การโจมตีทางวัฒนธรรม
ดังที่ได้กล่าวเอาไว้ในบทที่แล้วว่า…ความรัก-ความศรัทธาต่อพระเจ้า กับความเข้าใจที่มีต่อพระเจ้านั้น…เป็นคนละเรื่องกัน ในเรื่องความรัก-ความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าของชาวยิวนั้น แทบไม่เป็นที่ต้องสงสัย แต่การทำความเข้าใจต่อพระเจ้าว่าพระองค์คืออะไรกันแน่??? การทำตัวให้พระองค์รักนั้น…ควรทำเช่นใด??? หรืออะไรที่เป็นวิถีทางที่พระองค์พึงประสงค์.??? สิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นปมปัญหาในหมู่ชาวยิวกันมาโดยตลอดในแต่ละยุคแต่ละสมัย
คงต้องยอมรับว่า ภาพพระเจ้าในทัศนคติของชาวยิวนั้น เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและสับสนไม่น้อยในแต่ละช่วงแต่ละตอน ไม่ว่าตั้งแต่ยุคอับราฮัมที่พระเจ้าเสด็จดำเนินมานั่งรับประทานอาหารกันในเต็นท์แบบปุถุชนคนธรรมดาสามัญ พระเจ้าที่ออกแรงปล้ำสู้ฟัดกับยาโคปริมแม่น้ำ แถมยังเป็นพระเจ้าที่แสดงอาการกลัวแสงสว่างกันอีกต่างหาก จนต้องประทานชื่อ”อิสราเอล”ให้เป็นพรกับยาโคปในขณะที่กำลังใกล้เช้า หรือแม้กระทั่งในยุคโมเสส อาจจะเป็นด้วยกรอบอุดมการณ์แห่งการสร้างชาติ พระเจ้าที่ปรากฏตัวในรูปสัญลักษณ์แสงสว่าง หรือลูกไฟที่ลุกโพลงอยู่ในพุ่มไม้ ท้ายที่สุดก็คงมีลักษณะอาการไม่ได้แตกต่างไปจาก”พระเจ้าแห่งรัฐ”ไม่ใช่”พระเจ้าแห่งสากลจักรวาล”ดังที่มีการนำเอามาขยายความและยกระดับกันในภายหลัง…ฯลฯ ฯลฯ
แต่ในยุคที่ยิวตกอยู่ในอำนาจของชาติต่างๆ ไม่ว่าตั้งแต่เคยเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์นับหลายศตวรรษ เป็นเชลยศึกของอัสซีเรีย บาบิโลน เปอร์เซีย…ถึงแม้นว่าภาพของพระเจ้าในทัศนคติของชาวยิวจะยังคงดูสับสน ไม่แน่ชัดก็ตามที พระเจ้าของชาวยิวก็ยังคงเป็นอะไรที่ได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อสงสัยว่า…นั่นคือพระเจ้า ทั้งในหมู่ชาวยิวเองและในหมู่ชนชาติต่างๆที่เป็นผู้ครอบครองหรือมีความใกล้ชิดกับชาวยิวในแต่ละยุคแต่ละสมัย หรือแม้นว่าแต่ละกลุ่มแต่ละชนเผ่าหรือชนชาติ ต่างก็มีพระเจ้าของตัวเองในแต่ละรายแบบของใคร-ของมัน แต่สถานะใน”ความเป็นพระเจ้า”ในแต่ละองค์นั้น ก็ไม่ได้เคยถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นพระเจ้าจริงๆหรือไม่??? อาจจะมีเพียงแค่การเปรียบเทียบอิทธิฤทธิ์อานุภาพกันไปตามทัศนคติ รสนิยม หรือความรู้สึกผูกพันกันในหมู่เผ่าพันธุ์ชนชาติของแต่ละชนชาติ ว่าพระเจ้าของใครใหญ่กว่าของใคร…อะไรประมาณนั้น…
ซึ่งทัศนคติในลักษณะที่ว่านี้ อาจจะเป็นลีลาของ ”สังคมตะวันออก” ที่มักจะให้ค่ากับความรู้สึกในด้าน ”จิตใจ”กันมาตั้งแต่ต้น หรือเป็นสังคมที่เติบโตพัฒนาตัวเองมาจากพื้นฐานความรู้สึกที่อาจเรียกได้ว่ามีลักษณะ ”จิตนิยม”ค่อนข้างเด่นชัดมาโดยตลอด ซึ่งต่างไปจาก”สังคมตะวันตก”ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายทารุณกันมาตั้งแต่ยุคแรกๆ…ทัศนคติในลีลาแบบสังคมตะวันตกจึงค่อนข้างโน้มเอียงไปสู่การให้ความสำคัญกับ ”วัตถุ”หรือ ”นิยมวัตถุ”จนกลายเป็นตัวก่อรูปทัศนคติในแบบที่เรียกกันว่า ”วัตถุนิยม”กันในเวลาต่อมานั่นเอง..
และเมื่อประวัติศาสตร์โลกได้ชักนำให้ ”ตะวันตก” มาพบกับ ”ตะวันออก” จนเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างสองอภิมหาอาณาจักรที่มีที่ตั้งอยู่ในยุโรปกับเอเชีย นั่นก็คือระหว่างอาณาจักรกรีกและอาณาจักรเปอร์เซียจนเกิดการรบพุ่งอันดุเดือดเลือดพล่าน และมีผลสรุปอย่างที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า…. ในแง่ของการทำสงครามด้วยอาวุธแล้วตะวันตกเป็นฝ่ายพิชิตได้อย่างราบคาบ หลังจากที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์กรีก บุกเข้าตีกองทัพพระเจ้าดาริอุสแห่งเปอร์เซียแหลกราญลงไปในที่สุด และรุกคืบต่อไปถึงแม่น้ำสินธุในประเทศอินเดียกันเลยทีเดียว แต่การสู้รบที่แท้จริงก็ยังไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น…ยังมีการสู้รบในแบบที่ไม่ได้ใช้อาวุธ หรือ”การสู้รบทางวัฒนธรรม”ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องมาโดยตลอด…
ในการปะทะทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออกบนดินแดนและอาณาจักรที่กองทัพพระเจ้าอเล็กซาน-เดอร์มหาราชย่างกรายเข้าไปถึงนั้น แม้นจะไม่ค่อยมีการหยิบยกมาพูดถึงในหน้าประวัติศาสตร์หลักๆกันซักเท่าไหร่นัก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการสู้รบที่ดุเดือด และน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย…มีทั้งการรุก การรับ การตีโต้ การผสมผสานตลอดเวลาที่ชาวกรีกมีอำนาจปกครองเหนืออาณาจักรต่างๆในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์วิวาทะทางความคิดระหว่างตัวพระเจ้าอเล็กซานเดอร์เองกับโยคีในอินเดีย การสนทนาธรรมระหว่างพระเจ้ามิเลนเด้ หรือพระเจ้ามิลินทร์กับพระนาคเสนเถระ การเปลี่ยนแปลงสถานะของแม่ทัพปโตเลมีกลายไปเป็นฟาโรห์ในอียิปต์ การที่ชาวกรีกจำนวนไม่น้อยหันมาบูชาเทพเจ้ามิทราของเปอร์เซีย สุริยเทพของซีเรีย…ฯลฯ เป็นต้น
อย่างไรก็แล้วแต่ทัศนคติในแบบวัตถุนิยมหรือเหตุผลนิยมของกรีกก็มีส่วนสร้างความเสียหายให้กับแนวรบทางวัฒนธรรมของชาวตะวันออกอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับชนชาติที่สามารถปรับตัวให้กลมกลืนใกล้ชิดกับผู้ที่มีอำนาจมาได้เสมอๆ ดังเช่นชนชาติอิสราเอลนั่นเอง…นโยบายของอเล็กซานเดอร์ต่อชาวยิวนั้นค่อนข้างยืดหยุ่นและนิ่มนวลพอสมควร จะเป็นเพราะชาวยิวนั้นไม่ใช่เป็นศัตรูโดยตรงกับพระองค์ดังเช่นชาวเปอร์เซียหรือชนชาติอื่นๆที่แสดงอาการแข็งข้อกับกองทัพกรีกมาตั้งแต่ต้น หรือจะเป็นเพราะความสามารถพิเศษของชาวยิวเองที่ค่อนข้างฉับไวกับการตีสนิทใกล้ชิด สร้างตัวเองให้เป็นที่ไว้วางใจต่อผู้มีอำนาจ ดังที่เคยกล่าวเอาไว้ให้เห็นมาตั้งแต่สมัย โยเซฟ โมรเดคัย และใครต่อใครที่ได้ถูกกล่าวเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลอีกเยอะแยะซึ่งสามารถเติบโตเป็นใหญ่ในราชสำนักของกษัตริย์บาบิโลน เปอร์เซีย มาได้โดยตลอด....
