OPEN HOUSE 1
พฤษภาทมิฬ ฉบับปฏิวัติการปกครองสมอง
OPEN HOUSE ที่ท่านกำลังถืออยู่นี้ มีที่มาแปลกๆ ผมจะขอเล่าให้ฟัง เท่าที่พอจำได้
ปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้สร้างโรงอาหารใหม่แทนโรงอาหารเดิม ผู้ค้าที่เคยขายกันมาแต่ก่อนกลับไม่ได้รับการพิจารณาให้เข้าไปขายต่อ เนื่องจากมหาวิทยาลัยคิดจะทำธุรกิจจริงจังขึ้นมา
แทนที่จะถือประโยชน์ของผู้บริโภค คือนักศึกษา เป็นที่ตั้ง มหาวิทยาลัยกลับคิดถึงกำไรสูงสุด
ด้วยฐานคิดเช่นนี้ ทำให้ต้องมีการประมูลแข่งกัน ใครจ่ายมากถึงจะได้เข้าไปขาย
ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงก็คือ ร้านค้าเล็กๆ ที่เคยยืนหยัดดูแลปากท้องของประชาคมธรรมศาสตร์ระหว่างที่กำลังมีการก่อสร้าง และเป็นร้านค้ากลุ่มที่อยู่กับธรรมศาสตร์มาเกือบ 20 ปี ล้วนถูกอัปเปหิออกจากมหาวิทยาลัยทั้งหมด ในมุมมองของทุนนิยม กรณีนี้อาจเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกวันนี้เราก็รังแกกีดกันผู้ที่อ่อนแอกว่าในสังคมในทุกๆ ปริมณฑลอยู่แล้ว จะเพิ่มขึ้นอีกสักที่ก็ไม่เห็นจะมีใครเดือดร้อน
นอกจากนักกิจกรรมเก่าๆ (ที่กำลังซีดจางไป) บางส่วนแล้ว น่าตกใจที่ประชาคมธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะนักศึกษา กลับไม่ได้รู้สึกรู้สากับกรณีที่เกิดขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่การชุมนุมคัดค้านการย้ายธรรมศาสตร์จากท่าพระจันทร์ไปรังสิต ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบกับชีวิตนักศึกษาโดยตรง จะมีนักศึกษามาร่วมชุมนุมน้อยมาก
เหตุการณ์ที่ผมลำดับความมาทั้งหมดไม่น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้ แต่มันเข้ามาเกี่ยวกันเมื่อผมได้รู้จักกับพี่สายหยุด ซึ่งเป็นแม่ค้าขายน้ำเต้าหู้ในธรรมศาสตร์มามากกว่า 10 ปี จากการชุมนุมคัดค้านการย้ายธรรมศาสตร์ในครั้งแรก อันนำมาสู่การชักชวนให้เธอลองมาใช้พื้นที่ว่างบริเวณชั้นล่างของสำนักงานนิตยสาร OPEN ในซอยสามเสน 4 เปิดเป็นร้านขายน้ำเต้าหู้ขึ้นมาใหม่
ก็ไม่ได้ขายดีอะไรมากมายหรอกครับ ปีหนึ่งที่ผ่านมาขายเอาเพลินเสียมากกว่า แต่การมาของพี่สายหยุด ทำให้กลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งตามมาสมทบด้วย
หนึ่งในนั้นก็คือไข่ ไข่เป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่ส่งเสียตัวเองเรียนด้วยการขายหนังสือเก่า (ส่วนจะแอบขอเงินแม่ด้วยหรือเปล่า ข้อนี้ผมไม่ทราบ) เขาเป็นนักสะสมหนังสือตัวยง จากพื้นที่ว่างในร้านน้ำเต้าหู้ ซื้อชั้นวางของมาเพิ่ม ขนหนังสือจากบ้านหลายหีบ คุณสายหยุดและคุณไข่ก็เนรมิตร้านหนังสือมือสองเล็กๆ ขึ้นมาได้ ทั้งนี้ด้วยแรงงานของคุณสมิทธิ ธนานิธิโชติ ช่างภาพหนุ่มของเราเป็นหลัก
สมิทธินั้นผสมทินเนอร์ทาสีอยู่หลายวัน มีอยู่วันหนึ่ง สูดดมเข้าไปเกินขนาด ต้องเดินไปอ้วกเหมือนคนแพ้ท้อง กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาป่วย
ผลพวงจากการนั้นทำให้ผมได้มีโอกาสมาค้นหนังสือเก่าเล่นในช่วงว่างตอนเย็นๆ นี่เองทำให้ผมได้พบกับหนังสือ เฟื่องนคร โดย ’ รงค์ วงษ์สวรรค์ กับเพื่อนหนุ่ม ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อราวปี พ.ศ. 2513 อันเป็นปีที่ผมเพิ่งเกิด ผมเคยได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้ที่เอาเดือนมาตั้งเป็นชื่อและมีสร้อยต่อท้าย เช่น พฤษภาคม อุไร สิงหาคม สมิต พฤศจิกายน ชารี ฯลฯ จากวารสารเกี่ยวกับวรรณกรรมที่เคยอ่าน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นฉบับจริง เมื่อได้เจอของจริงจึงเก็บกลับบ้านไปอ่าน ให้เป็นที่เพลิดเพลินยิ่งนัก เพราะเพื่อนหนุ่มที่มาเขียนแต่ละคน ถึงทุกวันนี้ได้กลายเป็นตำนานไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คุณอุษณา เพลิงธรรม คุณสุวรรณี สุคนธา คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ รวมถึงรุ่น คุณขรรค์ชัย บุนปาน และ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ก็เริ่มอาละวาดแล้วในสมัยนั้น
นอกจากเนื้อหาจะดีแล้ว ผมคิดว่ารูปเล่มของ เฟื่องนคร ทันสมัยมากสำหรับยุคนั้น ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะแม้จะเป็นในยุคนี้ รูปเล่มก็ยังดูทันสมัยและมีสไตล์ที่ชัดเจนมาก
เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ผมชมชอบในหนังสือชุดนี้ก็คือ สปิริตของนักเขียนยุคก่อนที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือจนสามารถเข็นหนังสือออกมาได้ น้ำจิตน้ำใจตรงนี้นับว่างดงามยิ่งนัก และก็ใช่ว่างานแต่ละชิ้นที่ลงตีพิมพ์จะเป็นงานแบบขอไปที แต่งานส่วนใหญ่ของผู้เขียนแต่ละคนเมื่อถูกนำมาแยกตีพิมพ์รวมเล่มอีกครั้งจำนวนไม่น้อยได้กลายเป็นหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์มาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้
จากจุดนี้เองที่ทำให้ผมคิดถึงการชักชวนพี่ๆ และเพื่อนๆ ในยุคปัจจุบันกลับมาทำงานในลักษณะนี้อีกครั้ง
หลายปีมานี้ คนทำหนังสือมักจะถูกแบ่งแยกออกไปตามสังกัด การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างค่ายขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ สปิริตและน้ำจิตน้ำใจที่เคยมีให้กันเรื่อยมาในสังคมคนทำหนังสือก็ชักจะหายไป ผมตระหนักดีว่า สิ่งที่เราพยายามจะเริ่มต้นนี้ ไม่สามารถเปรียบเทียบกับสิ่งที่ครูบาอาจารย์ทางงานเขียนแต่ละท่านได้ทำเอาไว้ในยุค 30 ปีก่อนหน้า แต่ก็อยากเห็น อยากให้มีเวทีที่เราได้พบปะสังสรรค์ทางตัวอักษรบ้าง
ผมเล่าความคิดนี้ให้ คุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักเขียนสารคดีผู้ลุ่มลึก ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรของผมฟัง เขาเห็นด้วย (ถ้าไม่เห็นด้วย เขาจะบอกผมตรงๆ ก็เป็นกัลยาณมิตรนี่) เพียงแต่เรายังต้องช่วยกันคิดเรื่องรูปแบบให้มากขึ้น ความคิดถูกขยายไปสู่ คุณโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการนิตยสาร จีเอ็ม และ คุณวชิรา ซึ่งกำลังจะไปเป็นบรรณาธิการคนใหม่ของ a day จากที่เคยตันๆ ก็ขยับไปได้อีกนิด
ความคืบหน้าจริงๆ ดูเหมือนจะอยู่ที่การได้คุยกับ คุณปราบดา หยุ่น ซึ่งตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงพักเขียนบทความเพื่อสร้างงานเรื่องยาวอยู่
ทันทีที่ผมเล่าให้เขาฟัง ปราบดาตอบรับด้วยดี แรกทีเดียว ผมไม่กล้าชวนเขาโดยตรง เพราะทราบดีว่าเขามีภารกิจอยู่ แต่การที่เขาตอบรับจะจัดการเรื่องอาร์ตเวิร์คทั้งเล่ม ตั้งแต่ปกจนหน้าสุดท้าย ถือได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดีในเบื้องต้น ยิ่งเขาลงทุนติดต่อของต้นฉบับจากคุณ ’ รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยตนเอง รวมทั้งการเชิญ คุณวินทร์ เลียววาริณ ให้มาร่วมด้วยช่วยกันในเล่ม
OPEN HOUSE ก็คึกคักขึ้นทันตาเห็น
ยิ่งได้ คุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร ผู้คนพบวิถีของเขาผ่านงาน hesheit มาช่วยวาดการ์ตูนให้ด้วย งานนี้จึงสนุกไปกันใหญ่
ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือคุณปราบดาทั้งสิ้น
รวมทั้งชื่อ OPEN HOUSE อันหมายถึงสถานที่ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาชมได้ ก็มาจากความคิดของเขา
ผมโทรศัพท์หา คมสัน นันทจิต ผู้ซึ่งถึงแม้จะมีรายได้หลักมาจากงานโทรทัศน์ แต่ใจกลับรักงานเขียนอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ซึ่งกำลังปลุกปั้น BIOSCOPE นิตยสารเล่มเล็กแต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ เพื่อชักชวนให้มาร่วมความบันเทิงครั้งนี้ด้วย ทั้งสองตอบรับด้วยน้ำเสียงสดชื่น เช่นเดียวกับ คุณอธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการหนุ่มผู้มีผลงานน่าจับตามอง แห่ง เสาร์สวัสดี ใน กรุงเทพธุรกิจ
กระทั่ง คุณบินหลา สันกาลาคีรี ซึ่งปักหลักสร้างงานอยู่ที่เชียงใหม่ ก็ตอบรับด้วยความยินดี แถมยังให้ข้อคิดอีกหลายอย่าง รวมทั้งแอบไปเยี่ยมคุณ ’ รงค์แทนพวกเราด้วย
พี่ต้อ — บินหลาเล่าว่า คุณ ’ รงค์แย้มถึงที่มาของหนังสือให้ฟังว่า ได้ความคิดมาจากการทำหนังสือของฮิปปี้ในอเมริกา ในยุคที่คุณ ’ รงค์ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นหลายปี ในช่วงนั้นกลุ่มฮิปปี้อยากเขียนหนังสือถ่ายทอดความคิดกันมาก แต่ไม่มีใครยอมตีพิมพ์ จึงต้องลงทุนทำมือมือพิมพ์ขายกันเอง เช่นเดียวกับหนังสือทำมือทุกวันนี้ คุณ ’ รงค์ก็เลยเกิดความคิดว่า ถ้ากลับเมืองไทยจะทำบ้าง และก็ทำออกมาจริงๆ เสียด้วย
ความคิดเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อผมได้คุยกับปราบดาอีกครั้ง และเขาเสนอว่า ฉบับแรกซึ่งวางแผนไว้จะให้ออกในช่วงเดือนพฤษภาคม น่าจะเป็นเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์
ผมเห็นดีด้วย จึงตกลงยึดถือตามนั้น ก่อนจะแจ้งข่าวให้กับทุกคนทราบ
ด้วยความที่ทุกคนล้วนมีงานประจำและเขียนหนังสือกันมากอยู่แล้ว เราจึงตกลงว่าปีหนึ่งจะออกกัน 3 ฉบับก็พอ เพราะถ้ามากกว่านี้ จากสนุกเดี๋ยวจะกลายเป็นทุกข์ไป โดยปีนี้จะออกในเดือนพฤษภาคม ตุลาคม และธันวาคม นอกจากทุกท่านที่เอ่ยนามมาแล้ว เรายังได้ติดต่อนักเขียนไว้อีกหลายท่าน ซึ่งคงทยอยกันมาสร้างความครื้นเครงกันในฉบับต่อๆ ไป ถ้าท่านจะยังตามสนับสนุนกันอยู่
ผมเล่าที่มาโดยพิสดารของหนังสือเล่มนี้ให้ท่านฟังแล้ว หวังว่าท่านคงได้รับความเพลิดเพลินตามควรจากการอ่านหนังสือเล่มนี้
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ในนามชาว OPEN HOUSE ทุกท่าน

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)




