พระเจ้าแห่งชนชาติ กับพระเจ้าแห่งมวลมนุษยชาติ
อันที่จริงก่อนหน้าที่ชาวยิวจะต้องกลับไปเป็นทาส เป็นเชลย และแตกกระจัดกระจายไร้ความเป็นชาติกันอีกครั้งนั้น แรงกดกันทั้งภายใน-ภายนอกที่โหมกระหน่ำเข้าใส่สังคมยิวนับตั้งแต่พ้นจุดสูงสุดแห่งความรุ่งโรจน์ของอาณาจักร หรือพ้นจากยุคทองของกษัตริย์ดาวิดและโซโลมอนเป็นต้นมา…ได้ทำให้เกิดการตีความ ขยายความถึงความหมายของพระผู้เป็นเจ้าท่ามกลางสภาพสังคมที่หวั่นไหวระส่ำระสายกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาระหว่างประมาณ ๗๐๐-๕๘๗ ปี ก่อนคริสตศักราช หรือในช่วงที่พระเจ้าหันมานิยมวิธีตรัสผ่านบรรดาผู้ที่เรียกว่า”ผู้เผยพระวจนะ”ทั้งหลาย “ไมเคิล ไรท์”นักเขียนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งสังคมตะวันตกและตะวันออก และใช้นามปากกาว่า”เมฆ มณีวาจา”เขียนเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์สังคมอยู่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมในทุกวันนี้ ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือเรื่อง”ตะวันตกวิกฤต-คริสต์ศาสนา” ว่า มันเป็นช่วงระยะเวลาที่ทำให้พระเจ้าของชาวยิว ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพกันไม่น้อยทีเดียว…หรือจากพระเจ้าที่มีลักษณะ ”ขลัง-มีฤทธิ์-ทรงเดชานุภาพ” กลายเป็นพระเจ้าที่”มีศีลธรรม-มีเมตตาธรรม-บริสุทธิ์”กันเป็นหลัก ความพึงพอพระทัยของพระองค์ชักจะไม่ได้เกิดจากการที่ใครไปเผาเนื้อสัตว์ เผาไขมัน ด้วยการทำ ”สัตวบูชา”หรือบูชายัญให้กับพระองค์อย่างในยุคที่ชาวอิสราเอลยังคงเป็นชนเผ่ากันซักเท่าไหร่นัก แต่กลับเป็นความพึงพอใจอันเนื่องมาจากผู้ที่เคารพ-ศรัทธาต่อพระองค์แสดงออกถึงความเมตตา ความยุติธรรม การเสียสละ การไม่คิดร้ายทำลายผู้อื่น…ฯลฯ เป็นต้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า…ภายใต้สภาพที่ไร้บ้านไร้เมือง ไร้ความเป็นชาติ ต้องตกไปเป็นเมืองขึ้น เป็นเชลยของใครต่อใครอย่างต่อเนื่องยืดเยื้อยาวนานนับหลายต่อหลายศตวรรษๆ…บุคลิกลักษณะของพระเจ้าอันเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ควบคู่กับความเป็นชาวยิวมาโดยตลอด…จะเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ กันอีกต่อไปหรือไม่?...อย่างไร???
ในพระคัมภีร์ไบเบิลนั้นบันทึกไว้ว่า… ตั้งแต่ในยุคก่อนหน้าที่อิสราเอลจะสูญเสียความเป็นชาติให้กับชาวอัสซีเรียเป็นรายแรก พระเจ้าได้เคยตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะที่ชื่อ ”อิสยาห์”เอาไว้ว่า ในท้ายที่สุดแล้วพระองค์จะส่งบุคคลผู้หนึ่งที่จะเป็นเสมือน ”กษัตริย์แห่งสันติราช” ผู้ซึ่งจะนำเอาสันติภาพ และความสว่างอันยิ่งใหญ่ ความสงบสุขอันมั่นคงถาวรตลอดนิรันดรกาลมาสู่ชาวยิวทั้งหลาย โดยระบุลักษณะพิเศษเอาไว้อย่างชัดเจนพอสมควรนั่นก็คือ… “องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญนั้นเอง….ดูเถิด หญิงสาวพรหมจารีคนหนึ่ง จะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามท่านว่า…อิมมานูเอล”
และหลังจากที่ได้ทนทุกข์ทรมานกับการที่ต้องตกเป็นทาส เป็นเชลย สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินกันมานานนับเป็นเวลาหลายต่อหลายร้อยปี เกิดการตีความ อธิบายความหมายของพระเจ้าและบุคลิกภาพของพระองค์ไปในลักษณะต่างๆ นาๆ จนกระทั่งมาถึงช่วงสมัยที่ชาวยิวต้องถูกปกครองโดยชาวโรมันผ่านไปประมาณ ๖๓ ปี ก็ได้เกิดการร่ำลือถึงอุบัติการณ์ที่สอดคล้องกับคำพูดของ”อิสยาห์”กันแบบเป๊ะๆ…นั่นก็คือการร่ำลือกันถึงกรณีที่หญิงสาวชาวยิวรายหนึ่ง ชื่อว่า ”มารีย์” ซึ่งยังเป็นสาวพรหมจารี หรือยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการกับชายที่ชื่อว่า ”โยเซฟ” ผู้มีอาชีพเป็นช่างไม้แห่งตระกูลยูดาห์ ได้เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ และได้ไปคลอดบุตรชายระหว่างเดินทางไปยังเมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย บุตรที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมานั้นก็ได้มีการเรียกขานกันมาตั้งแต่แรกว่า ”อิมมานูเอล” หรือ ”พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” ซึ่งเด็กชายผู้นี้นี่แหละที่ได้กลายมาเป็น”พระเยซู”ในเวลาต่อมา…
ประวัติความเป็นมาของพระเยซูจะเป็นไปตามคำทำนายของ ”อิสยาห์ ”กันอย่างจริงๆจังๆ หรือจะเป็นการถูกเล่าขาน ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องต้องตามคำทำนายต่างๆของชาวยิวหรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือว่า หลังจากที่พระองค์ได้เติบโตขึ้นมาในวัยพอสมควร และได้แสดงความสนใจฝักใฝ่ในเรื่องราวของพระเจ้าหรือเรื่องราวของศาสนาอย่างจริงจัง จะโดยการได้รับการศึกษามาจากชาวยิวที่นับถือพระเจ้าในแบบพวก”เอสเซเนส”หรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่ แต่เมื่อพระองค์ได้ออกไปบำเพ็ญสมาธิด้วยพระองค์เองในทะเลทรายนานนับเดือน และกลับมาอธิบายถึงเรื่องราวของพระเจ้ากันในหมู่ชาวยิวในเวลาต่อมา สิ่งที่พระองค์ได้ประกาศออกมานั่นเอง ที่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าในแง่บุคลิกภาพ ความหมาย และวิถีทางของพระเจ้าของชาวยิวกันในระดับถึงราก…หรืออาจจะเรียกว่าในระดับ ”ปฏิวัติ” กันเลยก็ว่าได้…???
พระเจ้าในความหมายของพระองค์นั้น…ไม่ได้เป็นเพียงแค่พระเจ้าของชาวยิวอีกต่อไปแล้ว ไม่ได้เป็นผู้ที่โปรดปรานใครคนใดคนหนึ่ง หรือชนชาติใดชนชาติหนึ่งกันโดยเฉพาะ แต่เป็นพระเจ้าที่พร้อมจะให้ความรัก ความโปรดปรานต่อคนทุกคน ทุกๆชนชาติ เป็นพระเจ้าที่ไม่ได้เป็นมิตรแต่เฉพาะคนที่ดีงาม ประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบในวิถีทางของพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นพระเจ้าที่พร้อมจะไปคลุกคลีให้ความรัก-ความเข้าใจกับคนบาปเพื่อให้สามารถเอาชนะความชั่วร้ายหรือพ้นจากบาปนั้นๆ ไม่ต่างไปจากหมอที่พร้อมจะรักษาพยาบาลคนเจ็บไข้ทั้งหลาย ดังที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ด้วยพระองค์เองว่า “คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ เรามิได้มาเพื่อที่จะเรียกคนที่เห็นว่าตัวเองชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านเรียกว่าคนบาป”… ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงไม่ได้ติดยึดอยู่กับกรอบประเพณีต่างๆที่เคยถือกันว่าเป็นวิถีทางที่พระเจ้าประทานมาให้ตั้งแต่ยุคโมเสส และมีการยึดมั่นกันมาโดยตลอด พระองค์พร้อมที่จะออกไปทำงาน หรือเด็ดข้าวในนามาประทังความหิวให้กับสาวกของพระองค์ในวัน”สะบาโต” หรือวันประเพณีที่เคยยึดถือกันว่าต้องหยุดพักการทำงานทุกอย่างเพื่อนมัสการพระเจ้า พระองค์ไม่ได้เคร่งครัดกับสานุศิษย์ในระหว่างช่วงพิธีถือศีลอดอาหาร ไม่ได้เคร่งครัดกับการกินการดื่มสิ่งต่างๆที่โมเสสเคยตั้งเป็นกฎข้อห้ามจนเป็นเสมือนกฎในการดำเนินวิถีชีวิตของชาวยิวมาโดยตลอด พระองค์ให้เหตุผลง่ายๆเอาไว้ว่า “สิ่งที่เป็นมลทินไม่ใช่เป็นสิ่งที่นำเข้าไปในปาก แต่เป็นสิ่งที่ออกมาจากปาก (คำพูดต่างๆ) มากกว่า” พระองค์ลงไปคลุกคลีสัมผัสกับผู้คนที่ได้รับการรังเกียจในหมู่สังคมชาวยิว ไม่ว่าจะเป็นคนเก็บภาษี โสเภณี หรือกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าคนบาปและมีมลทินทั้งหลาย โดยให้เหตุผลว่า “เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา” พระองค์ทรงอธิบายถึงแก่นสาระของวิถีทางแห่งพระผู้เป็นเจ้าหรือแก่นสาระแห่ง”พระธรรมบัญญัติ”ด้วยข้อสรุปสั้นๆ ว่า “…ชนอิสราเอลทั้งหลายจงฟังเถิด พระเจ้าของเราทั้งหลายทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน ด้วยสุดคิด และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน และธรรมบัญญัติข้อที่สองนั้น จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง…ธรรมบัญญัติอื่นที่ใหญ่กว่าธรรมบัญญัติทั้งสองนี้ไม่มี…”
นอกจากนั้น…พระเจ้าในความหมายของพระเยซู ก็ยังเป็นพระเจ้าที่ไม่ได้คิดที่จะแย่งชิงเอาดินแดนใดๆบนโลกนี้มาประทานให้กับชาวยิวกันอีกเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งดินแดนที่เคยเป็นของชาวยิวมาก่อนก็ตามที แต่เป็นพระเจ้าที่พร้อมจะประทานดินแดนที่มีความสุขสมบูรณ์ยิ่งกว่าดินแดนน้ำผึ้งและน้ำนม ที่ชาวยิวเคยได้รับมาจากพระเจ้าเมื่อครั้งอดีต นั่นก็คือดินแดนที่มีอยู่ในอาณาจักรสวรรค์อันเป็นนิรันดรกาลให้แทนที่… ??? แม้กระทั่งทรัพย์สมบัติพัสถาน ความมั่งคั่งต่างๆที่ชาวยิวเคยอาศัยความสามารถทางสติปัญญา ความชาญฉลาดอันเป็นคุณสมบัติพิเศษแสวงหามาได้เสมอๆ พระองค์ยังทรงเรียกร้องให้ละทิ้งสิ่งเหล่านี้ หรือ “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้ เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย…”และยังทรงชี้แนะแนวทางต่อไปอีกว่า “เหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ มีใครในพวกท่าน โดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกศอกหนึ่งได้หรือ ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม จงพิจารณาดอกไม้ที่ทุ่งนาว่า มันงอกงามเจริญขึ้นได้อย่างไ ร มันไม่ทำงาน ไม่ปั่นด้าย แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี ก็มิได้ทรงงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง…”
ไม่เพียงเท่านั้น…ในการปลดปล่อยชาวยิวให้ได้รับอิสรภาพอันเป็นสิ่งที่ชาวยิวทั้งหลายล้วนเคยตั้งความหวังกันมานานแสนนาน ต่อบุคคลผู้ซึ่งพระเจ้าสัญญาว่าจะส่งมาช่วยกอบกู้ชาวอิสราเอล แต่อิสรภาพที่พระเยซูได้นำมาเสนอให้กับชาวยิวนั้นกลับไม่ได้เป็นเพียงแค่อิสรภาพในทางร่างกาย แต่เป็นอิสรภาพในทางวิญญาณ อิสรภาพที่จะหลุดพ้นไปจากความทุกข์ยากทั้งมวลในโลก ดังที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า “ถ้าโลกนี้เกลียดชังท่านทั้งหลาย ก็จงรู้ว่าโลกนี้ได้เกลียดชังเราก่อน ถ้าท่านทั้งหลายเป็นของโลก โลกก็จะรักท่านซึ่งเป็นของโลก แต่เพราะท่านไม่ใช่ของโลก เพราะเราได้เลือกท่านออกจากโลก เหตุฉะนั้นโลกจึงเกลียดชังท่าน…”
และการที่จะได้มาซึ่งอิสรภาพดังกล่าว พระองค์ไม่ได้เสนอให้ต่อสู้กับศัตรูทั้งหลายที่มากดขี่ ข่มเหง แต่กลับเสนอให้ต่อสู้กับตัวเองหรือให้เอาชนะความโกรธความเกลียดจนสามารถแสดงความรักต่อศัตรูกันอีกต่างหาก…??? ??? ???
ในหนังสือ ”ศาสนาโลก” ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่โดยองค์กรคริสตจักรในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เขียนบรรยายถึงการกระทำของพระเยซูและความรู้สึกของชาวยิวในระยะนั้นเอาไว้ว่า… “ในสมัยของพระเยซู พวกยิวกำลังรอคอยผู้ปลดปล่อย พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าจะส่งมาให้ดังมีคำสัญญาเอาไว้ในพระคัมภีร์ ยิวส่วนใหญ่คาดหวังว่า ผู้ปลดปล่อยจะมาในรูปของกษัตริย์นักรบ เหมือนกษัตริย์เดวิดผู้สร้างกรุงเยรูซาเล็มในอดีตที่ผ่านมาเกือบพันปี พวกเขาคิดว่า กษัตริย์นักรบองค์นี้จะขับไล่พวกโรมันและผู้ปกครองต่างชาติออกจากแผ่นดินอิสราเอล พระองค์จะรื้อฟื้นอาณาจักรยิวขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะครอบครองทั้งโลกเขาพูดถึงพระองค์ว่าพระคริสต์ หรือ ผู้ถูกเจิมของพระเจ้า ยิวบางคนคาดหวังว่า ผู้ปลดปล่อยมหัศจรรย์นี้จะเสด็จมากจากสวรรค์ พระองค์จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า โดยอาศัยสิทธิอำนาจและฤทธิเดชที่พระเจ้าประทานให้ พวกเขาพูดถึงผู้ที่พระเจ้าส่งมาว่าเป็นบุตรมนุษย์ ซึ่งองค์พระเยซูได้ทรงใช้ (หรือแสดงพระองค์) ในตำแหน่งดังกล่าว แต่ว่าพระองค์ไม่ทรงกระทำสิ่งต่างๆ อย่างที่พวกยิวคาดหวัง ตรงกันข้าม พระองค์เลือกที่จะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าในลักษณะเช่นเดียวกับที่ผู้เผยพระวจนะบางคนเคยปฏิบัติมาแล้ว นั่นคือ ทางแห่งความทุกข์ทรมานและการรับใช้พระเจ้าด้วยความถ่อมตนและด้วยใจสุภาพ การกอบกู้ประชากรของพระเจ้าด้วยการมีส่วนร่วมในความทุกข์ยากและความทุกข์ทรมานของประชากร การเอาชนะความชั่วร้ายด้วยการแบกรับภาระแห่งความน่าละอายและความล้มเหลวด้วยพระองค์เอง…เนื่องจากพระเยซูทรงเลือกวิธีทางเช่นนี้ จึงเกิดการขัดแย้งระหว่างพระองค์กับพวกยิวหลายคน เกี่ยวกับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อประเทศชาติของเขา…”
หรืออาจจะกล่าวได้ว่าความขัดแย้งระหว่างพระเยซูกับชาวยิวในขณะนั้น ก็คือความขัดแย้งอันเนื่องมาจากการที่พระเยซูได้พยายามยกระดับสถานะพระเจ้าของชาวยิวแต่ดั้งเดิม จากที่เคยถูกอธิบายในฐานะพระเจ้าแห่งชนชาติ หรือ”พระเจ้าแห่งรัฐ”ให้กลายมาเป็น”พระเจ้าของมวลมนุษยชาติ”หรือพระเจ้าแห่งสากลจักรวาล เช่นเดียวกับพระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดใน”ศาสนาสากล”ทั้งหลายนั่นเอง…ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ว่าไปแล้วก็อาจจะไม่ต่างไปจากที่พระพุทธเจ้าของเราได้พยายามยกระดับศาสนาฮินดู ให้ก้าวข้ามพ้นระบบการแบ่งชั้นวรรณะอันเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองรัฐของชาวอารยันในยุคอดีตจนก่อให้เกิดศาสนาพุทธขึ้นมานั่นแหละ…สิ่งเหล่านี้จึงได้กลายเป็นการสร้างความกระทบกระเทือนให้กับ ”อัตตา” ของชาวยิวกันอย่างจังๆ แรงๆ และไม่ใช่เป็นแค่อัตตาของชาวยิวรายหนึ่งรายใดเท่านั้น แต่เป็น ”อัตตาของชาติ” กันเลยก็ว่าได้ ซึ่งเป็นอัตตาที่ถูกเคี่ยวข้นหล่อหลอมด้วยการยึดมั่นอยู่กับความเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ ของครอบครัว ของเผ่าพันธุ์ จนกลายมาเป็นของชนชาติกันมาโดยตลอด…???
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ถึงกับน่าแปลกใจมากนักที่เหตุใดชาวยิวซึ่งกำลังคิดจะกอบกู้ฟื้นฟูชาติของตัวเองจึงต้องกลับหันมาเล่นงานพระเยซูที่เป็นชนชาติเดียวกันกับตัวเองแท้ๆ ด้วยการยืมมือ ”ปิลาต” ผู้ปกครองชาวโรมันตัดสินลงโทษโดยการตรึงพระองค์ไว้บนไม้กางเขน ทั้งๆที่โดยอาการของปิลาต ตามที่มีการบรรยายเอาไว้ในพระคัมภีร์นั้น แทบไม่มีแรงจูงใจในการที่จะเข่นฆ่าล้างผลาญพระเยซูซักเท่าไหร่นัก แต่ด้วยการยุยงส่งเสริมของบรรดาปุโรหิตชาวยิวรวมทั้งชาวยิวบางกลุ่มบางราย…สุดท้ายเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้ทำให้พระเจ้าองค์เดียวกันแท้ๆ ต้องกลายไปเป็นพระเจ้าที่ยังคงเป็นพระเจ้าของชนชาติยิวกันโดยเฉพาะ กับพระเจ้าที่กลายไปเป็นพระเจ้าของมวลมนุษยชาติทั้งหลาย…ซึ่งก็คงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้วระหว่างพันธะสัญญาที่พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ได้เคยทำเอาไว้กับชนชาติยิวหรือที่เรียกว่า”พันธะสัญญาเดิม” กับพันธะสัญญาที่พระองค์มอบให้พระเยซูมาทำกับมวลมนุษยชาติหรือ ”พันธะสัญญาใหม่” นั้น…จะนำพาชาวยิวและชนชาติต่างๆไปสู่วิถีทางเช่นใดกันแน่…???



