4 เดือนหลังรัฐประหาร 19 กันยายน
ในห้วงเวลาเพียง 4 เดือน ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายนนั้น กระแสความนิยม/ความสนับสนุนที่สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหมู่ชนชั้นกลางมีต่อการรัฐประหารและรัฐบาลของนายกฯสุรยุทธ์เสื่อมลง อย่างรวดเร็ว ถามว่า ผมแปลกใจหรือไม่กับความเสื่อมนี้ คำตอบคือไม่ ในแง่หนึ่งมันก็ไม่ค่อยยุติธรรมต่อ คมช.และรัฐบาล เพราะความเสื่อมนี้เกิดขึ้นจากความหวังสูง แต่ลมๆ แล้งๆ ตั้งแต่ต้นของสังคมในการคาดหวังและฝันไปว่า การรัฐประหารจะแก้ปัญหาของเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
เพียง 4 เดือนเท่านั้น ความฝันว่า รัฐประหารจะยุติความขัดแย้งของสังคมได้สูญสลายกลายเป็นฝันกลางแดด ความขัดแย้งซึ่งเป็นข้ออ้างหลักของการก่อรัฐประหารนั้น นอกจากจะไม่หายไปไหนแล้ว กลับดูเหมือนหนักหน่วงมากขึ้น ระเบิด 8 ลูกในคืนวันส่งท้ายปีเก่ากับความตายของคน 3 คน บาดเจ็บนับสิบ ย่อมเป็นหลักฐานของความล้มเหลว โดยไม่ต้องพูดถึง “คลื่นใต้น้ำ” ในรูปเปลวเพลิงที่โหมไหม้ในอีสานและเหนือที่ไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงในเร็ววัน
ฝันที่ไม่เป็นจริงข้างต้นเกิดจากการที่สังคมไทยในรอบ 30 กว่าปี ภายหลัง 14 ตุลาคม 2516 ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย จนกระทั่งความพยายามในการที่จะดึงการเมืองให้ย้อนยุคกลับไปในอดีตอันหวานชื่นของหมู่ชนชั้นสูงและเหล่ามหาอมาตย์ ภายใต้คาถา “ปรองดองสมานฉันท์” นั้น ไม่มีทางประสบความสำเร็จ
ปาฐกถาของ อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2549 เกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบัน สรุปรวบยอดไว้ว่า “ความเป็นจริง” ของการเมืองไทยนั้นก็คือสมดุลของสมการแห่งอำนาจของพลังทางสังคม 3 ส่วนคือ เอกบุรุษ (ในปัจจุบันคือพระมหากษัตริย์ซึ่งได้รับความเคารพเชื่อฟังจากประชาชนอย่างกว้างขวาง) อภิชนาธิปไตย ซึ่งรวมทหาร, ข้าราชการ, คนชั้นกลาง ฯลฯ และประชาธิปไตยอันประกอบด้วยนักการเมือง, พรรคการเมือง และประชาชนทั่วไป การเมืองไทยที่ดำเนินไปได้นั้นต้องมีดุลยภาพของสามส่วนนี้ ซึ่งทำหน้าที่คอยถ่วงดุลกัน ประสานกัน ปรองดองกัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้ำเส้น หรือว่าทำพลาด ก็มีที่เหลืออีกสองฝ่ายที่คอยตบให้มันกลับเข้าที่ ดังนั้นการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาคือการปรับดุลยภาพของการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง
เนื่องจาก 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลทักษิณซึ่งเป็นตัวแทนขององค์ประกอบที่ 3 นั้นรวมศูนย์อำนาจไว้มากเกินไปจนทำให้การเมืองเสียสมดุล และดุลยภาพของสามส่วนนี้คือระบบตรวจสอบถ่วงดุลของการเมืองไทย เมื่อกล่าวในแง่นี้แล้ว อาจารย์เอนกจึงเห็นว่า “ความเป็นจริง” ทางการเมืองไทยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ (แม้ว่าท่านจะกล่าวเป็นเชิงอรรถไว้ด้วยว่า ท่านไม่ได้หมายความว่าการเมืองไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยในรอบ 30 ปี โดยยกตัวอย่างว่ารัฐประหารครั้งนี้ก็ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ทั้งหมด เช่น ทั้งๆ ที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่รัฐบาลจากการรัฐประหารกลับใช้ “ท่าที” ประชาธิปไตย ซึ่งสะท้อนว่าประชาธิปไตยแบบ “ของแท้” ลงหลักปักฐานในสังคมไทยมากขึ้น) และเมื่อท่านมองการเมืองแบบนี้แล้ว ท่านจึงเห็นว่าการรัฐประหาร 19 กันยายนอย่างน้อยก็เป็น “ข้อยุติ” ต่อปัญหาความขัดแย้งในปีที่แล้ว เพราะมันสอดคล้องกับ “ความเป็นจริง” ของสังคมการเมืองไทย ไม่ว่าเราจะชอบ หรือไม่ชอบก็ตาม
ในแง่นี้แล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับท่านอาจารย์เอนก แต่เห็นคล้อยตามบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงค์ ในหนังสือพิมพ์มติชนเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ม.ค.2550 ที่ชี้ว่า “ความเป็นจริง” ของการ เมืองไทยเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากแต่ละส่วนขององค์ประกอบทั้ง 3 ข้างต้นนั้นมันเกิดการแตกตัวของเป็นกลุ่มย่อยๆ มากมาย ภายในแต่ละกลุ่มมิได้มีเอกภาพทั้งด้านผลประโยชน์และโลกทัศน์ดังเช่นกาลก่อน ตัวอย่างเช่นกลุ่มอภิชนาธิปไตยนั้น อย่างน้อยก็แบ่งออกได้เป็นสองระดับคือชนชั้นกลางระดับบนและระดับล่าง และแม้แต่ในระดับบนนั้นเองก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในรอบ 30 ปี เช่นจากเดิมที่มีเพียงกลุ่มเศรษฐีนามสกุลเก่าๆ มาเป็นกลุ่ม “เศรษฐีใหม่” ที่หลากหลายมากขึ้น เป็นต้น ดังนั้นเมื่อแต่ละองค์ประกอบของพลังอำนาจทั้ง 3 เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างกลุ่มทั้ง 3 ก็ต้องย่อมเปลี่ยนไปด้วย หรือพูดอีกแบบได้ว่า สิ่งที่อาจารย์เอนกเรียกว่า จุดสมดุลแห่งอำนาจนั้นมันไม่หยุดนิ่ง แต่เป็นจุดสมดุลที่เคลื่อนที่ไปตามการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบทั้งสาม
ผมเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลที่แล้วสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการเมืองไทยอย่างไม่มีทางหวนกลับไปในอดีตได้อีกแล้วก็คือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับองค์ประกอบที่สาม ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม คนกลุ่มนี้จะไม่ยอมรับที่จะเล่นบทบาทเดิมอีกต่อไปแล้ว
รัฐบาลจากการเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลแรกๆ ที่ทำให้กลุ่มรากหญ้าเห็นว่าการเมืองในระดับชาตินั้น “กินได้” หรือมีผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อชีวิตประจำวันของเขา ผ่านการดำเนินมาตรการประชานิยมที่แจกจ่ายผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบท เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กองทุนหมู่บ้าน โครงการสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ธนาคารประชาชน ทุนการศึกษาจากกองทุนหวยบนดิน การแปลงทรัพย์สินเป็นทุน เป็นต้น ทั้งหมดนี้มีผลสะเทือนทางการเมืองอย่างยิ่ง โดยบั่นทอนความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่ประชาชนชั้นล่างมีต่อนักการเมืองท้องถิ่น กลุ่มอิทธิพล และทุนภูธร ผลก็คือ ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทได้กลายเป็นฐานพลังที่เข้มแข็งและสำคัญที่สุดของพรรคไทยรักไทย และสิ่งเหล่านี้เองที่อธิบายถึงการเกิดขึ้นของม็อบสวนจตุจักรในปีที่แล้ว (ผมไม่เชื่อว่าการชุมนุมที่สวนจตุจักรและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวรากหญ้าในปีที่แล้วจะอธิบายได้ทั้งหมดด้วย อามิสสินจ้าง) ปรากฏการณ์สวนจตุจักรนี้มันเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเด็นปัญหาระดับชาติของชาวรากหญ้าเป็นครั้งแรก ซึ่งแตกต่างจากการชุมนุม-ประท้วงครั้งก่อนๆ เช่น การชุมนุมของกลุ่มสมัชชาคนจน หรือของสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาในอดีตที่ประเด็นแห่งการชุมนุมจะเป็นปัญหาปากท้อง หนี้สิน หรือเป็นปัญหาระดับท้องถิ่น ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าชาวรากหญ้าในฐานะกลุ่มพลังทางการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่กลุ่มพลังอื่นของสมการแห่งอำนาจต้องตระหนักถึง มันเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้วที่จะกีดกันองค์ประกอบที่สามนี้ออกจากสมการแห่งอำนาจ
กล่าวในแง่นี้แล้ว สิ่งที่อาจารย์เอนกเห็นว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน อย่างน้อยก็ก่อให้เกิดข้อยุติทางการเมืองนั้น มันจึงเป็นเพียงข้อยุติเพียงแค่ชั่วคราวในระยะสั้นมากๆ ด้วย เพราะความพยายามที่จะถอดพลังของกลุ่มนี้ออกจากสมการโดยการรัฐประหารนั้น เป็นความพยายามที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปมากแล้ว มนตราแห่งความปองดองและสมานฉันท์จะไม่ขลังอีกต่อไป หาก “ความเป็นจริง” ใหม่ภายหลังการรัฐประหารไม่เปิดพื้นที่ทางการเมืองอย่างเพียงพอให้กับกลุ่มพลังนี้
ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับคำกล่าวของอาจารย์เอนกที่ว่า “จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่คราวนี้จะร่างให้มันดีที่สุด สะอาดบริสุทธิ์ หมดจด ใช้ของทุกประเทศทั่วโลกมารวมกันแล้ว รับรองเจ๊งอีก เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของไทย” แต่ด้วยเหตุผลด้านตรงกันข้าม นัยของข้อความข้างต้นก็คือรัฐธรรมนูญใหม่ต้องยอมรับและให้พื้นที่ (accommodate) ที่พอเพียง (มากขึ้น ?) ต่อพลังของกลุ่มเอกบุรุษและกลุ่มอภิชนาธิปไตย หาไม่แล้วมันก็จะล้มเหลวอีก แต่ผมกับเห็นตรงข้ามว่า หากรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ accommodate พลังของรากหญ้าอย่างพอเพียงแล้วต่างหาก มันจึงจะล้มเหลว
ข้อแข็งของสังคมไทยคงไม่ใช่ความปรองดอง สมานฉันท์หรอกครับอาจารย์ หากความปรองดอง-สมานฉันท์นั้น หมายถึงการที่กลุ่มหนึ่งสามารถ บังคับให้อีกกลุ่มหนึ่งปรองดองด้วยกระบอกปืน และผมไม่แปลกใจด้วยว่าเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น ก็พอเพียงที่จะแสดงให้เห็นว่าการรัฐ ประหารนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2550



