มาตรการ “18 ธันวาคม” : Kill or Cure?
“ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยตั้งใจที่จะทำ ฮาราคีรี ภาคการเงิน”
Christopher Wood หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ CLSA ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Financial Times ในค่ำคืนของวันที่ 19 ธันวาคม ถึงเหตุการณ์ “วันอังคารทมิฬ” ของตลาดหุ้นไทย
เหตุการณ์ครั้งนี้จะต้องถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ในฐานะวันแห่งหายนะทางเศรษฐกิจอีกวันหนึ่ง เมื่อนักลงทุนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติต่างพากันแห่ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จนทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯในวันอังคารปรับลดลงไปปิดในแดนลบ จากค่าดัชนีที่เปิดขึ้น ณ เวลา 10.00 น. ที่ 730.55 แรงเทขายที่มีอย่างต่อเนื่องทำให้ ดัชนีรูดลงมาแตะระดับ 656.49 อย่างรวดเร็ว จนทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องใช้ “เซอร์กิตเบรคเกอร์” ยุติการซื้อขายไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที
เมื่อตลาดฯเปิดการซื้อขายอีกครั้งในช่วงบ่าย (เวลา 14:30 น.) แรงเทขายหาได้ลดความรุนแรงลงไม่ ตรงกันข้ามกลับโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น จนดัชนีลงมาถึงจุดต่ำสุดของวันที่ 587.92 จุด
ณ จุดนี้ ดัชนีได้มีการปรับตัวลดลงจากวันก่อนหน้าถึง 142.63 จุด มูลค่าหุ้นนับแสนล้านได้หดหายไปภายในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง
อย่างไรก็ดี แรงซื้อที่เข้ามาช้อนของถูกในตลาดฯ ได้ช่วยให้ดัชนีฟื้นตัวขึ้นมา และเมื่อถึงเวลาปิดการซื้อขาย ดัชนีสามารถปีนขึ้นมาจบลงที่ 622.14 จุด ซึ่งสะท้อนถึงมูลค่าที่ลดลงกว่าค่าในวันจันทร์ถึง 108.41 จุด
มูลค่าหุ้นในตลาดฯหดหายไประหว่างช่วงการซื้อขายวันนั้นทั้งสิ้น คิดเป็นมูลค่าได้เท่ากับ 8.2 แสนล้านบาท ซึ่งเทียบได้กับรายได้ประชาชาติได้ราว กว่าร้อยละสิบของผลผลิตมวลรวมประชาชาติในปี 2005 (GDP ในปี 2005 มีมูลค่าราว 7.087 ล้านล้านบาท)
สาเหตุของความหายนะในตลาดทุนครั้งนี้มาจาก การนำมาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย มาประกาศใช้ตั้งแต่ 16.30 น. ในวันก่อนหน้า
มาตรการนี้กำหนดให้ผู้ลงทุนที่มิได้มีถิ่นฐานในประเทศไทย ต้องจัดสรรเงินทุนในสัดส่วน ร้อยละ 30 ของเงินลงทุนที่นำเข้ามาในประเทศ ไว้เป็นเงินฝากในสถาบันการเงินในประเทศ ซึ่งเงินส่วนนี้ผู้ลงทุนฯจะไม่สามารถไถ่ถอนคืนได้ครบจำนวน หากต้องการนำเงินทุนนี้ออกนอกประเทศก่อนหนึ่งปี นับจากวันที่นำเงินทุนเข้ามาในประเทศ มาตรการนี้ถูกนำไปเปรียบกับมาตรการควบคุมเงินทุน (หรือ Capital Control) ที่มาเลเซียนำมาใช้เมื่อเดือนกันยายน ปี 2541
ธนาคารแห่งประเทศไทยให้เหตุผลกับการออกมาตรการนี้ว่า เพราะต้องการสร้างต้นทุนให้กับผู้ต้องการนำเงินทุนจากต่างประเทศมาหาประโยชน์จากการลงทุนระยะสั้นในประเทศไทย ซึ่งแบงก์ชาติชี้ว่าเป็นต้นตอทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ด้วยเจตนารมณ์ที่เพียงต้องการลดกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาเพื่อเก็บกำไรค่าเงิน การกลับเป็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้ประเมินถึงผลเสียหายที่จะมีต่อตลาดทุนอย่างรอบคอบ และมิได้คาดคิดว่าจะเกิดความสูญเสียถึงขั้นนี้
แม้แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ผู้เคยถูกตำหนิว่าครั้งหนึ่ง “ให้ยาแรง” กับเศรษฐกิจไทย ยังออกโรงมาให้ความเห็นว่า มาตรการนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย “too strong and far-reaching”
ทั้งแรงเกินไปและส่งผลในวงกว้างจนเข้าข่ายเป็นการเหวี่ยงแห
อันที่จริงมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าออกที่จัดว่าเป็น Capital Control นี้ ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่นักวิชาการและนักธนาคารกลางไม่ได้เห็นพ้องต้องกันว่า เป็นมาตรการที่สมควรนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดในโลกการเงินเสรี ผลดีและผลเสียของมาตรการนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ หากจะเปรียบมาตรการนี้เป็นดั่งยารักษาโรคแล้วไซร้ ยาขนานนี้ก็เข้าข่ายยาอันตรายที่แพทย์เพียงบางรายเท่านั้น เห็นดีเห็นงามกล้าออกใบสั่งยาให้คนไข้กิน
เหตุผลหลักๆ นั้นคือ แม้ว่ามาตรการนี้จะสามารถพิสูจน์ได้ว่า ให้ผลชะงัดในการสกัดเงินทุนไหลเข้าเพื่อการเก็งกำไร แต่ความแรงของ “ยา” มักพลอยทำให้เงินทุนที่มุ่งหวังลงทุนจริงๆในประเทศพากันถอยหนีออกไป ไม่กล้าเข้ามาด้วย มิหนำซ้ำธนาคารกลางที่นำมาตรการนี้มาใช้ ยังถูกมองด้วยว่า เป็นธนาคารกลางที่มีโลกทรรศน์เป็นปฏิปักษ์กับกฎกติกาสากลที่สนับสนุนการเปิดเสรี และเกื้อหนุนการแข่งขันเพื่อประโยชน์ของผุ้บริโภค
การที่จะนำมาตรการที่สร้างความขัดแย้งอย่างมากเช่นนี้มาใช้ ในช่วงเวลาเช่นนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องมีเหตุผลสนับสนุนที่แข็งแรงเพียงพอ
ในความเห็นของผมแล้ว ยังรู้สึกว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่สุกงอมเพียงพอที่จะนำมาตรการเช่นนี้มาใช้
เหตุผลประการแรกคือ เรื่องของระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนมาเป็นระบบลอยตัวแบบจัดการ (Managed Float) ภายหลังจาการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ซึ่งด้วยกลไกของระบบอัตราแลกเปลี่ยนนี้ ค่าเงินบาทจะมีภูมิคุ้มกันจากความไร้เสถียรภาพในระดับหนึ่ง
กล่าวคือ ภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวนี้ ค่าเงินจะถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานในตลาดปริวรรตเงินตรา เมื่อใดที่มีการคาดคะเนว่าค่าเงินบาทอ่อนเกินไป และเล็งเห็นว่าน่าจะมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้น นักเก็งกำไรจะนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาแลกซื้อเงินบาท อุปสงค์ต่อเงินบาทที่เพิ่มขึ้นนี้เอง จะแรงผลักดันให้เกิดการปรับตัวในอัตราแลกเปลี่ยนที่ซื้อขายในตลาดปริวรรตในทันที และส่งผลให้ค่าเงินในดุลยภาพปรับตัวแข็งค่าขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อนักเก็งกำไรเห็นว่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ก็จะนำเงินบาทออกขาย และด้วยแรงขายนี้จะทำให้เกิดการปรับตัวของค่าเงินในดุลยภาพ โดยเงินบาทอ่อนค่าลงในที่สุด เรียกได้ว่า การเก็งกำไรค่าเงินช่วยทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้ค่าเงินกลับเข้าสู่ดุลยภาพให้เร็วขึ้น และทำให้ค่าเงินมีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย เพราะค่าเงินไม่อาจอ่อนค่าเกินไป หรือแข็งค่าเกินไปได้เป็นเวลานาน
เหตุผลประการที่สองเกี่ยวเนื่องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎว่ามีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามามากอย่างผิดธรรมชาติในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีผลทำให้เงินบาทของเราปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
การแข็งค่าของเงินบาทนี้มิใช่ว่าจะหาคำอธิบายไม่ได้เสียทั้งหมด สาเหตุหนึ่งที่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วคือ ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศสหรัฐฯในขณะนี้ กดดันให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯอ่อนตัวลง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศในภูมิภาคต่างต้องเผชิญด้วยกัน สาเหตุต่อมาคือภาวะอึมครึมทางการเมืองในประเทศได้เริ่มคลี่คลายลง นับตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองในเดือนกันยายน ดังนั้นเงินทุนที่ไหลบ่าเข้ามาในช่วงหลังเดือนกันยายนนี้ อาจสืบเนื่องมาจากการที่นักลงทุนต่างชาติ ที่เฝ้ามองโอกาสในการลงทุนในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว เห็นว่าช่วงเวลานี้มีความเหมาะสมในการนำเงินเข้า เพราะ การเมืองในประเทศเริ่ม “นิ่ง” แล้ว
เหตุผลอีกประการนั้นคือ แม้ว่าค่าเงินบาทจะปรับแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนหลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณร้ายต่อภาคเศรษฐกิจแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้ภาคส่งออกเสียหาย และรายได้ประชาชาติขยายตัวในอัตราที่ถดถอยกว่าที่ควรนั้น เป็นการมองภาพที่ตีกรอบเพียงระยะเวลาไม่กี่เดือนของปีนี้เท่านั้น หากเรามองย้อนกลับไปให้ไกลอีกหน่อยเราจะเห็นได้ว่า เงินบาทของเราขณะนี้อ่อนค่าจากเมื่อคราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 มาเป็นเวลายาวนานพอควร และก็มิได้มีแข็งไปกว่าหลายๆชาติในภูมิภาคด้วย
รูปที่แสดงประกอบนี้ เป็นการเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของค่าเงินสกุลต่างๆในภูมิภาคเอเซีย เทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐ โดยแสดงค่าเทียบกับค่าอัตราแลกเปลี่ยน ณ เดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2540 ผมแสดงค่าเงินโดยคำนวณว่า เงินสกุลต่างๆหนึ่งหน่วย (เช่นเงินหนึ่งบาท) แลกซื้อเงินดอลล่าร์สหรัฐฯได้เท่าไหร่ (เช่นถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 25 บาทต่อหนึ่งดอลล่าร์ฯ เงินหนึ่งบาทนั้นจะซื้อเงินดอลล่าร์ฯได้ 1/25 หรือ 4 เซ็นต์) หากเงินสกุลใคอ่อนค่าลง เส้นกราฟจะปักหัวลง ซึ่งแลดงถึงจำนวนเงินดอลล่าร์สหรัฐฯที่แลกซื้อได้น้อยลงนั่นเอง
จะเห็นได้ว่าภายหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในเดือนกรกฎาคม ปี 2540 นั้น เงินสกุลต่างๆที่แสดงไว้ในรูปข้างต้นต่างอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯอย่างถ้วนหน้า โดยค่าเงินบาท (ฺเส้น Baht ในรูป) และค่าเงินวอนของเกาหลี (KW) มีการปรับตัวอ่อนค่าลงมากกว่าเงินสกุลอื่นๆ
เส้นกราฟของค่าเงินบาทสะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงว่า เงินบาทได้อ่อนตัวลงมาจากระดับเมื่อคราวที่เกิดวิกฤติฯมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว อีกทั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทก็มีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ไม่ได้เพิ่มค่าอย่างหวือหวาแต่อย่างใด
ภาคส่งออกของไทยได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และสมควรแล้วที่จะเริ่มสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันจากด้านอื่นบ้าง ซึ่งประเด็นนี้ ประเทศไทยเราสมควรดูเกาหลีใต้เป็นกรณีตัวอย่างของการปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะค่าเงินแข็ง
เมื่อเหตุผลของการนำใช้มาตรการ “18 ธันวาคม” มาใช้ ไม่เพียงพอจะชักจูงให้ประชาคมทั้งใน และนอกประเทศเห็นคล้อยตามได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเผชิญกับคำถามหนักๆ เกี่ยวกับการนำมาตรการนี้มาใช้ปฏิบัติตลอดวันอังคารที่ 19 ธันวาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎระเบียบในต่างประเทศที่ห้ามกองทุนเหล่านี้ลงทุนในประเทศที่มีการควบคุมเงินทุน หรือ Capital Control
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การกลับลำภายหลังตลาดหุ้นล่มจมในวันอังคาร โดยม.ร.ว. ปรีดียาธร เทวกุลฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาแถลงในคำ่คืนวันเดียวกันนั้นเองว่า มาตรการ “18 ธันวาคม” นี้จะไม่มีผลบังคับใช้กับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดอนุพันธ์ของไทยแต่อย่างใด ยิ่งทำให้สภาพบอบช้ำของธนาคารแห่งประเทศไทยทรุดหนักลงไปอีก
เพราะไม่เพียงตอกย้ำว่า มาตรการ “18 ธันวาคม” นั้นเป็นการออกมาตรการโดยขาดการไตร่ตรองรอบด้าน ซ้ำยังสะท้อนให้เห็นภาพธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูจะขาดความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายอีกด้วย
จากการให้สัมภาษณ์ของ หม่อมอุ๋ยที่เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงเย็นของวันอังคารที่ว่า ผู้ว่าการ ธปท. ติดภารกิจที่ จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ไม่สามารถเข้าประชุมร่วมกับทาง ก.ล.ต และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ ซึ่ง ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้เล่าต่อว่า ผู้ว่าการ ธปท. ได้ฝากให้ หม่อมอุ๋ยเป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจไปเลย
ฟังแล้วก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน เพราะหากเป็นอดีตผู้ว่าการ ธปท. อย่าง ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือแม้แต่ มรว. จัตุมงคล โสณกุล คงไม่ยอมปล่อยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาตัดสินใจแทน ในเรื่องสำคัญเช่นนี้อย่างแน่นอน
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ สร้างความเสียหายให้กับ ความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างมหันต์ ใครที่ได้เฝ้ามอง และเอาใจช่วยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกอบกู้ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีกลับมาจากเหตุการณ์วิกฤติค่าเงินเมื่อ 10 ปีก่อน คงอดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้
ยิ่งมาอ่านพบคำสัมภาษณ์ของนาย Bratin Sanyal หัวหน้าฝ่ายการลงทุนในภูมิภาคเอเซียของ ING ฮ่องกง ที่ปรากฎใน CNN Money เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ด้วยแล้ว ยิ่งพาลรู้สึกยำ่แย่ลงไปอีก
นาย Sanyal เข้าพูดไว้ว่างอย่างนี้ครับ “The one thing worse than an incompetent central bank is an incompetent central bank that flip-flops,”
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 มกราคม 2549



