จากพระเจ้าแห่งชนเผ่า สู่พระเจ้าแห่งชนชาติ
แม้นว่าโมเสสจะเติบโตขึ้นมาในวังของฟาโรห์อียิปต์ในฐานะราชบุตรของพระราชธิดาฟาโรห์ แต่คงจะสันนิษฐานได้ไม่ยากว่าความตระหนักถึงความเป็นยิวของเขา คงจะได้รับการปลูกฝังเอาไว้ตั้งแต่แรกและโดยตลอด อันเนื่องมาจากแม่นมผู้เลี้ยงดูโมเสสอันที่จริงก็คือแม่แท้ๆ ของตัวเอง ที่มีฐานะเป็นหญิงรับใช้ในวังของธิดาฟาโรห์เช่นเดียวกับพี่สาวแท้ๆ ของเขา
ด้วยเหตุนี้…เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความพลิกผันกับวิถีชีวิตของโมเสส นั่นก็คือกรณีที่เขาตัดสินใจลงมือสังหารชาวอียิปต์ที่กำลังรังแกชาวอิสราเอลต่อหน้าต่อตา ย่อมไม่ใช่เป็นเพียงแค่อุบัติเหตุ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกกดดันต่อชะตากรรมที่เกิดกับชนชาติของตัวเองอย่างเห็นได้ชัดเจน และจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้โมเสสต้องเนรเทศตัวเองหลบหนีไปอยู่กับชาวมีเดียน จากที่เคยมีฐานะเป็นราชบุตรของธิดาฟาโรห์กลายสภาพไปเป็นคนเลี้ยงแกะให้กับครอบครัวปุโรหิตชาวมีเดียนที่ชื่อว่า “เรอูเอล” หรือเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “เยโธร” ในเวลาต่อมา…
แต่ในสภาวะเช่นนี้นี่เอง…บทบาทของ “พระเจ้า” ผู้ซึ่งเคยทำพันธสัญญากับอับราฮัมไว้ตั้งแต่แรก ก็ปรากฏตัวขึ้นมาในความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของโมเสสในระหว่างที่เขากำลังนำฝูงแพะแกะไปเลี้ยงอยู่บนภูเขาโฮเรป ซึ่งพระเจ้าที่ปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าโมเสสในคราวนี้ ต่างไปจากพระเจ้าที่เคยปรากฏตัวต่อบรรพบุรุษชาวอิสราเอลรุ่นก่อนหน้านั้นไม่น้อยทีเดียว นั่นก็คือแทนที่พระองค์จะแสดงตัวในฐานะมนุษย์ธรรมดาๆ อย่างที่เคยเดินเข้ามาพูดจาโอภาปราศรัยกับอับราฮัมในขณะที่นั่งพักผ่อนอยู่หน้าเต็นท์ หรือโผล่เข้ามาปล้ำสู้ฟัดกับยาโคปในขณะที่นอนอยู่ริมลำธาร ในครั้งนี้พระองค์กลับปรากฏตัวขึ้นมาในรูปร่าง “พุ่มไม้ที่มีไฟลุกโชนอยู่ แต่มิได้ไหม้โทรมลงไป”
การเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะของพระเจ้าจะเกี่ยวพันกับ “ระดับความรับรู้” ที่อาจจะแตกต่างกันไปบ้างระหว่างอับราฮัม หรือ ยาโคป ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแค่ผู้นำชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มเล็กๆ กับโมเสสที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางอารย-ธรรมชั้นสูงในราชสำนักอียิปต์..หรือไม่? ประการใด? ก็คงต้องไปวินิจฉัยกันเอง อย่างไรก็แล้วแต่ พระเจ้าก็ได้ยืนยันกับโมเสสไว้อย่างชัดเจนว่าพระองค์เป็นพระเจ้าองค์เดิมที่ได้เคยทำพันธสัญญาไว้ว่าจะยกดินแดนอันเป็นที่อยู่ของ คนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส หรือ “แผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์” ให้กับชนชาติอิสราเอลนั่นเอง
และด้วยแรงบันดาลใจที่ได้รับมาจากพระเจ้าคราวนี้นี่แหละ ที่ทำให้โมเสสตัดสินใจที่จะเดินทางกลับไปยังอียิปต์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะปลดปล่อยชาวอิสราเอลออกจากความเป็นทาส รวมทั้งเพื่อนำพาชาวอิสราเอลออกไปสร้างความเป็นชาติ ความเป็นประเทศของตัวเองขึ้นมาให้ได้ แม้นว่าเขาจะได้แต่งงานอยู่กินกับลูกสาวปุโรหิตชาวมีเดียนจนมีบุตรมีครอบครัวเป็นหลักเป็นฐานไปแล้วก็ตาม
กระบวนการปลดปล่อยชาวยิวออกจากความเป็นทาสของฟาโรห์อียิปต์โดยโมเสสนั้น เต็มไปด้วยความหวือหวา พิสดาร แปลกประหลาดมหัศจรรย์จนสามารถนำไปทำเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจในแต่ละฉาก ไม่ว่าฉากที่พระเจ้าทรงทำให้แม่น้ำไนล์กลายเป็นโลหิต ฉากของการนำภัยพิบัติต่างๆ คือการส่งฝูงกบ ริ้น เหลือบ เชื้อโรค ลูกเห็บ ตั๊กแตน ฯลฯ มายังชาวอียิปต์เพื่อโน้มน้าวให้ฟาโรห์ยอมปล่อยชาวยิวให้เป็นอิสรภาพ ไปจนถึงการดลบันดาลให้ทะเลแดงแยกตัวออกกลายเป็นถนนให้ชาวยิวข้ามไปได้สบายๆ แต่กลับกลายเป็นคลื่นยักษ์มหึมาถล่มกองทัพฟาโรห์ที่พยายามติดตามไล่ล่าชาวยิวจนพังพินาศกันไปเป็นแถบๆ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้แม้นว่าจะดูน่าตื่นเต้น น่าประทับใจอย่างไรก็ตาม แต่ก็ยังไม่น่าสนใจเท่ากับ “กระบวนการในการสร้างชาติอิสราเอล” ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ซึ่งแม้นว่ามันจะไม่ได้มีอะไรพิสดาร หวือหวาในระดับที่จะเอาไปสร้างเป็นหนังเป็นละครได้ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่มหาศาล ในระดับที่สามารถครอบคลุมและฝังลึกลงไปในความเป็นยิวนับตั้งแต่อดีตเป็นพันๆ ปีที่แล้วและยังคงไม่ได้คลายจางลงไปแม้ตราบเท่าทุกวันนี้…
กระบวนการสร้างชาติของโมเสสนั้น ค่อนข้างจะแตกต่างไปจากการสร้างชาติของบรรดาบรรพบุรษหลายต่อหลายชนชาติ ตรงที่ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ ดาบ อาวุธ หรืออาศัยความมั่งคั่งจากทรัพย์สินเงินทองกันมาตั้งแต่ต้น แม้นว่าในระยะแรกๆ เขาจะได้รับคำแนะนำในด้านเทคนิควิธีบริหารจัดการ การควบคุมฝูงชนนับเป็นแสนๆ คนที่ล้วนแล้วแต่มีฐานะเป็นทาสมาก่อนด้วยกันทั้งสิ้นจาก “เรอูเอล” หรือ “เยโธร” ผู้ซึ่งเป็นพ่อตา และเป็นชาวมีเดียน อันเป็นชนชาติที่ว่ากันว่าเคยมีประสบการณ์ในการยกระดับชนเผ่าของตัวเองให้กลายเป็นชนชาติได้อย่างคลาสสิกไม่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ผู้ที่สนใจคงต้องลองไปหาอ่านกันเองในเรื่องประวัติความเป็นมาของชาวมีเดียน ที่นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกอย่างเฮโรโดตัสได้เขียนบันทึกไว้ แต่สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอันนำมาซึ่งความสำเร็จในกระบวนการสร้างชาติของโมเสสก็คือ…พระเจ้า…นั่นเอง
พระเจ้าของโมเสสนั้น..ไม่เพียงแต่จะไม่ได้แสดงตัวตนในรูปแบบมนุษย์ธรรมดาอย่างที่เคยปรากฏต่อบรรพบุรุษชาวยิว รุ่นก่อนๆ อีกทั้งยังไม่ได้ปรากฏตัวตนออกมาในลักษณะวัตถุ สิ่งของ หรือเทวรูปบูชาที่มีรูปร่างหน้าตาชัดๆ ดังเช่นพระเจ้าของชนชาติอีกหลายต่อหลายชนชาติ แต่พระเจ้าของโมเสสนั้นได้แสดงตัวตนออกมาในแนวของ “สัญลักษณ์” ที่ยากจะกำหนดรูปร่างลักษณะกันได้ชัดเจน บางครั้งพระองค์ก็ปรากฏตัวในลักษณะของเปลวเพลิงในพุ่มไม้ บางครั้งก็กลายเป็นเสาเมฆ เสาไฟ หรือเมฆเพลิง ฯลฯ มิหนำซ้ำพระองค์ยังแสดงความอาฆาตมาดร้ายเอาจริงๆ กับชาวยิวรายใดก็ตาม ที่คิดจะสร้างรูปของพระองค์เอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว แม้กระทั่งในช่วงที่ชาวยิวทั้งหลายกำลังตกอยู่ในอาการระทดระท้อ ถึงขั้นต้องนำเอาทองคำ เครื่องประดับของแต่ละคนแต่ละครอบครัวมาหล่อหลอมเป็นรูป “วัวทองคำ” เอาไว้เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นพระเจ้า ก็หวิดๆ จะถูกพระเจ้าเล่นงานล้างผลาญด้วยความเกรี้ยวกราดกันไปทั้งชนเผ่ากันเลยก็ว่าได้
ว่าไปแล้ว ลักษณะอาการของพระเจ้าในยุคโมเสสนั้น ค่อนข้างจะคล้ายๆ กับพระเจ้าของชาวเปอร์เซียหรือของศาสนา “โซโรอัสเตอร์” ที่มีอิทธิพลต่อไปถึงชาวมีเดีย ซึ่งใกล้ชิดผูกพันกับชาวเปอร์เซียในยุคนั้นอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำรงตนอยู่ในสัญลักษณ์ที่มีความหมายซับซ้อน จนต้องปฏิเสธต่อการสร้างวัตถุรูปร่างใดๆ ขึ้นมากราบไหว้บูชาแทนพระเจ้า แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตาม ลักษณะดังกล่าวก็ได้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าเอาไว้ไม่น้อย พระเจ้าของโมเสสนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่พระเจ้าที่ก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ไม่โดดเดี่ยวแปลกแยก ต่อสภาพแวดล้อมรอบข้างกันไปเป็นพักๆ แบบพระเจ้าของชนเผ่าโบราณดึกดำบรรพ์แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นพระเจ้าที่กำหนดแบบแผนรายละเอียดแทบทุกชนิด ในวิถีทางการดำเนินชีวิตของชาวยิว ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ระดับครอบครัว สังคม ไปจนถึงกฎระเบียบที่จะรองรับ “ความเป็นชาติ” ให้กับชาวยิวไว้ในทุกๆ ขั้น…หรือได้กลายไปเป็น “พระเจ้าแห่งรัฐ” ที่จะดำเนินการยกระดับชาวยิว ผู้ซึ่งเคยเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อน หรือเป็นเพียงทาส ให้กลายมาเป็น “ชนชาติ” ที่มีกฎ มีระเบียบแบบแผน และมีกฎหมายของตัวเอง และบรรดากฎระเบียบและแนวทางที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยพระเจ้าของโมเสสนั้น ก็สามารถฝังลึกลงไปในจิตวิญญาณของชาวยิวได้ยิ่งกว่าสิ่งยึดเหนี่ยวที่มีรูปมีร่างเป็นวัตถุบูชาทั้งหลาย… จนแม้กระทั่งความเป็นชาติของชาวยิวจะแตกสลายลงไปแล้วก็ตาม หรือบรรดาชาวยิวจะต้องร่อนเร่พเนจรอพยพไปในดินแดนต่างๆ ต้องกลับไปพึ่งพาอาศัยชาติอื่นๆในเวลาต่อมา พระเจ้าของโมเสสก็สามารถติดตามไปปกปักรักษาความเป็นชาวยิวให้ดำรงคงอยู่ต่อไปเสมอๆ…
และเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ถึงกับน่าแปลกใจอะไรมากนัก เพราะบรรดากฎระเบียบต่างๆ ที่พระเจ้าได้ประทานให้กับโมเสสนำมาใช้กำหนดวิถีทางของชาวอิสราเอลนับตั้งแต่ออกมาจากอียิปต์นั้น ก็ไม่ใช่มีเพียงแค่ “บัญญัติสิบประการ” อย่างที่เราพอจะรับทราบกันไปบ้างแล้ว เพราะอันที่จริงแล้วข้อความที่ว่ากันว่าพระเจ้าได้ทรงจารึกเอาไว้ในแผ่นหินที่โมเสสนำลงมาจากภูเขาซีนายที่เรียกว่าบัญญัติสิบประการนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นเพียงแค่ความพยายามสร้าง ”ศีลธรรมในระดับขั้นพื้นฐาน” เอาไว้รองรับสังคมอิสราเอล ซึ่งก็คงไม่ต่างไปจากสังคมอื่นๆ ที่จะต้องอาศัยกติกาในลักษณะที่ไม่ได้แตกต่างไปจากกันมากนักมาเป็นตัวรองรับการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่สิ่งที่นอกเหนือไปจากนั้นพระเจ้ายังได้กำหนดรายละเอียดต่างๆ อีกมากมายผ่านทางโมเสส ไม่ว่าการออกกฎหมายดูแลทาส กฎหมายเกี่ยวกับการทารุณ กฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดชอบ การคืนของ จริยธรรมและศาสนา การกำหนดวันประเพณีและรายละเอียดของประเพณี แม้กระทั่งการกำหนดให้สร้าง “หีบพระโอวาท” ที่จะเอาไว้บรรจุบัญญัติสิบประการ พระเจ้าก็ยังทรงกำหนดรูปร่าง ลักษณะความกว้าง ความยาวเอาไว้ละเอียดยิบ ตลอดไปจนถึงการกำหนดรายละเอียดในการอยู่ การกิน ห้ามกินสัตว์ที่ตายเอง ห้ามกินสัตว์ที่ไม่เคี้ยวเอื้องและไม่มีกีบเท้า ห้ามกินหรือดื่มเลือดสัตว์ ห้ามนำเนื้อสัตว์มาต้มด้วยน้ำนมหรือเนยที่เกิดจากสัตว์เหล่านั้น…ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดออกมาโดยพระเจ้าเอง หรือเป็นเพราะโมเสสนำพระเจ้ามาอ้างก็แล้วแต่ แต่มันก็ได้กลายเป็นแบบแผนในกระบวนการสร้างชาติที่น่าทึ่งไม่น้อย เพราะมันสามารถทำให้บรรดาชาวอิสราเอลที่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ในความเป็นชาติกันมาก่อน แต่ผูกพันสายใยภายในสังคมชุมชนตัวเองเอาไว้กับความเป็นเผ่าพันธุ์นิยม และพระเจ้าของบรรพบุรุษที่ไม่ได้มีความหมายแตกต่างไปจากพระเจ้าของเผ่าพันธุ์อื่นๆ ซักกี่มากน้อย ถูกยกระดับขึ้นมาให้กลายเป็น “สังคมชาติ” กันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เกิดการจัดแบ่งหน้าที่ทางสังคมไม่ต่างไปจากจุดเริ่มต้นของชนชาติแต่ละชนชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหน้าที่ให้ ๑ ใน ๑๒ ตระกูลของชนเผ่าอิสราเอล คือตระกูล “เลวี” อันเป็นตระกูลของโมเสส รับหน้าที่ในการปรนนิบัติและติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าไปโดยตลอด ซึ่งก็แทบไม่ได้ต่างไปจากการสร้างชนชั้น “พราหมณ์” อันเป็นกลุ่มคนที่มักจะรับหน้าที่เริ่มแรกในการชี้นำสังคมชาติมาในแทบทุกๆ ชนชาติ ให้ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ…
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะด้วยพระเจ้า หรือด้วยโมเสสก็แล้วแต่…หลังจากที่ชาวอิสราเอลที่เคยอาศัยอยู่ในอียิปต์มานานถึง ๔๓๐ ปีได้อพยพออกมาจากอียิปต์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้นว่าจะต้องทุกข์ทรมานวนเวียนอยู่ในทะเลทรายซีนายอย่างต่อเนื่องยาวนาน อันได้มีการบรรยายเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล บท “กันดารวิถี” กันอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ความทุกข์ยากเหล่านั้นได้กลายเป็นตัวเคี่ยวกรำและเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสร้างชาติ ที่ทำให้ชาวอิสราเอลพร้อมแล้วที่จะผงาดขึ้นมาในประวัติศาสตร์ในฐานะ “ประเทศอิสราเอล” ดังเช่นอาณาจักรอื่นๆ ทั้งหลาย…



