Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
one ton
วันชัย ตัน


บทเรียนจากอียิปต์

ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ผมหนีไปตามรอยอารยธรรมห้าพันปีในประเทศอียิปต์

ก่อนเดินทาง ผมอ่านเจอคำพูดสั้นๆ ประโยคหนึ่งว่า

“ตั้งแต่เมื่อห้าพันปีก่อน ไม่มีอะไรใหม่อีกต่อไป ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้”

ผมอ่านแล้วงงๆ

เพื่อนคนหนึ่งที่ร่วมเดินทางไปด้วยจึงอธิบายให้ฟังว่า

“หมายความว่าทุกอย่างที่คนรุ่นเราคิดว่าใหม่นั้น เอาเข้าจริงแล้ว คนโบราณโดยเฉพาะ คนอียิปต์ได้ค้นพบนานแล้ว”

ผมฟังแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่สองสัปดาห์ของการเดินทางในอียิปต์ คำพูดนี้ดูจะใกล้ความจริง

คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับความใหญ่โตของมหาปิรามิดคูฟู ที่เมืองกิซา สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ อายุ 4,500 ปี สร้างโดยพระเจ้าคูฟู ด้วยสถิติความสูง 147 เมตร ประกอบด้วยก้อนหินปูน 2.3 ล้านก้อนมาเรียงต่อกัน แต่ละก้อนมีน้ำหนัก 2.5 ตัน จนทำให้มหาปิรามิดนี้มีน้ำหนักรวมกันถึง 5 ล้านกว่าตัน

คนอียิปต์โบราณนิยมสร้างพีระมิดเป็นที่ฝังศพของฟาโรห์หรือกษัตริย์ของพวกเขา ทุกวันนี้ในอียิปต์ยังมีปิรามิดขนาดต่างๆ นับร้อยแห่ง แต่ที่ใหญ่ที่สุดก็คือมหาพีระมิดแห่งคูฟู

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่ามหาพีระมิดนี้เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ที่หนักที่สุดในโลก หนักกว่าตึกเอ็มไฟสเตรทถึง 16 เท่า หนักกว่าตึกระฟ้าใดๆ ในโลก

พี่ติ๋มหรือคุณสุภาพ ดีรัตนา ไก๊ด์ผู้มีความรู้เรื่องอียิปต์อย่างลึกซึ้ง เล่าให้ฟังว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน มีพวกญี่ปุ่นได้ทำการท้าพิสูจน์ มาขอสร้างมหาพีระมิดขนาดเดียวกับมหาพีระมิดแห่งเมืองกิซา รัฐบาลอียิปต์ก็ใจดี จัดหาพื้นที่ให้ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนี้ได้สร้างพีระมิดในศตวรรษที่ 20 ให้สำเร็จ

พวกญี่ปุ่นก็ขนเครื่องมือเครื่องไม้ อุปกรณ์การก่อสร้างอันทันสมัยสุดมาที่อียิปต์ หวังจะพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสุดยอดของมนุษย์ในปัจจุบัน สามารถสร้างพีระมิดได้แน่นอน ต่อหน้าสักขีพยานจากทั่วโลก

ปรากฏว่าคนญี่ปุ่นยกก้อนหินก่อสร้างพีระมิดไปได้เพียงครึ่งทาง ก็พังทลายลงมาต่อหน้า

จะเป็นเพราะน้ำหนักหรือการคำนวณที่ผิดพลาดก็ไม่มีใครรู้ แม้จะพยายามอีกกี่ครั้งก็ไม่สำเร็จ คนญี่ปุ่นถึงกับยอมโยนผ้าขาว ประกาศว่าเทคโนโลยีก่อสร้างอันทันสมัย ก็ยังล้าหลังเกินไปสำหรับการสร้างมหาพีระมิดนี้ เป็นปริศนาว่า กะอีแค่การต่อจิ๊กซอว์สามเหลี่ยมยักษ์แบบรูปทรงของฮมิดขึ้นไปเรื่อยๆ เหตุใดคนสมัยใหม่จึงทำไม่สำเร็จ

วันต่อมาผมได้ไปเยือนหุบผากษัตริย์ในเมืองลักซอร์ หุบผาที่ว่านี้อยู่ระหว่างภูเขาในทะเลทราย ไม่มีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว แต่เป็นที่ฝังศพของกษัตริย์อียิปต์รุ่นต่อมา ที่ไม่นิยมสร้างพีระมิดอีกต่อไป หุบเขาแห่งนี้จึงคล้ายฮวงซุ้ย สุสานขนาดยักษ์ของคนจีน

ที่เรียกว่าฮวงซุ้ยขนาดยักษ์ เพราะสุสานของฟาโรห์แต่ละแห่งนั้น ถูกเจาะลึกลงไปในอุโมงค์หลายร้อยเมตร กว่าจะถึงตัวโลงศพ ซึ่งมีมัมมีของฟาโรห์นอนหลับอยู่ชั่วนิรันดร

ผมได้เดินลงไปในอุโมงค์หลายแห่ง ตลอดสองข้างทาง เต็มไปด้วยภาพวาดสีของคนโบราณเกี่ยวกับความเชื่อหลังความตาย ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีสีสันงดงาม แม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายพันปี

สุสานที่เป็นจุดสนใจคือ สุสานตูตันคาเมน ฟาโรห์แห่งอียิปต์ผู้สิ้นพระชนม์ตั้งแต่เยาว์วัย แต่โด่งดังไปทั่วโลก เพราะเป็นสุสานที่ตลอดระยะเวลาสามพันกว่าปี ยังไม่ได้ถูกบรรดาขโมยมาลักลอบขุดสมบัติมีค่าที่ฝังพร้อมกับร่างของพระองค์ลงไป จึงกลายเป็นสุสานสมบูรณ์ที่สุดเมื่อมีการขุดค้นพบสุสานแห่งนี้เมื่อแปดสิบกว่าปีก่อน

หลายคนคงจดจำภาพหน้ากากทองคำของกษัตริย์ตูตันคาเมน ที่มีชื่อเสียงที่สุด แต่หลายคนคงไม่ทราบว่า นอกจากหน้ากากทองคำแล้ว ผมได้เห็นโลงศพถึงห้าชั้น กว่าจะไปถึงตัวมัมมี่ และโลงศพชั้นในสุดทำด้วยทองคำบริสุทธ์หนักร้อยกว่ากิโลกรัมยังเปล่งประกายอยู่มาตลอดสามพันกว่าปี และแสดงลวดลายอย่างละเอียดงดงาม แสดงความสามารถของช่างอียิปต์โบราณอย่างน่าอัศจรรย์

ภายในสุสานมีการขุดพบเครื่องมือ เครื่องใช้และสิ่งตกแต่งถึงห้าพันชิ้นที่ถูกฝังรวมไปกับมัมมี ผมเห็นลวดลายบนเครื่องประดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ กำไลมือ เสื้อ ผ้า รองเท้า ฯลฯ ก็ถึงบางอ้อว่าลวดลายต่างๆ ที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่การออกแบบใหม่อะไรเลย เพราะต้นกำเนิดล้วนมาจากอียิปต์โบราณทั้งสิ้น

ผมเดินทางไปอีกหลายแห่ง อาทิ มหาวิหารคาร์นัก ซึ่งน่าจะเป็นมหาวิหารใหญ่โตที่สุดในโลก มีความยาว 1.5 กิโลเมตร และยาว 800 เมตร ภายในมีเสาหินขนาดสิบคนโอบหลายร้อยต้น ภายในมหาวิหารมีภาพสีสลักนูนสูง นูนต่ำ เล่าเรื่องราวต่างๆ และที่น่าสนใจคือ ภาพวาดแสดงเครื่องมือผ่าตัดในสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน

จนกระทั่งคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ผมมาฉลองปีใหม่ในร้านไอศครีมแห่งหนึ่งกลางกรุงไคโร เพราะอียิปต์เป็นประเทศมุสลิม ไม่อนุญาตให้มีร้านขายเหล้า เบียร์ได้อย่างเสรี ร้านอาหารตามท้องถนนจึงมีแต่คนถือขวดโค้กแทนขวดเหล้า รอเวลาฉลองชัยปีใหม่

พอเที่ยงคืน บนท้องถนนที่แออัดไปด้วยผู้คนต่างส่งเสียง ปรบมือและจุดพลุกันเป็นที่สนุกสนาน เพื่อต้อนรับปีใหม่ 2007

วันรุ่งขึ้น ผมเห็นข่าวทางทีวี จึงทราบว่าที่เมืองไทยรับขวัญปีใหม่กันด้วยระเบิดกลางกรุง มีคนตายสามคน บาดเจ็บยี่สิบกว่าคน เป็นข่าวดังมาถึงอียิปต์ และเห็นภาพข่าว ทหาร ตำรวจ ออกตรวจตราสถานที่สำคัญกันอย่างหนาแน่น

แต่ที่ประเทศอียิปต์ ภาพเหล่านี้ชินสายตาคนที่นี่มานานหลายสิบปีแล้ว

ตอนที่ผมมาอียิปต์ใหม่ๆ ผมแปลกใจมากที่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มี ตำรวจ ทหารถือปืนกลมือยืนเฝ้าอารักขาอย่างหนาแน่น ตามท้องถนนมีทหาร ตำรวจ ยืนถือปืน และทางเข้าโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่ง มีเครื่องสแกนวัตถุระเบิดตั้งอยู่

คล้ายกับภาพหลังการปฏิวัติ 19 กันยายนใหม่ๆ ที่เราเห็นทหารยืนเฝ้าตามจุดสำคัญในกรุงเทพฯ และเมืองสำคัญทั่วประเทศ

เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์ไม่พอใจที่รัฐบาลอียิปต์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากเกินไป จึงต้องการก่อความวุ่นวายในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจพังพินาศ

ผู้ก่อการร้ายรู้ดีว่ารายได้หลักของอียิปต์มาจากการท่องเที่ยว จึงใช้วิธีกราดยิงและวางระเบิดรถนักท่องเที่ยวต่างชาติ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบคน

ในปี 2540 ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์ กลางเมืองหลวง ได้เกิดรถทัวร์บอมบ์ สังหารนักท่องเที่ยวต่างชาติไปจำนวนมาก และที่เมืองลักซอร์ เมืองท่องเที่ยวที่ดังที่สุดของอียิปต์ คล้ายกับเชียงใหม่ของบ้านเรา บรรดามุสลิมหัวรุนแรงได้เอาปืนกลกราดยิงนักท่องเที่ยวกลางวันแสกๆ

ได้ผลครับ ปรากฏว่านักท่องเที่ยวหายไปเกินครึ่ง รัฐบาลต้องใช้ทหารมาดูแลนักท่องเที่ยวประคบประหงมกันอย่างเต็มที่ ทุกวันนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปไหน มีรถตำรวจเปิดหวอนำหน้า หากเดินทางไปต่างเมืองที่ห่างไกลต้องไปเป็นขบวนคาราวาน มีรถทหารพร้อมปืนกล อาวุธหนัก ปิดหน้าปิดหลังคุ้มกันเต็มที่

แต่สิบกว่าปีผ่านไป การท่องเที่ยวก็ยังไม่ฟื้น เฉพาะที่เมืองลักซอร์แห่งเดียว เคยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละ 6 ล้านคน แต่พอเกิดเรื่องทุกวันนี้ยังมีไม่ถึง 2 ล้านคน เพราะการทำร้ายนักท่องเที่ยวยังไม่ยุติง่ายๆ

ทุกวันนี้อียิปต์มีผู้คนยากจนมากขึ้นเรื่อยๆ โจรขโมยชุกชุมเป็นเรื่องธรรมดา เพราะความแตกแยกของผู้คนในสังคม

ขณะที่ประธานาธิบดีฮอสนิ มูบารัค ที่ปกครองประเทศอียิปต์มายี่สิบกว่าปี จนทำให้อียิปต์กลายเป็นประเทศยากจน ก็ยังได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีต่อไป เพราะสามารถกุมเสียงในสภาได้เบ็ดเสร็จ

ไปตามรอยอดีตอียิปต์ครั้งนี้ กลับเห็นอนาคตของประเทศไทย

ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 มกราคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter