Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จุดไฟในนาคร
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


พระเจ้าที่ตายแล้ว…??? กับพระเจ้าที่ฟื้นขึ้นมาใหม่..???

ดังที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า…แต่เดิมทีทัศนคติของชาวยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกในแง่ความคิดทางการเมือง การเศรษฐกิจ หรือวิถีชีวิตทางสังคมในแทบทุกระดับชั้น ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้การชี้นำของฝ่ายศาสนาที่มีบทบาทมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรโรมันยังไม่ล่มสลายกันเลยทีเดียว…

แต่ภายใต้ความแตกแยกอันเนื่องมาจากอำนาจและผลประโยชน์ภายในศาสนจักรเอง ความเปลี่ยนแปลงภายในสังคมยุโรป อันเนื่องมาจากผลของสงครามครูเสดที่ยืดเยื้อคาราคาซังกันมาเป็นร้อยๆ ปี ได้ก่อให้เกิดการปลดปล่อยบรรดาทาสติดที่ดิน ที่อาสาไปร่วมรบในสงครามครูเสดให้กลายเป็นอิสระชนตามที่ศาสนจักรเคยให้สัญญาไว้ จนกระทั่งบรรดากลุ่มคนเหล่านี้ได้กลายมาเป็นชนชั้นกลาง และชนชั้นพ่อค้าที่ทำให้เกิด ”สังคมเมือง”ขึ้นมาในยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้และวิทยาการด้านต่างๆ ที่เคยถูกสะสมเอาไว้ในจักรวรรดิอิสลาม ไม่ว่าความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม การประดิษฐ์ไปจนถึงการขยายตัวของการพาณิชย์ที่ขยายวงออกไปพร้อมๆ กับสงคราม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่กลายเป็นพลังย้อนกลับมากดดันศาสนจักรคริสเตียนที่ได้เปิดฉากทำสงครามกับศาสนาที่มีพระเจ้าองค์เดียวกันอย่างศาสนาอิสลาม ให้ค่อยๆ หมดบทบาทในการชี้นำทางความคิดต่อสังคมยุโรปกันในแทบทุกด้าน…ไม่ต่างไปจากการถูกตอบสนองโดยกฎแห่งกรรมกันเลยก็ว่าได้…???

แต่ภายใต้ความเป็นไปของกฎแห่งกรรมในลักษณะที่ว่านี้…ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทของชาวยิวในยุโรปก็มีส่วนในการช่วยกระตุ้นและเร่งความเสื่อมให้เกิดขึ้นต่ออำนาจของศาสนจักรอยู่ไม่น้อย…???

ไม่ว่าจะโดย ”ยิวในราชสำนัก” ที่มีส่วนช่วยเหลือ ให้คำแนะนำกับบรรดากษัตริย์รายต่างๆ ในการปฏิรูปภาษี การค้าและการลงทุน จนนำมาซึ่งการพังทลายของ ”ระบบเจ้าที่ดิน” หรือระบบ ”ฟิวดัล” อันเคยเป็นรากฐานสำคัญในการค้ำยันอำนาจของศาสนจักรคริสเตียนให้สามารถควบคุมบงการกษัตริย์ได้อย่างถนัดถนี่มาได้โดยตลอด…

การขยายขอบเขตทางการค้าให้กับประเทศต่างๆในยุโรป ด้วยเครือข่ายทุนนิยมที่ชาวยิวจัดวางเอาไว้ในระดับระหว่างประเทศ ได้กลายเป็นตัวเปลี่ยนแปลงสังคมยุโรปให้กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วเอามากๆโรงงานอุตสาหกรรมที่โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ดในยุโรป ไม่ว่าโรงงานถลุงแร่ โรงงานน้ำตาล โรงงานฟอกหนัง โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตเบียร์ โรงงานทำแว่นตา โรงงานผลิตอาวุธ โรงงานผลิตเครื่องจักรไอน้ำ โรงพิมพ์…ฯลฯ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาสังคมอุตสาหกรรมและรองรับความตื่นตัวทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการประดิษฐ์กันในชนิดรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่…

นอกจากนั้น…บรรดาชาวยิวในยุโรปก็ยังมีส่วนไม่น้อยในการแปลตำรับตำราทางด้านวิทยาศาสตร์ ปรัชญา การแพทย์ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ ที่เคยเขียนไว้เป็นภาษากรีก ภาษาอาหรับ หรือภาษาฮิบรู และถูกนำออกมาจากจักรวรรดิอิสลาม ให้เกิดการเผยแพร่และรับรู้ในหมู่ชาวยุโรปอย่างไม่ขาดสาย…ซึ่งบรรดาวิทยาการความรู้ที่ถูกสั่งสมกันมาตั้งแต่ยุคกรีกนี่แหละ ที่ต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นรากฐานในการหักล้างทัศนคติของฝ่ายศาสนาที่เคยครอบงำชาวยุโรปให้ต้องศิโรราบอยู่แต่ภายในโลกของพระเจ้า จนเกิดการหันไปหาโลกแห่งวิทยาศาสตร์อันเป็นโลกที่พร้อมจะปฏิเสธพระเจ้ากันยิ่งขึ้นเรื่อยๆ…???

เพราะการที่จะเอาชนะอำนาจของศาสนจักร ที่ครอบงำชาวยุโรปลึกลงไปถึงระดับรากฐานทัศนะและความคิดกันให้ได้อย่างจริงๆ จังๆ นั้น…บรรดากษัตริย์และพ่อค้าต่างก็ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า ”ทัศนคติแบบวิทยาศาสตร์” ที่กำลังเจริญเติบโตไปพร้อมกับความก้าวหน้าและความมั่งคั่งของสังคมอุตสาหกรรมนี่แหละ เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมือง, เศรษฐกิจ, และวิถีชีวิตทางสังคมของชาวยุโรป ชนิดพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยก็ว่าได้…

จากทัศนคติที่เคยเชื่อๆ กันว่าโลกได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระผู้เป็นเจ้าตามการชี้นำโดยศาสนจักร ซึ่งมักจะทำให้พวกพระซึ่งเป็นผู้ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าโดยตรงมีบทบาทอิทธิพลในการเข้ามาชี้นำสังคมโดยตลอด บรรดานักคิดและชนชั้นนำในยุโรป ก็ได้พยายามสร้างโลกที่ก่อเกิดขึ้นมาเองโดยอุบัติเหตุของสสารหรือด้วยความบังเอิญ ชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการเนรมิตของพระเจ้า ก็เริ่มถูกทำให้กลายเป็นชีวิตที่อุบัติขึ้นมาในบึงโบราณ เมื่อกว่า ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว อันเนื่องมาจากการวิวัฒนาการอย่างช้าๆ ของสารเคมี โดยไม่ได้มีสิ่งใดๆ เข้าไปเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย ระเบียบแบบแผนต่างๆที่ควบคุมจักรวาลเอาไว้ถูกทำให้มีสภาพไม่ต่างไปจากนาฬิกาที่ถูกไขลานแล้วทิ้งเอาไว้เฉยๆ ซึ่งจะเดินไปโดยไม่ได้มีอำนาจลึกลับใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีอิทธิพลกันเลยแม้แต่น้อย…ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งต่างๆ ก็จะต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดขึ้นมาจาก ”ความจริงทางสสาร” อันเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่เป็น ”ความจริงทางจิตวิญญาณ” อันเป็นสิ่งที่ถูกโมเมขึ้นมาโดยผู้ที่อ้างตัวเองว่าเป็นผู้สื่อสารกับพระเจ้า หรือต้องเป็นไปตามแบบแผนทฤษฏีการเมือง ทฤษฏีเศรษฐกิจ หรือทฤษฏีทางด้านสังคมวิทยาที่มีรากฐานมาจาก ”ทัศนคติแบบวิทยาศาสตร์” กันเป็นหลัก…??? จากการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติได้อย่างถึงรากถึงโคนเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้การแยกศาสนาออกจากรัฐ จึงกลายเป็นความถูกต้อง ชอบธรรม ซึ่งสังคมชาวยุโรปค่อยๆ ให้การยอมรับกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน…

สถานะของกษัตริย์ได้ถูกอธิบายโดยนักปรัชญาชั้นนำในยุโรปอย่าง ”โทมัส ฮอปส์” ว่า… “แทนที่จะให้ความเคารพต่อพระเจ้าที่ได้ตายไปแล้ว เราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณต่อพระเจ้าที่อยู่กับเราชั่วนิรันดร์ นั่นก็คือสันติสุขและการป้องกันตนเอง กษัตริย์ที่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นได้นั้น มีค่ากว่าทุกคน ควรที่เราทั้งหลายควรจะมอบอำนาจให้ ในฐานะที่ได้สร้างหลักประกันให้กับสิทธิปวงชน และทำให้รัฐชาติยุคใหม่จำเป็นจะต้องมีอำนาจศูนย์กลางที่ไม่อาจท้าทายได้ เพื่อควบคุมกิจกรรมทั้งหลายภายใต้รัฐทั้งหมด…”

การแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าของกษัตริย์และพ่อค้า ที่ขยายตัวออกไปในโลกพร้อมๆกับลัทธิล่าอาณานิคมและการเติบโตของระบบทุนนิยม ได้ถูกอธิบายผ่านทฤษฏีวิวัฒนาการของ ”ชาร์ลส์ ดาร์วิน” ว่า ล้วนแล้วแต่เป็นไปในลักษณะที่ไม่ได้ต่างไปจากกฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นภายใต้ ”กระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติ” ซึ่งยืนยันว่า สิ่งมีชีวิตที่ด้อยกว่า และไม่อาจปรับตัวได้ จะต้องถูกขจัดออกไป เพื่อเปิดทางให้กับการสร้างสรรค์โดยสิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงกว่า และสามารถปรับตัวเพื่อการอยู่รอดได้ดีกว่า…??? และโดยทฤษฏีเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของ ”อดัม สมิธ” ที่ระบุว่าการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในสังคมมนุษย์นั้น สามารถเติบโตเจริญก้าวหน้าได้ ก็โดยการอาศัย ”กลไกตลาด” ที่เป็นไปอย่างเสรี อันจะก่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนที่มีความลงตัวตามธรรมชาติไม่ต่างไปจาก ”มือที่มองไม่เห็น”…???

หรือแม้กระทั่งบรรดาผู้ที่มีความคิดขัดแย้งต่อต้านกษัตริย์หรือต่อต้านชนชั้นพ่อค้าก็ตาม…ไม่ว่าพวกที่เรียกตัวเองว่า ”อนาธิปไตย” หรือ ”คอมมิวนิสต์” ก็มักจะเริ่มต้นทัศนคติมาจากโลกวิทยาศาสตร์กันเป็นพื้นฐาน…การประกาศถึง “การกบฎต่อพระเจ้าถือเป็นความจำเป็น…เพราะพระเจ้าเป็นนายแห่งทาส” โดยนักอธิปไตยอย่าง ”มิคฮาอิล บาคูนิน” หรือการนำเอาทฤษฏีวิวัฒนาการของ ”ดาร์วิน” มาใช้อธิบายความหมายของ ”วัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์” ตามแนวทางคอมมิวนิสต์โดย ”คาร์ล มาร์กซ์” และ ”ฟริชดิท แองเกลส์” ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในสังคมยุโรปอย่างถึงราก….

และเมื่อทัศนคติเช่นนี้ได้ถูกนำมาแทนที่ทัศนคติเดิมๆ มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานไม่ช้ามันก็ได้ทำให้ ”พระเจ้าของชาวคริสต์” ที่เคยสิงสถิตอยู่ในความคิดความรู้สึกของชาวยุโรปจำนวนไม่น้อย ก็ได้กลายเป็น ”พระเจ้าที่…ตายแล้ว”…??? และการตายของพระเจ้าในลักษณะเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้สังคมชาวยุโรปที่ปั่นป่วนวุ่นวายอยู่แล้วเป็นทุนเดิมก็ยิ่งชุลมุนวุ่นวายหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก จนในท้ายที่สุด…ความวุ่นวายของชาวยุโรปก็ได้กลายเป็นความวุ่นวายของโลกทั้งโลกควบคู่ไปด้วย เมื่อชาวยุโรปสามารถนำเอาอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมอันเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายเช่นนี้แผ่ขยายออกไปครอบงำโลกทั้งโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์…

ส่วนชาวยิวนั้น แม้นว่าอาจจะยังไม่สามารถหาหลักฐานและข้อสรุปที่แน่ชัดว่า มีส่วน มีบทบาทไม่ว่าเบื้องหน้า-เบื้องหลัง ในการสร้างความปั่นป่วนให้เกิดกับสังคมชาวยุโรป อันเป็นสังคมของผู้ที่ได้กดขี่ข่มเหงชาวยิวกันมาโดยตลอดมาก-น้อยขนาดไหน? หรือไม่? อย่างไร? แต่ภายใต้ความวุ่นวายที่ก่อเกิดขึ้นมาในยุโรป และแผ่ซ่านไปทั่วทั้งโลกนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า…บรรดาความปั่นป่วนวุ่นวายเหล่านี้ นอกจากมันจะไม่ได้ทำให้พลังอำนาจและความมั่งคั่งของชาวยิวลดน้อยถอยลงตามไปด้วยเลย รวมทั้งไม่ได้ทำให้ ”พระเจ้าของชาวยิว” ต้องล้มตายตามพระเจ้าของชาวคริสต์ลงไปเลยแม้แต่น้อย…แต่ยิ่งโลกทั้งโลกเกิดความวุ่นวายมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ดูจะกลับทำให้อำนาจของชาวยิว กลับยิ่งแผ่ขยายแทรกซึมลงไปสู่ระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจในระดับโลกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และกลับยิ่งทำให้พระเจ้าของชาวยิวถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาแสดงบทบาท ในฐานะพระเจ้าที่จะมอบโลกทั้งโลกให้กับชนชาติที่พระองค์ได้เลือกสรรไว้แล้วได้ดูแลปกครอง หรือเพื่อให้ชนชาติต่างๆ ได้รับรู้ถึงความมีอยู่ของพระองค์ ก็โดยผ่านบทบาทของชนชาติอิสราเอลแต่เพียงเท่านั้น…??? ??? ???



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter