Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
open guest room
ห้องรับแขก open


การปฏิรูประบอบประชาธิปไตยที่ล้มเหลว…ของเม็กซิโก

- ธร ปีติดล -


ท่ามกลางกระบวนการปฏิรูปประชาธิปไตยของประเทศไทยในปัจจุบัน ที่นั่งริมหน้าต่างขอเชิญชวนทุกท่านย้อนเวลากลับไป 150 ปี แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อรับรู้ประวัติศาสตร์การปฏิรูปประชาธิปไตยของเม็กซิโก

คริสต์ศักราช 1857 หลังจากที่กลุ่มผู้ต่อต้านได้รับชัยชนะในการขับไล่รัฐบาลเผด็จการที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานของประธานาธิบดี Santa Anna เหล่าชนชั้นนำผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์เสรีนิยมของเม็กซิโกก็ได้รับโอกาสเป็นผู้นำการปฏิรูปการปกครอง โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงให้เกิดขึ้น

ด้วยความเข็ดขยาดจากการปกครองในรูปแบบเผด็จการ การปฏิรูปการปกครองครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญประจำปีคริสต์ศักราช 1857 ที่มีจุดมุ่งหมายหลักในการสร้างระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบสหพันธรัฐ (Federal State) เพื่อให้อิสระในการปกครองตนเองกับรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐต่างๆ และยังให้อำนาจแก่รัฐสภาค่อนข้างสูงในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของประธานาธิบดี ความพยายามทั้งสองมุ่งลดอำนาจประธานาธิบดีเพื่อป้องกันไม่ให้การปกครองย้อนกลับไปสู่ระบบเผด็จการอีกครั้ง

เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้กลายเป็นแม่แบบหลักของการปกครองสำหรับเม็กซิโกในเวลาหลายปีถัดมา ทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าจะไปได้ดี ประชาธิปไตยของเม็กซิโกมีอนาคตที่สดใส แต่....

ผ่านการปฏิรูปไปได้ไม่นาน เม็กซิโกก็กลับสู่วงจรการลุแก่อำนาจอีกครั้ง เมื่อ Benito Juarez ซึ่งเคยเป็นผู้นำการปฏิรูปการปกครองภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมร่วมกับชนชั้นนำคนอื่นๆ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในปีคริสต์ศักราช 1967 กลับมองว่าเม็กซิโกน่าจะต้องการ “ระบบที่สร้างความมั่นคง” มากกว่าระบบที่ให้สิทธิกับประชาชนอย่างเท่าเทียมกันหมด หรือระบบที่ให้อิสระแก่รัฐต่างๆในการปกครองตนเอง อันนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมือง

Juarez มองว่าหากขาดไปซึ่งความมั่นคงทางการเมืองแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้ Juarez จึงพยายามขยายอำนาจของตนเข้าแทรกแซงการปกครองท้องถิ่นในรัฐต่างๆ นอกจากเพื่อความมั่นคงแล้ว Juarez ยังต้องการผูกขาดอำนาจทางการเมืองระดับประเทศไว้กับตน เพราะระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเม็กซิโกในขณะนั้นเป็นระบบการเลือกตั้งผ่านผู้แทนที่มาจากรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐต่างๆ หากคุมการเมืองท้องถิ่นได้ก็สามารถครองอำนาจเป็นประธานาธิบดีได้อย่างยาวนาน

และ Juarez ก็ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างการเมืองของเม็กซิโกในขณะนั้น ที่มีคนจำนวนไม่มากครองอำนาจทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ หรือเรียกได้ว่ามีลักษณะแบบอภิชนาธิปไตย (Oligarchy) ทำให้วงอำนาจทางการเมืองจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำในรัฐบาลกลางและชนนั้นนำในรัฐบาลท้องถิ่น Juarez จึงสามารถแทรกแซงรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อสร้างฐานอำนาจในการผูกขาดทางการเมืองของตนได้อย่างไม่ยากนัก

แต่ด้วยเคราะห์ร้าย ในปีคริสต์ศักราช 1872 ประธานาธิบดี Benito Juarez กลับต้องสิ้นชะตาเสียก่อนจะได้ตั้งตัวเป็นเผด็จการผู้ครองอำนาจอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ดี เคราะห์กรรมของเม็กซิโกไม่ได้จบอยู่แค่นั้น หลังจากสมัยของประธานาธิบดี Juarez ได้ไม่นานเม็กซิโกก็ได้ต้อนรับประธานาธิบดีคนใหม่ที่มีชื่อว่า Porfirio Diaz ซึ่งแม้ว่าจะขึ้นสู่อำนาจได้ผ่านการล้มล้างรัฐบาลก่อนหน้าด้วยข้อหา “เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญฉบับคริสตศักราช 1857 เป็นหลัก” แต่ผ่านไปไม่นานเขาก็เรียนรู้ว่ารสชาติของอำนาจนั้นมันหอมหวนเกินกว่าจะห้ามใจไม่ให้ครอบครองไหว

Diaz จึงเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นผู้ปกครองในรูปแบบเผด็จการอย่างเต็มตัว เขาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากโครงสร้างการเมืองในลักษณะอภิชนาธิปไตย เพื่อขยายอำนาจของตนเข้าครอบงำการเมืองท้องถิ่น โดย Diaz ได้พัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำในรัฐบาลกลางกับชนชั้นนำในรัฐบาลท้องถิ่นให้อยู่ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ Diaz จะให้สิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจเพื่อตอบแทนการสนับสนุนทางการเมืองจากผู้นำท้องถิ่น

ด้วยวิธีการดังกล่าว ผสมผสานกับการสนับสนุนจากเหล่าชนชนชั้นนำที่เคยยึดมั่นอุดมการณ์เสรีนิยมบางกลุ่ม ที่เห็นถึงความจำเป็นต้องให้ประชาชนถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองบ้าง เพื่อให้ผู้นำพาประเทศไปสู่ “ความก้าวหน้า” ได้สำเร็จ ประธานาธิบดี Porfirio Diaz ก็ได้กลายเป็นเผด็จการสมใจอยาก โดยครอบครองอำนาจประธานาธิบดีไว้กับตัวอย่างยาวนานถึง 35 ปี

เหตุผลที่ Porfirio Diaz ใช้ในการอธิบายว่าเผด็จการสำคัญต่อเม็กซิโกอย่างไร ก็คงคุ้นหูของประชาชนไทยเป็นอย่างดี เช่น “ประชาชนเม็กซิโกยังไม่พร้อมกับระบอบประชาธิปไตย” หรือ “ประชาธิปไตย (ในรูปแบบตะวันตก) ไม่เหมาะกับเม็กซิโก” ด้วยเหตุนี้การมีเขาเป็นผู้ปกครองแบบเผด็จการนั้นจึงสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้มากกว่าการให้สิทธิอย่างเท่าเทียมกันแก่ประชาชนเม็กซิโก

แต่อนิจจา เผด็จการและความเป็นอภิชนาธิปไตยของระบอบการเมืองก็ได้ส่งผลให้เกิดการละเลยในสิทธิและปากท้องของประชาชนทั่วไปอย่างยาวนาน ชาวนาจำนวนมากต้องสูญเสียที่ทำกิน กรรมกรจำนวนมากต้องถูกขูดรีด กว่าสองในสามของประชาชนเม็กซิโกต้องทำงานให้นายทุนเพื่อชดใช้หนี้สิน แม้ Diaz จะอ้างว่าเขาได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ เช่น สร้างทางรถไฟ แต่การพัฒนาเหล่านั้นก็มาพร้อมๆกับการขูดรีดทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับชาวนาและกรรมกรทุกหย่อมหญ้า

จนในที่สุดความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชนก็ถึงจุดระเบิด เมื่อประชาชนเม็กซิโกต่างพร้อมใจกันต่อต้านDiaz จนเกิดการปฏิวัติขับไล่ครั้งใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ.1910 โดยมีชาวนาและกรรมกรเป็นกำลังหลักในการต่อสู้ แม้การปฏิวัติดังกล่าวจะประสบความสำเร็จในการขับไล่จอมเผด็จการ Diaz แต่ก็นำไปสู่ความวุ่นวายทั่วประเทศตลอดหลายสิบปีถัดมา และยังส่งผลให้ชาวเม็กซิกันนับล้านต้องสูญเสียชีวิต

การปฏิรูประบอบประชาธิปไตยของเม็กซิโกในปี 1857 ใช้เวลากว่า 50 ปี ในการเดินย้อนกลับมาสู่ระบอบการปกครองแบบเผด็จการและการปฏิวัติล้มล้างอำนาจอีกครั้ง สิ่งที่เราอาจเรียนรู้ได้จากความล้มเหลวของการปฏิรูปดังกล่าวก็คือ “การเมืองในรูปแบบอภิชนาธิปไตยเป็นบ่อเกิดของเผด็จการ” และ “ระบอบประชาธิปไตยที่ละเลยความเท่าเทียมกันในสิทธิทางการเมืองและเศรษฐกิจไม่อาจคงอยู่ได้”

และนั่นก็เป็นเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเม็กซิโก เมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว……
.................................................

หลังจากวุ่นวายอยู่กับภาระการเรียนที่หนักหน่วงยิ่งที่ Oxford ผมมีโอกาสได้แวะกลับเมืองไทยของเราไปในช่วงปิดภาคเรียน ในระยะเวลาสั้นๆเพียง 3 อาทิตย์เท่านั้น

แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น การได้กลับบ้านก็เป็นการเติมเชื้อไฟให้กับชีวิตได้เป็นอย่างดีเหลือเกิน บางทีการจากบ้านเกิดมาอยู่ต่างประเทศนานๆ ก็ทำให้เรารู้ว่าเรามีความสุขขนาดไหนเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนๆและครอบครัว

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ผมกลับมาอยู่ที่ Oxford แล้ว และพบว่าอากาศในปัจจุบันที่นี่กำลังอยู่ในภาวะที่แย่มากๆ นานๆครั้งผมถึงจะมีโอกาสได้ทักทายกับพระอาทิตย์ ที่กว่าจะหลีกตัวพ้นเมฆฝนที่ครึ้มอยู่ทั้งวันออกมาให้เห็นได้ ก็เล่นเอาต้องลุ้นหนักนานหลายสัปดาห์

มิใช่เพียงแต่อากาศเท่านั้นที่ย่ำแย่ ระยะเวลาที่ผ่านมาพอควรก็ได้ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะเบื่อกับอาหารอังกฤษอย่างเต็มที่เช่นกัน แม้อาหารที่ College ของผมนั้นจะถือว่าใช้ได้เมื่อเทียบกับ College อื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับอาหารไทยที่เคยได้ทานอยู่ทุกวันแล้วก็บอกได้เลยว่า “โหดร้ายมาก”

แต่ก็นั่นล่ะครับ หนทางยังอีกยาวไกลเหลือเกิน วันนี้ท้องฟ้าอาจมืดหม่นลงไป แต่ถึงอย่างไรวันหนึ่งดวงอาทิตย์ก็ต้องหลับมาส่องแสงให้เราได้ชื่นใจในที่สุด (แต่อาหารอังกฤษนี่...ทำยังไงก็คงไม่ดีขึ้นแล้วครับ)

สวัสดีปีใหม่ครับ!

……………………………...........



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter