Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จุดไฟในนาคร
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


การปฏิรูปศาสนากับความเข้าใจต่อพระเจ้า

ความรุ่งโรจน์และความเสื่อมของความเป็นชาติอิสราเอล…ก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากอาณาจักรทั้งหลาย ที่ต่างก็มีการเกิด-การดับไปตามวัฏจักรแห่งอำนาจ แต่ภายใต้วงจรแห่งการเกิด-การดับในลักษณะที่ว่านี้ สิ่งที่อาจทำให้วิถีทางของชาวยิวแตกต่างไปจากชนชาติอื่นๆ อยู่บ้าง…สิ่งนั้นก็น่าจะได้แก่ ”พระเจ้า” นั่นเอง…???

อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วว่า…กระบวนการสร้างชาติอิสราเอลตั้งแต่เริ่มแรกโดยโมเสสนั้น ก็ได้อาศัยสิ่งที่เรียกว่า “พระเจ้า” อันเป็นความเชื่อดั้งเดิมที่เคยมีกันมาตั้งแต่ยุคอับราฮัม อิสอัค และยาโคป มาเป็นแรงดึงดูด แรงบันดาลใจ พัฒนาความเชื่อ-ความศรัทธาอันเก่าแก่ให้ยกระดับขึ้นมา กลายเป็น “อุดมการณ์แห่งชาติ” กันได้อย่างน่าทึ่งเอามากๆ…

และเมื่ออาณาจักรเข้าสู่วงจรแห่งความเสื่อม เกิดความขัดแย้งแตกแยกกลายเป็นสองอาณาจักร ตามมาด้วยการรุกรานโจมตีของชนชาติที่กำลังเติบโตแข็งแรงอย่างอาณาจักรอัสซีเรียเป็นอันดับแรก อิสราเอลก็เต็มไปด้วยสภาพแห่งความวุ่นวาย ระส่ำระสาย ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้สิ่งที่สามารถช่วยกอบกู้สติ ความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือความเป็นชาติเอาไว้ได้ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “พระเจ้า” อันเคยเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธากันมาตั้งแต่แรกนั่นเอง…

ซึ่งอันที่จริงแล้วการนำเอาสิ่งที่เป็นศูนย์รวมความศรัทธาในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี มาใช้ในการปกป้องรักษาความเป็นชาติ หรือกระทั่งใช้กู้ชาตินั้น ก็ไม่ใช่เป็นเพียงแต่ชาวอิสราเอลเท่านั้นที่ได้กระทำการในลักษณะเช่นนี้ แทบทุกชาตินั่นแหละ…ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบันหรือกระทั่งในอนาคตก็ตาม และชาติใดที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ หรือทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้จนเกิดอาการหลงๆ ลืมๆ กันไป ในท้ายที่สุด โอกาสที่จะเกิดอาการสิ้นชาติกันโดยสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้…

แต่สำหรับอิสราเอลในขณะนั้น…กษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งขึ้นครองราชย์อยู่ในอาณาจักรยูดาห์ชื่อว่าพระเจ้า “โยสิยาห์” ก็ได้งัดอาวุธลับที่ว่านี้ออกมาใช้ได้อย่างแยบยลไม่น้อย ในหนังสือเรื่อง “ยิว” ของอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เปรียบเทียบเอาไว้ว่าเป็นการกระทำที่อาจไม่ได้แตกต่างไปจาก “พระเจ้าทรงธรรม” กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาของไทยเรา เพียงแต่ว่าในขณะที่พระเจ้าทรงธรรมของเราเกิดเผอิญไปพบ “รอยพระพุทธบาท” ที่สระบุรี แต่สำหรับพระเจ้าโยสิยาห์นั้นก็คือ หลังจากที่พระองค์ได้สั่งให้คนไปกวาดล้างทำความสะอาดวิหารของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม นำเอาบรรดารูปเคารพต่างๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่เคยปรากฏอยู่ในคำสั่งสอนของพระเจ้า หรือเป็นสิ่งที่พระเจ้าสั่งห้ามไม่ให้กราบไหว้บูชามาตั้งแต่ยุคโมเสส มาทุบทำลายและเผาไฟกันจนมอดไหม้ไปเป็นแถบๆ ว่ากันว่าบรรดาเจ้าพนักงานที่ถูกส่งไปทำหน้าที่ก็เผอิญไปพบสิ่งๆ หนึ่ง ดังที่พระคัมภีร์ไบเบิลบรรยายเอาไว้ว่า…“ขณะที่เขาทั้งหลายนำเงินที่ได้ถวายในพระนิเวศของพระเจ้าออกมา ฮิลคียาห์ปุโรหิตได้พบหนังสือธรรมบัญญัติของพระเจ้าซึ่งทรงประทานทางโมเสส และฮิลคียาห์พูดกับชาฟานราชเลขาว่า ข้าพเจ้าได้พบหนังสือธรรมบัญญัติในพระนิเวศของพระเจ้า…”

และไม่ว่าจริงๆ แล้วธรรมบัญญัติที่พระเจ้าประทานให้กับโมเสสนั้น มันน่าจะเป็น “แท่งหินจารึก” มากกว่าที่จะเป็น”หนังสือ”หรือไม่ก็ตาม??? แต่สุดท้ายแล้วปรากฏการณ์อันก่อให้เกิดความตื่นเต้นฮือฮากับชาวอิสราเอลยุคนั้นอาจจะไม่แพ้ชาวกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าทรงธรรมหรือไม่ก็แล้วแต่…ก็ได้นำไปสู่ “กระบวนการปฏิรูปศาสนา” ครั้งใหญ่ในอิสราเอล หรือทำให้เกิดการฟื้นฟูความเชื่อความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าอันเป็นผู้มีพันธสัญญาผูกพันอยู่กับชาวยิวมาตั้งแต่แรก ผู้ที่ได้มอบดินแดนอันเป็นที่ตั้งอาณาจักรหรือประเทศอิสราเอล รวมทั้งผู้ที่ได้กำหนดวิถีทางในการประพฤติปฏิบัติของชาวยิวแต่ละรายเอาไว้อย่างละเอียด…

ในหนังสือของอาจารย์คึกฤทธิ์ได้สรุปถึงปรากฏการณ์ของการปฏิรูปศาสนาในยุคพระเจ้า “โยสิยาห์” เอาไว้อย่างน่าสนใจไม่น้อย ดังที่เขียนไว้ว่า… “เมื่อก่อนรัชสมัยพระเจ้าโยซาย (โยสิยาห์) พวกยิวเคยรู้จักแต่อำนาจที่มีการบังคับ ในสมัยเริ่มแรกที่พวกยิวนับถือพระเจ้าองค์เดียว พระเจ้าก็ต้องคอยขู่และบังคับชาวยิวอยู่เป็นนิจให้ปฏิบัติตามกฎต่างๆ ที่พระองค์ได้บัญญัติไว้ หากไม่ปฏิบัติตามเมื่อใด พระเจ้าก็ลงโทษพวกยิวอย่างแสนสาหัส ไม่ชั่วแต่บุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามเท่านั้น แต่พระเจ้าจะติดตามไปลงโทษจนชั้นลูกชั้นหลานแห่งผู้กระทำผิดบัญญัติของพระเจ้าเหล่านั้น พอถึงสมัยพระเจ้าโยซาย พวกยิวได้เริ่มปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้า ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่มีผู้ใดบังคับ การปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์นั้นเป็นผลจากวินัยที่เกิดขึ้นในใจของยิวทั้งปวง และวินัยนี้ได้ทำให้พวกยิวปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้าในคัมภีร์ด้วยความสมัครใจของตนเอง…” หรือพูดง่ายๆ ว่า กระบวนการปฏิรูปศาสนาเพื่อนำไปสู่การปกป้องรักษาความเป็นชาติท่ามกลางความระส่ำระสายในสมัยของพระเจ้าโยสิยาห์ นอกจากจะได้นำมาซึ่งการปลูกฝังความรู้สึกที่มีต่อพระเจ้าในจิตใจของชาวอิสราเอลให้ลึกซึ้งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ยังได้ยกระดับความเข้าใจที่มีต่อความหมายของสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าให้เพิ่มขึ้นไปอีกด้วย…

อย่างไรก็ตาม…สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจต้านทานกับกองทัพที่เหนือกว่าที่ยกเข้ามาโจมตีอิสราเอลกันเป็นระลอก ในช่วง๗๓๔ ปีก่อนคริสตศักราช กษัตริย์ทิกลัทปิเลเสอร์ที่ ๕ แห่งอัสซีเรีย ได้บุกเข้าโจมตีอิสราเอลและกวาดต้อนเชลยชาวยิวไปเป็นจำนวนมาก ในปี ๗๒๒ ก่อนคริสตศักราช กษัตริย์แชลมาเนเสอร์ที่ ๕ แห่งอัสซีเรีย ก็โจมตีเมืองสะมาเรียแตกยับเยิน กวาดต้อนชาวยิวไปเป็นเชลยอยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมียจำนวนถึง ๒๗,๒๙๐ คน (ตามคำจารึกของอัสซีเรีย) ปี ๖๐๘ และ ๕๙๗ ก่อนคริสตศักราช “เนบูคัดเนสซาร์” พระราชาแห่งบาบิโลนก็โจมตีกรุงเยรูซาเล็ม กวาดต้อนบุคคลสำคัญและประชาชนชาวอิสราเอลไปเป็นเชลยอีกเป็นจำนวนมาก ปี๕๘๖ ก่อนคริสต-ศักราช เมื่อเนบูคัดเนสซาร์เห็นว่าอิสราเอลซึ่งกลายเป็นเมืองขึ้นของบาบิโลนคิดจะเอาใจออกห่างก็ส่งกองทัพมาโจมตีกรุงเยรูซาเล็มอีกครั้ง เผาพระราชวังและวิหารของพระเจ้าจนราบคาบ ก่อนที่จะบดขยี้ซ้ำจนกรุงเยรูซาเล็มแทบไม่เหลือซากในช่วง ๕๘๑ ปีก่อนคริสตศักราช พร้อมกับกวาดต้อนผู้คนทั้งหมดเท่าที่เหลืออยู่ทั้งหมดประมาณ ๗๐,๐๐๐ คนไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน…ชาวอิสราเอลก็จึงกลายเป็นผู้สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินกันโดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์…

และตั้งแต่ปี ๕๓๘ ก่อนคริสตศักราช จนถึงประมาณ ๓๓๐ ปีก่อนคริสตศักราช ชาวอิสราเอลก็ตกอยู่ใต้อำนาจของชาวเปอร์เซียที่ได้ยึดอาณาจักรบาบิโลนในเวลาต่อมา นับตั้งแต่ยุค “ไซรัสมหาราช” มาจนถึงสมัยพระเจ้า “ดาริอุส” สืบต่อเนื่องกันมานานนับกว่าร้อยๆ ปี จนถึงปี ๓๓๓ ก่อนคริสตศักราชเมื่อ ”อเล็กซานเดอร์มหาราช”กษัตริย์กรีกเอาชนะเปอร์เซียได้ราบคาบ อิสราเอลก็ตกอยู่ใต้อำนาจของกรีกไปแทนที่ แม้นว่าในช่วงสมัยพระเจ้า “อันติโอคุส” แห่งราชวงศ์เซลูซิดของกรีก ชาวยิวจะลุกฮือก่อการกบฏจนสามารถปลดปล่อยตัวเองตั้งประเทศยูดาห์ขึ้นมาเป็นเอกราชได้อีกครั้ง แต่ก็สามารถดำรงสถานะเช่นนี้ได้เพียงแค่ ๗๖ ปี เพราะในช่วง ๖๓ ปีก่อน

คริสตศักราช แม่ทัพโรมันชื่อว่า “ปอมปีย์” ก็บุกเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็ม และปกครองชาวยิวอย่างเป็นการถาวรจนกลายเป็นการสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดินที่ยาวนานต่อมาอีกนับเป็นพันๆ ปี …ชะตากรรมของชาวยิวทั้งหลายจึงต้องเป็นไปตามคำทำนายของ “เอเสเคียล” หนึ่งในผู้เผยวจนะของพระเจ้าที่ได้ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยตั้งแต่ครั้งกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน ซึ่งได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า พระเจ้าได้บอกกล่าวผ่านมายังเขาดังนี้… “บุตรของมนุษย์เอ๋ย…เมื่อพงศ์พันธุ์ของอิสราเอลได้มาอาศัยอยู่ในแผ่นดินตน เขากระทำให้แผ่นดินเป็นมลทินด้วยวิถีและการกระทำของเขา ความประพฤติของเขาที่มีต่อเราก็เหมือนมลทินอันเกิดจากระดู เพราะฉะนั้นเราจึงระบายความกริ้วของเราออกเหนือเขา ด้วยเรื่อง…โลหิต..ซึ่งเขาได้กระทำให้ตกบนแผ่นดิน ด้วยเรื่องรูปเคารพซึ่งเขากระทำให้แผ่นดินนั้นเป็นมลทิน เราจึงให้เขาถูกกระจายไปตามประเทศต่างๆ เราพิพากษาเขาตามวิถีทางและการกระทำของเขา…” ???

และ… “เราจะให้เจ้ากระจัดพลัดพรายไปในหมู่ประชาชาติ เราจะเผาเอาความโสโครกออกจากเจ้าเสีย ในสายตาของประชาชาติ เจ้าจะเป็นมลทินไปเพราะเจ้าเองและเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระเจ้า…” ??? ??? ???

ทั้งๆ ที่ชาวยิวได้ถูกสอนให้ยึดมั่นต่อพระเจ้าผู้ซึ่งได้ทำพันธสัญญากับชนชาติตัวเองเอาไว้ตั้งแต่แรก และพยายามที่จะยกระดับความรู้ความเข้าใจที่มีต่อพระเจ้ามาตามลำดับขั้น ไม่ว่าตั้งแต่สมัยการสร้างชาติของโมเสส การปฏิรูปศาสนาและการฟื้นฟูความเชื่อ-ความศรัทธาให้มั่นคงแข็งแรงขึ้นมาใหม่ในยุคพระเจ้าโยสิยาห์ และหลังจากนั้นต่อมาอีกหลายครั้งหลายหน…แต่เหตุใด??? พระเจ้าจึงได้กำหนดชะตากรรมของชาวยิวเอาไว้หนักหนาสาหัสเช่นนี้…??? เป็นเพราะพระเจ้าไม่เข้าใจถึงความรัก-ความศรัทธาที่ชาวอิสราเอลมีต่อพระองค์…หรือเป็นเพราะชาวอิสราเอลไม่เข้าใจในความรักต่อพระเจ้า..??? ??? ??? สิ่งเหล่านี้เราคงจะต้องลองไปหาทางแยกแยะกันต่อไป…



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter