Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จุดไฟในนาคร
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


จากวิกฤต ที่จะนำไปสู่…โอกาส

หลังจากที่จับพระเยซูไปให้ชาวโรมันตรึงกางเขนกันเรียบร้อยแล้ว… ชาวยิวก็หันกลับมาก่อกบฏกับชาวโรมันกันอีกไม่ต่ำกว่า ๓ ครั้งใหญ่ๆ ซึ่งในแต่ละครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดความทุกข์ยากทรมานอันหนักหนาสาหัสสำหรับชาวยิวกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง คนชรา นักบวช ถูกฆ่าฟันล้างผลาญอย่างเหี้ยมเกรียมด้วยกรรมวิธีต่างๆ ไม่ว่าโยนเข้ากองเพลิงเผาทั้งเป็น ผลักให้ตกมาจากกำแพง หน้าผา จับเอาไปสู้กับสัตว์ป่าในกรงขัง รวมทั้งตรึงกางเขนให้ตายด้วยความทรมานอย่างช้าๆไม่ต่างไปจากที่ยิวเคยยุให้โรมันกระทำต่อพระเยซู ฯลฯ โดยเฉพาะในสงครามครั้งที่สองระหว่างยิวกับโรมันที่เกิดขึ้นในยุคจักรพรรดิ ”เนโร” นั้น ว่ากันว่าจำนวนชาวยิวที่ถูกสังหารหมู่หลังกรุงเยรูซาเล็มแตกนั้นมีจำนวนถึง ๖๐๐,๐๐๐ คน นอกเหนือไปจากนั้น วิหารของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็มก็ถูกเผาจนราบเรียบ…

แต่ว่าไปแล้ว โดยสาเหตุที่ทำให้ชาวยิวลุกฮือท้าทายอำนาจของโรมในแต่ละครั้งนั้น ดูจะแตกต่างไปจากครั้งที่ชาวยิวลุกฮือต่อสู้กับพวกกรีกอยู่พอสมควร กล่าวคือมักจะไม่ได้เกี่ยวพันกับความขัดแย้งในเรื่องความเชื่อ-ความศรัทธาที่แตกต่างระหว่างกันและกันซักเท่าไหร่นัก แต่จะหนักไปในเรื่องความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ในแง่อำนาจ หรือการกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบระหว่างชาติต่อชาติมากกว่า…

อย่างไรก็ตาม…พระเจ้าในความหมายดั้งเดิมของชาวยิว ก็ยังคงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการปลุกระดมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสายเลือด เผ่าพันธุ์ และความเป็นชาติในหมู่ชาวยิวกันมาเสมอๆ ในการก่อกบฏของชาวยิวกับโรมในช่วงปี ค.ศ. ๑๓๒ ผู้นำกบฏรายหนึ่งชื่อว่า ”ซีโมน เบน โคกเซบา” ก็ได้อ้างฐานะเดียวกันกับที่พระเยซูเคยอ้างเอาไว้ นั่นก็คือฐานะของ “พระเมซซิอาห์” หรือผู้ที่พระเจ้าส่งมาให้ช่วยกอบกู้ชาวยิว และก็เป็นพระเมซซิอาห์ซึ่งตรงตามสเป็คที่ชาวยิวปรารถนากันมานานแล้ว นั่นก็คือพระเมซซิอาห์ที่พร้อมจะจับอาวุธลุกขึ้นสู้ เพื่อปลดปล่อยชาวยิวให้เป็นอิสรภาพจากอำนาจผู้ปกครองที่กดขี่ แต่สเป็คที่ว่านี้ดูไม่น่าจะตรงตามที่พระเจ้าปรารถนากันซักเท่าไหร่นัก เพราะภายใต้การนำของซีโมน เบน โคกเซบา หรือที่เรียกกันในหมู่ชาวยิวว่า ”บาร์- ก็อคบา” แม้นว่าจะยืนหยัดต่อสู้กับโรมันได้นานถึง ๒ ปี แต่สุดท้ายสงครามคราวนี้ก็ทำให้เกิดล้างผลาญอย่างทารุณโหดร้าย หนักหนาสาหัสในชนิดที่ชาวยิวไม่เหลืออะไรที่จะเอาไว้สู้กับชาวโรมันได้อีกต่อไปแล้ว…หรือกลายเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายก่อนที่ชาวยิวทั้งหลายจะแตกกระฉานซ่านเซ็น ถูกขายเป็นทาส ถูกจับไปเป็นเชลย และต้องศิโรราบต่ออำนาจของชาวโรมันอย่างราบคาบตั้งแต่บัดนั้น หรือต้องหันกลับไปใช้วิธีการเดิมๆที่เคยใช้ได้ผลมาเสมอๆ นั่นก็คือการปรับตัวเข้ากับผู้มีอำนาจ อาศัยความฉลาดและสติปัญญาในแต่ละบุคคล ติดตามไปรับใช้ผู้ปกครองชาวโรมันในด้านต่างๆ ไม่ว่าในด้านกฎหมาย การบริหารจัดการ การค้า การพาณิชย์ในพื้นที่แต่ละพื้นที่ที่ชาวโรมันแผ่อำนาจไปถึง วิถีทางของชาวยิวที่ยังคงยึดมั่นกับพระเจ้าในความหมายเดิมๆ หรือยึดมั่นอยู่ในพันธสัญญาเดิม ก็จึงเป็นไปตามที่พระเจ้าองค์เดิมได้สาปแช่งเอาไว้นั่นเอง นั่นก็คือ…. “เจ้าจะกระจัดพลัดพรายไปในหมู่ประชาชาติ ไปตามประเทศต่างๆ และเราจะเผาเอาความโสโครกออกจากเ จ้า เสีย ในสายตาของประชาชาติ เจ้าจะเป็นมลทินเพราะเจ้าเอง และเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระเจ้า…”

สภาพของชาวยิวกับโรมันในระยะหลังๆ เคยถูกเปรียบเทียบโดยอาจารย์ ”คึกฤทธิ์ ปราโมช” ว่า “มีความสัมพันธ์กันเหมือนน้ำกับปลา กล่าวคือโรมันไปถึงไหน ยิวก็ไปถึงนั่น” ชาวยิวเริ่มกระจายเข้าไปในศูนย์กลางการปกครองของโรมคือที่อิตาลี ก่อนที่จะซึมเข้าไปในฝรั่งเศส เสปน ขึ้นเหนือไปที่เยอรมัน แต่หลังจากที่อาณาจักรโรมันได้ล่มสลายลงไปแล้ว ยิวก็ยังคงต้องพลัดพรากกระจัดกระจายกันอีกต่อไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างออกไปในแต่ละจุดแต่ละพื้นที่ แต่โดยสรุปรวมๆ แล้วก็มักจะเป็นเหตุผลที่แทบไม่ต่างไปจากคำสาปแช่งของพระเจ้าของชาวยิวเองนั่นแหละ นั่นก็คือ “ในสายตาประชาชาติต่างๆ เจ้าจะเป็นมลทินเพราะตัวเจ้าเอง” หรือโดย ”อัตตา” หรืออัตลักษณ์ในการยึดมั่นอยู่กับความเข้มข้นของสายเลือด ความเป็นเผ่าพันธุ์ชาวยิว อันไม่เคยจืดจางลงไปเลยนั่นเอง ที่นำมาซึ่ง “มลทิน” และข้อกล่าวหาต่างๆอันทำให้ชาวยิวในประเทศต่างๆในยุโรปตะวันตก ยังต้องแตกกระฉานซ่านเซ็นต่อไปทางทิศตะวันออก ไปยังโปแลนด์ ออสเตรีย ลิธัวเนีย จนไปถึงรัสเซีย ฯลฯ บางส่วนก็ต้องวกกลับมาอยู่ในแอฟริกาเหนือ ในอียิปต์ ตุรกี ฯลฯ ซัดเซพเนจรไปในแผ่นดินโลกไม่ต่างไปจาก ”คาอิน” เลยทีเดียว…

เรื่องราวความขัดแย้ง แปลกแยก ระหว่างชาวยิวกับผู้คนในประเทศยุโรปตะวันออก ไม่ว่าในเสปน ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี เยอรมัน ฯลฯ หรือในยุโรปตะวันออก เช่นโปแลนด์ รัสเซีย ฯลฯ เป็นเรื่องราวที่มีความสลับซับซ้อนและมีรายละเอียดจุกจิกยุ่งเหยิงอยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่ของตัวชาวยิวเองที่ล้วนแล้วแต่ต้องวุ่นวายอยู่กับการค้นหาสถานะของตัวเองภายใต้ความยุ่งเหยิงอันเนื่องมาจากอาการบ้านแตกสาแหรกขาด และในแง่ของบรรดาชาติต่างๆ ในยุโรปที่ต่างก็เพิ่งจะก่อร่างสร้างชาติขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนหลังอาณาจักโรมันได้ล่มสลายกันไปไม่นานนัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าหากท่านผู้ใดสนใจในรายละเอียดกันจริงๆ ก็คงต้องขอแนะนำให้ไปอ่านหนังสือเรื่อง ”ยิว” ของอาจารย์ ”คึกฤทธิ์ ปราโมช” ที่ถ่ายทอดฉากเหตุการณ์ต่างๆ อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างชาวยิวกับผู้ปกครองและประชาชนในแต่ละประเทศเอาไว้ได้แยบยลและลึกซึ้งทีเดียว…

