สมาคมลับ และขบวนการสมคบคิด???
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า…ประวัติความเป็นมาของชาวยิวนับตั้งแต่ยุคโมเสสเป็นต้นมา… น่าจะถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา แทรกอยู่ในความสุขความสำเร็จที่มักจะเกิดขึ้นเพียงแค่ในบางช่วงบางระยะและมักจะเป็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆ การกดขี่ บังคับ กระทำการอย่างโหดร้ายทารุณต่อชาวยิวโดยบรรดาชนชาติต่างๆไม่ว่าไล่มาตั้งแต่ ชาวอียิปต์ อัสซีเรีย บาบิโลน เปอร์เซีย กรีก โรมัน ไปจนถึงพวกฝรั่งในยุโรปแทบทุกชาติ ทำให้ชะตากรรมของชาวยิวนั้น เป็นสิ่งที่น่าเวทนา และน่าเห็นอกเห็นใจไม่น้อย…
แต่ในท่ามกลางความน่าเห็นอกเห็นใจเหล่านี้…ปฏิกิริยาโต้ตอบ วิธีการในการดิ้นรนเอาตัวรอด รวมทั้งการกระทำที่ชาวยิวมีต่อชนชาติอื่นๆ แม้นแต่ชนชาติที่อยู่ในฐานะถูกกดขี่ข่มเหงเช่นเดียวกันกับตัวเอง…บางครั้ง-บางคราก็อาจทำให้ความรู้สึกน่าสงสารน่าเห็นใจที่ใครต่อใครเคยมีต่อชาวยิว ลดลงไปอย่างฮวบๆฮาบๆ หรือดีไม่ดีอาจจะเกิดความรู้สึกถึงความน่าหวั่นใจ น่ากลัว น่าสยดสยองขึ้นมาแทนที่…???
ดูเหมือนว่า…ชะตากรรมอันโหดร้ายทารุณไม่ต่างไปจากคำสาปแช่งของพระเจ้า ที่มีต่อชาวยิวในแต่ละรุ่นแต่ละห้วงระยะเวลานั้น จะไม่ได้ทำให้ชาวยิวเกิดการปรับตัวปรับใจ ไปในทิศทางที่พระเจ้าต้องการกันซักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะพระเจ้าในแบบที่ชาวยิวอย่างพระเยซูคริสต์เคยอธิบายขยายความเอาไว้… แต่บรรดาชะตากรรมโหดๆเหล่านี้ กลับเป็นตัวเคี่ยวกรำให้ชาวยิวยิ่งแสดงอาการออกมาในลักษณะผู้ที่ ”ปล้ำสู้กับพระเจ้า” หรือพยายามทำให้พระเจ้าเป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการยิ่งขึ้นเรื่อยๆ คือเป็นพระเจ้าที่จะต้องประทาน อำนาจ ดินแดน หรือผลประโยชน์ต่างๆ ให้กับชาวยิวตามพันธะสัญญาที่พระองค์ได้ให้เอาไว้ตั้งแต่แรก …???
และภายใต้การถูกเคี่ยวกรำโดยชะตากรรมอันน่าขมขื่นที่มีความต่อเนื่องกันมาเป็นพันๆ ปี…ทำให้ ”กรรมวิธีในการเอาตัวรอด” นานาชนิดที่ชาวยิวได้ค้นคิด และพัฒนากันมาเป็นระยะๆ ก็กลายเป็นอะไรที่ทั้ง ”น่าทึ่ง” และ ”น่าหวาดหวั่นสะพรึงกลัว” ไม่น้อยทีเดียว…???
สิ่งหนึ่งที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้ปรากฏให้เห็นอยู่ในตลอดประวัติศาสตร์การดิ้นรนต่อสู้ของชาวยิว จนแทบกลายมาเป็นลักษณะพิเศษของชาวยิวไปแล้วก็คือ ความสามารถในการใช้กลอุบาย เล่ห์เหลี่ยม การสมคบคิด ความพยายามในอันที่จะเข้าถึงแหล่งอำนาจหรือศูนย์กลางอำนาจ เพื่อใช้อำนาจนั้นๆไปปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองหรือเผ่าพันธุ์ตัวเอง….
และลักษณะพิเศษเหล่านี้ ยิ่งนานวันก็ดูจะยิ่งถูกพัฒนาให้กลายเป็นเครือข่ายสมคบคิดที่มีระบบ มีการเชื่อมประสานโยงใยที่กว้างขวาง รัดกุม สลับซับซ้อน มีรูปแบบที่สามารถปกปิดจุดประสงค์และเป้าหมายที่แท้จริงได้อย่างสลับซับซ้อนและแยบยลยิ่งขึ้นทุกที…
นับตั้งแต่ยุคที่ชาวยิวยังคงดิ้นรนอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมัน… ผู้ที่ศึกษาประวัติความเป็นมาของชาวยิวบางราย ซึ่งจะโดยความมีอคติต่อชาวยิวหรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่ แต่ก็ได้เคยมีการกล่าวถึงร่องรอยของความพยายามก่อตั้งขบวนการสมคบคิดโดยชาวยิว เพื่อดำเนินการเคลื่อนไหวปกป้องผลประโยชน์ของชาวยิวในลักษณะลับๆ กันมาตั้งแต่ระยะนั้น…หรือตั้งแต่ยุคกษัตริย์ ”เฮโรด” อันเป็นผู้ปกครองชาวยิวในอาณาจักรโรมันช่วงปี ค.ศ. ๓๗-๔๔ นั่นก็คือการระบุถึงการก่อกำเนิดขององค์กรลับของชาวยิวองค์กรหนึ่งในช่วงระยะนั้น ที่เรียกชื่อกันว่า ”ฟรีเมสัน” ( Freemason ) อันได้กลายมาเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วทั้งยุโรปและทั่วทั้งโลกในเวลาต่อมานั่นเอง…???
ประวัติความเป็นมาขององค์กร ”ฟรีเมสัน” นั้น จะสามารถย้อนหลังกลับไปถึงยุคโรมัน หรือยุคใดๆ ก็ตามแต่ ก็คงไม่อาจหาหลักฐานมาพิสูจน์กันได้ชัดๆ ด้วยลักษณะความเป็นมาขององค์กรที่ ”ปิดลับ” กันมาตั้งแต่แรก แต่โดยการเปิดเผยของผู้ที่เคยเข้าร่วมกับองค์กรดังกล่าวและได้สลัดตัวออกมาแล้ว หรือผู้ที่ยังแสดงตัวว่าเป็นสมาชิกอยู่ในองค์กรแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่ยอมรับถึง ”ประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่” ของ ”ฟรีเมสัน” ด้วยกันทั้งนั้น…
และคำว่า ”เมสัน” (mason-matio-macon) อันถูกแปลความหมายออกไปในทำนอง “สถาปนิก”, ”ช่างฝีมือ,
”ผู้สร้างสรรค์”, ”นักก่ออิฐ” ฯลฯ อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ล้วนแล้วแต่สามารถนำไปเชื่อมโยงกับประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่ขององค์กรดังกล่าวได้ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าตั้งแต่ยุคที่ชาวยิวตกเป็นทาสของฟาโรห์อียิปต์ ถูกใช้ให้ทำหน้าที่ก่ออิฐ สกัดหิน สร้างสถาปัตยกรรมอันมหัศจรรย์อย่างปิรามิดกันมาเมื่อเป็นพันๆ ปีที่แล้ว หรือโดยการอธิบายปรัชญา ”เมสัน”ในหมู่มวลสมาชิกขององค์กรที่ว่ากันว่ามีการเท้าความไปถึง ”พระเจ้า” ในฐานะที่ถือได้ว่าเป็นสถาปนิกคนแรกในการสร้างโลก ต่อมาจนถึงบรรพบุรุษมนุษย์รุ่นต่างๆ ที่ได้ถูกกล่าวถึงในตำนานความเชื่อของชาวยิว ไม่ว่า ”โนอาห์” สถาปนิกผู้ได้สร้างเรืออพยพขึ้นมาในระหว่างน้ำท่วมโลก ตลอดไปจนถึงผู้ที่ได้สร้าง ”หอบาเบล”, ”ปิรามิด” และ ” วิหารโซโลมอน” เป็นต้น…
ไม่ว่าประวัติความเป็นมาขององค์กรดังกล่าวจะมีที่มา-ที่ไปอย่างไรก็ตามที การปรากฏตัวขององค์กร ”ฟรีเมสัน” ที่เริ่มขึ้นมาในยุโรปนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า…มันค่อนข้างสอดคล้องกับบรรยากาศการปะทะหักล้างกันและกัน ระหว่างอำนาจของศาสนจักรคริสเตียนกับอำนาจของกษัตริย์และพ่อค้า ที่กำลังเป็นไปอย่างถึงพริกถึงขิงอย่างพอดิบพอดี…???
ความพยายามของศาสนจักรคริสเตียนในอันที่จะรักษาอำนาจ สถานะ และแนวคิดในการชี้นำสังคมเอาไว้ให้ได้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมซึ่งกำลังก่อตัวให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะในกรณีที่อำนาจของกษัตริย์ในยุโรปเติบโตยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่ศาสนจักรจะไปควบคุมบังคับได้เช่นเดิม การขยายตัวของการค้า การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม ที่ทำให้ทัศนคติของผู้คนใน ”สังคมเมือง” ผิดแผกแตกต่างไปจากผู้คนใน ”สังคมฟิวดัล” อันเป็นผู้ที่เคยยึดมั่นศรัทธาอยู่ในศาสนาคริสต์โดยแทบไม่มีคำถาม รวมไปถึงการไหลบ่าของความรู้ วิทยาการ ปรัชญา วิทยาศาสตร์ที่มักก่อให้เกิดการตั้งข้อสงสัย หรือการเพาะพันธุ์ความเชื่อที่แปลกแยกไปจากความเชื่อดั้งเดิมในศาสนา ซึ่งเริ่มกระจายตัวเข้ามาสู่ภาคใต้ของเสปน ไม่ว่าเมืองคอร์โดบา, ทอเลโด, เซวิลล์ จนกระทั่งแพร่กระจายไปทั่วทั้งยุโรป…ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะมีส่วนเกี่ยวพันกับบทบาทขององค์กรฟรีเมสันที่ปรากฏตัวขึ้นมาในยุโรปในช่วงระยะเดียวกันนั้น หรือไม่? เพียงใด? ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเพียงข้อกล่าวหา การตั้งข้อสังเกต หรือข้อสงสัยกันไปตามเรื่องตามราว…แต่อย่างไรก็ตามทีภายใต้บรรยากาศของสังคมยุโรปที่เป็นไปเช่นนี้…ก็ทำให้ศาสนจักรต้องดิ้นรน พยายามหาหนทางตอบโต้ กดดัน ขจัดปัดเป่ากระแสความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กันในทุกวิถีทาง…
การตอบโต้ของศาสนจักรต่อความเคลื่อนไหวต่างๆที่อาจเข้ามากัดเซาะบ่อนทำลายอำนาจ หรืออิทธิพลความเชื่อของตัวเองในช่วงระยะนั้น ก็คงต้องเรียกว่า รุนแรงและเหี้ยมเกรียม อำมหิตอยู่ไม่น้อย จนชาวยุโรปถึงกับมีการเรียกขานช่วงระยะเวลาแห่งการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามอำนาจของศาสนจักรในระยะนั้นกันว่า ”ยุคมืด” (Dark Age)กันไปเลยทีเดียว การจับคนไปฆ่า ไปเผา ไปทรมานโดยการตัดสินใจของพวกพระ ที่มักอาศัยพื้นฐานของความเชื่อซึ่งอาจจะไร้เหตุไร้ผล หรือกระทั่งไร้ความยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัดเจน…ภายใต้สภาพเช่นนี้…ได้ทำให้การดิ้นรนเพื่อหาทางหลุดรอดและหลีกเลี่ยงจากการถูกกดดันหรือถูกเล่นงานโดยศาสนจักร กลายเป็นสิ่งที่มีความสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวในแบบซ่อนเร้น ปิดลับ ที่บรรดาชาวยิวมีความถนัดจัดเจนอย่างเป็นพิเศษมาตั้งแต่แรก และจะด้วยบทบาทของชาวยิวเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวดังกล่าวหรือไม่? เพียงใด? ก็ตาม แต่โดยบรรยากาศที่ครอบงำสังคมยุโรปในช่วงระยะนั้น ก็ได้นำไปสู่การจัดตั้ง ”สมาคมลับ” ของชาวยุโรปจำนวนมากมาย โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่ไม่ได้มีอำนาจต่อรองในสังคมมากนักอย่างเช่นบรรดานักคิดและนักวิทยาศาสตร์เป็นต้น… ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งสมาคมลับของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์แห่งเมืองเนเปิลในประเทศอิตาลี สมาคม ”อินวิซิเบิล คอลเลจ” (Invisible College) ของนักวิทยาศาสตร์แห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สมาคมศึกษาปรัชญาของนักคิดนักวิทยาศาสตร์ในฝรั่งเศส และเยอรมัน…ฯลฯ และบรรดาองค์กรและสมาคมเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ต้องพยายามสร้างความใกล้ชิด หรือพยายามแสวงหาการปกป้องคุ้มครองจากบรรดากษัตริย์และพ่อค้าที่กำลังมีอำนาจอิทธิพลเพิ่มขึ้นทุกที….
