ฟรีเมสัน-อิลูมิเนติ กับการปฏิวัติยุโรป
ในยุคที่ ”แสงสว่างแห่งปัญญา” อันเกิดจากศักยภาพของมนุษย์ ผู้ซึ่งสามารถปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ พ้นไปจากการครอบงำทางความคิดอันล้าหลังของศาสนจักร ได้เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วทั้งยุโรป…องค์กรลับอย่างฟรีเมสันก็ได้แสดงตัวให้ชาวยุโรปได้รับรู้กันในฐานะ ”สมาคมแห่งภราดรภาพ” หรือ ”สมาคมของผู้ที่มีความสุขต่ออิสรภาพ” และได้ประกาศคำขวัญในหมู่มวลสมาชิกเอาไว้ว่า”เสรีภาพ-ความเสมอภาค-และภราดรภาพ”ที่ในระยะเวลาต่อมามันได้กลายมาเป็นคำขวัญของบรรดาขบวนการปฏิวัติโค่นล้มอำนาจการปกครองของรัฐบาลต่างๆในยุโรปไปโดยลักษณะใดก็ไม่อาจทราบได้…???
อย่างไรก็ตาม…แม้นว่าองค์กรอย่างฟรีเมสันจะถูกกล่าวหา หรือตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีบทบาทในการต่อต้านอำนาจของฝ่ายศาสนามาโดยตลอด แต่ปรัชญาและแนวคิดของฟรีเมสันนั้นยังคงผูกติดอยู่กับกลิ่นอายทางศาสนาอยู่ไม่น้อย นั่นก็คือการให้ความยอมรับต่อสิ่งสูงสุดในทางจิตวิญญาณหรือ ”พระเจ้า” เพียงแต่การอธิบายความหมายหรือการตีความในเรื่องพระเจ้าของฟรีเมสันนั้น ออกจะพิลึก พิสดารแตกต่างไปคนละเรื่องคนละราวกับพระเจ้าในความหมายเดิมๆที่ชาวคริสต์เคยรับทราบในหลายแง่หลายมุมด้วยกัน ซึ่งก็คงไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลากล่าวถึงในที่นี้…
แต่โดยบรรยากาศความร้อนแรงในยุค ”แสงสว่างแห่งปัญญา” กำลังสาดส่องอยู่ทั่วยุโรปนั้น สมาคมลับอีกแห่งหนึ่งที่ชาวยิวมีส่วนเข้าไปพัวพันตั้งแต่จุดเริ่มต้น และมีบทบาทในการรองรับความหิวกระหายเสรีภาพ-ความเสมอภาค-ภราดรภาพของชาวยุโรปได้ถนัดถนี่ยิ่งกว่าฟรีเมสันก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาด้วยเช่นกัน นั่นก็คือองค์กรที่ใช้ชื่อว่า ”อิลูมิเนติ” ( illuminati ) ซึ่งโดยความหมายที่ถอดความมาจากภาษาละตินนั้น ก็หมายถึง ”แสงสว่าง” หรือ ”ความรู้แจ้ง”ไม่ต่างไปจาก ”แสงสว่างแห่งปัญญา” เช่นเดียวกับคำว่า ”เอ็นไลท์เทนเม้นท์” นั่นเอง…
บทบาทของ ”อิลูมิเนติ” นั้นได้ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนในยุโรปตั้งแต่ประมาณช่วงปี ค.ศ. ๑๔๙๒ ในบรรดาเมืองสำคัญๆ ของประเทศเสปน อันเป็นแหล่งรองรับวิทยาการที่หลั่งไหลจากจักรวรรดิอิสลามเข้ามาสู่ยุโรปในช่วงแรกๆ นั่นเอง เช่น เมือง เซวิลล์, คอร์โดบา และทอเลโด ฯลฯ เป็นต้น หลังจากนั้นบทบาทของ ”อิลูมิเนติ” ก็เริ่มปรากฏตัวขึ้นมาในฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ. ๑๖๒๓-๑๗๒๒ และแพร่สะพัดไปสู่ประเทศอังกฤษในช่วงระยะเดียวกัน ก่อนที่จะลุกลามไปสู่เยอรมันโดยเฉพาะในแคว้นบาวาเรียในช่วงปี ค.ศ. ๑๗๗๗ โดยชาวยิวที่มีชื่อว่า ”อาดัม ไวซ์ชวาปท์” และได้แพร่ต่อไปยังโปแลนด์ สวีเดน เดนมาร์ค ฮังการี ออสเตรีย ฯลฯ ก่อนที่จะไปปรากฏตัวชัดเจนในประเทศรัสเซียตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๗๙๐ เป็นต้นมา…
องค์กรอย่างอิลูมิเนตินั้น… แตกต่างไปจากฟรีเมสันตรงที่สามารถสลัดหลุดออกมาจากกรอบความคิดในเรื่อง ”พระเจ้า” ได้อย่างสิ้นเชิง หันมาให้ความสำคัญกับ ”ความรู้” และ ”ความมีเหตุมีผล” ที่เกิดจากการ ”ค้นคิดอย่างเป็นอิสระ” ภายใต้ศักยภาพความเป็นมนุษย์ อันเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับการยึดมั่น-ศรัทธาแทนความเชื่อในเรื่องสิ่งสูงสุดทางศาสนา…หรือที่เรียกๆ กันว่าแนวทาง ”ความรู้นำไปสู่สุขคติ” (Gnosticism)…
บทบาทขององค์กรฟรีเมสันและอิลูมิเนติ ที่ต่างก็แผ่กระจายเข้าไปมีอิทธิพล เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วทั้งยุโรปในขณะนั้น มันจะมีที่มา-ที่ไปแตกต่างกันหรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่…แต่สิ่งที่ทำให้ฟรีเมสันและอิลูมิเนติมีความเหมือนกันและสอดคล้องกันและกันก็คือ องค์กรทั้งสองล้วนแล้วแต่เป็นสมาคมลับ และต่างก็เป็นสมาคมที่ชาวยิวเข้าไปมีบทบาทในการก่อตั้งและขับเคลื่อนมาตั้งแต่แรกด้วยกันทั้งคู่…???
และภายใต้ความเหมือนกันหรือสอดคล้องต้องกันเช่นนี้… บทบาทขององค์กรทั้งสองยังมักจะถูกกล่าวถึงหรือถูกนำไปเกี่ยวโยงพัวพันกับความเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจและทัศนคติทางสังคมที่กำลังก่อตัวขึ้นมาในประเทศต่างๆทั่วทั้งยุโรปในช่วงระยะนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า…???
ในการปฏิวัติฝรั่งเศสปี ค.ศ. ๑๗๘๙ หัวหอกสำคัญในการก่อการปฏิวัติโค่นล้มอำนาจพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐ ที่เรียกกันว่าพวก ”จาโคแบงส์” (Jacobins) ได้ถูกกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยว่า มีความสัมพันธ์และเกี่ยวโยงกันอย่างใกล้ชิดกับองค์กรอิลูมิเนติ แม้นว่าคำขวัญที่ถูกใช้ในการปฏิวัตินั้นกลับเป็นคำขวัญที่ไม่แตกต่างไปจากคำประกาศของพวกฟรีเมสันกันเลยแม้แต่นิด นั่นก็คือคำว่า ”เสรีภาพ-เสมอภาค-และภราดรภาพ”นั่นเอง…???
ในการก่อการปฏิวัติเพื่อโค่นล้มอำนาจของพระเจ้าเฟอร์ดินันด์ที่ ๗ ในประเทศเสปน ช่วงปี ค.ศ. ๑๘๑๙ “นักสาธารณรัฐนิยม” ผู้เป็นหัวหอกสำคัญในการปฏิวัติอย่าง ”ราฟาเอล เดล เรียโก อิมูเนซ” ก็เป็นที่รู้จักกันในฐานะสมาชิกคนสำคัญขององค์กรฟรีเมสันกันมาตั้งแต่แรก…
ในอิตาลี…ถึงแม้นจะไม่มีการเอ่ยถึงบทบาทของฟรีเมสันหรืออิลูมิเนติชัดเจนซักเท่าไหร่นัก แต่ในการปฏิวัติในอิตาลีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๒๐ เป็นต้นมา หรือหลังจากที่พระจักรพรรดินโปเลียนผู้สร้างคุณูปการให้กับชาวยิวทั่วทั้งยุโรปได้พ่ายแพ้ในสงครามวอเตอร์ลู และอำนาจของกษัตริย์และศาสนจักรกำลังถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ในอิตาลี องค์กรที่ทำการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติหรือเพื่อต่อต้านอำนาจของกษัตริย์และพระสันตะปาปาในอิตาลี ที่มีชื่อว่า ”คาร์โบนา” นั้น แม้นว่าจะเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวคริสต์ก็ตาม แต่ก็เป็นที่รับทราบกันอย่างชัดเจนว่าได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มพ่อค้าชาวยิวอย่างเต็มที่ หรือกลุ่ม ”อิตาลีหนุ่ม” ที่พยายามก่อการปฏิวัติต่อมาหลังจากนั้น ก็ได้รับความสนับสนุนอย่างเปิดเผยจากชาวยิวในอิตาลีที่ไม่ใช่เพียงแค่ในเรื่องเงินๆ-ทองๆเท่านั้น แต่ยังมีการระดมอาสาสมัครชาวยิวเข้าร่วมก่อการปฏิวัติกับกลุ่มอิตาลีหนุ่มภายใต้การนำของ ”กิเซปป์ มาสินี” อย่างเปิดเผย…
ในรัสเซีย เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ ๑ ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการปกครองประเทศ หลังจากได้ทำสงครามกับพระจักรพรรดินโปเลียนเป็นต้นมา จนเกิดการกดดัน การจำกัดสิทธิต่างๆ ของชาวยิวในรัสเซีย ชาวยิวในรัสเซียก็ได้หันมาจัดตั้งสมาคมในรูปแบบต่างๆ ที่เรียกกันว่า ”เฮฟวรา” อันสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความจัดเจนในการใช้รูปแบบของ ”องค์กรบังหน้า” ที่กระจัดกระจายอยู่ในนามสมาคมนานาชนิด ไม่ว่า ”สมาคมเลี้ยงอาหารคนจน”, ”สมาคมศิลปะและการฝีมือ”, ”สมาคมพิธีศพ”, สมาคมเลี้ยงเด็กกำพร้า”, ”สมาคมหาคู่”…ฯลฯ แต่ภายใต้กิจกรรมของสมาคมต่างๆ ที่ดูเหมือนกับไม่ได้มีจุดประสงค์และเป้าหมายใดๆ ที่อาจจะกระทบต่อนโยบายกำจัดสิทธิ์ซึ่งรัฐบาลรัสเซียมีต่อชาวยิวเลยนั้น โดยการเชื่อมโยงของเครือข่ายสมาคมต่างๆ เหล่านี้นี่แหละ ที่ทำให้ชาวยิวในรัสเซียสามารถสร้าง ”อำนาจรัฐซ้อนรัฐ” หรือ ”อำนาจการปกครองตัวเอง” ซ้อนอยู่ในอำนาจของรัฐบาลรัสเซียได้สบายๆ หรือสามารถใช้สมาคมต่างๆ ดูแลปกครองชาวยิวตามตัวบทกฎหมายของชาวยิวเอง แม้นว่ารัฐบาลรัสเซียจะมีคำสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ไม่ให้ชาวยิวหรือชนชาติส่วนน้อยใดๆ ทำการปกครองตัวเองภายในแผ่นดินรัสเซียก็ตาม…ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่เมื่อเกิดการปฏิวัติโค่นล้มระบบซาร์ในรัสเซีย ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๑๗ กลุ่มกำลังที่มีส่วนสำคัญในการปฏิวัติไม่ว่ากลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ”บอลเชวิค” หรือ ”เมนเชวิค” ก็แล้วแต่ ต่างก็ถูกระบุถึงการมีสัมพันธ์โยงใยอยู่กับสมาคมลับอย่างอิลูมิเนติ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับชาวยิวในรัสเซียที่ล้วนแต่เติบโตขึ้นมาภายใต้เครือข่ายขององค์กรบังหน้าในลักษณะรัฐซ้อนรัฐกันมาตั้งแต่แรก…
บทบาทของชาวยิวไม่ว่าโดยฐานะตัวบุคคล โดยองค์กรทั้งในแบบลับๆ หรือเปิดเผย ที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมในยุโรปนั้น…ว่าไปแล้วค่อนข้างเป็นอะไรที่สับสน สลับซับซ้อน จนยากที่จะควานหาเป้าหมาย แนวทางกันได้ชัดๆ มีทั้งบทบาทที่แสดงออกในลักษณะ ปิดบัง ซ่อนเร้นจนยากที่จะหาร่องรอยหลักฐานใดๆมาเป็นข้อพิสูจน์ได้ มีทั้งลักษณะที่เปิดเผยตรงไป-ตรงมาซึ่งถูกแสดงออกผ่านนักธุรกิจ พ่อค้า หรือเครือข่ายอำนาจทางการค้า อันเป็นบทบาทที่เคยหนุนช่วยอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในบางช่วงบางระยะ แต่ก็กลับมามีบทบาทในการโค่นล้มอำนาจกษัตริย์ในช่วงระยะต่อมา มีทั้งตระกูลคหบดีชาวยิวที่อาศัยความมั่งคั่งทางการค้าแผ่ขยายเครือข่ายเข้าไปในหมู่ชนชั้นสูงในยุโรป ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจรัฐจนกลายเป็นเครือญาติของราชวงศ์และชนชั้นขุนนางสืบต่อกันมาเป็นรุ่นๆ แต่ก็มีเครือข่ายของชาวยิวอีกกลุ่มหนึ่งที่อาศัยความเจ็บปวดเคียดแค้นของชนชั้นกรรมาชนแผ่ขยายความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอำนาจที่เกิดขึ้นมาใหม่โดยนักปฏิวัติผู้พยายามโค่นล้มระบบขุนนางและกษัตริย์ลงไปให้ได้ และยังมีชาวยิวในแต่ละบุคคลที่อาศัยสติปัญญา ความเฉลียวฉลาดเฉพาะตัวแสดงบทบาททั้งในฐานะผู้กระตุ้นให้เกิดลัทธิทุนนิยมขึ้นมาในยุโรป รวมทั้งเป็นผู้ที่ให้กำเนิดลัทธิคอมมิวนิสต์อันเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับทุนนิยม จนบรรดาผู้ที่เชื่อมั่น-ศรัทธาต่อความคิดของชาวยิวทั้งสองฝ่ายต้องหันมาประหัตประหารกันเองทั่วทั้งยุโรปและทั่วทั้งโลกในเวลาต่อมาอีกด้วย….ฯลฯ ฯลฯ
แต่ภายใต้ลักษณะที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน สับสน และผิดแผกแตกต่างกันปานประดุจถูกแยกให้กลายไปเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกันและกันเช่นนี้ สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้ก่อให้เกิดการละลายหรือการเจือจางความเข้มข้นใน ”ความเป็นยิว” อันเป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาในแต่ละรุ่นแต่ละรุ่นตลอดชั่วอายุของเผ่าพันธุ์นับเป็นพันๆ ปีที่แล้วลงไปได้เลย…??? อารมณ์ความรู้สึกของชาวยิวแต่ละบุคคล หรือชาวยิวที่อยู่ในแต่ละกลุ่มก้อนองค์กรไม่ว่าจะเป็นยิวฝ่ายไหนก็แล้วแต่ แม้นว่าจะกระจัดกระจายพลัดพรากกันไปในแต่ละประเทศ เติบโตขึ้นมาในสังคมที่มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน อยู่ในสถานะทางชนชั้นที่แตกต่างกันจนอาจก่อให้เกิดทัศนคติที่แตกต่างกันในลักษณะเช่นใดก็ตามที…แต่ท้ายที่สุดแล้ว…สายเลือดและวิญญาณของเผ่าพันธุ์ที่ถูกปลูกฝัง ตอกย้ำกันอย่างเอาจริงเอาจังมาตั้งแต่ยุคอับราฮัม อิสอัค ยาโคปมาโดยตลอด…ก็ยังสามารถโลดแล่นอยู่ในตัวตนของชาวยิวแต่ละรายได้เสมอๆ…และภายใต้อารมณ์ความรู้สึกที่ถูกฝังอยู่ในจิตวิญญาณของชาวยิวอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ ทำให้ความแตกต่างในหมู่ชาวยิวทั้งหลาย กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาปรับใช้เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกลมกลืนระหว่างกันและกัน และนำไปสู่จุดมุ่งหมายอันเดียวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ??? จุดมุ่งหมายที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาเลยตั้งแต่ต้น…นั่นก็คือจุดมุ่งหมายที่ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อเผ่าพันธุ์ของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น…???
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าองค์กรลับอย่างฟรีเมสันจะแสดงการยอมรับต่อการมีอยู่พระเจ้า ในขณะที่องค์กรอิลูมิเนติปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า…แต่ท้ายที่สุด…ภายใต้เครือข่ายการเคลื่อนไหวของทั้งสององค์กรที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งยุโรป ก็ดูจะนำมาซึ่งผลสรุปอันเดียวกัน…นั่นก็คือ ในขณะที่ชนชาติต่างๆ ในยุโรปต่างก็ปั่นป่วนวุ่นวายจนกระทั่งมีผลลุกลามกลายเป็นความวุ่นวายของทุกๆชนชาติทั่วทั้งโลก…ชนชาติที่ยังคงแข็งแกร่งจนอาจจะปกครองโลกทั้งโลกได้ในวันใดวันหนึ่งก็คงเป็นชนชาติที่สืบเชื้อสายมาจาก ”ผู้ที่ปล้ำสู้กับพระเจ้า” หรือชนชาติ ”อิสราเอล” นั่นเอง…???



