Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
Openhouse [ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 ]


OPEN HOUSE 5

มิถุนามนุษยา ฉบับฅนเขียนคน


Front Seat

รูปคน (Drawing Life)

เมื่อครั้งเป็นวัยรุ่นผมยาว อารมณ์ฉุนเฉียว อัตตาลงพุงตุงและโต ผมเคยเรียนศิลปะกับครูคนหนึ่งชื่อทอม เอเว่นส์

ณ ฮอร์โมนนั้น ผมรู้สึกไม่ค่อยถูกโฉลกกับทอม อาจจะเป็นเพราะผมคิดว่าเขาไม่เห็นคุณค่าในงานวาดเขียนของผมเท่าที่ควร—วาดออกจะเก่งกาจ แต่ทอมไม่เคยเอ่ยปากชื่นชม

นอกจากจะไม่ชมแล้ว ทอมยังนิยมพูดจาเสียดแทงหน้าอกของผมจนนมฟีบ

ผมจำเหตุการณ์หนึ่งได้แม่นยำ วันที่ผมแปะภาพวาดลายเส้นของตัวเองลงบนผนังห้องเรียนศิลปะ ด้วยความภาคภูมิใจ มันเป็นภาพโครงกระดูกหรือลายละเอียดกล้ามเนื้อมนุษย์ วาดจากการมองแบบจริงในวิชาวาดเขียนที่เรียกว่า Life Drawing คือมีนางแบบนายแบบมายืนเปลือยกายให้นักเรียนวาด เพื่อศึกษาสัดส่วนและเรือนร่างคนอย่างใกล้ชิด

เป็นวิชาหนึ่งที่ผมโปรดปราน ไม่ใช่เพราะได้เห็นจิ๋มเห็นจู๋ของนางแบบนายแบบ แต่เพราะเชื่อว่าฝีมือวาดรูปของตัวเองเข้าท่าไม่หยอก ทำแล้วมั่นใจว่าเจ๋ง

ทุกครั้งที่วาดเสร็จ ผมจะเซ็นชื่อตัวเองกำกับไว้ใต้ภาพชัดเจน เหมือนอยากประกาศว่า นี่ รูปนี้กูวาด

วันนั้นทอมเดินมายืนมองผมติดรูป เขาลูบคางเงียบๆ ไม่ปริปาก — ด้วยความรักเท่ ผมแกล้งทำเป็นไม่เห็นทอม หรือเห็นแต่ไม่สนใจ บรรจงแปะงานของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ พลางนึกว่าอีกเดี๋ยวทอมต้องเอ่ยปากชมความงดงามของรูปแน่นอน

ทอมเอ่ยปากจริงตามคาด แต่เขาเอ่ยทำนองว่า “เซ็นชื่ออย่างนั้นมันทุเรศนะ”

ผมอึ้งไปเล็กน้อย ก็นี่มันชื่อกู

“ทำไมเหรอ” ในการสนทนาภาษาอังกฤษ ไม่มีคำว่าครับหรือคะ ไม่ต้องเรียกทอมว่าครู

“เซ็นใหญ่ขนาดนั้น มันแสดงว่าเธอให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่างานที่ทำ”

“แล้วยังไง” ผมไม่เข้าใจ

“นี่มันโรงเรียน นั่นมันงานศึกษา ไม่ต้องเซ็นชื่อหรอก จะให้ความสำคัญกับมันทำไมมากมาย”

“ก็มันงานของผม”

“ไม่ใช่ มันเป็นการเรียน ทำอย่างนั้นมันทุเรศ...อยากเซ็นก็แอบๆ หน่อย เขียนตัวเล็กๆ”

“ทำอย่างนั้นก็เหมือนอายงานของตัวเองน่ะสิ”

“ไม่จริง...ป่าวประกาศอีโก้ตัวเองแบบนี้สิ ที่น่าอาย”

แล้วทอมก็เดินจากไป

ถ้าไม่เกรงใจว่าอายุมากกว่า เป็นครู และร่างกายแข็งแรงสูงใหญ่ ผมคงดีดมะกอกทอมไปแล้ว

ผมนึกอะไiไม่ออก ได้แต่โกรธลึกๆ เลือดสูบฉีดพลุ่งพล่าน คนอะไร นอกจากมีตาหามีแววไม่ ยังปากเสีย ด่าไร้สาระ ถือว่าตัวเองเป็นครู จะวิจารณ์อะไรก็ได้ — ผมคงกระทืบเท้าดังๆ หลายที แล้วหาใบไม้มาขยี้เล่นเป็นการระบายอารมณ์ (โรงเรียนผมอยู่ในป่า ใบไม้เยอะ) ถูกต้อง ผมเป็นคนโมโหร้าย แต่จะร้ายเฉพาะกับสิ่งที่ไม่มีทางสู้ เช่นใบไม้ ก้อนหิน หรือตุ๊กตายัดนุ่นเท่านั้น

แปลกที่คำวิจารณ์ของทอมคราวนั้น เป็นสิ่งที่ค้างคาใจผมอยู่นาน และมีอิทธิพลต่อการมองโลกในระยะต่อมาอย่างไม่น่าเชื่อ ความโกรธของผม แทนที่จะขยายขนาดไปในทางต่อต้าน แทนที่การเซ็นชื่อของผมจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กลับเป็นตรงกันข้าม — ในที่สุด ผมแทบเลิกเซ็นชื่อลงบนผลงานตัวเอง

การทำอะไรก็ตามเพื่ออวดคนอื่น หรือเพื่อเรียกร้องความสนใจ คงไม่ได้สอนให้เราถามตัวเองว่า แล้วความ สนใจของเราจริงๆ เล่า คืออะไร

ชีวิตมีไว้เพื่อดูดีในสายตาคนอื่นหรือ

ผมถือว่าการด่าของทอมวันนั้นเป็นบทเรียนที่มีค่าที่สุดบทหนึ่งในชีวิตการเป็นนักเรียนของผม มันทำให้ผมรู้จักความสุขของความภาคภูมิใจในตัวเองอย่างเงียบๆ อย่างนิรนาม อย่างกลมกลืนไปกับความเป็นไปอื่นๆ

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปิกัสโซ่อยู่เรื่องหนึ่ง: ปิกัสโซ่เคยกล่าวอย่างยโส (ตามบุคลิกยโสอันงดงามของเขา) ว่า “ข้าเซ็นชื่อลงบนอะไร สิ่งนั้นก็เป็นงานศิลปะที่มีผู้คนเยินยอและขายได้ราคาดีเสมอ แม้แต่กระดาษเช็ดปากธรรมดาๆ”

ฟังเผินๆ อาจจะแปลว่าไอ้บ้านี่หลงตัวเองขนาดหนัก ใครช่วยเอามันไปทำกุนเชียงหน่อย

แต่ถ้าผมเข้าใจถูก มันเป็นความเย่อหยิ่งที่ซ่อนการเสียดสีนิสัยของมนุษย์ที่ลุ่มหลงกับชื่อและภาพลักษณ์จนดวงตามืดบอด

ซึ่งทำให้ทั้งสมองและหัวใจมืดบอดตามไปด้วยโดยปริยาย

พูดง่ายๆ—ปิกัสโซ่ถากถางสันดานมนุษย์

ความลุ่มหลงในตัวมนุษย์อย่างไม่ลืมหูลืมตาของมนุษย์ เป็นพฤติกรรมซับซ้อนซ่อนเงื่อน และเป็นต้นเหตุของอีกหลาย พฤติกรรมและกิจกรรมที่ตามมา บ้างดีบ้างร้า ย แต่ไม่ว่าจะบวกหรือลบ ทั้งหมดล้วนสร้างกรอบหรือกรงขังสำหรับมนุษย์เอง—ณ ลมหายใจนี้ของโลก มันเป็นสาเหตุของสงคราม ของการโค่นล้มฝ่ายตรงข้ามเพื่อยืนยันความเชื่อของตัวเอง ผู้ที่มีอำนาจหรือพละกำลังน้อยกว่าที่จะยืนยันความเชื่อ ย่อมต้องล่มสลายตายจากไปในที่สุด

อเมริกากำลังหลงไปกับการเซ็นชื่อตัวเองตัวโตๆ ไว้บนผิวหนังของคนที่เธอกำลังเข่นฆ่า

ผู้นำประเทศหลายคน รวมถึงสยามเมืองยิ้มแหยๆ ของเรา ก็ไม่ต่างกัน — ล้วนเพลิดเพลินไปกับการสร้างชื่อเสียงให้ผู้คนเคลิ้มหลง โดยอ้างเป็นตัวแทนตอบสนองความต้องการของ ‘คนหมู่มาก’ แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อวันที่วิกฤตใดก็ตามเดินทางมาถึง คนหมู่มากที่ว่านั่นเองที่จะฉิบหาย ในขณะที่คนส่วนน้อยอย่างท่านผู้นำทั้งหลายจะอยู่รอดได้บนกองเงินและอำนาจมหาศาลที่สะสมจากการต้มตุ๋นและฉ้อฉลอย่าง ‘ ถูกกฎหมาย ’

คนเลวหลายหน้าหลายตายังมีความเป็นอยู่สุขสบายดี มีรถแพงๆ ขับ มีเวลาตีกอล์ฟ จิบไวน์ กระทั่งลงสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ

และคนก็เลือกพวกเขา

เหมือนที่คนจำนวนหนึ่งคงนำกระดาษเช็ดปากเซ็นโดยปิกัสโซ่ไปใส่กรอบบูชา

เสียดายที่โลกของเรามีคนปากเสียอย่างทอม เอเว่นส์ น้อยเกินไป

หรือจะพูดให้ถูก—เสียดายที่มีคนจำนวนน้อยเกินไปที่ยอมฟังคำพูดขัดหูของคนปากเสียอย่างทอม เอเว่นส์

ไม่เฉพาะแต่เรื่องใหญ่โตระดับชาติ การสังคมระหว่างคนรู้จักและเพื่อนฝูงก็ซับซ้อนมหัศจรรย์เทียบเท่ากัน ยิ่งเมื่อการให้ความสำคัญเรื่องความสำเร็จเรื่องหน้าตาในสังคม เรื่องอำนาจในแต่ละสาขาอาชีพ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพมากขึ้นเท่าไร การคบหากันระหว่างคนกับคน ยิ่งซับซ้อนขึ้นเท่านั้น — ทุกก้าวย่างเคลือบแฝงไปด้วยความคิดตักตวงหรือแสวงหาผลประโยชน์ ทุกคำพูดเจือปนด้วยความระแวงหวั่นเกรงว่าตนจะถูกนินทาลับหลัง ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกหลอกใช้ ถูกทรยศ
— กระทั่งการกระทำง่ายๆ อย่างส่งยิ้มให้คนแปลกหน้า ก็เสี่ยงจะถูกตีความเลยเถิดไปต่างๆ นานา

ครั้งหนึ่ง ผมกับเพื่อนเคยเข้าไปดูการแสดงในบาร์เกย์แห่งหนึ่งย่านสีลม

หลังจากนั้น คนจากหลากสายอุตส่าห์เล่าให้ฟังว่ามีคนไปบอกคนอื่นว่าผมเป็นเกย์ เพราะเจอที่บาร์เกย์

ทำไมเมื่อมีคนเจอผมที่วัด ไม่ยักไปลือกันว่าผมบรรลุธรรมแล้ว

ทุกวันนี้คนทึกทักไปโดยอัตโนมัติ ว่าพฤติกรรมทุกอย่างของเรามีความหมายเชื่อมโยงซุกซ่อนอยู่ เจอผู้ชายในบาร์เกย์ย่อมแปลว่านายคนนั้นต้องชอบดูดปากนายคนอื่นแน่นอน ถึงเขาจะยืนอยู่เฉยๆ ไม่ได้เกาะกุมแก้มก้น

หากนี่คือยุค ‘โพสต์โมเดิร์น’ ดังที่กระแสนิยมเขาเรียกกันจริง (เมื่อไรนักวิชาการจะก้าวสู่ยุคใหม่กันเสียที จะได้มีชื่อใหม่ๆ มาใช้บ้าง เบื่อยี่ห้อนี้เต็มทีแล้ว) ผมเห็นว่านิสัยชอบ ‘ ตีความ ’ คือสัญลักษณ์โดดเด่นที่สุดของมนุษย์เมืองรุ่นดังกล่าว (ที่ต้องเน้นว่า ‘มนุษย์เมือง’ เพราะผมไม่คิดว่าคนที่ยังใช้ชีวิตเรียบง่ายตามซอกหลืบของภูเขา จะดัดจริตคิดมากเท่านี้) และอาจจะเป็นคุณสมบัติชัดเจนข้อหนึ่งของโพสต์โมเดิร์นนิซึ่ม การสืบสาวเอาความหมายอื่นจากสิ่งที่เห็น ไม่มีใครเชื่อตาตัวเองอีกต่อไป

ผมไม่คิดว่าความสามารถในการตีความเป็นการพัฒนาทางปัญญาของมนุษย์ผมกลับรู้สึกว่ามันเกิดจากความหวาดกลัว — กลัวว่าตัวเองจะไม่ฉลาด กลัวที่จะเชื่อสิ่งที่เห็นซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอันสังคมมนุษย์นั้นน่าสยดสยองอย่างยิ่งยวดจริงทุกประการ เพียงชำเลืองมองหน้าหนังสือพิมพ์ เห็นความเหลว (และเลว) แหลกระดับโลกที่เกิดขึ้นโดยมือผู้นำไม่กี่คน ก็แทบจะปัสสาวะแตก — กลัวที่จะเชื่อน่ะ ถูกแล้ว

ความจริงเป็นสิ่งน่าเบื่อ นี่คือสิ่งที่ผมค้นพบในสังคมมนุษย์

ใครเล่าจะชอบฟังคำสรรเสริญประเภท “เขาเป็นคนเก่งกาจ...แต่บางเรื่องก็ไม่เก่ง”ทว่านั่นคือความจริง— ไม่ว่าจะเป็นใคร ตั้งแต่คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ไปถึงรัฐบุรุษแห่งยุคสมัย มนุษย์ทุกคนล้วนมีดีบางเรื่อง และไม่ดีในบางเรื่อง ขึ้นอยู่ว่าใคร เป็นฝ่ายรับ เราอยากยกย่องคนที่ ‘มีดีมากกว่าเสีย’ และหวังว่าจะประณามคนที่ ‘มีเสียมากกว่าดี’ (แต่บางทีกลับไปยก ย่องมันเสียได้!)

มนุษย์เราชอบสีสันและความสุดโต่ง ดังนั้นคนบางคนถึงกลายเป็น ‘ฮีโร่’ ข้อบกพร่องด่างพร้อยต่างๆ ถูกมองข้าม ไปโดยตั้งใจ เพื่อสนับสนุนความเป็นอภิมหามนุษย์ของคนเหล่านั้น แม้แต่คนที่ยังไม่มีใครสรรเสริญ ทุกวันนี้อยู่ๆ ก็สามารถ ลุกขึ้นมาสรรเสริญตัวเองได้ เช่นเขียนหนังสือชมตัวเองหรือจ้างพรรคพวกให้โฆษณาชวนเชื่อจนทุกคนหลงกล — ความจริงเป็นสิ่งน่าเบื่อ น่าเบื่อและไม่ขาย — กฎข้อหนึ่งของนักโฆษณา

OPEN HOUSE เล่มนี้ของเราเป็นฉบับเกี่ยวกับคน (เปล่า—ฉบับที่ผ่านๆ มาไม่ได้เกี่ยวกับผี!) คงเป็นเพราะท่ามกลางบรรยากาศแปลกๆ ของสังคมปัจจุบันที่คนกันเองกำลังกลั่นแกล้งคนกันเอง ในยุคสงครามที่คนพยายามหลอกคนว่าทุกคนไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม ในยุคที่หากนำความจริงอันน่าเบื่อหน่ายของตนมาตีแผ่ คงมาน่าเชื่อว่านี่หรือคือสันดานของคน—สิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐ

แต่ในฐานะที่เราก็เป็นคน ลึกๆ แล้วเราล้วนเป็น Humanist โดยธรรมชาติ—นั่นคือเราศรัทธาและวาดหวังไว้กับความเป็นมนุษย์

เราหวังว่าสักวันเราจะประเสริฐได้จริงดังที่เราโม้มาเนิ่นนาน

ในวันนี้ ลายเซ็นของเรายังใหญ่โต ยโสโอหังและเต็มไปด้วยความลุ่มหลงตัวเอง

แต่เรายังมีหวังเล็กๆ

ว่าเราเองจะเป็นผู้จรดก้อนยางลบลงบนลายเซ็นใต้รูปคนของเรารูปนี้


ด้วยรัก

ปราบดา หยุ่น

และชาว OPEN HOUSE

ต้นฤดูฝน 2547



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter




home about openbooks openhouse october opendragon