แต่อาจจะพอสรุปคร่าวๆได้ว่า แรงกดดันที่ผู้ปกครองและประชาชนในประเทศยุโรปต่างๆกระทำต่อชาวยิวนั้น ล้วนแล้วแต่หนักหนาสาหัสในแทบทุกประเทศ ไม่ว่าตั้งแต่การกีดกัน หวาดระแวง ดูถูกเหยียดหยาม ไปจนถึงการเข่นฆ่า ทารุณกรรมอย่างเหี้ยมโหด ไร้เหตุไร้ผล แม้กระทั่งความพยายาม บีบบังคับให้ชาวยิวเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์หรือบังคับให้เข้ารีต และท้ายที่สุดแล้วก็มักจะจบลงด้วยการขับไล่ไสส่งเนรเทศชาวยิวออกจากประเทศตัวเองกันระลอกแล้วระลอกเล่า เช่นการขับไล่ชาวยิวออกจากประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. ๑๒๙๐ ในเสปน ในยุคของพระราชินีอิซาเบลา ชาวยิวจำนวนถึง ๑๕๐,๐๐๐ คนถูกขับออกจากประเทศในปี ค.ศ. ๑๔๙๒ การแสดงการปฏิเสธชาวยิวโดยการเผาคัมภีร์ศาสนา (ตาลมุด) ของยิวในฝรั่งเศสและอิตาลีระลอกแล้วระลอกเล่า นับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๒๔๔ ไปจนถึงปี ค.ศ.๑๕๕๔ ก่อนที่จะเนรเทศชาวยิวออกจากทั้งสองประเทศในเวลาต่อมา…ฯลฯ และเมื่อชาวยิวอพยพหลบหนีไปยังยุโรปตะวันออก อีกไม่นานนักชาวยิวเหล่านั้นก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมในลักษณะที่ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างไปจากกันซักเท่าไหร่นัก….

อย่างไรก็ตาม…ภายใต้สภาพแรงกดดันเช่นนี้ แทนที่จะทำให้เกิดการละลายเจือจางความเข้มข้นในความเป็นยิวลงไปได้บ้าง กลับทำให้ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เกิดการค้นคิดกรรมวิธีนานาชนิดที่ไม่เพียงแต่มีผลทำให้สามารถดำรงอัตลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเองเอาไว้ได้อย่างมั่นคงแน่นเหนียวต่อไปเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนากรรมวิธีต่างๆ เหล่านั้นให้กลายไปเป็นอำนาจต่อรองอันใหญ่โตมหึมายิ่งขึ้นเรื่อยๆ ที่จะมีผลทำให้บรรดาผู้มีอำนาจในหลายต่อหลายชาตินอกจากจะไม่อาจปฏิเสธชาวยิวกันได้อีกต่อไป ดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นผู้ที่ตกอยู่ภายใต้เครือข่ายอำนาจของชาวยิว ที่ยิ่งนานวัน…ยิ่งมีลักษณะแผ่ซ่านเชื่อมโยงกันในระดับทั่วทั้งโลกยิ่งขึ้นทุกที…??? ??? ???

ว่าไปแล้วพื้นฐานในการค้นคิดกรรมวิธีสร้างอำนาจต่างๆ ของชาวยิวภายใต้สภาพที่ตัวเองยังคงบ้านแตกสาแหรกขาดอยู่นั้น ก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากกรรมวิธีที่ทำให้ ”โยเซฟ” ผงาดขึ้นมามีฐานะเป็นผู้มีอำนาจรองมาจากฟาโรห์อียิปต์เมื่อหลายพันปีมาแล้วนั่นเอง หรือไม่ต่างไปจากกรรมวิธีที่ทำให้ ”โมรเดคัย” กลายเป็นผู้ที่ผู้ปกครองมณฑลต่างๆ ในอาณาจักรเปอร์เซียต้องให้ความเคารพเกรงใจ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นเพียงเชลยศึกของชาวเปอร์เซียเท่านั้น ฯลฯ นั่นก็คือการแสวงหาช่องทางในการใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจ และอาศัยสติปัญญาความชาญฉลาดหรือจะเรียกว่าเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายก็แล้วแต่ คิดหาหนทางเพิ่มพูนผลประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจไปพร้อมๆ กับการปกป้องผลประโยชน์ของเผ่าพันธุ์ตัวเอง โดยไม่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงบรรดาผู้ที่จะต้องสูญเสียผลประโยชน์ถ้าหากว่าผู้นั้นไม่ใช่ผู้ที่ตัวเองรับใช้ หรือไม่ใช่เผ่าพันธุ์สายเลือดเดียวกันกับตัวเอง…???

ในราชสำนักอิยิปต์นับเป็นพันๆ ปีที่แล้ว โยเซฟเคยวิธีเช่นไรที่ทำให้ฟาโรห์อียิปต์มีอำนาจและมีความมั่งคั่งเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล ท่ามกลางชะตากรรมของราษฎรชาวอียิปต์ที่ต้องกลายเป็นทาสของฟาโรห์ไปทั้งประเทศ บรรดาชาวยิวที่แตกกระจัดกระจายไปในประเทศต่างๆ ในยุโรปและมีโอกาสเข้าไปรับใช้กษัตริย์ในราชสำนักต่างๆจนมีการเรียกขานกันว่า”ยิวราชสำนัก”นั้น ก็ดูจะใช้กรรมวิธีที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ในการทำให้ระบบกษัตริย์ในยุโรปมั่นคงแข็งแรงขึ้นมาไม่ว่าด้วยการคิดค้นระบบภาษีอากรขึ้นมาใหม่ การแนะนำช่องทางในการค้าขายลงทุน ที่ช่วยเพิ่มพูนพระราชทรัพย์และเป็นการเพิ่มพูนอำนาจของกษัตริย์ให้สูงยิ่งขึ้น และทำให้กษัตริย์มีพละกำลังมากพอที่จะกำราบปราบปรามบรรดาอัศวิน หรือขุนนางในแต่ละรายที่เคยแข็งข้อต่อรองอำนาจกับตัวเอง จนอำนาจที่เคยกระจัดกระจายถ่วงดุลระหว่างกันและกันกลายเป็นอำนาจที่ถูกรวมศูนย์มากยิ่งขึ้น หรือทำให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ปรากฏขึ้นมาอย่างมั่นคงแข็งแรงไปพร้อมๆ กับการทำลายระบบอัศวิน ขุนนาง เจ้าที่ดิน หรือ ”ระบบฟิวดัล” ลงไปอย่างสิ้นเชิง…และนำมาซึ่ง ”จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญที่สุดขึ้นมาในทวีปยุโรป ก่อนที่จะกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนของโลกทั่วทั้งโลกในระยะต่อมาอีกด้วย…นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็น ”ทุนนิยม” นั่นเอง…

นอกเหนือไปจากนั้น…การที่ชาวยิวทั้งหลายต้องพลัดพรากกระจัดกระจายไปในพื้นที่ต่างๆในโลก ไม่ว่าในยุโรป เอเชีย แอฟริกา ได้กลับกลายเป็น”วิกฤตที่นำไปสู่โอกาส” ในการสร้างอำนาจของชาวยิวให้ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่ และอาจจะยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมาด้วยซ้ำ…??? เพราะโดยสถานภาพเช่นนี้นี่เองที่ทำให้ชาวยิวได้กลายมาเป็นผู้คิดค้นวิธีให้กับระบบการค้าขาย การแลกเปลี่ยนสินค้าแบบใหม่ หรือ ”ระบบเศรษฐกิจใหม่” ที่ทำให้เกิด การสร้างระบบสินเชื่อ เครดิต หลักทรัพย์ที่สามารถโอนให้กันและกันได้ โดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างชาวยิวในจุดศูนย์กลางการค้าในแต่ละทวีปแต่ละพื้นที่ จนก่อให้เกิดการหมุนเวียนเคลื่อนย้ายทุนและแรงงานได้อย่างเสรีในระดับระหว่างประเทศ อันได้กลายเป็นการวางรากฐานสำคัญให้กับระบบทุนนิยมที่กำลังก่อตัวขึ้นมาในยุโรป…

ภายใต้สภาพเช่นนี้…โดยอำนาจ-ความมั่งคั่งของกษัตริย์ในยุโรปที่เข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และเติบโตควบคู่ไป กับอำนาจทางการค้าในแบบทุนนิยมที่ชาวยิวได้จัดวางเครือข่ายเอาไว้กว้างขวางออกไปทุกที ท้ายที่สุดมันก็ได้นำไปสู่การปะทะครั้งสำคัญกับอำนาจที่เคยครอบงำชาวยุโรปเอาไว้ตั้งแต่แรก… นั่นก็คือการปะทะกันระหว่าง ”กษัตริย์และพ่อค้า ”ที่ร่วมมือกันท้าทายอำนาจของ ”ศาสนจักรคริสเตียน” ผู้ประกาศความยึดมั่น-ศรัทธาต่อพระเยซูคริสต์…อันเป็นผู้ที่ได้ถูกชาวยิวและชาวโรมันร่วมมือกันสังหารไปเมื่อนับเป็นพันปีที่แล้วนั้นเอง….



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter