เผ่าพันธุ์และพงษ์พันธุ์กษัตริย์
การนำพาชาวยิวจำนวนถึง ๖๐๑,๗๑๓ คนตามตัวเลขที่พระคัมภีร์ไบเบิลระบุเอาไว้ ออกไปเร่ร่อนผจญกับความทุกข์ยากในทะเลทราย อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า ๔๐ ปี เพื่อที่จะค้นหา ”ดินแดนแห่งน้ำนมและน้ำผึ้ง” ตามพันธ-สัญญาที่พระเจ้าได้ให้ไว้…ย่อมต้องถือว่าเป็นภารกิจที่ “ไม่ธรรมดา” เอาเลยจริงๆ…
แม้นว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเป็นเสมือนหนึ่งการเคี่ยวกรำชาวยิวภายใต้กระบวนการสร้างชาติกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่มันก็ทำให้โมเสสต้องเผชิญกับอุปสรรคอันมากมายมหาศาลตลอดระยะเวลาของการเป็นผู้นำชาวอิสราเอลไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของตัวเองกันเลยก็ว่าได้…
อย่างไรก็ตาม การที่โมเสสไม่ได้พยายามแสดงตัวเป็น “ผู้นำในทางอำนาจ” แบบ “กษัตริย์” แต่แสดงตัวเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ในลักษณะไม่ต่างไปจาก “พราหมณ์” กันแทนที่ โดยอาศัยความเชื่อ-ความศรัทธาที่ชาวยิวมีต่อพระเจ้ามาเป็นตัวคลี่คลายอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งนำมาใช้ในการยกระดับจิตสำนึก ทัศนคติ และค่านิยมดั้งเดิมของชาวยิวกันในแต่ละเรื่อง แต่ละกรณีในช่วงระหว่างการสร้างชาตินั้น น่าจะถือได้ว่าเป็นวิเทโศบายที่ชาญฉลาดและมองการณ์ไกลเอามากๆ เพราะการยึดมั่นอยู่กับตัวบุคคลหนึ่งบุคคลใด ความพังพินาศของบุคคลนั้นก็มักจะนำมาซึ่งการพังทลายของความเป็นชาติได้ไม่ยาก ต่างไปจากการยึดมั่นอยู่กับพระเจ้า อันเป็นสิ่งสูงสุด เป็นพระเจ้าองค์เดียว ผู้ซึ่งได้กำหนดวิถีทางที่แน่ชัดลงไปในรายละเอียดทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี หรือกระทั่งรายละเอียดที่ใช้บังคับเป็นกฎหมาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าสามารถยืนยงคงทนอยู่กับความเป็นชาวยิวหรือชาวอิสราเอลมาได้อย่างยาวนานในทุกยุคทุกสมัยนับเป็นพันๆ ปี แม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้ และแม้กระทั่งความเป็นชาติจะล่มสลายลงไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็สามารถนำกลับมาใช้เพื่อฟื้นฟูความเป็นชาติให้กลับคืนขึ้นมาใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า…
แต่ภารกิจในการหาทางปลุกปลอบความเชื่อ-ความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าให้ยืนยงมั่นคงให้ได้โดยตลอด การแปรความเชื่อ-ความศรัทธาดังกล่าว ให้ขยายขอบเขตกว้างขวางไปกว่าความเชื่อดั้งเดิมอันเป็นความเชื่อที่อาจจะดูคับแคบเกินไป หรือเป็นความเชื่อที่นิยมยึดถือกันในหมู่สังคมระดับชุมชนหรือชนเผ่าเท่านั้น ให้ถูกยกระดับสูงขึ้นมาเพื่อสามารถรองรับกับความเป็นชาติ หรือกลายมาเป็นอุดมการณ์แห่งชาติให้ได้ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะต้องอาศัยความมุ่งมั่นทั้งทางร่างกายและทางจิตใจกันอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังต้องอาศัยความคิด สติปัญญาในการต่อสู้เอาชนะทัศนคติ ค่านิยมเก่าๆ ที่เคยฝังรากอยู่ในความเป็นเผ่าพันธุ์กันไม่น้อยทีเดียว…และไม่ว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจกันเพียงไรก็ตาม โอกาสที่จะกวาดล้างทัศนคติต่างๆ ให้หายไปในชั่วเวลาสั้นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
นอกเหนือไปจากการที่จะต้องต่อสู้กับทัศนคติดั้งเดิมที่อาจจะติดมากับความเป็นทาสของชาวยิวทั้งเผ่า เพื่อหาทางยกระดับความหมายของพระเจ้าให้สูงไปกว่าการหาบางสิ่งบางอย่างเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว กราบไหว้บูชา อย่างเช่น “วัวทองคำ” เป็นต้น ให้กลายเป็นพระเจ้าสูงสุดองค์เดียว ที่ไม่มีรูปร่างลักษณะ แต่มีความพึงพอใจต่อการที่ผู้ซึ่งมีพันธสัญญากับพระองค์จะยึดมั่น ประพฤติปฏิบัติ อยู่ในวิถีทางที่พระองค์ได้กำหนดเอาไว้ให้อย่างละเอียดในทุกขั้นตอน ก็เล่นเอาทั้งพระเจ้าและตัวโมเสสเองต้องเหน็ดเหนื่อยรวดร้าวทรมานเจ็บปวดกันไปไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น แม้กระทั่งตัวของโมเสสเองที่ถึงจะได้รับการยอมรับจากชาวยิวโดยดุษฏีว่าเป็นผู้ที่ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าโดยตรง หรือเป็นผู้ที่พระเจ้าพึงพอใจอย่างสูงสุดในหมู่ชาวยิวทั้งหลาย ก็ยังต้องเผชิญกับความไม่พอใจของผู้ที่เป็นพี่น้องท้องเดียวกับตัวเองแท้ๆ อย่างเช่น “มิเรียม” และ “อาโรน” ในกรณีที่โมเสสไปแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ใช่เป็นสายเลือดเผ่าพันธุ์เดียวกันกับชาวอิสราเอล ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานกับชาวมีเดียนหรือชาวคูช เป็นต้น และถึงแม้นว่าผู้ที่ไม่พอใจโมเสสในกรณีดังกล่าว จะถูกพระเจ้าลงโทษให้กลายเป็นโรคเรื้อนโดยทันที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การขจัดลักษณะเผ่าพันธุ์นิยมอันถูกฝังรากลึกมาตั้งแต่ยุคอับราฮัม, อิสอัค, ยาโคป ฯลฯ จะสามารถละลายหายไปได้ง่ายๆ
อาจจะกล่าวได้ว่า…ถึงแม้นว่าโมเสสจะสามารถยกระดับความหมายของพระเจ้าให้สูงส่ง กว้างขวางและยิ่งใหญ่ยิ่งไปกว่าพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค หรือยาโคป อันมีลักษณะเป็นพระเจ้าของชุมชนหรือชนเผ่าเท่านั้น และแม้นว่าพระเจ้าของโมเสสจะแตกต่างไปจากพระเจ้าของชนชาติอื่นๆ ตรงที่พระเจ้าของโมเสสเป็นพระเจ้าที่ได้กำหนดรายละเอียดวิถีทางของความเป็นชาติ ความเป็นสังคม และวิถีทางของปัจเจกบุคคลเอาไว้เข้มข้น ชัดเจน ยิ่งกว่าพระเจ้าของอีกหลายชนชาติ ไม่ว่าพระเจ้าของชนชาติอียิปต์ที่เคยครอบงำชาวยิวเอาไว้ในฐานะทาสมาเป็นร้อยๆ ปี หรือชาวบาบิโลนที่ได้สร้างความเป็นชาติขึ้นมาเรียบร้อยแล้วในขณะนั้น แต่ด้วยกรอบของภารกิจในการสร้างชาติ รวมทั้งลักษณะเผ่าพันธุ์นิยมที่ได้รับการสืบทอดมาโดยตลอดในหมู่ชาวยิวทั้งหลาย ก็ย่อมทำให้พระเจ้าของโมเสสยังคงมีข้อจำกัดบางอย่าง บางประการที่ทำให้สถานะของพระองค์มีลักษณะไม่ได้แตกต่างไปจากพระเจ้าของชนชาติแต่ละชนชาติซักเท่าไหร่นัก หรือยังทรงเป็นเพียงแค่ “พระเจ้าแห่งรัฐ” นั่นเอง แม้นว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่พระองค์ได้กำหนดเอาไว้ให้เป็นวิถีทางของชาวอิสราเอล โดยเฉพาะในแง่ของ ศีลธรรม จริยธรรม จะมีลักษณะที่เป็น “สากล” อยู่ไม่น้อย…
ด้วยเหตุนี้แม้นว่ากระบวนการสร้างชาติของโมเสสจะได้รับผลสำเร็จบริบูรณ์ในเวลาต่อมา ภายหลังจากที่เขาได้ไปอยู่ร่วมกับพระเจ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือบรรดาชาวอิสราเอลในรุ่นต่อมาจะได้พบกับดินแดนแห่งพันธ-สัญญาจนมีการนำเอาแผ่นดินต่างๆ ที่แย่งชิงเอามาจากชนพื้นเมืองในแต่ละเผ่าพันธุ์แต่ละชาติ มาแบ่งปันให้กับชาวอิสราเอลทั้ง ๑๒ ตระกูลกันจนปรากฏความเป็นชาติขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่วิถีทางความเป็นชาติของชาวอิสราเอลที่ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากชนชาติอื่นๆ นั่นเอง ที่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับวิถีทางของพระเจ้า และผู้ที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าในยุคต่อๆ มาไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่าตั้งแต่กรณีที่ชาวอิสราเอลเริ่มเรียกร้องต่อผู้ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า หรือ “ผู้เผยพระวัจนะ” อย่าง “ซามูเอล” ว่า “เราจะต้องมีพระราชาปกครองเรา เพื่อเราจะเป็นเหมือนประชาชาติทั้งหลายด้วย และเพื่อพระราชาของเราจะวินิจฉัยเราและนำหน้าเราไปและรบศึกให้เรา”
และพระราชาแต่ละองค์ แต่ละราย ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการนำพาชนชาติอิสราเอลไปในแนวทางที่แทบไม่ได้แตกต่างไปจากชนชาติอื่นๆ กันเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็น “ซาอูล” กษัตริย์องค์แรก “ดาวิด” หรือ “โซโลมอน” ที่แม้นจะถือกันว่าเป็นกษัตริย์ที่เต็มไปด้วยพระปรีชาสามารถ และได้นำชาติอิสราเอลเข้าสู่ยุคทอง ประสบความรุ่งโรจน์ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอิสราเอล แต่ต่างก็มักจะต้องประพฤติปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างอันเป็นที่ขัดเคืองใจต่อพระผู้เป็นเจ้า หรือออกนอกลู่นอกทางที่พระเจ้าได้เคยกำหนดรายละเอียดเอาไว้กันไม่มากก็น้อย จนท้ายที่สุดวิถีทางของความเป็นชาติซึ่งมักจะไม่สอดคล้องไปกับวิถีทางของพระเจ้ากันซักเท่าไหร่นัก ก็นำมาซึ่งยุคแห่งความแตกแยกขัดแย้ง อันเนื่องมาจากการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ที่รุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ชาวอิสราเอลด้วยกันเอง จนต้องแบ่งประเทศออกเป็นสองส่วนคือ “ยูดาห์” และ “อิสราเอล” ในเวลาต่อมา หรือโดยวิถีทางความเป็นชาติที่มันค่อยๆ ถอยห่างออกไปจากวิถีทางที่พระเจ้าได้กำหนดเอาไว้ให้ตั้งแต่แรกนั่นเอง…ที่มันได้กลืนกินความเป็นชาติด้วยตัวของมันเอง และได้ทำลายชนชาติที่พระเจ้าได้เลือกสรรเอาไว้แล้วให้กลับคืนไปสู่ความเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกกระจัดกระจายไร้ความเป็นชาติอย่างต่อเนื่องยาวนานนับเป็นพันๆปี…
หรือทำให้ท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าต้องหันมา “สาปแช่ง” ต่อชนชาติที่พระองค์เลือกสรรแล้วกันครั้งแล้วครั้งเล่า และต้องปล่อยให้ดินแดนที่พระองค์ได้ทำพันธสัญญาเอาไว้ว่าจะมอบให้กับชาวอิสราเอลตั้งแต่แรก ถูกยึดครองด้วยชนชาติต่างๆ ระลอกแล้วระลอกเล่า จนชาวอิสราเอลต้องกลับไปเป็นทาสของชนชาติต่างๆ และแตกกระจัดกระจายกลับไปสู่ความเป็นชนเผ่ากันอีกจนได้ และว่ากันว่าชะตากรรมที่เป็นไปเช่นนี้ก็ตรงตามคำสาปแช่งหรือคำพยากรณ์ที่ผู้ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าหรือ “ผู้เผยวจนะ” ทั้งหลาย ได้ทำนายเอาไว้ในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั่นเอง…และแม้นว่าจะมีผู้เผยพระวจนะบางราย จะได้พยากรณ์ถึงผู้ที่พระเจ้าจะส่งมาปลดปล่อยชาวยิวออกจากความเป็นทาสในระหว่างที่ชาวยิวทั้งหลายกำลังทนทุกข์ทรมานกับการต้องตกเป็นทาสของชนชาติต่างๆ ต่อเนื่องกันมาคราวแล้วคราวเล่า ไม่ว่าการตกเป็นทาสของชาวอัสซีเรีย บาบิโลน เปอร์เซีย กรีก และโรม…แต่ท้ายที่สุดเมื่อบุคคลรายที่ว่าได้ปรากฏตัวขึ้นมาในลักษณะที่แม้นว่าจะค่อนข้างมีอะไรที่สอดคล้องกับคำทำนายอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความรู้สึกยึดมั่นต่อพระเจ้าที่เป็นเพียงพระเจ้าแห่งรัฐหรือพระเจ้าแห่งชนชาติที่มีมาตั้งแต่ยุคโมเสส โดยไม่ได้มีการทบทวนถึงวิถีทางของพระเจ้าที่แท้จริงกันให้ชัดเจน ชาวยิวนั่นเองกลับกลายเป็นผู้ร่วมลงมือสังหารและทำลายบุคคลผู้นั้น ทั้งๆ ที่เป็นชนชาติเดียวกันกับตัวเองและแสดงความยึดมั่นต่อพระเจ้าองค์เดียวกันแท้ๆ…???



