ชัยชนะที่กลายมาเป็นความพ่ายแพ้ และความพ่ายแพ้ที่กลายเป็นชัยชนะ
การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างชาวยิวในแต่ละประเทศหรือระหว่างประเทศในกิจกรรมทางการค้า การพาณิชย์ การธนาคาร ฯลฯ อันเป็นสิ่งที่ชาวยุโรปมักจะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลย ได้ถูกทำให้กลายเป็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่กว้างขวางของชาวยิวในเวลาต่อมาในชนิดที่สามารถนำไปต่อรอง หรือปรับเปลี่ยนทิศทางของประเทศยุโรปแต่ละประเทศให้เป็นไปตามจุดประสงค์และเป้าหมายของชาวยิวได้อย่างน่าทึ่งและน่าอัศจรรย์เอามากๆ…
นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ เป็นต้นมา ว่ากันว่า…บรรดาเมืองท่าต่างๆในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น ล้วนแล้วแต่กลายเป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจ เป็นแหล่งอุตสาหกรรม และอู่ต่อเรือสินค้าของชาวยิวไปแทบทั้งสิ้น สินค้าสำคัญๆไม่ว่าการค้าขนสัตว์ ผ้าไหม เครื่องเทศ พริกไทย น้ำตาล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ถูกผูกขาดโดยพ่อค้าชาวยิวที่จัดสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันและกันตั้งแต่ยุโรป แอฟริกา ไปจนถึงเมืองจีน โดยอาศัยวิธีทางการค้าที่ก้าวหน้าทันสมัยหรือการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ชาวยิวเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา และใช้กันในหมู่ชาวยิวมานานแสนนาน ไม่ว่าระบบธนาคาร ระบบตั๋วสัญญาใช้เงิน ระบบดอกเบี้ย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่กลายเป็นพลังอำนาจในแบบที่ชาวยุโรป ”ไม่อาจปฏิเสธ” ได้อีกต่อไป แม้นว่าในทัศนะของชาวยุโรปขณะนั้นจะยังคงแสดงความเหยียดหยาม กดขี่ หรือพยายามกีดกันชาวยิวเช่นใดก็ตาม…ตัวอย่างเช่นในกรณีของเมืองเวนิส ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดของโลกในการเชื่อมระหว่างยุโรปกับเอเชีย นับตั้งแต่ยุคสงครามครูเสดเป็นต้นมา บรรดาชาวยิวที่กระจายเข้าไปยังเมืองแห่งนี้และได้ถูกกีดกันกันมาตั้งแต่แรก ด้วยการสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปประกอบธุรกิจการงานใดๆในตัวเมืองอย่างเด็ดขาด ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคดังกล่าวได้ในเวลาต่อมาแม้ว่าจะต้องอดทนรอคอยกันอย่างยาวนานนับเป็นร้อยๆ ปี…
ในปี ค.ศ. ๑๒๙๐ ด้วยความสามารถทางการค้าของชาวยิว ผู้ปกครองเมืองเวนิสจำต้องหาทางผ่อนคลาย อนุญาตให้บรรดาพ่อค้าและนักการธนาคารชาวยิวเข้าไปประกอบธุรกิจในเมืองเวนิสได้ เพื่อแลกกับภาษี ๕ เปอร์เซ็นต์ที่จะได้รับจากชาวยิว ในทุกๆ ครั้งที่มีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออก ต่อมาอีกเกือบร้อยปีอำนาจการค้าของชาวยิวก็ทำให้ผู้ปกครองเมืองยินยอมที่จะให้นายธนาคารชาวยิวสามารถไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในตัวเมืองได้ รวมทั้งอนุญาตให้มีสิทธิซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นสุสานสำหรับชาวยิวเป็นการเฉพาะ…แม้นว่าต่อมาในปี ค.ศ. ๑๓๙๔ ความหวั่นวิตกต่ออำนาจของชาวยิว รวมทั้งความรู้สึกเหยียดหยาม ชิงชังด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ได้ทำให้เกิดการเนรเทศชาวยิวออกจากเวนิสกันทั้งแถบ แต่ท้ายที่สุดแล้วทรัพย์สินเงินทอง และความมั่งคั่งที่กลายเป็นอำนาจต่อรองที่ชาวยิวมีอยู่ในมือ ก็ทำให้ผู้ปกครองเมืองเวนิสต้องเปิดโอกาสให้ชาวยิวกลับมาใช้เมืองท่าเวนิสอีกครั้งจนได้ในปี ค.ศ. ๑๕๑๖ จนกระทั่งตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๗ เป็นต้นมา ชาวยิวก็สามารถสร้างยุคทองของชาวยิวในเมืองเวนิสและกำเมืองเวนิสอันเป็นเสมือนศูนย์กลางทางการค้าของโลกเอาไว้ในมือนับตั้งแต่นั้นมา…
สภาพเช่นนี้แทบไม่ได้แตกต่างกันเลยกับประเทศยุโรปรายอื่นๆ ภายใต้บรรยากาศการแข่งขันในทางอำนาจและทางการค้าระหว่างเสปน กับ ฮอลันดา ชาวยิวที่ถูกเนรเทศออกมาจากเสปนก็หันไปหาฮอลันดาและสามารถช่วยสร้างความยิ่งใหญ่ทางการเมืองและการค้า จนเขตการค้าและอาณานิคมของฮอลันดาแผ่ขยายออกไปทั่วโลก บริษัทค้าขายอันทรงอิทธิพลในระดับโลกของฮอลันดา อันมีชื่อว่า ”บริษัทอินเดียตะวันออก” นั้น ก็มีบรรดาชาวยิวเข้าไปเป็นคณะกรรมการบริหาร และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระบบการค้าในเมืองท่าสำคัญต่างๆให้มาขึ้นอยู่กับเมือง ”อามสเตอร์ดัม” ของฮอลันดาที่ถูกเรียกขานกันในชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ”เยรูซาเล็มใหม่” และยังได้ถูกชาวยิวทำให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการค้าเพชรพลอยของโลกมาจนตราบเท่าทุกวันนี้…
อังกฤษที่เคยเนรเทศยิวออกจากประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๒๙๐ นอกจากจะต้องหันมาเป็นฝ่ายกู้เงินพ่อค้าชาวยิวเพื่อไปรบกับฝรั่งเศสในช่วงสงครามเจ็ดปีกันแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องเปิดประเทศรับการกลับมาของชาวยิวในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ยิวได้กลับเข้าไปในฝรั่งเศส ตั้งแต่ยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และมีบทบาทในสังคมฝรั่งเศสอย่างสูงสุดในยุคพระจักรพรรดินโปเลียน ที่พยายามหาทางเปลี่ยนแปลงให้ชาวยิวกลายเป็นพลเมืองฝรั่งเศสโดยสมบูรณ์ ด้วยการทำให้กฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตของชาวยิวที่มีมาตั้งแต่ยุคโมเสสนั้นกลายเป็นเพียงกฎเกณฑ์ทางศาสนา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่บังคับใช้กับพลเมืองฝรั่งเศส หรือทำให้ชาวยิวกลายเป็นพลเมืองฝรั่งเศสที่นับถือศาสนายูดาห์ ไม่ต่างไปจากชาวฝรั่งเศสที่นับถือศาสนาคริสต์หรือศาสนาอื่นๆ นั่นเอง…และโดยแนวทางเช่นเดียวกันนี้ ประเทศทั้งหลายในยุโรปก็จึงได้ยอมรับให้ชาวยิวกลายเป็นพลเมืองของประเทศแต่ละประเทศกันในเวลาต่อมา
ภายใต้การเติบโตของการค้า การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรมที่ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางโดยบทบาทของชาวยิวนี่เอง ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มอำนาจ เพิ่มความมั่งคั่งให้กับกษัตริย์ให้เติบโตแข็งแรงยิ่งขึ้นไปอีก มันยังได้สร้างชนชั้นพ่อค้าและชนชั้นกลางให้เข้ามามีบทบาท อิทธิพลในทางเศรษฐกิจและในกระทั่งในทางการเมืองกันเป็นระลอก จนอีกไม่นานไม่ช้าเมื่อบรรดาอำนาจต่างๆ เติบโตขยายตัวจนเป็นปึกแผ่นแน่นหนา มันก็ได้นำไปสู่การปะทะขัดแย้งและการแย่งชิงบทบาทอำนาจ ระหว่างอำนาจที่กำลังก่อตัวเติบโตขึ้นมาใหม่กับอำนาจดั้งเดิมที่เคยครอบงำชาวยุโรป ซึ่งชักจะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางการค้า การประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอันมีความสำคัญต่อสังคมอุตสาหกรรมยิ่งขึ้นทุกที นั่นก็คือการปะทะกันระหว่างอำนาจของกษัตริย์และพ่อค้ากับอำนาจของศาสนจักรคริสเตียนในยุโรปในเวลาต่อมา และท้ายที่สุดก็จบลงไปด้วยความพ่ายแพ้ของศาสนจักรอย่างราบคาบ จนหมดสภาพที่จะควบคุมบังคับ หรือชี้นำการเมือง-การปกครองในอาณาจักรต่างๆ ได้เช่นเดิม…สภาวการณ์เช่นนี้นอกจากจะทำให้เกิดการประกาศ ”แยกศาสนาออกจากรัฐ”ในหมู่ชาติต่างๆในยุโรปกันอย่างชัดเจนแล้ว ยังนำไปสู่การก่อกำเนิดแนวคิดทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม ที่มีรากฐานมาจาก ”การปฏิเสธความมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า” อันเป็นแนวคิดแบบเดียวกับที่ชาวกรีกและชาวโรมันเคยยึดถือมาก่อนในอดีตนั่นเอง…
แต่สำหรับชาวยิวนั้น แม้นว่าจะมีบทบาทอยู่เบื้องหลังอำนาจของกษัตริย์และพ่อค้าในยุโรปอย่างใกล้ชิดจนแทบจะเป็นอำนาจเดียวกันเลยก็ว่าได้ แต่ชาวยิวก็ไม่เคยคิดที่จะตั้งคำถามหรือข้อสงสัยต่อพระเจ้าของตัวเองเลยแม้แต่น้อย…พระเจ้าของชาวยิวก็ยังคงเป็นพระเจ้าที่โปรดปรานชาวยิวอย่างเป็นพิเศษ หรือเป็นพระเจ้าที่ยังคงมีพันธะสัญญากับชนชาติยิวในฐานะ ”ชนชาติที่พระเจ้าเลือกสรรแล้ว” เช่นเดิม… ด้วยเหตุนี้ในชัยชนะที่ชาวยิวได้มีส่วนร่วมอยู่อย่างใกล้ชิดเช่นนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะที่ชาวยิวมีต่ออำนาจซึ่งเคยบังคับกดขี่ชาวยิวมานับเป็นศตวรรษๆเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยชนะที่ชาวยิวมีต่อพระเจ้าของชาวคริสต์อันเป็นสิ่งที่ชาวยิวเคยแสดงการปฏิเสธมาตั้งแต่ยุคพระเยซูอีกด้วย….??? ??? ???
เพราะในการต่อสู้กันระหว่างอำนาจของศาสนจักรกับอำนาจของกษัตริย์ที่ได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับบรรดาชนชั้นพ่อค้าในระยะนั้น มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่การต่อสู้กันด้วยพลังอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรืออิทธิพลทางการทหารเท่านั้น แต่มันเป็นการต่อสู้ที่ลึกลงไปถึงระดับทัศนคติ ความคิดและความเชื่อว่าใครจะมีอิทธิพลในการชี้ทิศชี้ทางให้กับสังคมยุโรปในช่วงระยะนั้นอีกด้วยต่างหาก…???



