“การบ้าน” ของการเมืองปี 2550
คงต้องขออนุญาตกล่าวสวัสดีปีใหม่กับกัลยาณมิตรผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน ทั้งที่รู้จักเป็นการส่วนตัวหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ ผมเชื่อโดยพื้นฐานว่า คอลัมน์ของผม ผู้อ่านส่วนใหญ่คงเป็นประเภทรู้ร้อนรู้หนาวเรื่องราวของบ้านเมืองไม่มากก็น้อยแหละครับ
ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าจุดแข็งของประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และแกนนำหลายคน รวมทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่ไม่ใช่ทหารพาณิชย์ คือระดับจริยธรรมที่ถือว่าสูงกว่ารัฐบาลทักษิณ ข่าวคาวคอร์รัปชั่นยังไม่มีปรากฏ ซึ่งถือเป็นความบริสุทธิ์ทางการเมือง
คะแนนนิยมที่ได้จากการประเมินมาจากจุดแข็งส่วนตัวมากกว่าศักยภาพและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาของ คมช. และรัฐบาล ซึ่งปีหน้า ทั้งรัฐบาลและ คมช. จะขายความบริสุทธิ์ต่อไปอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา
การเมืองไทยในปีที่ผ่านมาก้าวผ่านเข้าสู่ปีใหม่ด้วยความทุลักทุเล มีทั้งด้านที่ประหัตประหารและด้านของการเกิดใหม่ นั่นอาจเป็นเรื่องปกติของการเมือง เพราะวาทกรรมการเมืองในความหมายกว้างๆ เป็นเรื่องของการต่อสู้ที่ไม่ได้อยู่บนฐานความหมายของ “การต่อสู้เพื่อสิ่งที่ดีกว่าและถูกต้องชอบธรรม” ฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ถ้าพูดถึงการเมืองแล้ว ทั้งในทางจินตนาการและความเป็นจริงจะเต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวาย
หลายคนบ่นกับผมว่า ปี 2550 อยากเห็นการเมืองนิ่ง ไม่มีเรื่องขัดแย้ง วุ่นวาย ไร้ระเบียบ ผมก็นึกไม่ออกว่าจะให้มันอยู่ในสภาวะแบบนั้นได้อย่างไร ในเมื่อคำว่าการเมืองมันมีปัญหาทั้งในตัวความหมายของมันเอง และที่ทางหรือหน้าที่ของมันก็เกิดขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งวุ่นวายอยู่แล้ว ยิ่งการเมืองในระบอบประชาธิปไตยยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้มันนิ่ง หรือปราศจากความขัดแย้งและการเผชิญหน้า
แม้แต่ระบอบเผด็จการไม่ว่าในประเทศไหนก็ตาม ยังทำให้การเมืองนิ่งไม่ได้อย่างแท้จริง เอาง่ายๆ ในพม่าใกล้บ้านเราที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารแบบเบ็ดเสร็จ มันก็ไม่ได้นิ่งอย่างที่เราคิด วันๆ เห็นมีเรื่องวุ่นวายและรอการปะทุใหญ่ตลอดเวลา
ในบ้านเรานั้น การเมืองในปี 2550 ทั้งนักวิเคราะห์ นักรัฐศาสตร์ นักสื่อมวลชนนักการเมืองเอง หรือแม้กระทั่งหมอดูทั้งประเภทโนเนมและขาประจำ ต่างก็ฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า “เดือดและรุนแรง” อาจถึงขั้นเกิดการจลาจลหรือการนองเลือด ซึ่งดูจะเป็นคำทำนายทายทักที่หนักแน่นจากหลากหลายซุ่มเสียงและไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะอย่างน้อยๆ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เราก็ยังไม่เคยเห็นว่านักวิเคราะห์หรือการคาดการณ์จากหลายสำนักหลายทฤษฎีจะทำนายชะตากรรมการเมืองคล้ายๆ กัน
“รุนแรง นองเลือด จลาจล” ฟังดูแล้วหลายคนอาจหดหู่สิ้นหวัง แต่ก็อย่างว่าละครับ การคาดการณ์หรือการทำนายก็เป็นเพียงเรื่องวันนี้ไม่ใช่เรื่องพรุ่งนี้ ถ้าเราเชื่อหรือฟังดูแล้วเห็นว่าคำทำนายมีน้ำหนัก ก็ต้องช่วยกันขยับทิศขยับทางหลีกหนีเหวนรกนั้นดีกว่าจะนั่งอยู่เฉยๆ หรือคิดว่าไม่ใช่ธุระของเรา
จะว่าไปแล้วเงื่อนปมความขัดแย้งแตกแยกทางการเมืองในปี 50 ที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะนำไปสู่ความแตกแยกนั้น มีอยู่ 3 ปมใหญ่ด้วยกัน
ปมแรกคือ ทางลงของ คมช. และรัฐบาลขิงแก่ จะปิดเกมทุกอย่างได้ภายใน 1 ปีตามที่ให้สัญญาไว้หรือไม่ คมช. จะซ่อนปมรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจของตัวเองหรือไม่ หรือจะหาทางลงอย่างไรเพื่อไม่ให้ถูกตามเช็คบิลคืน
ปมที่สองคือ จุดจบของระบอบทักษิณจะจบอย่างไร คุณทักษิณคนเดียว หรือทั้งระบอบและเครือข่าย? รวมถึงจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้จุดจบของระบอบทักษิณกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระเบิดลูกใหม่
ปมที่สามคือ การเมืองหลังรัฐบาลขิงแก่จะหันหัวกลับหลังย้อนยุค หรือเดินไปตามยุคสมัยและครรลองประชาธิปไตยที่วิวัตน์มา ซึ่งคงไปรวมศูนย์อยู่ที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ
และแน่นอนว่า ยังมีปมแวดล้อมอีกหลายเรื่องที่คอยจุดชนวนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทและข้อยุติกรณียุบพรรคการเมืองใหญ่ วิวาทะกรณีกลับไม่กลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และปัญหาความยากจน ซึ่งองค์กรชาวบ้านระดับล่างก็ต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหามากขึ้น
เงื่อนปมเหล่านี้ลองจินตนาการดูว่า ถ้าสมมติมันปรากฏขึ้นพร้อมๆ กัน คมช. และรัฐบาลจะจัดการรับมือหรือคลี่คลายปัญหาอย่างไร
บอกตรงๆ ครับ ถ้าเอาผลงานและระดับความเข้าใจของ คมช. ต่อการจัดการปัญหาในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเหนื่อย และแน่นอน คำทำนายทายทักของเกจิกูรูทางการเมืองก็คงไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน ปี 2550 แทนที่เราจะเห็น คมช. กับรัฐบาลกอดคอกันแก้ปัญหาชาติอย่างมีเอกภาพและหนักแน่น เราอาจเห็นต่างฝ่ายต่างสาละวนอยู่กับการแก้ปัญหาตัวเองก็เป็นไปได้
โอกาสที่จะคลี่คลายสถานการณ์ยังพอมีครับ เริ่มต้นจาก คมช. รัฐบาล สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) รวมถึงหน่วยงานที่ใช้อำนาจทั้งหลาย ต้องเริ่มตั้งหลักกันใหม่ จัดลำดับความสำคัญของปัญหา สะสางปัญหาเก่าให้เร็วขึ้น งดการสร้างปัญหาใหม่โดยไม่จำเป็น และเน้นมาตรการเชิงรุกมากขึ้น
ประการสำคัญ ทั้ง คมช. และรัฐบาลต้องกล้าตัดทิ้งประเด็นปัญหาใหม่ที่ คมช. และรัฐบาลเป็นผู้ก่อขึ้นโดยอาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ เช่น การเดินหน้าแปรรูปมหาวิทยาลัย การลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) การชี้นำการร่างรัฐธรรมนูญ ข่าวคาวเรื่องงบลับ เป็นต้น
“การบ้านของการเมืองปี 2550” จึงไม่หมูเหมือนชื่อปีหมูเลยครับ ทั้งสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ไม่ขาวหรือดำเหมือนปี 2549 ที่ผ่านมา และไม่ต้องมาถามกันหรอกครับว่าจะเลือกข้างไหน เพราะไม่รู้ว่ามีกี่ข้าง แถมแต่ละข้างก็ไม่รู้ว่าคืออะไร
ตีพิมพ์ครั้งแรกในไอเอ็นเอ็น EXCLUSIVE ปีที่ 1 ฉบับที่ 22 มกราคม 2550



