’ อีกครั้งเมื่อเป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ใหม่เป็นครั้งที่สาม ซึ่งมีการปรับปรุงตรวจทานต้นฉบับจากการพิมพ์ครั้งก่อนหน้าที่ห่างกันนานถึง 22 ปี และพบว่ามีข้อบกพร่องไม่น้อย จากการอ่านซ้ำครั้งนี้ ผมเห็นว่าประเด็นที่ชัดเจนที่สุดของ ‘หนูแหวนกับโลก’ คือการตั้งคำถามต่อโรงเรียนและระบบการศึกษา ซึ่งรองรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจสังคมที่เต็มไปด้วยการกดขี่ขูดรีด จนกล่าวได้ว่า ‘หนูแหวนกับโลก’ คือเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านจากชีวิตกึ่งฝันกึ่งจริงของหนูแหวนแสนซื่อใสใน ‘โลกของหนูแหวน’ มาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
โลกแห่งความจริงที่แม้เวลาจะผ่านไป 20-30 ปีแล้ว โครงสร้างแห่งความรุนแรงนั้นก็ยังดำรงอยู่ และระเบิดความขัดแย้งออกมาให้เห็นเป็นระยะ
เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2549) ผมเห็น ‘โลกของหนูแหวน’ และ ‘หนูแหวนกับโลก’ วางเด่นหราบนแผงหนังสืออีกครา โดยมีสำนักพิมพ์มติชนเป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ เท่าที่พลิกเปิดดูผมไม่แน่ใจนักว่ามีการตัดทอนบางเรื่องบางบทออกไปบ้างหรือไม่ แต่ไม่ว่าเนื้อหาจะครบถ้วนเหมือนที่ผมเคยอ่านหรือไม่ก็ตาม หนังสือสองเล่มนี้มีค่าควรแก่การซื้อหาเก็บมาไว้อ่านอย่างยิ่ง
เพราะอย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่าสังคมไทยยังต้องการเยาวชนคนหนุ่มสาวที่ ‘กล้าคิด กล้าซักถามและพยายามขวนขวายหาคำตอบ มีเหตุผล ไม่กลัวความขัดแย้ง ยอมรับความผิดพลาด รู้จักสรุปบทเรียน จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา แต่ก็เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว รักเพื่อนมนุษย์ ธรรมชาติ และสรรพสัตว์ รักความเท่าเทียมเป็นธรรม และเสียสละเพื่อส่วนรวม’ เช่นเดียวกับหนูแหวนเพิ่มขึ้นอีกหลายๆ คน เพื่อช่วยกันท้าทายและทำลายโครงสร้างอยุติธรรมและการเอารัดเอาเปรียบที่ดำรงอยู่ จึงจะเกิดสังคมแห่งความพอเพียงที่แท้
นี่คือความงามที่ร้อยทุกตัวอักษรไว้ในหนังสือซึ่งเหมาะสำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่ทุกคนควรอ่าน



