Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Exit
ไชยันต์ ไชยพร


นวนิยายที่มี พ.ศ. (ตอนที่ 2)

III

“ข้าพเจ้าบอกเขาไปว่า การทำวารสารใดๆ หากมีภยาคติครอบงำ ก็จงอย่าทำเสียดีกว่า ดังจะเห็นได้ว่านิตยสารทางวิชาการเป็นอันมากน่าเบื่อ ก็เพราะเหตุนี้ ผลก็คือเมื่อ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับดังกล่าวออกวางจำหน่าย ก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเราต้องไม่ลืมว่าถ้อยคำชนิดที่นิธิเขียนคราวนี้ ไม่มีตีพิมพ์สู่มหาชนมาแต่ตอนที่ ส. ธนะรัชต์ ยึดอำนาจการเมืองการปกครองไว้ใต้อุ้งมือของเขาและพวกเขาอย่างเป็นเผด็จการเต็มตัวมาแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ นั้นแล้ว” (36)

ในงานสัมมนา “จักรวาลวิทยา” ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งถือเป็นครั้งล่าสุด(ท้าย !) ผู้เขียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยริอ่านนำเสนอหัวข้อที่เกี่ยวกับ การตีความ “ศรีธนญชัย” ใหม่ขึ้นโดยปราศจากซึ่งภยาคติ ทั้งๆที่ควรจะมี

สาเหตุที่เลือก “ศรีธนญชัย” ก็เนื่องมาจากผู้เขียนได้มีโอกาสสอนวิชาสัมมนาทฤษฎีการเมืองให้กับนิสิตปริญญาโทภาควิชาการการปกครอง (ภาคนอกเวลาราชการ) รุ่นที่ ๘ ในการนำสัมมนาในวิชานี้ ข้าพเจ้าได้อธิบายถึงระเบียบวิธีการศึกษาทฤษฎีความคิดทางการเมืองไว้สองสามแนวที่เป็นหลัก และหนึ่งในนั้นก็คือ การศึกษาบริบทหรือประวัติศาสตร์ของตัวบทเพื่อนำไปสู่การเข้าใจนัยความหมายในตัวบทนั้นๆที่เราต้องการศึกษาเข้าใจ โดยระเบียบวิธีดังกล่าวนี้เชื่อว่า เราสามารถเข้าใจนัยความหมายในข้อเขียนหรือตัวบทได้อย่างผิดพลาดน้อยที่สุด ถ้าเราทำความเข้าใจประวัติศาสตร์หรือบริบทของตัวบทให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (37)

ศิษย์คนหนึ่งของข้าพเจ้าได้เลือกตัวบท “ศรีธนญชัย” ขึ้นมาศึกษาเพื่อเป็นรายงานในวิชาดังกล่าว และต่อมาได้พัฒนาเป็นวิทยานิพนธ์ในที่สุด (38) จุดประสงค์ในการศึกษาของเขาก็คือ ต้องการทำความเข้าใจนัยทางการเมืองในเรื่อง “ศรีธนญชัย” โดยอาศัยบริบทหรือประวัติศาสตร์เป็นเครื่องช่วยในการตีความ ดังนั้น ก่อนที่เขาจะด่วนตีความ “ศรีธนญชัย” เขาจำต้องค้นหาว่าเรื่องราวของศรีธนญชัยของไทยนั้นน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และมีบริบททางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมอย่างไร

การค้นหา “บริบทของศรีธนญชัย” นั้นทำได้โดยการพิจารณาดูเนื้อหาต่างๆในตัวบท ข้อสังเกตที่น่าพิจารณาสามประการ คือ

หนึ่ง: ประสบการณ์ของคนไทยที่ต้องเผชิญกับชาวต่างชาติในลักษณะของการแข่งขันประชันเพื่อรักษาเอกราชของบ้านเมือง โดยเฉพาะฝรั่งเศสในตอน “ผ้าวิเศษ” เป็นต้น

รายละเอียดดังกล่าวนี้น่าจะบ่งชี้ว่าถึงความเป็นไปได้ว่า เรื่องศรีธนญชัยนี้น่าจะแต่งขึ้นในราวตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหรือปลายสมัยอยุธยาเป็นต้นมา

หมายเหตุ ในศรีธนญชัยฉบับ “เชียงเมี่ยง” ไม่ปรากฏเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชาวฝรั่งเศส ชาวโปรตุเกสและชาวจีนแต่อย่างใด จะมีที่เกี่ยวกับชาวต่างชาติ ก็เพียงตอน “แข่งแปลคัมภีร์กับสังฆราชลังกา” และตอน “พนันดำน้ำกับแขกชะวา” และตอน “พนันชนวัวกับมลายู” เท่านั้น (39)

สอง: ศรีธนญชัยบวชเณรและสอนหนังสือให้กับหลานสาวท่านสมภารที่วัด

การที่เยาวชนหนุ่มสาวไปช่วยงานที่วัด และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆสารพัด เริ่มขึ้นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงอยุธยา ส่วนการเรียนให้รู้ตัวหนังสืออ่านออกเขียนได้ คนไทยนิยมส่งบุตรชายไปเรียนกับพระที่วัดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ในกรณีของ “ศรีธนญชัย” ที่ผู้แต่งเรื่องให้ เณรศรีสอนหนังสือหลานสาวท่านสมภารที่วัดนั้นนับว่าเป็นเรื่องประหลาดสำหรับจารีตคนไทยสมัยอยุธยา แต่ถ้าเป็นในสมัยรัชกาลที่ ๔ และ ๕ เป็นต้นมา เริ่มมีการใช้วัดเป็นโรงเรียนของรัฐ และให้พระสอนเยาวชนหญิงชายให้รู้หนังสืออ่านเขียนเป็น จึงเป็นไปได้ว่า ตอนเณรศรีสอนหนังสือหลานสาวท่านสมภารนี้ อาจจะเป็นการแต่งเสริมเพิ่มเข้าไปโดยคนในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ (40)

หมายเหตุ ศรีธนญชัยตอน “เณรศรีสอนหนังสือ” นี้ ไม่ปรากฏใน “ศรีธนญชัย” ฉบับ “เชียงเมี่ยง” น่าจะเป็นเพราะฉบับ “เชียงเมี่ยง” เกิดขึ้นในบริบทสังคมยุคที่ยังไม่มีการส่งลูกสาวไปเรียนหนังสือกับพระที่วัดนั่นเอง ขณะเดียวกัน ด้วยความไม่สมเหตุสมผลกับบริบทสังคมไทยสมัยอยุธยาที่มีการส่งหญิงสาวไปเรียนหนังสือกับพระที่วัด จึงมีการตีความให้ “หลานสาวท่านสมภาร” มีสถานะเป็น “แม่ชี” ไปเพื่อจะได้ไม่ขัดเขินกับบริบทท้องเรื่อง “ศรีธนญชัย” ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นในสมัยอยุธยา (41)

สาม: ศรีธนญชัย ตอนถูกพระเจ้าแผ่นดินลงโทษเนื่องจากไปโต้แย้งหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าแผ่นดินทรงตรัสอ้างที่ว่า มนุษย์ทุกคนที่เกิดมา ย่อมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีใครจะหลีกลี้หนีความตายไปได้ ซึ่งบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ในท้องพระโรงต่างก็กราบบังคมทูลเห็นพ้องต้องกันว่า พระราชปรารภของพระองค์ถูกต้องตรงกันกับหลักพุทธศาสนา แต่ศรีธนญชัยกลับแย้งว่า ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตายนั้นก็จริงอยู่ แต่ต้องถึงที่ตาย ถ้าไม่ถึงที่ตาย ทำอย่างไรก็ไม่ตาย ทำให้พระเจ้าแผ่นดินไม่พอพระทัยที่ศรีธนญชัยเถียงมาอย่างข้างๆคูๆ ไม่มีเหตุผล จึงต้องการจะพิสูจน์ดูว่าที่ศรีธนญชัยกล่าวว่า ถ้าไม่ถึงที่ตายก็ไม่ตาย นั้นจะเป็นจริงหรือไม่ โดยทรงรับสั่งให้ช่างต่อกรงเหล็กอย่างแน่นหนาเพื่อที่จะจับตัวศรีธนญชัยขัง แล้วนำไปตั้งทิ้งไว้ที่ปากอ่าว รอให้น้ำขึ้นมาท่วมกรง คาดว่าศรีธนญชัยคงจะต้องถึงที่ตายแน่ๆ ศรีธนญชัยคิดหาทางหนีทีไล่ โดยขอน้อมรับผิดทุกประการ แต่ไหนๆจะต้องถึงที่ตายแล้ว ก็กราบทูลขอพระราชทานเครื่องประดับพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ นั่นคือ “เบญจราชกกุธภัณฑ์” อันมี พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวีชนี และฉลองพระบาท เพื่อเป็นเกียรติเวลาตาย พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นว่า ไหนๆศรีธนญชัยจะต้องตาย ก็ทรงพระราชทานให้ หลังจากนั้น ศรีธนญชัยก็ถูกจับไปใส่กรงเหล็กพร้อมกับเครื่องประดับพระเกียรติยศต่างๆดังกล่าว ถูกนำไปลอยอยู่ปากอ่าวทะเล เมื่อน้ำทะเลขึ้นจนใกล้จะท่วมมิดกรง ก็ให้บังเอิญมีสำเภาจีนลำหนึ่งแล่นตรงเข้ามา ศรีธนญชัยก็ร้องตะโกนซ้ำๆว่า “ไม่เป็น ไม่เป็น” คนจีนบนเรือสำเภาสงสัยและซักถาม ก็ได้ความตามที่ศรีธนญชัยโกหกว่า ตนถูกบังคับให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ไม่อยากเป็น จีนสำเภาได้ฟังก็เกิดความโลภอยากเป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยาขึ้นมา จึงมอบเรือสำเภาให้เป็นการแลกเปลี่ยน พร้อมให้ลูกเรือช่วยศรีธนญชัยออกมาจากกรง ส่วนตัวเจ้าสัวสำเภาจีนคนนั้นก็เข้าไปอยู่ในกรงแทน เพราะโดนศรีธนญชัยหลอกว่า ตอนเย็นจะมีคนมารับไปครองราชย์ และต่อมาก็จมน้ำตายอยู่ในกรงเหล็กนั่นเอง

เหตุการณ์ตอนนี้ไม่ปรากฏในศรีธนญชัยสำนวนอื่น จะมีแต่เฉพาะของไทยเท่านั้น จึงชวนให้คิดว่า เหตุการณ์ตอนจีนสำเภาอยากเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยานี้น่าจะถูกเสริมเติมแต่งเข้าไปทีหลัง และน่าจะมีนัยสำคัญอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นสาเหตุของการถูกลงโทษของศรีธนญชัย และประเด็นที่จีนเจ้าสัวเรือสำเภาเกิดความละโมบอย่างไร้เหตุผลที่คิดว่า ถ้าคนอยุธยามารับตนในตอนเย็นอย่างที่ศรีธนญชัยหลอกเอาไว้ ตนก็จะได้รับการอัญเชิญให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งสยาม ผู้ที่ได้รับฟังเหตุการณ์ตอนนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่น่าจะคล้อยตามได้อย่างง่ายๆ น่าจะสะดุดใจว่า เหตุไร จีนเจ้าสัวสำเภาเรือจึงคิดว่า ลำพังเพียงนั่งสวมเครื่องประดับพระเกียรติยศอยู่ในกรงเหล็ก ตนจะได้รับอัญเชิญเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม การใช้สติปัญญารักษาตัวรอดของศรีธนญชัยในตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่น่าจะไม่น่าคล้อยตามที่สุด ขณะเดียวกัน การรอดตายของศรีธนญชัยอาศัยเหตุบังเอิญที่มีเรือสำเภาจีนแล่นเข้ามาพอดี ถ้าไม่มีเรือสำเภาลำนี้แล่นเข้ามา ก็กล่าวได้ว่า แม้ศรีธนญชัยจะมีสติปัญญาเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างไร ก็ไม่สามารถรอดพ้นชะตากรรมไปได้ ดังนั้น ดูเหมือนว่า ผู้ที่เสริมเติมแต่งเหตุการณ์ตอนนี้เข้าไปน่าจะเพียงต้องการสร้างเรื่อง “จีนอยากเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม” ใส่เข้าไปในเรื่อง “ศรีธนญชัย” เท่านั้น ขณะเดียวกัน สาเหตุที่ทำให้ศรีธนญชัยต้องถูกลงโทษคือ การท้าทายการตีความหรือการแสดงถึงความเข้าใจในหลักธรรมพุทธศาสนาที่เหนือกว่าองค์พระเจ้าแผ่นดิน ฉะนั้น ประเด็นสำคัญในตอนนี้คือ การบังอาจเล่นลิ้นตีความหลักธรรมในพระพุทธศาสนาของศรีธนญชัย ซึ่งจะว่าไปแล้ว บุคลิกภาพและนิสัยใจคอของศรีธนญชัยในตอนอื่นๆ ก็ดูจะไม่เอื้อให้ศรีธนญชัยมีพฤติกรรมในการท้าทายหลักธรรมพระพุทธศาสนา แม้ว่าเขาจะสามารถใช้ความฉลาดเจ้าเล่ห์เล่นงานเอาชนะพระสงฆ์ระดับพระราชาคณะได้ก็ตามที ดังจะเห็นได้จากตอน “พนันตอบปัญหาธรรม” ใน “ศรีธนญชัย ฉบับเชียงเมี่ยง” แต่การใช้ความเจ้าเล่ห์เอาชนะการตอบปัญหาธรรมแข่งกับพระสงฆ์ครั้งนั้น ก็เป็นการกระทำเพื่อปกป้องบ้านเมืองจากฝ่ายศัตรูท้าพนันตอบปัญหาธรรมชิงบ้านชิงเมือง (42)

จากที่กล่าวมาทั้งสามประการนี้ พอจะประมาณการณ์ได้ว่า “ศรีธนญชัย” เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดยอาศัยบริบทสังคมสมัยอยุธยาเป็นหลัก แต่ “ศรีธนญชัย” ที่ปรากฏให้รับรู้ในปัจจุบันมิได้แต่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ในทีเดียวภายใต้บริบทสังคมอยุธยา แต่มีการแต่งเติมเสริมต่อเรื่อยๆตลอดมาจนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและต่อจากนั้น ซึ่งใกล้ตอนปลายสมัยอยุธยา ด้วยเหตุที่มีการเสริมเติมเรื่องการแข่งขันประลองกับชาวฝรั่งเศส ส่วนเหตุการณ์ตอนหลานสาวสมภารมาเรียนหนังสือกับเณรศรีธนญชัยนั้นน่าจะพอเป็นเค้าลางให้ประมาณการณ์ได้ว่า น่าจะเสริมเติมแต่งเข้าไปทีหลังเช่นกัน เพราะใน “ศรีธนญชัย ฉบับเชียงเมี่ยง” ไม่ปรากฏเหตุการณ์และพฤติกรรมตอนนี้ และจากการที่มีฉากหญิงรุ่นเยาว์ไปเรียน กอ ไก่ ขอ ไข่กับพระที่วัดนั้น ก็น่าจะไม่เข้ากับบริบทสังคมสมัยอยุธยา ถ้าผู้รับฟังเรื่องดังกล่าวนี้เป็นคนสมัยอยุธยาก็น่าจะรู้สึกประหลาดขัดเขินกับฉากตอนนี้ แต่หากผู้รับฟัง (หรืออ่านหนังสือ !) เรื่องนี้เป็นคนในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๔-๕ ฉากดังกล่าวนี้ก็จะไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างใด ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า เรื่อง “ศรีธนญชัย” สำนวนของไทยโดยรวมถูกแต่งเสริมเติมต่อมาเรื่อยๆตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ หรือถ้าจะกล่าวว่า มีการแต่งเติมเสริมแต่งจนกระทั่งตีพิมพ์ออกเป็นหนังสือครั้งแรกเป็น “ศรีธนญชัย สำนวนกาพย์” ในสมัยรัชกาลที่ ๔

ผลที่ได้จากาการพยายามกำหนดหา (locate) บริบทของ “ศรีธนญชัย” ผู้เขียนได้พบข้อที่น่าสังเกตว่า ศรีธนญชัยใน “ฉบับเชียงเมี่ยง” นั้นเป็น “พระเอก” ตั้งแต่ต้นจนจบ ในส่วนศรีธนญชัยของไทยได้ถูกตกแต่งตีความจากที่เป็น “พระเอก” อย่างใน “ฉบับเชียงเมี่ยง” ให้กลายเป็น “พระเอกผู้ร้าย-ฉลาดแกมโกง” และพบกับจุดจบอันน่าเวทนาเข้าทำนอง “กรรมสนองกรรม” ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ศรีธนญชัย ของไทยนั้นเป็นวีรบุรุษผู้รักษาชาติให้พ้นจากภัยของศัตรูต่างชาติอีกด้วย ยิ่งกว่านั้น เมื่อพิจารณาประเด็นการท้าทายอวดศักดาในการเป็นผู้รู้เข้าใจในการตีความของพระพุทธศาสนาจนถูกลงโทษขังกรงเหล็กลอยไว้ที่ปากอ่าวพร้อมกับเครื่องประดับพระเกียรติยศ และประเด็นจีนสำเภาอยากเป็นกษัตริย์สยามนี้ ภาพลักษณ์ “ศรีธนญชัย” ที่กล่าวมานี้ ทำให้อดนึกภาพลักษณ์ของบุคคลบางคนในรอยต่อช่วงระหว่างกรุงศรีอยุธยาแตกจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ไม่ได้ บุคคลที่ว่านี้คือ พระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากสินมหาราชนั่นเอง โดยเฉพาะถ้าคนที่ได้รับฟังเรื่อง “ศรีธนญชัย” นี้เป็นคนในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ และแน่นอนว่า คนที่ได้รับรู้เรื่องราวภาพลักษณ์ของศรีธนญชัยที่ว่านี้ผ่าน “ศรีธนญชัย สำนวนกาพย์” ที่ตีพิมพ์ขี้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๔

มีข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งจากรายละเอียดข้อมูลประวัติของพระเจ้าตากในหนังสือ “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” ของอาจารย์นิธิที่อ้างพระราชพงศาวดารฉบับ ๒/ก ๑๐๑ โดยอาจารย์นิธิกล่าวว่า “(พระราชพงศาวดาร) กล่าวไว้ในเชิงที่จะใส่ร้ายพระเจ้ากรุงธนบุรี แต่ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกันความว่า ‘ครั้นอยู่มาจีนผู้นั้นเป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ช่วยกรมการชำระถ้อยความของราษฎรอยู่เนืองๆ เจ้าเมืองตากนั้นป่วยลงก็ถึงแก่ความตาย จีนมีชื่อผู้นั้นก็ตัดผู้เขียนเป็นไทย ลงมา ณ กรุงศรีอยุธยาจะเดินเป็น (วิ่งเต้น—ผู้เขียน) เจ้าเมืองตาก’” (43)

ความดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า แม้การบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้ากรุงธนบุรีในพงศาวดารดังกล่าวจะมีลักษณะในเชิงใส่ร้ายที่พระองค์ทรงเข้ามาวิ่งเต้นเพื่อเป็นเจ้าเมืองตาก แต่กระนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความเป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสามารถในการช่วยกรมการชำระถ้อยความของราษฎร ซึ่งหมายความได้ว่า สติปัญญาความเฉลียวฉลาดของพระเจ้ากรุงธนบุรีจะต้องมีความโดดเด่นจนเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป จนกระทั่งไม่สามารถจะบิดเบือนปฏิเสธได้ แม้กระทั่งผู้บันทึกพงศาวดารที่ดูจะไม่ได้มีทัศนคติที่ดีต่อพระองค์ก็ตาม นอกจากทรงเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศดังกล่าวแล้ว พระราชกรณียกิจสำคัญยิ่งของพระองค์ก็คือ การกอบกู้เอกราชและสถาปนาความเป็นรัฐอิสระของกรุงธนบุรี อันเป็นภาพลักษณ์ของความเป็น “พระเอก” ของพระองค์ที่ปฏิเสธไม่ได้

ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์ สิ่งที่เป็นที่รับรู้เล่าขานสืบต่อกันมา ดังที่อาจารย์นิธิเขียนไว้ว่า “พระราชพงศาวดารได้อธิบายเหตุการณ์ตอนนี้ว่า พระเจ้ากรุงธนบุรี ‘สัญญาวิปลาส’ (ซึ่งแปลตามพระราชกำหนดใหม่ในรัชกาลที่ ๑ ว่าหมายผิดหรือเข้าใจผิด....) สำคัญพระองค์ว่าได้บรรลุโสดาบัน จึงมีพระราชปุจฉาแก่พระราชาคณะว่า ภิกษุจะไหว้คฤหัสถ์ที่บรรลุภูมิธรรมเช่นนั้นได้หรือไม่ เมื่อพระราชาคณะที่ทูลวิสัชนาว่าไม่ได้ ก็ทรงพระพิโรธลงโทษทัณฑ์แก่ภิกษุชราราชาคณะและอนุจร ประหนึ่งว่าพระองค์ต้องพระราชประสงค์ให้พระภิกษุนบไหว้พระองค์” (44) โดยที่จริงแล้ว อาจารย์นิธิได้อธิบายไว้ว่า พระเจ้ากรุงธนบุรี “ทรงใฝ่พระทัยในทางศาสนายิ่งขึ้นทั้งในหลักฐานพระราชพงศาวดารและในหลักฐานของบาทหลวงฝรั่งเศส ลักษณะที่ทรงใฝ่พระทัยในทางศาสนานั้น พระราชพงศาวดารกล่าวว่า ‘เสด็จไปทรงเจริญพระกรรมฐาน ณ พระอุโบสถ วัดบางยี่เรือใต้’ นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๙” (45) อาจารย์นิธิชี้ให้เห็นว่า “การเจริญพระกรรมฐานหรือ ‘นั่งอูรูพัทธ์’ นี้มิได้เป็นพระราชจริยวัตรที่พึงคาดหมายจากพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรอยุธยา อย่างน้อยก็ไม่เคยมีคำเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์พระองค์ใดในเรื่องนี้มาเลย เหตุฉะนั้น การเจริญพระกรรมฐานชนิดที่กระทำให้เป็นที่รู้ทั่วถึงกันนี้จึงเป็นการกระทำทางการเมืองที่ไม่ได้อยู่ในแนวของการทำนุบำรุงพุทธศาสนาตามคติของกษัตริย์ไทยตามธรรมดา หากเป็นการกระทำที่มุ่งจะส่งเสริมให้เห็นความสำเร็จในทางศาสนาขององค์พระเจ้าแผ่นดิน อันเป็นผลให้พระองค์มีสภาวะที่สูงกว่าปุถุชนทั่วไป” (46)

อาจารย์นิธิยังอ้างถึง ลอเรน กีซิคที่อธิบายว่า “พระราชกรณียกิจของพระเจ้ากรุงธนบุรีทางด้านศาสนาว่า ทรงกระตือรือร้นในการแสดงพระองค์เป็นกษัตริย์ชาวพุทธจนเลยเส้นที่เคยคาดหมายกันมาตามประเพณีไทย และกลายเป็นความล้มเหลว เพราะประชาชนไทยไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับ” (47) และความมุ่งมั่นจนล้ำเส้น “กษัตริย์ชาวพุทธ” ตามประเพณีไทยของพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทำให้พระองค์มีภาพของความเป็น “ผู้ร้าย” หรือไม่ก็ “สัญญาวิปลาส” ที่ถูกสร้างภาพให้เป็นผู้อวด “อุตริมนุสธรรม” และ “บังคับให้ภิกษุไหว้” ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นภาพล้อน่าขบขันที่ปรากฏในภาพของศรีธนญชัยที่อวดดีตีความพระธรรมคำสอนในพุทธศาสนาอย่างข้างๆคูๆจนต้องถูกลงโทษทัณฑ์เกือบถึงแก่ความตาย

และในที่สุด เมื่อรวมกับการชี้ให้เห็นถึงปมความเป็นคนจีน โดยเฉพาะการเป็นจีนนอกที่เพิ่งมาตัดเปียไว้ผู้เขียนเป็นไทย ตอนที่จะเข้ามาวิ่งเต้นที่กรุงศรีอยุธยา คือการพยายามที่จะสร้างภาพของความเป็นจีนนอกของพระเจ้ากรุงธนบุรีให้เด่นชัด และในที่สุด คนจีนผู้เฉลียวฉลาดผู้นั้น ก็ได้เป็นกษัตริย์แผ่นดินไทยนั้น ดูจะเป็นภาพที่ซ้อนทับทางอารมณ์ความรู้สึกได้เป็นอย่างดีกับภาพของจีนสำเภาผู้ละโมบอยากเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทยที่ต้องพบจุดจบเพราะความอยากได้ลาภยศโดยมิได้ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงาของตน

หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับการตีความ “ศรีธนญชัย” ของผู้เขียนที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวการสร้างภาพลักษณ์ “พระเอกผู้ร้าย” ของพระเจ้ากรุงธนบุรี แต่กระนั้น ก็คงยากที่จะปฏิเสธข้ออ้างของผู้เขียนที่เชื่อว่า “ศรีธนญชัย ฉบับไทย” นั้นถูกแต่งเติมเสริมเรื่องตลอดเรื่อยมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ หลายคนอาจจะแย้งว่า การเชื่อมโยง “ศรีธนญชัย” กับ “พระเจ้ากรุงธนบุรี” นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะศรีธนญชัยก็เป็นตัวละครหนึ่ง เจ้าสัวจีนสำเภาก็เป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง ไฉนตัวละครสองตัวในตอนเดียวกันจะสะท้อนภาพบุคคลคนเดียวได้ ? ผู้เขียนตั้งเป็นสมมุติฐานชวนให้ขบคิดหาเหตุผลต่อไปว่า กรณีดังกล่าวจะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อ ตัวละครทั้งสองเป็นตัวละครที่สำแดงคุณลักษณะที่ไม่ดี ไม่พึงปรารถนาที่ดำรงอยู่ในบุคคลคนหนึ่ง ! ขณะเดียวกัน กรณีดังกล่าวจะเป็นไปได้ หากผู้ที่แต่งเสริมเติมแต่งตอนดังกล่าวนี้ มิได้จริงจังมากนักที่จะสร้างเรื่องราวอย่างพิถีพิถันที่สะท้อนถึงตัวบุคคลที่ต้องการจะชี้ให้เห็นถึงความไม่ดี ขณะเดียวกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่า วิธีคิดเกี่ยวกับการเชื่อมโยงตัวละครให้สะท้อนตัวบุคคลจริงของคนในสมัยต้นรัตนโกสินทร์แตกต่างจากวิธีคิดของคนในปัจจุบัน ! พวกเขาอาจไม่ได้มีความเคร่งครัดในการกำหนดแบ่งแยกบุคลิกนิสัยของตัวละครแต่ละตัว เพียงแต่สะท้อนถึง “คุณสมบัติอันน่ารังเกียจ” ของบุคคลหนึ่งให้ปรากฏในตัวละครในเรื่องก็เป็นพอ ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดอยู่ในตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น

หลังจากได้นำเสนอประเด็นการตีความ “ศรีธนญชัย” ข้างต้นนี้ไปแล้ว คณะผู้วิจารณ์ในการสัมมนาของ “จักรวาลวิทยา” ซึ่งมีอาจารย์นิธิ และ อาจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ ต่างไม่เห็นด้วยและไม่สามารถคล้อยตามการตีความดังกล่าวได้แม้แต่น้อย แต่ก็ได้กรุณาวิจารณ์อย่างเป็นกันเองคล้ายกับจะเอ็นดูผู้เขียนในฐานะที่เป็นจำอวดปิดท้ายรายการอย่างไรอย่างนั้น

แม้ว่าผู้เขียนติดใจที่จะหาทางพิสูจน์การตีความ “ศรีธนญชัย-จีนสำเภาและพระเจ้าตาก” แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น เนื่องด้วยข้อจำกัดของเวลาและความรู้ทางประวัติศาสตร์ การศึกษาค้นคว้าในเรื่องดังกล่าวนี้จึงเป็นอันพับไปชั่วคราวหลังจากงานสัมมนาครั้งนั้น


IV

ต่อมาได้มีการชักชวนกันให้เขียนบทความเพื่อทำหนังสือที่ระลึกวาระครบ ๖๐ ปีของท่านอาจารย์นิธิ ผู้เขียนก็กลับมาคิดเรื่องศรีธนญชัยใหม่ โดยตั้งใจว่าจะค้นคว้าเพิ่มเติมและเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจนกว่าตอนนำเสนอในงานสัมมนาประจำปีของ “จักรวาลวิทยา” และได้ตกปากรับคำกับวงสนทนารับประทานอาหารที่นัดกันขึ้นมาเพื่อการนี้

แต่หลังจากนั้น ความตั้งใจของผู้เขียนก็ไม่สัมฤทธิ์ผล (48) เนื่องด้วยการค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์และภาษาไทยปลายอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นเรื่องวิบากลำเค็ญ สำหรับนักรัฐศาสตร์ที่มีความรู้ประวัติศาสตร์น้อยมาก ดังนั้น โครงการ “ศรีธนญชัย” ของผู้เขียนจึงมีอันต้องพับไปอีกครั้งหนึ่ง และจำต้องคิดหาหัวเรื่องที่จะเขียนขึ้นใหม่สำหรับหนังสือครบ ๖๐ ปีของอาจารย์นิธิ

เวลาผ่านพ้นไปอีกพอสมควรจนผู้เขียนลืมไปเสียสนิท จวบเมื่อความมุ่งมั่นที่จะทำหนังสือที่ระลึกให้อาจารย์นิธิได้หวนกลับมาอีกโดย “บุรุษที่จัดประเภทไม่ได้” ดังที่กล่าวไปแล้ว ผู้เขียนจึงต้องหันกลับมาคิดหัวข้อขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง คิดไปคิดมาก็นึกถึงเรื่องที่พวกเราชอบคุยกันถึงงานเขียนของอาจารย์นิธิที่มีลักษณะเด่นประการหนึ่ง นั่นคือ ท่านจะไม่นิยมใส่เชิงอรรถอ้างอิงถึงนักวิชาการตะวันตกโดยเฉพาะทฤษฎีที่ท่านใช้หรือกล่าวถึงในบทความของท่าน ท่านเพียงกล่าวในทำนองเพียงว่า มีฝรั่งเขาว่าไว้ และท่านก็ไม่ได้ใส่ใจจะต้องนำมาอ้างอิงเท่าไร ผู้เขียนจึงคิดว่า การอ้างอิงของท่านถึงแม้จะไม่มากนัก แต่ก็มีความสำคัญควรใส่ใจในทำนอง “Small is beautiful.” (49) ดังนั้น จึงตัดสินใจว่าจะเขียนบทความเรื่อง “ประวัติคร่าวๆของเชิงอรรถบางส่วนของอาจารย์นิธิ” (A Brief History of some of Nithi’s Footnotes) เพื่อที่จะดูการใช้การอ้างอิงของท่าน และคาดว่าน่าจะสรุปประเด็นที่น่าสนใจได้

ต่อจากนั้น ผู้เขียนจึงได้ให้นิสิตผู้ช่วยงานผู้เขียนไปค้นหาบทความของอาจารย์นิธิในห้องสมุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทความที่ท่านเขียนโต้ตอบกับศาสตราจารย์ ปรีชา ช้างขวัญยืน ที่ผู้เขียนจำได้ว่า ท่านได้ใช้หรืออ้างถึงทฤษฎีเกี่ยวกับ “พื้นที่” (space) ของนักวิชาการทางมานุษยวิทยา แต่มิได้เขียนเชิงอรรถหรือมีอ้างอิงที่ชัดเจน (50) ผู้เขียนจึงออกถามไถ่ในบรรดามิตรสหายในแวดวงจักรวาลวิทยา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ซึ่งน่าจะคนหนึ่งที่น่าจะช่วยผู้เขียนได้ดีที่สุด

แต่อนิจจา ในขณะนั้น (เมษายน-กรกฎาคม ๒๕๔๖) เอง อาจารย์อรรถจักร์ได้เดินทางไปทำวิจัยที่นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนจึงไหว้วานอาจารย์เวียงรัฐให้ติดต่อส่งข่าวให้อาจารย์อรรถจักร์ได้กรุณาเป็นธุระในเรื่องเอกสารที่ต้องใช้เมื่อเขากลับมาเมืองไทยแล้ว

หลังจากอาจารย์อรรถจักร์กลับมาเมืองไทยระยะหนึ่ง ผู้เขียนก็ได้ติดต่อฝากข่าวสารไปถึงอาจารย์อรรถจักร์ จนในที่สุด อาจารย์อรรถจักร์ก็ฝากหนังสือชุดหนึ่งผ่านมาทางบุรุษผู้เป็นเจ้าหนี้ต้นฉบับมาให้ผู้เขียน แต่หลังจากได้พิจารณาชุดหนังสือดังกล่าวแล้ว ผู้เขียนก็จนปัญญาที่จะสามารถเขียนบทความเรื่อง “ประวัติคร่าวๆของเชิงอรรถบางส่วนของอาจารย์นิธิ” ได้เป็นเรื่องเป็นราวตามที่ตั้งใจไว้ เฉกเช่นเดียวกันกับความล้มเหลวในความพยายามที่จะเขียนเรื่อง “ศรีธนญชัย” อย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่ผ่านมา

แต่อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจตรวจสอบการกล่าวอ้างถึงโดยไม่มีเชิงอรรถและการใช้เชิงอรรถของอาจารย์นิธิก็ทำให้ผู้เขียนได้พบกับประเด็นบางประเด็นที่แม้นว่าจะไม่ได้สามารถทำให้ผู้เขียนเขียน “ประวัติการใช้เชิงอรรถของอาจารย์นิธิ” ได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ใช่จะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือเสียเลย

ขณะเดียวกัน เชิงอรรถบางเชิงอรรถที่พอเป็นประเด็นสำหรับผู้เขียนในวันนี้ มันก็เคยเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผู้เขียนในอดีตด้วย เพราะในครั้งที่เขียนบทความเรื่อง “ประวัติศาสตร์:วิถีความพยายามของมนุษย์ต่อความรู้ของเทพเจ้า” เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๗ ผู้เขียนก็เคยได้อ้างอิงถึงเชิงอรรถที่ว่านี้ของอาจารย์นิธิมาครั้งหนึ่งแล้ว (51) มาบัดนี้ มันก็สามารถเป็นเชิงอรรถที่ผู้เขียนจะใช้อ้างอิงถึงในนัยที่เปลี่ยนแปลงไป

เชิงอรรถที่ว่านี้คือ เชิงอรรถที่ ๕ ในบทความ “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” ทิ่อาจารย์นิธิเขียนขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ นั่นเอง ซึ่งอาจารย์นิธิไม่เรียกว่า “เชิงอรรถ” หรือ “end notes” แต่ใช้คำว่า “บันทึกอธิบาย” แทน หรือ “บันทึกท้ายบท” ก็เรียก และสำหรับความยาวของ “บันทึกท้ายบท” ยังยาวกว่าเนื้อหาหลักของบทความเสียด้วย (52)

บันทึกอธิบายข้อที่ ๕ หรือ “เชิงอรรถอาจารย์นิธิ” จาก “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” มีใจความว่า:

“5. เปลโต ศาสดาแห่งทฤษฎีความจริงเนื้อแท้ ได้เปรียบไว้ว่า มนุษย์นั้นอาศัยอยู่ในถ้ำ ซึ่งมีแสงสว่างเพียงสลัวๆจากปากถ้ำเท่านั้น ด้วยเหตุดังนี้ มนุษย์จึงไม่อาจแลเห็นสิ่งที่อยู่ในถ้ำได้ตามที่เป็นจริง สิ่งที่มนุษย์แลเห็นเป็นเพียงแต่เงาของความจริงเท่านั้น และมนุษย์จะไม่มีวันก้าวไปถึงปากถ้ำเพื่อได้แสงสว่าง สำหรับมองดูสิ่งต่างๆตามที่มันเป็นจริงเลย ความคิดเช่นนี้ ได้กลายเป็นความคิดที่เป็นรากฐานของชาวตะวันตก ซึ่งได้อุทิศชีวิตและแรงงานลงไปแล้วเป็นอันมากเพื่อจะตะเกียกตะกายไปสู่ปากถ้ำ เพื่อจะได้เห็นสิ่งต่างๆที่เป็นอยู่จริงๆ จนแม้ปัจจุบัน ก็ยังคงทุ่มเทความพยายามอยู่ เพราะไม่มีใครเคยไปถึงปากถ้ำได้ ผลพลอยได้จากความพยายามเหล่านี้ คือ ความเจริญของมนุษยชาติ อย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ถ้าแม้ทฤษฎีของเปลโตเป็นจริง ผู้เขียนบทความนี้สงสัยว่า มนุษย์จะค้นหาความจริงเนื้อแท้เพื่ออะไร และด้วย ‘เงาของความจริง’ นี้ เราควรพยายามนำมาใช้เพื่อก่อให้เกิดสันติสุขอันถาวรในโลก เพราะอย่างน้อยที่สุด ‘เงาของความจริง’ ก็ได้ให้ความหวังแก่มนุษยชาติแล้วว่า เราจะทำโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นได้สำเร็จถ้าเราจะมองย้อนหลังไปหาบรรพบุรุษของเราซึ่งอยู่ถ้ำจริงๆ และตัวเราซึ่งออกมานอกถ้ำเอาชนะความมืดด้วยพลังไฟฟ้า และบางครั้งกำลังยืนหัวเราะเยาะธรรมชาติต่อหน้าทะเลสาบ ภูเขา น้ำตก ฯลฯ ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน” (53)

จากข้อความในเชิงอรรถนี้ที่มีความยาวกว่าเชิงอรรถปรกติ โดยเฉพาะ “เชิงอรรถ” ของอาจารย์นิธิ ผู้เขียนว่ามันมีนัยสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจ “จุดยืนทางวิชาการ” ของอาจารย์นิธิที่เริ่มปรากฏสู่สาธารณชนตั้งแต่มีการตีพิมพ์บทความดังกล่าวเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๙ จนถึงปัจจุบันก็ว่าได้ !

แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แน่ใจ เราคงต้องพิจารณาเชิงอรรถดังกล่าวภายใต้บริบทของมันด้วย จะพิจารณาแต่เนื้อหาในเชิงอรรถนี้โดยลำพังย่อมไม่สามารถตัดสินชี้ชัดลงไปได้อย่างชอบธรรมนัก ดังนั้น เราจึงจำต้องกลับไปดูว่า อาจารย์นิธิใส่เชิงอรรถดังกล่าวนี้ไว้ข้างหลังข้อความตอนใดในบทความของท่าน

ข้อความที่เป็นบริบทของเชิงอรรถที่ ๕ มีใจความดังต่อไปนี้คือ

ประวัติศาสตร์กับความจริงเนื้อแท้

ในบรรดาความรู้ต่างๆของมนุษย์ที่ได้สั่งสมมานับด้วยเวลา 10,000 ปีนี้ เราอาจเข้าใจว่านั่นคือความจริง เป็นต้นว่า ความรู้ที่ว่าโลกมีสัณฐานกลม ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 93 ล้านไมล์ มีน้ำหนักประมาณ 6,586,242,500,000,000,000,000 ตัน มีปริมาตร 1,083,319,780,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร ฯลฯ แต่ที่แท้จริงแล้ว โลกเราอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เรารู้กันในปัจจุบันนี้ก็ได้ (การกล่าวเช่นนี้ไม่เชิงจะนับได้ว่าเป็นคำกล่าวของพวกสเก๊ปติค ซึ่งไม่ยอมเชื่ออะไร) เพียงแต่ว่าในชั่วระยะเวลานี้ เราสามารถรู้ได้เพียงเท่านี้ ด้วยเครื่องมือที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆยังไม่ดีพอ และสักวันหนึ่งในอนาคต เมื่อมนุษย์อาจประดิษฐ์เครื่องมือในการค้นหาความจริงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว ความรู้เกี่ยวกับโลกที่เรามีอยู่ปัจจุบันก็จะต้องเปลี่ยนไปอย่างที่ได้เคยเปลี่ยนมามากต่อมากแล้วในอดีต จะเห็นได้ว่า ความรู้ซึ่งเราถือว่าเป็นความจริงนั้น หาใช่ความจริงที่เป็นอยู่จริงๆไม่ ความจริงนี้เราเรียกว่าความจริงเนื้อแท้ (๕) ความจริงที่เรารู้อยู่ในปัจจุบันนี้ อาจไม่มีความสัมพันธ์กับความจริงเนื้อแท้ หรือมีความสัมพันธ์กันอยู่แต่เพียงเลือนราง เราก็ไม่อาจรู้ได้ และกฎที่ว่านี้ใช้ได้ทั่วไปหมดในทุกแขนงวิชา ไม่ว่ายีโอฟิสิกซ์ วรรณคดี มานุษยวิทยา เคมี หรือประวัติศาสตร์” (54)

จากทั้งเชิงอรรถและบริบทของเชิงอรรถ ทำให้เราตั้งคำถามได้ว่า “ใช่หรือไม่ว่าอาจารย์นิธิเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในการมีอยู่ของสิ่งที่อาจารย์เรียกว่า ‘ความจริงเนื้อแท้’ หรือที่ศัพท์ทางปรัชญาในภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘essentialism’ ?”

ตามข้อเขียนเท่าที่ปรากฏข้างต้นของอาจารย์นิธิ เราพบว่า ท่านมิได้ไม่เชื่อว่า “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความจริงเนื้อแท้’” เพราะท่านได้กล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า คำกล่าวของท่าน “ไม่เชิงจะนับได้ว่าเป็นคำกล่าวของพวกสเก๊ปติค ซึ่งไม่ยอมเชื่ออะไร” ดังนั้น แน่นอนว่าท่านไม่ใช่ “พวกสเก๊ปติค” (skeptic) ที่ไม่เชื่อว่ามีความรู้ที่แท้จริงสมบูรณ์ เมื่อไม่ใช่พวกสเก๊ปติค ความจริงเนื้อแท้จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงสำหรับอาจารย์นิธิ เพียงแต่ท่านเชื่อว่า ณ เวลานี้ เราไม่สามารถรู้แน่ว่าเป็นอย่างไร หรือถ้ารู้ก็อาจจะรู้เพียง “เลือนราง” เท่านั้น ซึ่งลำพังเพียงแค่นี้ ก็สามารถเข้าใจไปได้ว่า อาจารย์นิธิเข้าข่ายอยู่ในแนวความคิดแบบของนักปรัชญาชาวเยอรมันอย่างค้านท์ (Kant) นั่นเอง ด้วยเขานำเสนอประเด็นที่ว่า มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึง “the thing-in-itself” ได้เพราะข้อจำกัดของการรับรู้ของตัวมนุษย์เอง (55)

ถ้าเป็นเช่นนั้น เราสามารถเปรียบเทียบ “ความจริงเนื้อแท้” (Being) กับ “เวลา” (Time) ในฐานะ “thing-in-itself” จากข้อเขียนของอาจารย์นิธิได้ดังนี้คือ

ความจริงเนื้อแท้และเวลาอาจมีอยู่จริง แต่ไม่มีใครรู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไรแน่

ความจริงเนื้อแท้อาจมีอยู่จริง แต่ยังไม่มีใครรู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไรแน่ เพียงแต่ว่าในชั่วระยะเวลานี้ เราสามารถรู้ได้เพียงเท่านี้

ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ด้วยว่า เวลาก็อาจจะไม่มีอยู่จริงได้เหมือนกัน

แต่ ความจริงเนื้อแท้อาจไม่มีอยู่จริงไม่ได้ เพราะจากข้อเขียนของอาจารย์นิธิ ท่านไม่ได้เปิดช่องหรือโอกาสให้ความจริงเนื้อแท้ไม่มีอยู่จริงตามความเชื่อของพวกสเก๊ปติคเลย

ดังนั้น จากที่ว่า “เวลาคืออะไรไม่มีใครรู้” นั่นหมายความว่าเวลาอาจจะมี แต่ไม่มีใครรู้จักจริงๆได้ และถ้ามี ก็อาจจะเป็นเวลาที่ไม่เหมือน “เวลา” อย่างที่เรานึกคิดเข้าใจ และถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เป็นไปได้ว่า “อาจจะไม่มีเวลา” อยู่จริง โดยเฉพาะเวลาที่มีเนื้อหาคุณสมบัติอย่างที่มนุษย์จะสามารถนึกคิดจินตนาการได้ต่างๆนานากันไปภายใต้เงื่อนไขของความเป็นมนุษย์

...................................

< โปรดติดตามตอนต่อไป>


เชิงอรรถ


(36) ดู การใช้ “ภยาคติ” ในด้านดีได้จากข้อเขียนเรื่อง “คนนอกคอก” ที่ ส. ศิวรักษ์เขียนถึงอาจารย์นิธิ: “ข้าพเจ้าบอกเขาไปว่า การทำวารสารใดๆ หากมีภยาคติครอบงำก็จงอย่าทำเสียดีกว่า ดังจะเห็นได้ว่านิตยสารทางวิชาการเป็นอันมากน่าเบื่อ ก็เพราะเหตุนี้ ผลก็คือเมื่อ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับดังกล่าวออกวางจำหน่าย ก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเราต้องไม่ลืมว่าถ้อยคำชนิดที่นิธิเขียนคราวนี้ ไม่มีตีพิมพ์สู่มหาชนมาแต่ตอนที่ ส. ธนะรัชต์ ยึดอำนาจการเมืองการปกครองไว้ใต้อุ้งมือของเขาและพวกเขาอย่างเป็นเผด็จการเต็มตัวมาแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ นั้นแล้ว” หน้า ๑๓๐–๑๓๑.

(37) ดู James Tully, ed., Meaning & Context: Quentin Skinner and his Critics (Cambridge: Polity Press: 1988), “Part II: Quentin Skinner on Interpretation,” pp. 29-234.

(38) พ.ต.ท. ม.ล. สันธิกร วรวรรณ, นัยทางการเมืองในวรรณกรรมเรื่อง “ศรีธนญชัย”, วิทยานิพนธ์ (ร.ม.)—จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.

(39) พงจันทร์ ศรัทธา, ศรีธนญชัย ฉบับเชียงเมี่ยง แสนสนุก (กรุงเทพฯ: เสริมวิทย์บรรณาคาร: ๒๕๔๑).

(40) ขอขอบพระคุณ รศ. ฉลอง สุนทราวนิช ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่รับสัมภาษณ์ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ในตอนเย็นของวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ. ๒๕๔๙.

(41) ดู รศ. วิเชียร เกษประทุม, พ.ม., ศศ.บ., ค.ม., เล่าเรื่องและเรียบเรียง, เล่าเรื่องศรีธนญชัย ฉบับสมบูรณ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา: ๒๕๔๗), หน้า ๒๐-๒๑. โดยผู้เขียนอ้างอิงจาก ศรีธนนไชย สำนวนกาพย์ (พระนคร: กรมศิลปากร: ๒๕๐๑):

สมภารต่อยตบ

อ้ายลูกบัดซบ ไม่รู้คุณคน

ไสหัวมึงไป กูไม่กังวล

นอกชีรู้ต้น อ้ายคนส่ำสาม

(42) พงจันทร์ ศรัทธา, ศรีธนญชัย ฉบับเชียงเมี่ยง แสนสนุก, อ้างแล้ว, หน้า ๑๗๙-๑๙๑.

(43) นิธิ เอียวศรีวงศ์, การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน: ๒๕๓๙), หน้า ๙๕-๙๖.

(44) นิธิ เอียวศรีวงศ์, การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี, เพิ่งอ้าง, หน้า ๔๒๑.

(45) นิธิ เอียวศรีวงศ์, การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี, เพิ่งอ้าง, หน้า ๔๑๒.

(46) นิธิ เอียวศรีวงศ์, การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี, เพิ่งอ้าง, หน้า ๔๑๒-๔๑๓.

(47) นิธิ เอียวศรีวงศ์, การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี, เพิ่งอ้าง, หน้า ๔๑๗.

(48) แม้ว่า ศาสตราจารย์ ดร. ธงชัย วินิจจะกูลจะได้กรุณายกให้ผู้เขียนเป็นหนึ่งใน “พวกสัมฤทธิ์ผลนิยม” แล้วก็ตาม ดู “สัมฤทธิผลนิยม (Pragmatism ) ของปัญญาชนไทยกับการรัฐประหาร ๑๙ ก.ย. ๒๕๔๙” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจรายวัน ฉบับวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙.

(49) บางคนอาจจะคุ้นกับคำแปลว่า “จิ๋วแต่แจ๋ว” แต่ “Small is beautiful: A Study of Economics as if People Mattered.” ที่เป็นหนังสือเล่มสำคัญของ E.F. Schumacher นั้น ผู้แปลเป็นภาษาไทยแปลว่า “เล็กนั้นงาม” ดู อี.เอฟ. ชูมาเกอร์, เล็กนั้นงาม: การศึกษาเศรษฐศาสตร์โดยให้ความสำคัญกับผู้คน กษีร ชีพเป็นสุข แปล วีระ สมบูรณ์ บรรณาธิการแปล อภิชัย พันธเสน คำนิยม ส. ศิวรักษ์ คำปรารมภ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก: ๒๕๔๙).

(50) ดู ปรีชา ช้างขวัญยืน, “มาตรฐานทางวัฒนธรรมกับการทำให้เกิดเงื่อนทางการเมือง” และ นิธิ เอียวศรีวงศ์, “จดหมายตอบ” ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๓-ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑ (ก.ย. ๒๕๓๑-เม.ย. ๒๕๓๒) ๔๐ ปีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, หน้า ๒๗๕-๓๔๐.

(51) ไชยันต์ ไชยพร, ประวัติศาสตร์: วิถีความพยายามของมนุษย์ต่อความรู้ของเทพเจ้า” วารสารธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๒ พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๓๖: หน้า ๕๒-๗๔.

(52) ในบทความ “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” อาจารย์นิธิใช้ “บันทึกอธิบาย” ส่วนในบทความ “สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับ อาร์โนลด์ ทอยน์บี” ท่านใช้ “บันทึกท้ายบท” ซึ่งมีลักษณะเหมือน “เชิงอรรถ” ที่จัดวางไว้ท้ายบทความ ดู นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” (๒๕๐๙), อ้างแล้ว, หน้า ๑๓๐-๑๓๓ และ นิธิ เอียวศรีวงศ์ “สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับ อาร์โนลด์ ทอยน์บี” (๒๕๑๒) ใน ประวัติศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ไทย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการ, ชุดประวัติศาสตร์ ๒ กองบรรณาธิการสังคมศาสตร์ปริทัศน์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น: ๒๕๑๙), หน้า ๒๒๒-๒๔๔ ซึ่งยาวกว่าเนื้อหาหลักที่มีเพียง ๑๔ หน้า (๒๐๘-๒๒๒).

(53) “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” (๒๕๐๙) ใน ปรัชญาประวัติศาสตร์, อ้างแล้ว, หน้า ๑๓๒-๑๓๓. ข้อความในบันทึกอธิบายข้อ ๕ นี้มีกลิ่นอายของความเชื่อในเรื่องความก้าวหน้าของประวัติศาสตร์มนุษยชาติพอสมควร จึงทำให้ตีความได้ว่า อาจารย์นิธิมีความคิดที่ลักษณะของความสมัยใหม่ (modernity). ถ้าจะยังไม่สามารถสรุปฟันธงลงไปได้ว่า อาจารย์นิธิเป็นแนวสมัยใหม่ คงจะต้องศึกษาเจาะจงในประเด็นดังกล่าวนี้ในโอกาสต่อไป

(54) “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” (๒๕๐๙) ใน ปรัชญาประวัติศาสตร์, อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๑-๑๑๒.

(55) นี่เป็นประเด็นพื้นฐานในปรัชญาของค้านท์ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในหมู่นักเรียนวิชาปรัชญา



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter