1 เดือนแห่งวิบากกรรม ของตลาดหุ้นไทย
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา เป็นเวลาที่มาตรการต่อต้านการเก็งกำไรค่าเงินบาท ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้หักสำรองเงินลงทุนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศในอัตราร้อยละ 30 มีผลบังคับใช้ครบ 1 เดือนพอดี
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (และนักลงทุน) ต้องพบกับวิบากกรรมที่หนักหนาสาหัสที่สุด
ไล่เรียงมาตั้งแต่ ความหายนะที่เกิดกับตลาดหุ้นไทยในวันที่ 19 ธันวาคมปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาช่วงหลังปีใหม่ ที่ “มู้ด” ของตลาดต้องถูกทำลาย ด้วยเหตุการณ์ระเบิดในช่วงเย็นและค่ำของวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และล่าสุด คือเรื่องที่ว่าด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว
หากย้อนกลับไปดูตัวเลขดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯที่มีการซื้อขายกันในวันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม (หนึ่งวันก่อนหน้าเหตุการณ์ “อังคารทมิฬ” นั้น) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯปิดตัวในเย็นวันนั้นที่ 730.55 จุด เกือบหนึ่งเดือนจากวั้นนั้น ดัชนีได้ปักหัวดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯได้ดีดขึ้นมาปิดในแดนบวกติดต่อกันในช่วงสามวันสุดท้ายของการซื้อขายในอาทิตย์ที่แล้ว โดยดัชนีในวันพุธที่ 17 มกราคม ปิดที่ 651.47 จุด ซึ่งลดลงจากดัชนีในเย็นวันที่ 18 ธันวาคมถึง 79.08 จุด มูลค่าตลาดหายไปในช่วงเวลาเดียวกันถึงเกือบ 6 แสนล้านบาท
ตลาดหุ้นบ้านเราตกต่ำจนน่าใจหาย นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างลงความเห็นว่า ถ้าสิ้นปีหมูไฟนี้ ดัชนีตลาดหุ้นเรากลับมายืนระยะแถว 730 จุดได้ ก็ถือว่าเก่งแล้ว
เมื่อเรามองย้อนกลับไปพิจารณาถึงปัจจัยลบที่ฉุดตลาดให้ลงถึงขั้นนี้แล้ว จะพบว่าเหตุปัจจัยทั้งหมดนั้นล้วนมาจากปัจจัยในประเทศด้วยกันทั้งสิ้น
ปัจจัยแรกคือ นโยบายสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาท ที่ดันเข้าในเย็นวันที่ 18 ธันวาคมปีที่แล้ว ก่อนที่จะถูกชักออกในเย็นวันต่อมา โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงว่า มาตรการนี้ไม่มีผลใช้บังคับกับเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาแสวงหาผลกำไรในตลาดหุ้นไทย
ปัจจัยที่สองคือ ภัยจากวินาศกรรม ที่เชื่อกันว่ามาจากกลุ่มการเมืองเก่าที่สูญเสียอำนาจไปหลังการปฏิรูปการปกครองเดือนกันยายน ซึ่งเลือกเวลาค่ำคืนของการนับถอยหลังเข้าสู่ปี 2007 เป็นเวลาจุดระเบิดความหวาดกลัวให้กับคนกรุงเทพฯ
ความหวาดผวาถึงภัยจากวินาศกรรมมีผลยาวมาถึงช่วงสุดสัปดาห์วันเด็ก ที่ปกติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างยึดพื้นที่ท้องถนน สถานที่ราชการสำคัญๆ และบรรดาห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง เป็นสถานที่ฉลองวันเด็กกัน แน่นอนที่ความหวาดกลัวนี้จะส่งผลต่อการจับจ่ายของประชาชน และทำให้การค้าขายในช่วงเดือนแรกของปีนี้ซบเซาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ปัจจัยลบตัวสุดท้าย คือ การเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจต่างด้าว หรือ “กฎหมาย นอมินี” เข้าสู่ ครม.ในช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนและหอการค้าต่างประเทศอย่างมากก่อนหน้าที่บรรดารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะได้ออกมาชี้แจงสาระสำคัญ และเจตนารมณ์เบื้องหลังให้เข้าใจกันโดยทั่วกัน
สองในสามของปัจจัยข้างต้นนี้ มีที่มาจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล “ขิงแก่” นี้ ส่วนอีกหนึ่งปัจจัย เอาเป็นว่าขอยกให้เป็นฝีมือ “คนนอกรัฐบาล” ก็แล้วกัน ทั้งสามปัจจัยลบนี้จะยังคงมีผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจตลอดปี 2550 นี้ไปอีกระยะหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ในกรณีของวินาศภัยจากการวางระเบิดนั้น ตราบใดที่ยังไม่สามารถจับตัวผู้กระทำผิด และผู้สั่งบงการได้ ผู้คนคงไม่สามารถวางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่เกิดระเบิดขึ้นอีกในกรุงเทพฯ บรรยากาศการค้าขายและการลงทุนจะยังคง อึมครึมและซบเซาต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะจากเดิม (ก่อนวันสิ้นปี) ผู้คนต่างให้ค่าความน่าจะเป็นของการก่อวินาศกรรมในกรุงเทพฯเป็นศูนย์ แต่บัดนี้ความน่าจะเป็นนั้นมีค่าเป็นบวกแล้ว
ปัจจัยลบจากด้านของการดำเนินนโยบายของภาครัฐนั้นก็เช่นกัน ผลเสียหายมิใช่ว่าจะจำกัดวงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ความสับสนในแต่ละมาตรการครอบงำ “sentiment” ของตลาด หากแต่ประสบการณ์ที่ได้จากเหตุการณ์เหล่านี้จะสอนให้ตลาดเปลี่ยนทรรศนะและการคาดการณ์ต่อการดำเนินนโยบายในอนาคตด้วย
เมื่อภาครัฐดำเนินการปรับเปลี่ยนกฎกติกาในการดำเนินธุรกรรมเศรษฐกิจของภาคเอกชน ในลักษณะที่สร้าง “surprise” (หรือถ้าจะกล่าวให้ตรงจริงๆ คือ สร้างความตื่นตระหนก) ให้กับตลาดมาครั้งหนึ่งแล้ว ตลาดย่อมจะสร้างการคาดคะเนต่อการดำเนินนโยบายในอนาคตว่า นโยบายประเภท “สุดขั้ว” หรือ “หลุดโลก” นั้นสามารถโผล่ออกมาให้เห็นได้อีก
เรื่องแบบนี้มิได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของตลาดอีกต่อไปแล้ว
การคาดคะเนถึงความเสี่ยงด้านนโยบาย ย่อมถูกถ่ายทอดมาเป็นความเสี่ยงของประเทศ เมื่อต่างชาติมีการประเมินโอกาสทางธรุกิจสำหรับการมาลงทุนในประเทศไทย ไม่แปลกที่ใครๆ ต่างมองว่า “risk premium” ของประเทศไทยปรับเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา และตัวความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นตัวที่ลิดรอนแรงจูงใจให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมาภายในช่วงระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ปี 2550 นี้ยังอีกยาวไกลนัก เราไม่ควรมองเหตุการณ์ด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยวและหมดหวังเสียตั้งแต่ต้นปี
ผมเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านมาระยะหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยคงได้รับทราบแล้วถึงผลข้างเคียงของ “ยาแรง” 18 ธันวาคม ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยคงกำลังจะหาจังหวะและช่วงเวลาที่เหมาะสม ออกประกาศยกเลิกมาตรการนี้อย่างแน่นอน
หากเป็นดังที่คาดแล้ว ผลดีที่จะตามมาคือ ตลาดจะปรับเปลี่ยนทรรศนะที่มีต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
หวังว่าวันนั้นจะมาถึงในเร็วๆ นี้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2550



