ญี่ปุ่นหลังเลือกตั้ง
- วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง เรียบเรียง -
การได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรค LDP ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 11 กันยายน ซึ่งมีผู้กล่าวขานว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดของญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เพียงแต่ช่วยยืนยันถึงความนิยมในตัวนายจุนอิชิโร่ โคอิสุมิ เท่านั้น แต่ยังบ่งบอกว่า ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ของประเทศให้ฉันทานุมัติแก่โคอิสุมิในการปฏิรูปการเมือง จากการเมืองที่ฉ้อฉลและอิงกลุ่มผลประโยชน์ ไปสู่การเมืองที่แสดงความรับผิดชอบกับประชาชนโดยตรง รวมถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจ จากทุนนิยมสวัสดิการซึ่งเคยนำพาเศรษฐกิจญี่ปุ่นสู่จุดสูงสุดเมื่อทศวรรษ 1960 จนกระทั่งสู่ยุคตกต่ำในทศวรรษ 1990 ไปสู่ทุนนิยมเสรีมากขึ้นตามยุคโลกาภิวัตน์
open dragon เล่มนี้ นั่งคุยกับ รศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออก เพื่อขอคำอรรถาธิบายถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมหาคำตอบว่า ญี่ปุ่นหลังเลือกตั้งจะเดินต่อไปในทิศทางใด
9/11 – การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2005 เป็นผลสืบเนื่องมาจากที่นายกฯโคอิสุมิต้องการให้ประชาชนลงประชามติว่า การผ่านร่างกฎหมายไปรษณีย์ให้เป็นของเอกชน (Postal-Reform Bills) ซึ่งเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรและผ่านสภาผู้แทนฯด้วยมติที่เฉียดฉิว โดยมีสมาชิกจำนวนหนึ่งของพรรครัฐบาลเอง คือพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party : LDP) ลงเสียงคัดค้าน พอไปถึงสภาสูงปรากฏว่าได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่ง ทำให้ร่างกฎหมายไม่ผ่านรัฐสภาญี่ปุ่น ซึ่งที่ไม่สามารถมีเสียงข้างมากได้ เนื่องจากสมาชิกพรรคจากทั้ง 2 สภา รวม 37 คน โหวตไม่รับร่างกฎหมายนี้ ทำให้นายกฯโคอิสุมิต้องหันไปให้ประชาชนตัดสินด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร ส่วนสภาสูงไม่สามารถยุบได้ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าสภาสูงต้องอยู่ครบ 6 ปีตามวาระ
ตอนแรกที่ประกาศยุบสภา คนก็คาดเดากันว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมือง (political suicide) ของนายกฯโคอิสุมิ เวลานั้นประชาชนเองก็ไม่ได้สนใจในประเด็นการแปรสภาพกิจการไปรษณีย์ให้เป็นของเอกชนมากนัก เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญ และปัญหาการประกันสังคม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของคนสูงอายุในญี่ปุ่น ส่งผลให้เงินสวัสดิการ เงินค่ารักษา เงินบำนาญ ไม่พอเพียงกับประชากรสูงอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากยุบสภาฯ นายกฯโคอิสุมิประกาศว่า ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรครัฐบาลรวมกับพรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคโคเมโต ไม่ได้เสียงข้างมาก หรือ 241 เสียงจากที่นั่งทั้งหมด 480 ที่นั่ง เขาจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค อีกทั้งยังประกาศด้วยว่า จะไม่ให้ผู้คัดค้านร่างกฎหมายแปรรูปการไปรษณีย์ ซึ่งเขาเรียกคนเหล่านี้ว่า ‘กบฏ’ (rebels) ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค พูดง่ายๆ คือ ไล่ออกจากพรรค และส่งคนที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุภาพสตรี ลงไปประกบเพื่อแข่งกับเหล่ากบฏทั้ง 37 คน โดยมีการเรียกผู้สมัครแข่งขันกับกบฏของพรรคว่า ‘มือสังหาร’ (assassins) หรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า ‘ชิคากุ’ (shikaku) สร้างความสนใจให้สื่อมวลชนเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ด้านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสทองของพรรค ถึงกับประกาศว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก็จะลาออก เพราะฉะนั้น การที่ทั้งหัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ต่างก็เอาตำแหน่งของตนเองเป็นเดินพัน ยิ่งทำให้การเมืองญี่ปุ่นเข้มข้นมากขึ้น
ไปรษณีย์ญี่ปุ่น : ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกและแหล่งเงินทุนฉ้อฉลของนักการเมือง

การแปรสภาพกิจการไปรษณีย์เป็นเอกชนมีความสำคัญต่อรัฐบาลและนายกฯโคอิสุมิ เนื่องจากไปรษณีย์ของประเทศญี่ปุ่นไม่เพียงให้บริการส่งจดหมายหรือส่งพัสดุเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ออมทรัพย์ด้วย แถมเป็นที่ออมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย มีเงินออมประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
คนไทยอาจจะสงสัยว่า ทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงมีการออมทรัพย์ที่ไปรษณีย์ เพราะว่าบ้านเราไม่มี แล้วทำไมถึงต้องมีการแปรรูปให้เป็นของเอกชน
ตอนที่ญี่ปุ่นเริ่มปฏิรูปประเทศ มีการส่งคนไปดูงานต่างประเทศ รัฐมนตรีคลังคนแรกหลังยุคปฏิรูปได้เดินทางไปดูงานที่ยุโรป และได้พบข้อสงสัยว่า ทำไมประเทศเล็กๆ หลายประเทศในยุโรป เช่นเบลเยี่ยม ถึงมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมาก ในขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ทำไมถึงไม่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ก็เลยไปถามคนยุโรปที่เคยอยู่ญี่ปุ่นว่าทำไมเป็นเช่นนั้น คนจากประเทศตะวันตกบอกว่า เท่าที่สังเกต คนญี่ปุ่นนั้นสุรุ่ยสุร่าย นักธุรกิจได้เงินมาก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ชาวไร่ชาวนาได้เงินมาก็เอาไปเก็บใต้หมอนบ้าง ใส่ในตุ่มในไหบ้าง เราก็ทราบกันดีว่า การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องมีทุน แล้วทุนมาจากไหน ก็มาจากการออมทรัพย์ภายในประเทศ จะได้ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศ และปล่อยให้เขากำหนดเงื่อนไขในการกู้ยืม
รัฐมนตรีคลังท่านนี้ก็สงสัยว่าทำไมประเทศเหล่านั้นถึงมีการออม จึงไปดูงานที่เบลเยี่ยมแล้วพบว่า ประเทศเขามีการออมทรัพย์ที่ไปรษณีย์ รัฐมนตรีเห็นก็เลยบอกว่า เอ้อ อย่างนี้ก็ดีซิ เพราะประเทศญี่ปุ่นในช่วงปฏิรูปใหม่ๆ ก็มีไปรษณีย์เกือบทุกหมู่บ้าน สร้างความสะดวกให้ประชาชนโดยไม่ต้องไปถึงธนาคาร ขณะเดียวกันก็พยายามชักจูงให้คนมาออมด้วยแรงจูงใจ เช่น ไม่ต้องเสียภาษี ดอกเบี้ยก็ไม่ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์อื่นๆ หลังจากสร้างสถาบันออมทรัพย์ที่ไปรษณีย์ ตั้งแต่นั้นมาคนก็ใช้เป็นที่ออมเงินกันจนกลายเป็นแหล่งออมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รัฐบาลก็เอาเงินออมทรัพย์นี้ไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน เขื่อน ท่าเรือ ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้เจริญเติบโต
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เศรษฐกิจฟองสบู่ญี่ปุ่นแตกในปี 1989 และส่งผลต่อเนื่องมาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 หรือที่เรียกกันว่า the lost decade ช่วงนี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ บางปีก็ติดลบ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ฟื้นตัว รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยนำเงินออมทรัพย์ที่ไปรษณีย์ไปใช้ในการสร้างงานสาธารณะ ซึ่งมีหลายโครงการที่สิ้นเปลืองและไม่ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ เพราะนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลต่างได้ประโยชน์จากโครงการก่อสร้างเหล่านี้ ทั้งในแง่ของค่าคอมมิชชั่นจากบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และฐานเสียงจากการสร้างงานให้กับชาวบ้าน
ด้วยผลประโยชน์ที่กล่าวมา ทำให้ญี่ปุ่นมีการก่อสร้างเยอะมากจนกล่าวกันว่า ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดเล็กกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 20 เท่า แต่ปีหนึ่งญี่ปุ่นใช้ซีเมนต์เท่ากับสหรัฐฯใช้ทั้งประเทศ จนมีการเรียกญี่ปุ่นว่า ‘รัฐก่อสร้าง’ (Construction State) สร้างกันจนแทบไม่มีตลิ่งให้สร้าง ท่าเรือใหญ่โตมีเรือจอดไม่กี่ลำ สะพานแขวนสวยหรูมีรถวิ่งไม่กี่คัน เรียกได้ว่าสร้างมาก็ใช้ไม่คุ้ม แต่มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ของนักการเมือง บางคนคาดการณ์ว่าได้ค่าคอมมิชชั่นจากบริษัทก่อสร้างถึง 3 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือได้ทั้งค่าคอมมิชชั่นและได้ฐานเสียงจากคนงานที่ได้ประโยชน์จากการทำงาน ขณะเดียวกันไปรษณีย์สาขาต่างๆ ก็เป็นหัวคะแนนให้พรรค LDP เพราะผลประโยชน์มันโยงกัน
ตอนนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นหนี้สาธารณะสูงสุดในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมด้วยกัน มีหนี้สินประมาณ 150 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี นายกฯโคอิสุมิบอกว่า ถ้าไม่รีบแก้ไขก็จะเป็นปัญหาเรื้อรังต่อไป ส่งผลกระทบต่อปัญหาที่ไม่มีเงินจ่ายค่าบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่เกษียณ ดังนั้นเป้าหมายของรัฐบาลโคอิสุมิคือ หนึ่ง ลดรายจ่าย และ สอง ลดขนาดของราชการ การไปรษณีย์มีพนักงานทั้งหมด 260,000 คน ดังนั้นถ้าโอนกิจการให้เป็นของเอกชนแล้ว รัฐบาลก็ไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ อีกทั้งถ้าเป็นเอกชน การปล่อยกู้เงินออมก็จะพิจารณาไปตามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่ได้คำนึงถึงผลทางการเมืองอย่างที่รัฐบาลเคยเอาไปใช้
ด้านฝ่ายที่คัดค้านการแปรรูปก็บอกว่า ความจริงไม่เห็นมีปัญหาอะไร เงินออมที่เอามาใช้ในกิจการสาธารณะนั้น ช่วยลดช่องว่างระหว่างความเจริญในเมืองกับชนบท สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม ประเด็นนี้น่าสนใจ มีนักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นของญี่ปุ่นนั้น จริงๆ ก็เป็นประโยชน์กับชนบท ถึงแม้นักการเมืองได้ประโยชน์ แต่ประโยชน์ส่วนหนึ่งก็ตกอยู่กับชนบทเหมือนกัน นอกจากนั้นผู้ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปยังโจมตีรัฐบาลว่า รัฐบาลต้องการเดินตามระบบทุนนิยมแบบอเมริกาที่แข่งขันกันจนกระทบกระเทือนคนที่ไม่สามารถแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบการคลังของประเทศ จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ อีกทั้งการทำให้รัฐบาลเล็กลงเพื่อลดค่าใช้จ่าย ก็เป็นแนวโน้มของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ต้องปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันเอง แล้วเอกชนจะรู้จักใช้เงินออมที่มีอยู่ไปลงทุนในภาคส่วนที่ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โคอิสุมิ – A Revolutionary Leader
เมื่อความคิดเห็นแตกเป็นสองฝ่าย นายกฯโคอิสุมิจึงยุบสภาล่างและเปิดให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน มีข้อน่าสังเกตว่า ก่อนที่จะยุบสภามีการสำรวจว่า ประเด็นอะไรที่คนญี่ปุ่นห่วงกังวลและเห็นว่ามีความสำคัญมากที่สุด ปรากฏว่าเรื่องการแปรรูปไปรษณีย์ไม่ติดอยู่ในอันดับต้นๆ อันดับแรกเป็นเรื่องกองทุนบำเหน็จบำนาญและเรื่องประกันสังคม ทว่าหลังจากยุบสภาไม่นาน พอไปถามใหม่ ปรากฏว่าความนิยมของนายกฯโคอิสุมิเพิ่มขึ้น ยิ่งหลังจากผ่านช่วง 12 วันของการรณรงค์หาเสียง นายกฯโคอิสุมิไปหาเสียงที่ไหนก็ดึงดูดคนมาฟังคำอธิบายเรื่องการแปรรูปและทำให้คนญี่ปุ่นหันมาสนับสนุน โดยเขาเน้นประเด็นนี้ประเด็นเดียว
ทางผู้นำฝ่ายค้านก็พยายามโน้มน้าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มีประเด็นเรื่องการแปรรูปอย่างเดียว มีอีกหลายเรื่องที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ปรากฏว่านายกฯโคอิสุมิประสบความสำเร็จในการทำให้คนญี่ปุ่นมองว่า ฝ่ายค้านเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่พรรคฝ่ายค้านเองก็มีแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจและลดขนาดราชการที่อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ พรรครัฐบาลบอกจะลด 10 เปอร์เซ็นต์ ฝ่ายค้านบอกจะลด 20 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เรื่องของการเมืองอยู่ที่ใครสามารถกำหนดวาระให้คนสนใจได้มากกว่ากัน ซึ่งด้วยบุคลิกภาพส่วนตัวของโคอิสุมิ ทำให้ดึงดูดความสนใจของประชาชนได้มากกว่า
การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านพยายามดึงประเด็นต่างประเทศมาใช้ในการหาเสียง โดยโจมตีรัฐบาลในเรื่องการไปเยือนศาลเจ้ายาสึคุนิ (Yasukuni Shrine) ของโคอิสุมิ จนทำให้จีนและเกาหลีใต้ไม่พอใจ ดังนั้นพรรคฝ่ายค้านจึงเสนอที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและจะไม่ไปเยือนศาลเจ้าเหมือนโคอิสุมิ แต่ปรากฏว่า ในการเลือกตั้งทุกประเทศ ประชาชนจะไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศในลำดับต้นๆ ถึงแม้ว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยในเรื่องการไปเยือนศาลเจ้า รวมถึงไม่เห็นด้วยที่โคอิสุมิส่งทหารไปอิรัก ซึ่งกำลังจะหมดวาระตามที่สภาฯอนุมัติไว้ 2 ปี ในเดือนธันวาคม 2005 ทางฝ่ายค้านก็บอกว่า ถ้าครบวาระเมื่อไรก็จะขนทหารกลับประเทศหมด ทางโคอิสุมิจะรอดูเงื่อนไขและสถานการณ์ในอิรักก่อนตัดสินใจ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถึงแม้คนญี่ปุ่นไม่เห็นด้วยกับโคอิสุมิในเรื่องนโยบายต่างประเทศ แต่คนญี่ปุ่นก็เห็นว่าการแปรรูปกิจการไปรษณีย์มีความสำคัญมากกว่า
ตรงนี้แปลว่า นายกฯโคอิสุมิอ่านกระแสสังคมของญี่ปุ่นถูกต้อง ที่เน้นให้คนญี่ปุ่นเห็นความเป็นผู้นำของเขา ทำให้คนญี่ปุ่นเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ที่สำคัญคือทำให้คนเชื่อว่าพรรค LDP จะนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปสู่อนาคต
ในที่สุด ผลการเลือกตั้งก็ออกมาว่า พรรครัฐบาลได้ชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยได้รับเลือกตั้ง 296 ที่นั่ง จากที่นั่งทั้งหมด 480 ที่นั่ง ขณะที่พรรคฝ่ายค้านสูญเสียที่นั่งไป 62 กว่าที่นั่ง จากที่เคยมี 175 ที่นั่งเหลือแค่ 113 ที่นั่ง เรียกว่าแพ้อย่างยับเยิน หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก็ประกาศลาออกตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญา เพื่อแสดงความรับผิดชอบ และยอมรับว่าไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้คนหันมาฟังแนวทางของพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็ยังยืนยันว่ามีนโยบายถูกต้อง
ขณะที่นายกฯโคอิสุมิเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค LDP จนครบวาระที่สองเท่านั้น ซึ่งจะหมดวาระในเดือนกันยายน ปี 2006 แม้จะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นก็ตาม ภายในพรรคเองก็มีความเคลื่อนไหวเพื่อให้โคอิสุมิดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปี เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยนายกฯนากาโซเน่ ในปี 1986 ตอนนั้นนากาโซเน่เป็นนายกฯครบ 2 สมัย หลังจากมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ปรากฏว่าได้ที่นั่งอย่างท้วมท้น ได้ถึง 304 ที่นั่ง (ครั้งนั้นสส.มีจำนวน 512 คน แต่หลังจากมีการปฏิรูปก็ได้ลดจำนวนสส.ลงเหลือ 480 คน) ครั้งนั้นนากาโซเน่ก็ได้ปูมบำเหน็จรางวัลด้วยการเป็นนายกฯต่ออีก 1 ปี อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้นายกฯโคอิสุมิบอกว่า พูดคำไหนคำนั้น และให้คนอื่นเตรียมตัวมาเป็นต่อ
เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ ปรากฏว่าผู้ที่เคยคัดค้านการผ่านร่างกฎหมายแปรรูปกิจการไปรษณีย์ในสภาสูงก็บอกว่า ถ้าร่างนี้เข้ามาอีก ซึ่งโคอิสุมิจะเปิดประชุมสมัยพิเศษเพื่อส่งร่างกฎหมายสู่สภาสูงอีกครั้งหนึ่ง คนส่วนใหญ่ที่เคยลงคัดค้านจะหันมาสนับสนุน เพราะเคารพในมติของประชาชน ตรงนี้ก็นำไปสู่คำถามว่า แล้วสภาสูงมีไว้ทำไม ในเมื่อยังไงก็เคารพเสียงจากสภาล่าง ซึ่งเป็นเสียงที่มาจากประชาชนอยู่แล้ว เลยเป็นที่ถกเถียงกันว่า สภาสูงยังมีความจำเป็นอีกหรือไม่ เพราะวัตถุประสงค์ของสภาสูงนั้นคือเพื่อกลั่นกรองเรื่องต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับสภาล่างเสมอไป อาจจะด้วยเหตุผลเพื่อการอยู่รอดหรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายแล้วร่างกฎหมายการแปรรูปนี้ก็คงผ่านสภาฯอย่างแน่นอน
ถึงกระนั้นก็ตาม การแปรรูปก็ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด จะต้องมีขั้นตอนมากมาย กว่าจะเสร็จสิ้นจนกลายเป็นของเอกชนก็ปี 2017 หรืออีก 10 กว่าปี ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะราบรื่นหรือไม่ในเชิงปฏิบัติ แต่อย่างน้อย ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ก็บ่งบอกเป็นนัยว่า คนญี่ปุ่นเริ่มเห็นความจำเป็นในการปฏิรูป ตัวโคอิสุมิเองนั้น ไม่ว่าการแปรรูปครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม แต่เขาได้มีส่วนในการเปลี่ยนปรากฏการณ์ทางการเมืองญี่ปุ่น
ที่ผ่านมา คุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของนายกฯญี่ปุ่นคือการประนีประนอม ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า การเมืองภายในพรรค LDP จะต้องคำนึงถึงกลุ่ม (factions) ต่างๆ ในพรรค เช่น การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญต่างๆ ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมา 50 ปี ในปี 1955 จากการรวมตัวของพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งมีรากเหง้ามาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ใน 50 ปี LDP เป็นรัฐบาล 49 ปี ญี่ปุ่นซึ่งถือว่ามีประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดในเอเชีย แต่ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีพรรคการเมืองพรรคเดียวปกครองประเทศ โดยแทบไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงเป็นพรรคอื่นเลย ไม่ต่างจากจีนหรือเกาหลีเหนือ ขณะที่ประเทศประชาธิปไตยที่เกิดใหม่ อย่างเกาหลีใต้หรือไต้หวัน มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคหนึ่งไปสู่อีกพรรคหนึ่ง นี่ถือเป็นลักษณะเด่นของพรรคการเมืองญี่ปุ่น แต่โคอิสุมิกำลังจะเปลี่ยนการเมืองที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มต่างๆ มาเป็นการเมืองที่มีการปฏิรูปขึ้น อย่างการตั้งคณะรัฐมนตรีจะคำนึงถึงความสามารถที่เหมาะสมกับแต่ละกระทรวง มากกว่าคำนึงถึงดุลแห่งอำนาจภายในพรรค
อย่างไรก็ตาม โคอิสุมิจะประสบความสำเร็จในระยะยาวหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะหลังจากกันยายน คนที่ก้าวขึ้นมาแทนอาจจะไม่ยึดแนวทางการปฏิรูปเหมือนโคอิสุมิ ดังนั้นเรายังสรุปไม่ได้ว่าการเมืองของพรรค LDP จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ แต่อย่างน้อย ในสมัยของโคอิสุมิ เขาก็ได้ทำอย่างที่เคยสัญญาตอนรับตำแหน่งใหม่ๆ ว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงพรรค LDP และจะเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่น การจะเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นได้ก็ต้องเปลี่ยนแปลงพรรคให้ได้ ดังนั้นเขาก็ใช้ความเด็ดขาดเพื่อแสดงให้เห็นแล้วว่า นักการเมืองที่ยึดติดกับกลุ่มผลประโยชน์ โดยที่ไม่นำพาต่อนโยบายของพรรค ก็จะถูกลงโทษ
การผูกขาดทางการเมืองของพรรค LDP

การที่พรรคหนึ่งพรรคใดครองอำนาจอยู่ได้นาน มันก็ต้องดูด้วยว่าพรรคฝ่ายค้านนั้นมีประสิทธิภาพมากขนาดไหน ในช่วงสงครามเย็น พรรคฝ่ายค้านหรือพรรคสังคมนิยม เป็นพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง มีนโยบายแตกต่างจากพรรครัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ พรรคสังคมนิยมต้องการยุบกองกำลังป้องกันตนเอง เพราะเห็นว่าเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ของญี่ปุ่น และต้องการให้ฐานทัพอเมริกาออกไปจากญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายนี้ไม่สอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้น ถึงแม้พรรค LDP จะมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นอยู่เป็นระยะๆ แต่คนญี่ปุ่นก็ลังเลที่จะหันมาสนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน เพราะมีนโยบายไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภายนอกและการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ
หลังสงครามเย็น ปัญหาเรื่องอุดมการณ์หมดไป ด้านพรรคสังคมนิยมก็ปรับตัวด้วยการยกเลิกนโยบายต่อต้านการตั้งฐานทัพอเมริกา และไม่ถือว่าการมีกองกำลังของตนเองเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ
การเมืองญี่ปุ่นมีการปฏิรูปในปี 1994 ทำให้มีระบบการเลือกตั้งใหม่ กล่าวโดยสรุปคือ เมื่อก่อนระบบการเลือกตั้งของญี่ปุ่นแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 130 เขต แต่ละเขตมีตัวแทนได้ 3-5 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในแต่ละเขต แต่ผู้ออกเสียงเลือกตั้งสามารถเลือกได้คนเดียว ระบบแบบนี้ก่อให้เกิดปัญหา สมมติเขตเลือกตั้งมีผู้ลงสมัคร 5 คน พรรคเดียวกันส่งคนลงในเขตเดียวกัน 3 คน คนพรรคเดียวกันก็ต้องแข่งกันเอง พอแข่งกันเองก็ทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมการเมืองแพง เพราะว่าแย่งกันหาความนิยม อีกทั้งเนื่องจากมาจากพรรคเดียวกัน การแข่งขันด้านนโยบายย่อมเป็นไปไม่ได้ ผู้สมัครก็ต้องแข่งขันกันนำเสนอว่าจะให้ผลประโยชน์อะไรกับท้องถิ่น ส่งผลให้การเมืองของญี่ปุ่นนอกจากแพงแล้ว การรณรงค์หาเสียงก็ไม่ได้อิงที่นโยบาย ดังนั้นจึงมีการปฏิรูปในปี 1994 เพื่อลดค่าใช้จ่ายและให้ผู้ลงสมัครอิงนโยบายมากขึ้น
ปี 1994 พรรค LDP สูญเสียอำนาจไป เนื่องจากการเลือกตั้งปี 1993 พรรค LDP มีความขัดแย้งภายใน ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทางการเมือง ทำให้พรรค LDP สูญเสียเสียงข้างมากไป เปิดโอกาสให้พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ต้องล้มไป พรรค LDP เจ้าเก่ากลับมาเป็นรัฐบาลเรื่อยมา โดยมีพรรคโคเมโตมาเป็นรัฐบาลผสม เนื่องจากในสภาสูง เมื่อก่อน LDP มีเสียงข้างมาก แต่กลับกลายเป็นเสียงข้างน้อย ทำให้ต้องรวมกับอีกพรรคหนึ่งเพื่อครองเสียงข้างมากในสภาสูงด้วย จากนั้นก็มีการเลือกตั้งอีก 3-4 ครั้ง พรรค LDP ก็ยังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปในปี 1994 นั้น ต้องการให้ญี่ปุ่นเป็นระบบสองพรรค ที่เปลี่ยนแปลงกันขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่จนแล้วจนรอดพรรค LDP ก็ยังคงรักษาตำแหน่งในรัฐบาลไว้ได้
ล่าสุดที่มีการยุบสภา ก็มีคนคาดการณ์ว่าครั้งนี้พรรคฝ่ายค้านอาจจะมีโอกาสขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล เพราะการเลือกตั้งสภาสูงกับสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังก่อนมีการยุบสภา ปรากฏว่าพรรคฝ่ายค้านหรือพรรค Democratic Party of Japan (DPJ หรือ มินชูโต) มาแรงมาก ได้รับความนิยมในหมู่คนชั้นกลางในเมือง เพราะคนเบื่อหน่ายพรรคเก่าแก่อย่าง LDP คนหนุ่มสาวหันมาสนับสนุน DPJ มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรค DPJ กลับแพ้ยับเยิน คนเมืองส่วนใหญ่กลับหันมาสนับสนุนพรรค LDP ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวนายกฯโคอิสุมิ และอีกส่วนมาจากความล้มเหลวของพรรคฝ่ายค้านที่ไม่สามารถทำให้คนเชื่อในความสามารถ เนื่องจาก DPJ ก็ไม่มีประสบการณ์บริหารประเทศ พรรค LDP จะดีจะชั่วอย่างไร แต่ก็ยังเคยเห็นฝีมือกันบ้าง เหตุผลอีกประการหนึ่ง คนญี่ปุ่นคงเห็นว่า โคอิสุมิได้ปฏิรูปนักการเมืองเก่าๆ ออกไป แต่จริงๆ เหล่ากบฏที่เป็นต้นเหตุของการยุบสภา หลายคนก็ได้รับเลือกกลับเข้ามา เนื่องมาจากฐานเสียงในชนบทยังหนาแน่นอยู่
กล่าวแบบนี้อาจจะดูเป็นการสรุปเกินไปว่า พรรคฝ่ายค้านหมดโอกาสท้าทายรัฐบาลได้อีก ทว่าพรรคฝ่ายค้านเองก็ต้องจัดการเรื่องภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นเอกภาพ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านที่ตั้งในปี 1998 มาจากสมาชิกเก่าของ LDP ผสมกับพรรคสังคมนิยมเก่า แนวความคิดจึงมีความขัดแย้งกัน ส่วนหนึ่งที่พรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในการแปรรูปกิจการไปรษณีย์ เพราะพวกสังคมนิยมเก่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนสหภาพแรงงานของไปรษณีย์ ด้านนโยบายต่างประเทศก็มีความเห็นแตกแยกกัน
ดังนั้น ตราบใดที่พรรคฝ่ายค้านยังทำให้คนเชื่อใจไม่ได้ว่าสามารถเป็นพรรคทางเลือกได้ แนวโน้มที่ LDP จะครองอำนาจต่อไปก็มีสูง นอกเสียจากว่า พรรคฝ่ายค้านเลือกผู้นำคนใหม่ที่น่าเชื่อถือ ในการแข่งขันครั้งต่อไป ถ้าพรรค LDP ล้มเหลวในการปฏิรูปตามที่สัญญา คะแนนนิยมของพรรคฝ่ายค้านอาจจะกระเตื้องกลับคืนมาได้ ทว่าถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ โอกาสของพรรคฝ่ายค้านค่อนข้างลำบาก เพราะหลังจากการพ่ายแพ้ครั้งนี้ ภายในพรรคเองก็อาจจะเกิดการแบ่งแยกมากขึ้น
เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังเลือกตั้ง
ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศทุนนิยมที่มีผลลัพธ์ทางการพัฒนาเป็นสังคมนิยม ซึ่งสะท้อนออกมาจากการที่คนญี่ปุ่นไม่มีความเหลื่อมล้ำกันมากระหว่างคนรวยกับคนจน โดยรัฐมีบทบาทในการให้เงินอุดหนุนกับส่วนที่ไม่สามารถแข่งขัน แต่ถ้ามีการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบเสรีเต็มตัว คือเป็นแบบแองโกลอเมริกัน รัฐจะไม่เข้ามาแทรกแซงอุดหนุนภาคไหนเป็นพิเศษ ซึ่งในประเด็นนี้ตัวโคอิสุมิเองไม่ได้บอกไว้ชัดเจนว่าต้องการอย่างนั้น เขาบอกเพียงว่า ญี่ปุ่นจะไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ถ้ายังไม่ปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีลักษณะทวิลักษณ์ หมายความว่า มีภาคธุรกิจที่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ เช่น ธุรกิจอิเลกโทรนิคส์ ธุรกิจรถยนต์ กับธุรกิจที่แข่งขันไม่ได้ เช่น ธุรกิจการบริการ ธุรกิจภาคเกษตร เพราะฉะนั้น ภาคที่แข่งขันไม่ได้ รัฐบาลจะช่วยปกป้องด้วยวิธีการต่างๆ อีกทั้งพรรครัฐบาลก็มีผลประโยชน์อยู่กับภาคธุรกิจที่อ่อนแอ ทำให้กลุ่มเหล่านี้มีอิทธิพลภายในพรรคอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่มีหลักประกันว่าญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปสู่ทุนเสรีเต็มตัวเช่นเดียวกับอเมริกา ซึ่งความจริงในอเมริกาเองก็มีการให้เงินสนับสนุนภาคเกษตร หรือปกป้องตลาดอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ไม่ใช่เสรีจริงๆ แต่อาจจะแตกต่างกันในระดับในการป้องกัน ญี่ปุ่นปกป้องมากกว่าอเมริกา โดยเฉพาะภาคบริการกับภาคเกษตรกรรม
ผมกำลังทำวิจัยเรื่องระบบเศรษฐกิจการเมืองญี่ปุ่น ว่าหลังจากฟองสบู่แตกแล้ว ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปเหมือนอเมริกาหรืออังกฤษหรือเปล่า เป็นไปตามทฤษฎีที่เรียกว่า convergent theory กล่าวคือ แนวโน้มของโลกจะโน้มเข้าหากัน เพราะกระแสโลกาภิวัตน์เป็นตัวผลักให้เกิดการปรับตัวเพื่อการแข่งขัน จนในที่สุดประเทศทุนนิยมก็จะมีลักษณะไม่ต่างกัน รวมทั้งการบริหารจัดการภาคธุรกิจญี่ปุ่นด้วย หรือว่า corporate governance ของญี่ปุ่นนั้นจะคงเอกลักษณ์แบบเดิมไว้ได้ โดยไม่ต้องเดินตามแบบแองโกลอเมริกัน
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเพราะระบบการบริหารจัดการที่แตกต่างจากตะวันตก เลยทำให้วางแผนระยะยาวได้ แต่ของตะวันตกเขาคำนึงถึงผู้ถือหุ้น เพราะฉะนั้นจะต้องทำกำไรให้ได้ประโยชน์กับผู้ถือหุ้น ทว่าหลังจากเศรษฐกิจฟองสบู่ญี่ปุ่นแตก ความมั่นใจก็ลดน้อยลง ที่พูดกันว่าการที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น แสดงว่าการบริหารจัดการของญี่ปุ่นล้มเหลวหรือไม่มีประโยชน์เหมือนแต่ก่อนแล้ว ตรงนี้ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ ผมก็ทำวิจัยอยู่ว่า ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารจัดการมากน้อยขนาดไหน และที่ไม่เปลี่ยนมีมากน้อยขนาดไหน
ผมว่าถึงที่สุดแล้ว มันคงเปลี่ยนไปไม่หมด ญี่ปุ่นคงรักษาสิ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะของประเทศเท่าที่จะรักษาได้ แต่จะไม่ปรับปรุงเลยก็ไม่ได้ เป็นการปรับปรุงแต่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กล่าวคือ ปรับตัวได้ในบางระดับ แต่แก่นแกนยังมีลักษณะแบบญี่ปุ่นๆ อยู่ เป็นทุนนิยมแบบญี่ปุ่นๆ รัฐก็ยังคงเข้ามาควบคุมบางส่วน และบางส่วนที่คิดว่าสู้ได้ก็ปล่อยเสรี ในส่วนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะสู้ได้ รัฐบาลก็ยังมีมาตรการทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อปกป้องส่วนที่ไม่สามารถแข่งขันต่อไป อย่างเรื่องสินค้าเกษตร แม้จะถูกกดดันให้เปิดเสรีมากขึ้น แต่ภาคเกษตรกับรัฐบาลก็ยังร่วมมือกันส่งเสริมให้คนญี่ปุ่นเห็นว่า เพื่อความอยู่รอดของประเทศ เศรษฐกิจของญี่ปุ่นต้องพึ่งพาอาศัยตนเอง ถ้าหากเปิดเสรีแล้ว ในระยะยาวญี่ปุ่นอาจจะไม่สามารถพึ่งตนเองในเรื่องอาหารการกิน ในเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นจึงมีการรณรงค์ให้คนญี่ปุ่นตระหนักว่า ถึงแม้จะกินของแพง แต่ปลอดภัย และเพื่ออนาคตอันมั่นคงของญี่ปุ่น
ดังนั้นเรื่อง FTA ไทย-ญี่ปุ่น เขาจึงไม่ยอมเปิดในส่วนที่เขาถือว่ายังยอมไม่ได้ เช่น ข้าว FTA ด้านการเกษตรจึงเป็นการตกลงในเรื่องการร่วมมือพัฒนาการเกษตรของเรา เช่น ช่วยเรื่องสุขลักษณะ และปล่อยให้สินค้าเกษตรของไทยที่ญี่ปุ่นไม่มีเข้าไปขายได้ แต่อะไรที่ถือว่าเป็นสินค้าสำคัญ ญี่ปุ่นจะยังไม่ยอมเปิดเสรีอย่างแน่นอน หรือภาคบริการบางด้าน เขาจะมีวิธีปกป้อง แต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบบ้าง
เศรษฐกิจในยุคโคอิสุมิเรียกได้ว่า มีการเติบโตแบบเป็นชิ้นเป็นอัน ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบางคนก็บอกว่าไม่ใช่ฝีมือของโคอิสุมิ แต่เป็นเพราะจีนที่ทำให้ญี่ปุ่นส่งสินค้าออกได้มากขึ้น และเป็นผลสืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่วางรากฐานเอาไว้อย่างดี การปฏิรูปแบบยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันของโคอิสุมิ ยังไม่สร้างผลงานทางเศรษฐกิจ แล้วถ้าเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยไม่ปฏิรูป มันก็ไม่มีแรงกระตุ้นในการปฏิรูปอีก
อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยมันก็เป็นผลทางจิตวิทยาให้คนญี่ปุ่นตระหนักว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร ส่วนตัวผมคิดว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องการรักษาสถานภาพเดิม ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงมาก เพราะคนที่พอใจสถานภาพเดิมอยู่ จะไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงมาก กล่าวคือเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับโลกภายนอก แต่ไม่ถึงขึ้นถอนรากถอนโคน
แนวโน้มของญี่ปุ่นต้องเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น แต่เขาก็ต้องการเวลาในการปรับตัว จนกระทั่งสามารถแข่งขันได้
เดิมนั้นญี่ปุ่นไม่เปิดให้ต่างชาติเข้ามา อย่างอุตสาหกรรมก่อสร้าง ญี่ปุ่นมีตั้ง 500,000 กว่าบริษัท ทว่าช่วงหลังๆ ก็เริ่มเปิดให้มีการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น มันเป็นแนวโน้มของโลก ญี่ปุ่นไม่สามารถยับยั้งได้หมด ก็เปิด แต่เปิดอย่างไรโดยที่ไม่สูญเสียผลประโยชน์มาก
บริษัทญี่ปุ่นเองก็เริ่มอิมพอร์ทกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) จากต่างชาติ เช่น โซนี่ นิสสัน เริ่มมีการควบรวมกิจการจากต่างชาติมากขึ้น แต่ในบางบริษัทก็ยังยึดถือแนวทางเดิมอย่างเหนียวแน่น อย่างโตโยต้าก็ยังใช้ระบบการว่าจ้างตลอดชีพ เพราะเขาเชื่อว่าแบบเดิมดีกว่า ส่วนภาคธุรกิจที่แข่งขันได้ อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมอิเลกโทรนิคส์ ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะรูปแบบเดิมยังสามารถแข่งขันได้
จริงๆ เรื่องการเปิดประเทศ ทุกประเทศก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ญี่ปุ่นมีความช่ำชองกว่า เพราะเขาวางแผนตลอดเวลา ก็ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นจะมีการปรับตัวอย่างไรโดยที่ไม่สูญเสียลักษณะสำคัญของระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบญี่ปุ่น
การเมืองญี่ปุ่นหลังเลือกตั้ง

ถ้าพูดถึงผู้บริโภคในเมืองใหญ่แล้ว ผลประโยชน์ย่อมขัดกับผู้ที่อยู่ในชนบท คนที่อยู่ในเมืองต้องการสินค้าดีราคาถูก เพราะไม่มีผลประโยชน์อะไรที่ต้องปกป้อง ทว่าพวกชนบทยังต้องการการปกป้องอยู่ ดังนั้นจึงเกิดการแข่งกัน ถ้าหากฐานเสียงในเมืองมีมากขึ้นเรื่อยๆ อำนาจของรัฐที่เคยใช้เพื่อเอาใจคนชนบท ก็ต้องหันกลับมาเอาใจคนในเมืองด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ว่า พรรคจะปรับตัวอย่างไรเพื่อรักษาสมดุลระหว่างชนบทและในเมือง กล่าวคือในชนบทก็ได้รับการสนับสนุนและในเมืองก็ต้องได้เช่นกัน
การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรค LDP นอกจากจะได้คะแนนเสียงท่วมท้นจากคนในเมืองแล้ว ในชนบทเอง LDP ก็ยังได้คะแนนเยอะอยู่ กระทั่งพวกกบฏในพรรค หลายคนยังได้รับการสนับสนุนอยู่ คนหนึ่งที่โคอิสุมิหมายมั่นปั้นมือจะโค่นล้มให้ได้ เคยเป็นแกนนำสำคัญของพรรคที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย คือนายชิสุกะ คาเมอิ (Shizuka Kamei) อยู่ในเขตเลือกตั้งจังหวัดฮิโรชิม่า ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ระหว่างเมืองและชนบท โคอิสุมิก็ส่งนักธุรกิจรุ่นใหม่ เป็นเจ้าพ่ออินเทอร์เน็ต คือนายโฮริเอะ (Takafumi Horie) ลงในนามอิสระแข่งกับนายคาเมอิ เขาได้สร้างความฮือฮาด้วยการไปซื้อหุ้นสถานีวิทยุโทรทัศน์ฟูจี ซึ่งในญี่ปุ่นไม่มีประเพณีการเทคโอเวอร์อย่างไม่เป็นมิตร คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ก็ชอบใจ เพราะนานๆ จะเจอนักธุรกิจที่ unconventional ก็ได้รับการสนับสนุนมาก ตอนไปหาเสียงในตัวเมือง นายโฮริเอะได้รับการรุมล้อมจากคนรุ่นใหม่ แต่ที่สุดก็แพ้ นั่นก็แสดงว่าในเขตชนบทนั้นยังสนับสนุนนายคาเมอิอยู่ เพราะเขาเป็นสส.มา 8-9 สมัยแล้ว นำประโยชน์มาให้ท้องถิ่นมากมาย นายโฮริเอะมาจากไหน ไม่ได้อยู่ในเขตเลือกตั้งนี้ด้วย ดังนั้นเขตในชนบทก็ยังเป็นฐานเสียงของพรรคอยู่
มีเรื่องน่าสนใจคือ ในเขตยามานิชิ มีป้ายหาเสียงเลือกตั้งที่มีผู้สมัครจากพรรค LDP 2 คนอยู่ในป้ายเดียวกัน แต่ป้ายหนึ่งบอกว่าได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานใหญ่ อีกป้ายบอกไม่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานใหญ่ แต่สาขาพรรคสนับสนุน แสดงว่าสาขาพรรครู้ว่า ฐานเสียงของพรรคยังหนาแน่นอยู่ ติดแค่สำนักงานใหญ่ไม่ยอม
พวกเหล่ากบฏหลังการเลือกตั้งก็ไม่ได้เข้าพรรค ถึงแม้จะได้รับการเลือกตั้ง สมัครเป็นอิสระก็มี พวกเปลี่ยนชื่อใหม่ก็มี เพราะที่ญี่ปุ่นมีการให้ตั้งใหม่ได้ พวกอิสระนี้ เดี๋ยวผ่านไปสักพัก พอลืมๆ กันไป ก็กลับเข้าพรรค LDP ขณะเดียวกัน พวก LDP เก่าที่ไปอยู่กับ DPJ ก็อาจจะแปรกลับเข้า LDP ก็ได้ เพราะรู้ว่าชาตินี้พรรคฝ่ายค้านไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่ ดังนั้นถ้าพูดในแง่การเมืองหลังเลือกตั้ง ก็คงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรนัก
ที่ผมกล่าวมาก็แสดงให้เห็นว่า สมาชิกในกลุ่มพรรค LDP ส่วนหนึ่งก็ยังอิงกับกลุ่มผลประโยชน์อยู่ ดังนั้นหลังการเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือคงเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ในทันทีทันใด
นโยบายต่างประเทศญี่ปุ่นหลังเลือกตั้ง
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นอิงอเมริกามากก็เพื่อผลประโยชน์ของญี่ปุ่นเอง เนื่องจากยังต้องพึ่งพิงเรื่องความมั่นคง ให้อเมริกาคอยดูแล ดังนั้นเขาก็ต้องร่วมมือกับอเมริกาบ้าง ไม่เช่นนั้นสหรัฐฯก็คงไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นก็เริ่มเข้าหาเอเชียมากขึ้น กล่าวคือไม่ได้เลือกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ยึดผลประโยชน์ของญี่ปุ่นเป็นหลัก
ตอนนี้ญี่ปุ่นเองก็ให้ความสนใจเรื่องการสร้าง East Asia Community หรือชุมชมเอเชียตะวันออก เพื่อให้ประเทศในเอเชียสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้มากขึ้น แน่นอนว่า ญี่ปุ่นเองมั่นใจว่าสภาพการช่วยเหลือกันแบบนี้ ญี่ปุ่นเองยังได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อีกด้านหนึ่งก็ไม่ต้องการให้คนเอเชียรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น ญี่ปุ่นก็พยายามดำเนินนโยบายให้คนเอเชียมีความผูกพันกัน ทว่าก็ยังประสบปัญหากับประเทศจีนในเรื่องประวัติศาสตร์ โดยจีนก็หาประโยชน์จากท่าทีที่ไม่สำนึกผิดอย่างจริงใจของญี่ปุ่น
ตอนนี้ทางญี่ปุ่นกำลังหันมาเล่นไพ่อินเดีย ในญี่ปุ่นเริ่มมีการถกเถียงกันว่า การที่ญี่ปุ่นให้เงินช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับจีน ควรจะค่อยๆ ลดลงจนกระทั่งหมดไป ส่วนด้านการลงทุนในจีนให้หันไปที่อินเดีย เพื่อเป็นการตอบโต้จีน และป้องกันตนเองจากกระแสต่อต้านญี่ปุ่นในจีนที่มากขึ้น ถ้ารัฐบาลจีนไม่ควบคุมกระแสตรงนี้ ญี่ปุ่นก็ต้องหันไปหาอินเดีย ดังนั้นอะไรที่จีนเสียจากญี่ปุ่น ก็กลายเป็นผลกำไรของอินเดีย การลงทุนในจีนก็จะหลั่งไหลเข้าหาอินเดียแทน
ขณะนี้จีนกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นแทนอเมริกาแล้ว แต่ญี่ปุ่นก็ยังต้องพึ่งอเมริกาอยู่ในด้านความมั่นคง อีกทั้งอเมริกาก็ยังเป็นแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอยู่ แม้ว่าจีนกำลังไล่ขึ้นมา ดังนั้นไม่ใช่เรื่องที่ญี่ปุ่นจะเลือกถือฝ่ายเอเชียหรืออเมริกา ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับอเมริกาก็ยังใกล้ชิดกันอยู่ เพราะอนาคตยังไม่แน่นอน ญี่ปุ่นเองก็ไม่รู้ว่าจีนจะมีท่าทีต่อไปอย่างไร เพราะฉะนั้นด้านหนึ่งญี่ปุ่นเองก็ต้องผูกความสัมพันธ์กับอเมริกาต่อไป อีกด้านหนึ่งญี่ปุ่นเองก็พยายามขยายความสัมพันธ์กับเอเชียอื่นๆ
อย่างผมก็เพิ่งกลับมาจากการบรรยายให้กับเยาวชนไทยที่กำลังจะไปญี่ปุ่น ซึ่งมีการจัดขึ้นตั้งแต่สมัยนายกฯนากาโซเน่ ปีหนึ่งประมาณ 150 คน ญี่ปุ่นให้ไปดูงานประมาณ 1 เดือน ลองคิดดูว่าทำมากี่สิบปีแล้ว คนเหล่านี้ก็กลับมาอยู่ตามส่วนต่างๆ ของสังคม มันก็มีความโน้มเอียงไปทางญี่ปุ่นมากขึ้น นี่ก็เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นเตรียมไว้ โดยพยายามกระจายความสัมพันธ์ให้กว้างขวางและผูกใจคนเอเชียให้ได้
เรื่องความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีน บางคนพูดว่า ที่นายกฯโคอิสุมิได้รับเลือกตั้งมาอย่างมากมายครั้งนี้เพราะความเป็นชาตินิยม ไม่ยอมอ่อนข้อต่อจีน ทำให้คนหันมาสนับสนุนโคอิสุมิอย่างท่วมท้น แต่ส่วนตัวผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะอย่างที่ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คนญี่ปุ่นเองก็คัดค้านนโยบายต่างประเทศของโคอิสุมิ ส่วนที่ว่าโคอิสุมิจะกลับมาขัดแย้งกับเพื่อนบ้านหนักข้อขึ้นหรือไม่ ตอนนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณอะไรบอกว่าจะดำเนินนโยบายต่างประเทศแตกต่างจากเดิมขนาดไหน
ส่วนในเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น มีคนไปถามว่าในสมัยของเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 9 ซึ่งมีการถกเถียงเรื่องนี้กันมานาน ในที่สุดคณะกรรมการทบทวนและพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกแต่งตั้งจากทั้งสองสภาฯ เห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น แต่จะแก้ไขอย่างไรยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ อย่างไรก็ตามโคอิสุมิได้พูดไว้แล้วว่า ในสมัยของเขาไม่มีทางแก้รัฐธรรมนูญได้ทัน
เมืองไทยกับญี่ปุ่นหลังเลือกตั้ง
นักธุรกิจไทยก็คาดหวังว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้สินค้าไทยขยายไปญี่ปุ่นได้มากขึ้น เพราะถ้าเศรษฐกิจเติบโต คนญี่ปุ่นก็จะใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลทางอ้อมต่อความต้องการสินค้าไทย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของเราเองด้วย เพราะประเทศอื่นก็หวังตลาดญี่ปุ่นเช่นกัน
เป็นที่แน่นอนว่า การที่ญี่ปุ่นฟื้นฟูทางเศรษฐกิจก็เหมือนหัวจักรที่ฉุดกระชากเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ในเอเชียไปด้วย การลงทุนในญี่ปุ่นอาจจะมีมากขึ้นจากการแปรรูปกิจการไปรษณีย์ เพราะฉะนั้น คนในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ก็หวังว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นเองและเป็นผลดีต่อไทยในเรื่องการขยายการค้าการลงทุนด้วย
ไม่ว่าจีน อินเดีย หรือญี่ปุ่น ไทยเองต้องปรับตัวเพื่อหาประโยชน์จากเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ในเอเชียทั้งหมด การปฏิรูปเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและทำให้ญี่ปุ่นกลับขึ้นมามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น แน่นอนว่าไทยได้รับประโยชน์ เพราะไม่มีประเทศไหนต้องการให้ประเทศใดประเทศหนึ่งในเอเชียมาครอบงำ
เพราะฉะนั้น การที่ญี่ปุ่นขึ้นมามีบทบาทในการแข่งขันกับจีนมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับไทย ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ดังนั้นไทยก็ต้องดำเนินวิเทโศบายให้ได้ดุลกับทุกประเทศในเรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ดีกว่าต้องไปพึ่งพิงประเทศหนึ่งประเทศใด ไม่มีการกระจายความเสี่ยง รวมถึงอำนาจต่อรองก็น้อยลง ถ้าแข่งขันกันมากขึ้น ใครก็อยากจะเอาใจเรา เพราะต่างฝ่ายต่างก็พยายามแย่งลูกค้า แย่งความนิยม ไทยตอนนี้เองก็เอาหมด ไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ในยุคสมัยนี้ เราก็ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)