การปรากฏตัวขององค์กร ”ฟรีเมสัน” ในยุโรปเป็นครั้งแรกนั้น อันที่จริงได้ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. ๑๓๗๕ และภายใต้รูปแบบภายนอกที่ดูเสมือนหนึ่งเป็นเพียงแค่ ”สมาคมช่างฝีมือ” ที่เติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับสถาปัตยกรรมแบบ ”โกธิคส์” ที่กำลังแพร่หลายไปในยุโรปขณะนั้น แต่ในท้ายที่สุดบทบาทขององค์กรดังกล่าวก็มักจะถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด หรืออยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจ การค้า และการขับเคลื่อนทัศนคติใหม่ๆ ที่มีลักษณะต่อต้านอำนาจของศาสนจักรคริสเตียนในขณะนั้น…อย่างตรงไป-ตรงมา…???.ในปี ค.ศ. ๑๔๔๔และ๑๔๔๕ คำว่า ”แฟรงค์-เมสัน” (Frank-macon)ได้ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. ๑๔๕๙ กฎหมายรัฐบาลอังกฤษก็เริ่มมีการกล่าวถึงสถานะและบทบาทของ ”ฟรี-เมสัน” (Free-mason) เป็นครั้งแรก จนกระทั่งประมาณปี ค.ศ. ๑๗๑๗-๑๗๒๑ บทบาทขององค์กรฟรีเมสันก็ได้ถูกกล่าวถึงไปทั่วทั้งยุโรป…
ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นสมาชิกและเกี่ยวพันกับองค์กรเหล่านี้ มีทั้งกษัตริย์ ขุนนาง พ่อค้าอันทรงอิทธิพล นักคิด นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ที่ถูกแรงกดดันของศาสนจักรกวาดต้อนให้ไหลไปรวมกันจนกลายเป็นปึกแผ่นแน่นหนากันในท้ายที่สุด และบรรดากลุ่มคนเหล่านี้…ล้วนแล้วแต่มีบทบาท มีส่วนกระตุ้น หรือมีส่วนในการวางรากฐานให้เกิดอำนาจทางการเมืองแบบใหม่ ทฤษฏีทางการเมือง-เศรษฐกิจแบบใหม่ ทัศนคติแบบใหม่ ที่มีต่อโลก ต่อวิถีชีวิตของผู้คน ต่อศิลปะและวิทยาการ…ที่แตกต่างไปจากยุคศาสนจักรเรืองอำนาจกันแบบโดยสิ้นเชิง…จนเกิดการเรียกขานยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากแรงผลักดันของกลุ่มคนเหล่านี้ว่า… ยุคแห่ง ”แสงสว่างทางปัญญา” หรือ ”เอ็นไลท์เทนเม้นท์” (enlightenment)…ซึ่งแน่นอนว่า…. ความหมายของคำว่า ”แสงสว่าง” ในที่นี้…ย่อมไม่ได้หมายถึงแสงสว่างที่เคยสาดส่องลงมาจาก ”พระเจ้า” อย่างที่ฝ่ายศาสจักรเคยกล่าวเอาไว้… แต่เป็นแสงสว่างอันก่อเกิดขึ้นมาจากศักยภาพความเป็นมนุษย์ ที่สามารถปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระไปจากอำนาจของคริสตจักรด้วยการเอาชนะผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าลงได้อย่างราบคาบแล้วนั่นเอง…..??? ??? ???