แต่ก็ด้วยความใกล้ชิดในลักษณะที่ว่านี้นี่แหละ ที่ทำให้ทัศนคติและค่านิยมแบบวัตถุนิยมของชาวกรีก ทะลักเข้ามาใส่ชาวยิวค่อนข้างรุนแรงไม่น้อย…
ในหนังสือเรื่อง ”ยิว” ของอาจารย์ ”คึกฤทธิ์ ปราโมช” ได้บรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวยิวกับกรีกในช่วงระยะแรกๆ เอาไว้ว่า… “ยิวสามารถรับวัฒนธรรมกรีกได้ดีกว่าคนอื่น (ชนชาติอื่นๆที่อยู่ใต้การปกครองของกรีก) พ่อค้ายิว นักอุตสาหกรรมยิว และช่างฝีมือยิว จึงสามารถเดินทางไปตั้งรกรากทำมาหากินได้ทุกแห่งในจักรวรรดิของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช กรีกไปตั้งบ้านเมืองที่ไหน ยิวก็ตามไปถึงที่นั่น เป็นเหตุให้ชนชาติยิวไปตั้งรกรากแผ่กว้างออกไปกว่าแต่ก่อน…”
แต่ความใกล้ชิดและผลประโยชน์ที่ชาวยิวได้รับจากการพึ่งพาอำนาจของกรีกในลักษณะเช่นนี้ ก็ก่อให้เกิดรายจ่ายที่แพงเอาการทีเดียว นั่นก็คือมันได้ทำให้ทัศนคติในแบบวัตถุนิยมของกรีกที่แทรกซึมเข้ามาพร้อมๆ กับความมั่งคั่ง ความสุขสบาย ความสนุกสนานในการใช้ชีวิต ฯลฯ แผ่ซ่านเข้ามาสั่นคลอนความเชื่อ-ความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าอันเป็นวิถีทางการดำเนินชีวิตของชาวยิวกันไม่น้อย…
แม้นว่าแต่เดิมทีชาวกรีกก็เคยเป็นผู้มีความเชื่อ-ความศรัทธาในพระเจ้า และมีพระเจ้าของตัวเองกันอยู่มากมายหลายองค์ แต่ความมุ่งมั่นอยู่กับการได้มาซึ่งวัตถุและการแสงหาความสะดวกสบายทางวัตถุกันอย่างจริงๆ จังๆ มาตั้งแต่ต้น ทำให้ทัศนคติของชาวกรีกที่ถูกเรียกกันว่า ”สติปัญญาของกรีก” นั้น นับวันจะโน้มนำไปสู่ การตั้งข้อสงสัยต่อสิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เห็นในรูปทรงทางวัตถุ-สสาร ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีสถานะเป็นพระเจ้าก็ตามแต่ และความสงสัยเหล่านี้ก็ได้นำไปสู่ ความคลางแคลงใจในสัมพันธภาพระหว่างพระองค์กับมนุษย์ ไปจนถึงความมีอยู่จริงของพระเจ้า จนเกิด ”การปฏิเสธพระเจ้า” หรือสรุปว่า ”พระเจ้าไม่ได้มีอยู่จริง” ก็ยังมี…
โดยเฉพาะในยุคที่ชาวกรีกเจริญเติบโตทางวัตถุอย่างสูงสุด บทละครอันโด่งดังของกรีกที่เขียนโดย”ยูริพิดิส”นั้นพร้อมที่จะประกาศออกมาตรงๆ ว่า…”ไม่มีพระเจ้าในสรวงสวรรค์…ไม่มี…ไม่มีแม้แต่องค์เดียว” ส่วนนักปรัชญาชาวกรีกที่มีอิทธิพลทางความคิดอยู่ในยุคนั้นเช่น ”เอพิคิวรัส” แม้นว่าจะไม่ถึงกับปฏิเสธพระเจ้ากันตรงๆ แต่ก็พยายามถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดให้ผู้คนเชื่อมั่นในวิถีทางของมนุษย์ อันเป็นวิถีทางที่ถูกสรุปว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยกับพระเจ้า หรือทำให้”มนุษย์นั้นควรใฝ่หาความสุขมากกว่าที่จะใฝ่หาคุณธรรม”…???
บรรดาชาวยิวทั้งหลายที่แม้นจะถูกพร่ำสอนให้เชื่อ ให้ศรัทธาพระเจ้ากันมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นและเป็นมาโดยตลอด แต่เมื่อไปใกล้ชิด พึ่งพาอำนาจและรับเอาความสุข ความสะดวกสบายทางวัตถุแบบชาวกรีกกันมากขึ้นๆ…ก็น่าจะต้องมีอาการเป๋ๆ กันไปบ้างเหมือนกัน และสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ชาวยิวจำนวนไม่น้อยที่ยังมีความยึดมั่น-ศรัทธาอยู่กับพระเจ้า ต้องรีบหันกลับมาทำความเข้าใจกับพระเจ้าของตัวเองกันมากขึ้นๆ เพื่อที่จะไม่ให้พระเจ้าอันเป็นสิ่งที่ดำรงควบคู่มากับเผ่าพันธุ์ และความเป็นชาติกันมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น ต้องสูญหายไปเพราะการโจมตีทางวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างตัวเองกับชาวกรีกนั่นเอง…ซึ่งสภาพเช่นนี้ว่าไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากบรรดาชนชาติต่างๆที่ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจและการครอบงำของพวกฝรั่งมาในแทบทุกยุคทุกสมัยนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นในยุคล่าอาณานิคมที่ฝรั่งออกไปยึดโลกได้ทั่วทั้งโลกหรือยุคโลกาภิวัตน์ครั้งแรก จนมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ครั้งล่าสุดที่อิทธิพลทางความคิด และทัศนคติแบบฝรั่งกำลังกลืนเอกลักษณ์ความเป็นชาติต่างๆ กันอยู่ในทุกวันนี้ แม้กระทั่งประเทศไทยของเราเองที่พูดๆ กันว่านับถือศาสนาพุทธที่ไม่มีพระเจ้าก็ตามเถอะ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องมาตีความ ค้นหาความหมายของพระพุทธเจ้ากันอย่างชุลมุนวุ่นวาย จนกลายเป็นพระพุทธเจ้าสไตล์ใคร-สไตล์มันอยู่ในทุกวันนี้…
ว่ากันว่า…. ในการหันกลับมาทำความเข้าใจกับพระเจ้าของตัวเองกันให้ชัดๆยิ่งขึ้นไปนั้น…ได้ทำให้การอธิบายความหมายและวิถีทางของพระเจ้าในหมู่ชาวยิวทั้งหลาย ถูกแบ่งแยกออกเป็น ๓ ฝ่ายใหญ่ๆ อันได้แก่ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าพวก ”สะดูสี” (สัดดุสี) หรือพวกที่ยอมรับและยึดมั่นอยู่ในหลักธรรมดั้งเดิมของศาสนายิว แต่เห็นว่าวัฒนธรรมของกรีกในบางเรื่องบางราวนั้น เป็นสิ่งที่ยิวอาจจะเอามาปรับใช้กับวิถีทางของตัวเองได้บ้าง อีกฝ่ายหนึ่งก็ได้แก่พวก ”ฟาริสี” ที่ชักจะเห็นว่าหลักธรรมคำสอนเดิมที่เคยยึดมั่นกันมาตั้งแต่ยุคโมเสสนั้น ควรจะต้องหาทางตีความหรืออธิบายกันใหม่ เพื่อให้เข้ากับยุคกับสมัยมากยิ่งขึ้น ส่วนฝ่ายสุดท้ายที่เรียกกันว่าพวก ”เอส-เซเนส”นั้น แม้นว่าจะเป็นฝ่ายที่เห็นด้วยกับการที่จะต้องตีความและอธิบายหลักธรรมดั้งเดิมกันใหม่ แต่ก็ไม่ได้มุ่งหมายเพียงเพื่อให้เข้ากับกาลสมัย แต่ต้องการที่จะให้เกิดความชัดเจนในสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าและวิถีทางของพระเจ้ากันจริงๆ หรือเป็นฝ่ายที่เอาจริงเอาจังกับความสำคัญทางด้านจิตวิญญาณมากที่สุด จนกลายเป็นพวกเคร่งครัดกับการปฏิบัติศาสนกิจชนิดที่หันไปประพฤติพรหมจรรย์ หรือใช้ชีวิตแบบฤาษีกันไปเลยก็มี…
ในหนังสือของอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในช่วงนี้น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะที่ว่า “พวกยิวได้ติดต่อกับชาวเปอร์เซียและกรีกมานาน และได้ท่องเที่ยวไปในอาณาจักรเปอร์เซียและกรีกอย่างกว้างขวาง ในเวลานั้นพระพุทธศาสนาได้เผยแพร่ออกไปถึงชาวเปอร์เซียและกรีกแล้ว ยิวบางพวกอาจได้พบพระพุทธศาสนา และอิทธิพลพระพุทธศาสนาอาจมีเหนือพวกเอสเซเนสนี้ก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องศีลและวินัย แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน พูดมากไปก็จะเป็นโบราณคดี แต่ก็ยังมีข้อน่าสังเกตว่าพวกเอสเซเนสเชื่อถือว่าจะมีศาสดามาโปรดสัตว์อีกองค์หนึ่งเรียกว่า…เมสซาย ฟังดูใกล้พระเมตตรัยโพธิสัตว์เข้าไปเต็มที อย่างไรก็ตามมีผู้รู้กล่าวว่าพระเยซูของศาสนาคริสต์นั้นก็ทรงอยู่ในคณะเอสเซเนสนี้ สานุศิษย์ของพระเยซูต่อมาจึงเชื่อว่าพระองค์คือพระเมสซาย…” ??? ??? ???
อย่างไรก็แล้วแต่…ไม่ว่าการอธิบายความถึงพระเจ้าและวิถีทางของพระเจ้าในหมู่ชาวยิวแต่ละฝ่ายจะมีจุดประสงค์เป้าหมายหรือมีที่มา-ที่ไปในแบบใดก็ตามที เมื่อมาถึงยุคๆ หนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจในหมู่ชาวกรีกจนเกิดการแตกแยกออกเป็น ๓ อาณาจักรใหญ่ๆ และชาวยิวเผอิญตกไปอยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์กรีกที่มีนามว่าพระเจ้า ”อันติโอคุส” นโยบายของกรีกภายใต้พระมหากษัตริย์องค์นี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ส่งผลให้ชาวยิวทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้ามาหากัน ร่วมมือกันต่อต้านชาวกรีกกันอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ นั่นก็คือเมื่อพระเจ้าอันติโอคุส ได้เริ่มแสดงออกถึงความเป็นชาตินิยมแบบกรีก จะด้วยเหตุผลที่ต้องการให้ชนชาติต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ถูกหลอมรวมเป็นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อความเข้มแข็งในการสู้กับอาณาจักรอื่นๆหรือจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ แต่การที่พระองค์เริ่มยัดเยียดให้ชาวยิวต้องหันมากราบไหว้บูชาเทวดาชาวกรีกหรือกระทั่งกราบไหว้บูชารูปปั้นของพระองค์เองในฐานะเทพเจ้ากันดื้อๆ พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ไม่ว่าฝ่ายสะดูสี, ฟาริสี, หรือ เอสเซเนส ที่แม้นว่ายังตกลงกันไม่เสร็จว่าพระเจ้าของตัวเองนั้นควรจะถูกอธิบายในลักษณะไหนกันแน่ แต่เมื่อต้องมาเจอกับการถูกบังคับให้กราบไหว้พระเจ้าที่ยังเป็นมนุษย์แท้ๆ ชาวยิวที่ต่างก็เติบโตขึ้นมากับพระเจ้าของตัวเองกันตั้งแต่ต้นต่างก็รับไม่ไหวด้วยกันทั้งสิ้น… การลุกฮือก่อกบฏต่อพระเจ้าอันติโอคุสจึงระเบิดขึ้นทันที และสู้รบติดพันยืดเยื้อยาวนานถึง ๒๕ ปี…จนท้ายที่สุดด้วยความที่ยังยึดมั่น-ศรัทธาต่อพระเจ้าของตัวเองนี่แหละ ที่ทำให้ชาวยิวสามารถปลดปล่อยตัวเองออกจากอำนาจของชาวกรีกกลายเป็นประเทศเอกราชขึ้นมาอีกครั้งแม้นว่าจะเป็นเพียงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม…
แต่เมื่อสามารถขับไล่ชาวกรีกออกไปจากแผ่นดินตัวเองกันได้เรียบร้อยแล้ว ความแตกต่างในการทำความเข้าใจต่อพระเจ้าในหมู่ชาวยิวด้วยกันเอง ก็ได้ทำให้ชาวยิวต้องกลับไปสู่การสิ้นชาติกันอีกครั้ง ในขณะที่พวกเอสเซเนส นั้นหันกลับไปแสวงหาความหมายของพระเจ้าแบบฤาษีกันในป่า ในถ้ำ หรือไม่ได้คิดจะเข้ามาข้องแวะกับกิจการบ้านเมืองกันซักเท่าไหร่นัก พวกสะดูสีกับพวกฟาริสีที่พยายามนำเอาพระเจ้าเข้าไปผสมผสานกับสังคมโลกียะกันให้ได้ ก็หันมาตีกันเอง จนสุดท้ายก็ไปลากเอา ”ชาวโรมัน” ที่กำลังเติบโตทางอำนาจเข้ามาแทนที่ชาวกรีกในแบบก้าวต่อก้าว เข้ามายึดอาณาจักรของตัวเองและทำให้ชาวโรมันได้กลายมาเป็นผู้ปกครองชนชาติยิว อย่างยืดเยื้อยาวนานนับเป็นศตวรรษๆ กันในเวลาต่อมา…



