มิตรภาพ ชะตากรรม และความบ้า
ปรากฏการณ์ ‘ตามติดชีวิตเด็กเอนท์’ จะช่วง 365 วันหรือ 3,650 วันก็ตามที บ่งบอกถึงปัญหาการศึกษาไทยที่วนเวียนแก้ไม่ตกมาไม่ต่ำกว่า 40 ปี
บางคนว่ามันมีรากเหง้าสะสมกันมาตั้งแต่ระดับประถม
เดี๋ยวนี้เผลอๆ...ผู้รู้บางท่านบอกว่ามันก่อตัวมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลเสียด้วยซ้ำ
แต่ประสบการณ์พ่อลูกสองอย่างผม พอจะยืนยันได้บ้างว่าทุกวันนี้การเรียนแบบท่องจำ หรือมุ่งมั่นเอาชนะโดยวัดกันที่คะแนนและลำดับที่นั้น เจือจางลงไปมากแล้ว
กระนั้นก็ตาม การศึกษาแบบไต่บันไดดารา คือมีเด็กเยาวชนจำนวนมากตะเกียกตะกายไปให้ถึงการศึกษาระดับที่สูงขึ้นๆ จนถึงขั้นสูงสุดในระดับอุดมศึกษา โดยต้องผ่านสถานศึกษา ‘คุณภาพ’ ขั้นประถมหรือมัธยมเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตการเรียนได้ก็ยังมีให้เห็น เพราะคุณภาพของสถานศึกษาที่แตกต่างกันในทุกระดับชั้น และค่านิยมทางสังคมที่ให้คุณค่ากับปริญญาบัตรยังหลงเหลืออยู่
เรื่องของ ‘ประพันธ์’ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ เหมือนในปัจจุบัน แตกต่างเพียงรายละเอียดของยุคสมัย แต่ไม่แตกต่างเลยเมื่อมองให้ลึกถึงรากเหง้าที่มาของปัญหา
ชีวิตของเขาอาจไม่สนุกเหมือนเรียลลิตี้โชว์ที่กำลังนิยม ‘ดู’ กันทางทีวีหรือหนังจอใหญ่...
แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่ไม่ผ่านจอ...
.........................................................................
ประพันธ์ เป็นเพื่อนของผมสมัยเรียนอยู่ชั้น ม.3 ในโรงเรียนชายล้วนชื่อดังแห่งหนึ่ง
เขาเป็นคนเงียบๆ เรียนเก่งอยู่ในระดับแถวหน้าของห้อง มีกลุ่มเพื่อนสนิทอยู่ 4-5 คน ส่วนผมเองก็มีเพื่อนสนิทเฉพาะกลุ่มเหมือนกัน และดีไม่ดีจะสนิทกับเพื่อนต่างห้องมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
สำหรับห้องที่แวดล้อมไปด้วย ‘เด็กเรียน’ ห้าสิบกว่าคนอย่างห้องผม แม้จะมีการเล่นทะโมนสนุกสนานตามประสาเด็กผู้ชาย แต่แทบทุกคนจะเอาใจใส่กับการเรียนมากกว่ากิจกรรมอย่างอื่น และความมุ่งมั่นของเราทุกคนก็คือ การเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมปลายที่มีชื่อเสียงที่สุด
เป็นธรรมเนียมไปแล้วว่านักเรียนที่หวังจะไต่บันไดการศึกษาในสายสามัญไปให้ถึงระดับมหาวิทยาลัย จะต้องพยายามสอบเข้าเตรียมอุดมฯให้ได้ เพราะมันเหมือนหลักประกันอย่างหนึ่งว่าโอกาสที่จะเอ็นทรานซ์ติดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
ธรรมเนียมและโอกาสเช่นว่านี้มาจากไหนไม่มีใครทราบ แต่ผมและเพื่อนๆ ต่างก็มุ่งหน้าเดินตามธรรมเนียมที่ว่านั้นโดยไม่เคยคิดใคร่ครวญ
ชีวิตของผมกับประพันธ์แทบจะไม่เคยเข้าใกล้กันเลย เพราะเราต่างก็คบเพื่อนคนละกลุ่ม นั่งอยู่โต๊ะห่างกัน และก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพราะผมย้ายมาจากอีกห้องหนึ่ง ขณะที่เขาก็ย้ายมาจากอีกห้องหนึ่ง
แต่มันเหมือนโชคชะตาจะดึงดูดให้เราต้องรู้จักกัน เพราะตลอดเทอมแรกจนล่วงเข้าสู่เทอมหลังผมมีความรู้สึก ‘ถูกชะตา’ ในตัวเขาอยู่ลึกๆ หลายครั้งที่อยากไปนั่งคุยกับเขา แต่ก็กล้าๆ กลัวๆ มาตลอด
จนถึงวันสุดท้ายในเทอมสอง หลังเลิกเรียน ผมเห็นเขานั่งอยู่คนเดียวที่ริมสระว่ายน้ำของโรงเรียน จึงเดินเข้าไปทักและนั่งคุยด้วย มันเหมือนกระแสน้ำจากเขื่อนที่ถูกกักเก็บมานาน คำพูดสารพัด ความในใจสารพัน พรั่งพรูออกมาต่อเนื่อง
ประพันธ์บอกว่าเขาก็อยากรู้จักผม อยากคุยกับผมมานานแล้วเช่นกัน
เย็นวันนั้น เราคุยกันถูกคอกว่า 3 ชั่วโมง หัวเราะร่าเริงตลอดเวลา มันไม่ใช่แค่เรื่องการเรียนเหมือนอย่างที่ใครคาดว่าเด็กเรียนสองคนสมควรจะคุยกัน แต่มันมีทั้งเรื่องของทัศนะการมองโลกและการใช้ชีวิต ด้วยบรรยากาศของความเป็นมิตรราวกับรู้จักกันมานานหลายปี
ทั้งผมและเขาพูดเหมือนกันว่ารู้สึกโล่งอกที่ได้สนทนากันและดีใจที่ได้รู้จักกัน จำได้ว่าเราต่างอวยพรให้กันและกันให้สอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ได้อย่างที่หวัง
ประพันธ์เลือกสอบเข้าสายวิทย์ฯ ตามแบบฉบับเด็กเรียนเก่งหัวดี และตั้งใจจะเรียนต่อวิศวะ ส่วนผมแน่วแน่กับสายศิลป์คำนวณ โดยยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่อคณะอะไรดี ได้แต่บอกเพื่อนฝูงว่าอยากเป็นครู เพราะได้รับอิทธิพลบวกความซาบซึ้งจากหนังไทยเรื่อง ‘ครูบ้านนอก’ เข้าเต็มหัวใจ ท่ามกลางความขบขันแกมประหลาดใจของเพื่อนร่วมห้อง
ผมสอบเข้าได้ตามที่ตั้งใจ แต่ประพันธ์ผิดหวัง
เขากลับไปเรียนที่เดิม และนับจากนั้นผมก็ไม่ได้ติดต่อหรือพบเขาอีกเลย
ต่อมาผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และได้พบเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมซึ่งสอบติดคณะเดียวกัน ผมถามถึงประพันธ์ว่าเป็นอย่างไร
เขาบอกว่า ประพันธ์เป็นบ้า!!
เขาเล่าว่าหลังสอบเข้าเตรียมอุดมฯไม่ได้ ประพันธ์กลับมาเรียนต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนเดิม แต่มีอาการแปลกๆ ไม่ยอมเข้าสังคม และไม่ร่าเริงเหมือนแต่ก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งหายไปนานซึ่งว่ากันว่าทางบ้านต้องนำตัวเขาไปบำบัดทางจิต แต่ประพันธ์ก็กลับมาเรียนต่อจนจบ และเตรียมสอบเอ็นทรานซ์
โชคร้ายของประพันธ์ไม่สิ้นสุด เขาเอ็นทรานซ์ปีแรกไม่ติด และเคว้งคว้างอยู่หนึ่งปี เพื่อนฝูงกระจัดกระจายไปคนละทาง เพราะไม่มีโรงเรียนให้พวกเขากลับมารวมกลุ่มกันอีกแล้ว
ช่วงนั้น ข่าวที่ทุกคนรับรู้คือ อาการของประพันธ์กำเริบขึ้นอีก
เมื่อผมเรียนปีที่สองในมหาวิทยาลัย ผมพบประพันธ์โดยบังเอิญที่หน้าคณะรัฐศาสตร์ เขากลายเป็นเพื่อนใหม่ ยืนอยู่ท่ามกลางขบวนนักศึกษาใหม่หลายร้อยคน ขณะที่ผมกลายเป็นหัวหน้าการจัดงานต้อนรับเพื่อนใหม่ของมหาวิทยาลัย และถือโทรโข่งคอยจัดระบบการรวมพลของนักศึกษาทุกคณะ ผมพยายามมองและทักทายเขา แต่ดูเหมือนเขาจงใจจะมองไม่เห็นผม
ความวุ่นวายในการจัดเตรียมงานและกำหนดการมากมายทำให้ผมไม่ได้เจอเขาอีก จนกระทั่งหลังเสร็จงาน ผมพยายามตามหาเขา แต่กลับทราบว่าประพันธ์ไม่ยอมเข้าเรียนที่คณะ และหายตัวไปเฉยๆ เพื่อนคนเดิมของผมไปสืบข่าวและมาบอกผมว่า ประพันธ์เป็นบ้าขึ้นมาอีก เพราะผิดหวังที่ไม่ได้เรียนวิศวะ และคราวนี้อาการรุนแรงกว่าทุกครั้ง
ผมฟังด้วยความเศร้าใจ นึกถึงเย็นวันที่เรานั่งคุยกัน ในบรรยากาศที่อุ่นอวลด้วยไอแห่งความหวังและการมองโลกที่สวยงาม
ผมเชื่อว่าถ้าประพันธ์เติบโตและมีอาชีพการงาน เขาจะเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
แต่เพียงเพราะความผิดหวังจากสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต
จิตใจของเขาจึงบอบช้ำแหลกสลาย และกลายเป็นเศษซากหนึ่งของผู้แพ้ที่เกลื่อนกลาดอยู่ตลอดเส้นทางการแข่งขันอันโง่เขลา



