พระจันทร์เต็มดวงที่แม่ทา
ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ... เรื่อง
นฤมล กล้าทุกวัน... ภาพ
แม่ทาที่เราไปเยี่ยมเยียนเป็นตำบลในกิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนเข้มแข็งในด้านการจัดการทรัพยากรและเกษตรอินทรีย์ที่หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียง
จากเอกสารที่อ่าน บอกว่าแม่ทาเป็นชุมชนอยู่ในหุบเขา เนื่องจากเป็นเวลาเย็น เราจึงเดินทางจากเชียงใหม่อ้อมไปทางลำพูนเพื่อเข้าสู่ชุมชนแม่ทาตามคำแนะนำของคนในพื้นที่ เราแยกจากทางสายหลักเข้าสู่ทางสายย่อยที่นำเราสู่หมู่บ้านเมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่ม พระจันทร์คืนวันเพ็ญดวงกลมโตลอยเด่นอยู่เหนือเทือกเขาสีเทาเข้ม แต่ออกจะผิดคาดที่สองข้างทางมีบ้านเรือนเรียงรายเป็นสภาพกึ่งเมืองมากกว่า
... แล้วพวกเราก็ต้องตื่นเต้นกับภาพที่เห็น ...
บนเส้นทางก่อนที่จะเข้าสู่เขตตำบลแม่ทา มีรีสอร์ทและกอล์ฟคลับใหญ่โต ตัวอาคารสวยงามสีขาวหลังคาสีน้ำตาล กับโคมไฟประดับสีแดงสลัว ความใหม่ สวยงามใหญ่โตจากภายนอกทำให้เราตื่นเต้น เพราะไม่คิดว่าจะเจอสถานที่แบบนี้ที่นี่ แต่พวกเราก็ไม่ได้ตื่นเต้นนานนักเพราะมันเริ่มเกิดคำถาม (ในสายเลือด) ขึ้นทันทีว่า เราต้องเสียอะไรไปบ้างจากความหรูหราที่มาตั้งอยู่ตรงนี้ เดาได้ทันทีว่า หลังโรงแรมที่เห็นเป็นเทือกเขานั้นจะต้องมีลำน้ำแม่ทา จินตนาการได้ว่า พื้นที่ตรงนี้คือพื้นที่เกษตรดั้งเดิม จินตนาการต่อได้ว่า เกิดการแย่งชิงน้ำจากภาคเกษตร และสนามกอล์ฟก็จะปล่อยยาฆ่าหญ้าลงไปในลำน้ำสายนี้ ลำน้ำที่เป็นต้นน้ำของแม่ปิง และเจ้าพระยา คิดไปได้ไกลและหลายสมมติฐานว่า เจ้านี่มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง จากประสบการณ์ทำให้เราคิดในแง่ร้ายได้เรื่อยๆ
เราแวะที่โรงแรมแห่งนี้แต่เราไม่พักที่นี่ เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่เคยบอกว่า “สอนคนอื่นดีนัก อย่าไปสนับสนุนเสียเองล่ะ” เราเห็นด้วยและจะรักษากติกาข้อนี้อย่างเคร่งครัด นึกถึง “จริตชนชั้นกลาง” ที่อาจารย์นิธิเคยว่าไว้ ต่อให้เรียกร้องเพื่อสังคมอย่างไร ท้ายที่สุด เมื่อลงสู่ภาคปฏิบัติ ชนชั้นกลางก็มักจะหยุดที่การรักความสะดวกสบายและรักษาประโยชน์ของตัวเอง
ภายในบริเวณรีสอร์ทหลายสิบไร่แห่งนั้น เสียงรถเครนกำลังทำงานหนักทั้งที่มืดค่ำ พนักงานโรงแรมบอกว่า กำลังปรับปรุงสนามกอล์ฟ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบสิบปี สนามกอล์ฟเสียหายอย่างหนัก และโรงแรมต้องปิดบริการชั่วคราว ต้องเสียงบประมาณปรับปรุงสนามกอล์ฟหลายสิบล้านบาท เราฟังด้วยความรู้สึก “ไม่” เมตตาสงสาร แถมยังสงสัยต่อไปว่า จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแบบนี้ซ้ำซากไหมนี่

สหกรณ์แม่ทาที่เราไปถึงเป็นเรือนไม้สองชั้น ชั้นล่างเป็นที่ทำการ เราพักที่ชั้นบน ซึ่งเป็นห้องกว้างๆเก็บหนังสือเอกสาร พวกเรานอนบนเสื่อ กางมุ้งเรียงราย เป็นที่นอนที่เราคุ้นเคยและรู้สึกสร้างความเป็นกันเองและสร้างความเป็นทีมงานที่เสมอภาคกันระหว่างหัวหน้าทีมกับลูกน้อง กินอาหารแบบชาวบ้าน นอนกับชาวบ้าน เป็นเงื่อนไขจำเป็นข้อแรก (แต่ยังไม่เพียงพอ) สำหรับการทำงานชุมชนที่ควรเริ่มต้นด้วยการสร้างความเข้าใจวิถีชาวบ้าน

โชคดีขั้นสูงสุดที่เราได้สังเกตการณ์การประชุมของชาวบ้านเมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง เป็นเวทีการประชุมที่มีแต่ชาวบ้านล้วนๆ ชาวบ้านกำลังปรึกษากันในเรื่องเกี่ยวกับการไปร่วมประชุมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด เราเพิ่งได้รู้ว่า มีมาตรฐานระดับจังหวัดด้วย (อาจจะเป็นเพราะเป็นวาระแห่งชาติ) ชาวบ้านขึ้นกระดาน 4 หัวข้อที่อาจทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เวทีการประชุมตรงนี้ เป็นตัวชี้ความเข้มแข็งของชาวบ้านได้ตัวหนึ่ง มี “คุณอำนวย คุณลิขิต” ในการดำเนินการประชุมตามหลักการการจัดการความรู้ มี “การมีส่วนร่วม” ตามหลักการของนักพัฒนา เพราะผู้เข้าร่วมประชุมมีการแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลายตรงไปตรงมา ชาวบ้านมีลูกเล่นในคำพูดที่ล้อเลียนนักวิชาการซึ่งชาวบ้านได้ฟังมาจากที่ประชุมจังหวัด เช่น
“อาจารย์เขาทำให้เราต้องใช้ภาษาอังกฤษ ให้เราทำ ไมด์มง ไมด์แม็บ (Mind-map)”
“ อาจารย์บอกว่า ‘ให้เราเขียนขึ้นกระดานทุกอย่างที่พูด’ ใครอ่านไม่ออกช่างมัน” ประโยคท้ายดูเหมือนจะเป็นคำวิจารณ์แบบเสียดสี สร้างเสียงฮา เป็นความคื้นเครงในวงประชุม
ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า ถ้ามีการตรวจมาตรฐานแล้วตัวเองผ่าน แต่เพื่อนคนอื่นๆไม่ผ่าน ตัวเองก็จะไม่เอามาตรฐานนั้น .. คงเป็นความคิดที่ถูกใจคนที่เชื่อมั่นในกระบวนการกลุ่มและการรู้รักสามัคคี
แต่ที่ถูกใจนักเศรษฐศาสตร์อย่างเรา เพราะจากการที่หลายๆคนช่วยกันพูดแล้ว เราก็สรุปใจความได้ว่า
“มาตรฐานอย่างนี้เราทำไม่ได้แน่ๆ (เช่น เข่งต้องใช้ใส่สินค้าอย่างเดียว ห้ามใช้เข่งใส่ของอย่างอื่นๆ) เขาทำเพื่อขาย มาตรฐานเขาเอื้อประโยชน์ให้ผู้บริโภค (สะอาดแต่ใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักการ) แต่เราทำกินเองเหลือขาย (ผลิตหลากหลายในครัวเรือน ไม่ใช้สารเคมี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) หลักการขัดกัน ที่จริงเรามีมาตรฐาน ISAC แล้ว (มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ยังใช้ส่งออกได้ด้วย) เราจะให้จังหวัดเขามาดู ถ้าเขาว่าไม่ได้ เราก็ไม่เอามาตรฐานเขา แต่เราจะใช้มาตรฐาน “มกอ. มาตรฐานกูเอง” ” เรียกเสียงฮาอีกครั้ง
เราได้ข้อคิดไปบอกเพื่อนนักรัฐศาสตร์ว่า อำนาจต่อรองนั้น ไม่ใช่แค่การตระหนักรู้ในสิทธิ์ของตนเอง คนเราจะสร้างอำนาจต่อรองได้ ก็ต่อเมื่อ “มีทางเลือก” ต่อให้เรารู้ในสิทธิ์ แต่หากเราไม่มีทางเลือก เราจะไปสร้างอำนาจต่อรองได้อย่างไร
เรานึกถึง “ตลาดแข่งขันสมบูรณ์” ที่นักศึกษาท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองว่า “มีผู้ซื้อผู้ขายหลายราย ผู้ซื้อผู้ขายไม่มีอำนาจตลาด” เราเองก็ได้กระจ่างในความคิดว่า มันเป็นเพราะต่างฝ่ายทางมีทางเลือก ผู้ซื้อมีทางเลือกว่าจะซื้อจากผู้ขายคนไหนก็ได้ ผู้ขายมีทางเลือกว่าจะขายให้ใครก็ได้ จึงสร้างอำนาจต่อรองระหว่างกัน ประโยชน์ของตลาดแข่งขัน คือ การมีทางเลือก
เรานึกถึง “การเลือกตั้งครั้งล่าสุด” ที่เป็นโมฆะไปแล้ว เดิม..ถ้ามีแต่หมายเลขให้กากบาท ถ้าไม่ออกไปกากบาท..กฎหมายก็ระบุให้เราเสียสิทธิ์ ถ้าทำบัตรเสีย..กฎหมายก็ระบุว่าเป็นความผิด ดูเหมือนเราจะไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องกาเข้าสักหมายเลขหนึ่ง แต่ครั้นพอเขาเพิ่มช่อง “no vote” ช่องไม่เลือกใคร ดูเหมือนจะเป็นประตูสวรรค์ ช่องเล็กๆนั้นเปิดทางเลือกที่ยิ่งใหญ่ให้เรา แม้ว่าผลรวมจะไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ แต่ในฐานะคนที่มีโอกาสได้เลือก นี่คือ ความเป็นไท และสร้างอำนาจต่อรองให้เราได้ทันที
เรานึกถึง “เกษตรอินทรีย์” นึกถึง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่หลายคนเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เรามองว่า นี่คือทางเลือก ชาวบ้านที่เลือกวิถีนี้ แม้จะเป็นคนกลุ่มไม่มากนัก แต่สำหรับผู้เลือกแนวทางนี้ นี่คือ ความเป็นไท เราเห็นด้วยกับอมาตยา เซน ที่ว่า “Development as Freedom”
ไม่ว่าใครจะว่า เศรษฐศาสตร์อย่างไร แต่เรายังเห็นพลังของการเป็นศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับทางเลือก
เรายังมีอีกหลายอย่างมากที่ได้รู้ได้เห็นในช่วง 2-3 วัน เช่น
สมาชิกสหกรณ์แม่ทามีพลังพอที่จะเลือกคนของตนเป็นนายก อบต. (ซึ่งอาจจะหนุ่มที่สุดในประเทศไทย) นายก อบต.ที่มีฐานการทำงานชุมชนใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการทำงาน

พ่ออนันต์แกนนำชาวบ้านที่ช่วยกันบริหารจัดการป่าชุมชนมาหลายสิบปีจนประสบความสำเร็จ เล่าประสบการณ์การเข้าไปนั่งทำงานในฐานะกรรมาธิการร่าง พรบ. ป่าชุมชนในรัฐสภา ที่สุดท้าย พ่ออนันต์สรุปถึงความไม่จริงใจของฝ่ายการเมือง และเลือกที่ลงมาปฏิบัติการนอกระบบที่ฐานชุมชน
เราได้ข้อคิดมากมายจากหมู่บ้านและชาวบ้านแม่ทาแห่งนี้ที่ยังเล่าไม่หมดใน 2-3 หน้ากระดาษ เราดีใจที่แม่ทาได้เปิดความคิดใหม่ให้กับหลายๆคนที่ลงไปพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้

เราตั้งชื่อเรื่องให้ฟังดูโรแมนติคไปยังงั้นเองว่า “พระจันทร์เต็มดวงที่แม่ทา” เพราะพวกเราไปที่นั่นในคืนวันเพ็ญ แต่ความหมายที่แท้จริงของชื่อเรื่องคือ ความคิดหลายอย่างของเรากระจ่างชัดขึ้นที่นั่น .. แม้ว่าความกระจ่างจะไม่มีวันเต็ม เพราะความรู้ ความซับซ้อนของสังคมยังเปลี่ยนรูปไปทุกวันตราบที่โลกยังหมุนอยู่




