ศิลปะของการนั่งนิ่ง และปริศนาของหินก้อนที่สิบห้า–เท่าที่คนแบกหินคนหนึ่งจะคิดออก
- ปราบดา หยุ่น -
นั่งนิ่งๆ—ผมเห็นใครๆ ก็ไปนั่งนิ่งๆ ที่เรียวอันจิ วัดชื่อดังแห่งเมืองเกียวโต
นั่งนิ่งในที่นี้ไม่ใช่ในความหมายของการนั่งสมาธิ ทุกคนอยู่ในอิริยาบถสบาย สวมใส่เสื้อผ้าตามรสนิยมส่วนตัว หลายคนสะพายกล้องถ่ายรูป บางคนอาจเปิดกางหน้าว่างของสมุดบันทึก มือถือปากกาจ่อปลายรอจูบผิวกระดาษขาวสะอ้าน แต่ยังไม่อาจทำได้ เพราะร่างกายอยากนั่งนิ่งๆ มากกว่า
ที่สำคัญ จิตใจพลอยอยากนิ่งตามไปด้วย
แทบทุกครั้งที่แวะเยือนเรียวอันจิ (ถ้าจำไม่ผิด ผมแวะมามากกว่าสี่ครั้ง ถ้าจำผิดก็สองครั้ง) ผมเห็นคนนั่งนิ่งอยู่ที่นั่นไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน บ้างมาเป็นกลุ่มก้อน บ้างมาโดดเดี่ยวและคงจะกลับไปอย่างนั้น ทุกคนเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกหน้าสำหรับผม ขณะที่หน้าของผมเองก็คงแปลกไม่น้อยในสายตาพวกเขา
เราต่างเดินทางมาจากทั่วสารทิศ ผิวพรรณไล่เฉดสีจากขาวโพลน ขาวครีม วานิลลา ไข่ไก่ เหลือง ด่าง ถึงดำถ่าน สำเนียงภาษาไม่น่าจะด่าพ่อล้อแม่กันรู้เรื่อง (กว่าจะถามให้รู้ชื่อพ่อชื่อแม่ก็คงลำบาก) และที่ปฏิเสธไม่ได้เป็นอันขาด คือพวกเราล้วนตกอยู่ภายใต้นิยามของคำว่า “นักท่องเที่ยว” ไม่ว่ามันจะเป็นคำที่เราบางคนขยะแขยงเพียงไหนก็ตาม
คนแปลกหน้ามานั่งนิ่งๆ อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่เพื่อมองหน้ากันเอง—จุดรวมสายตาทุกคู่ตกอยู่บริเวณที่โล่งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณสามสิบคูณสิบเมตร สามด้านกั้นโดยกำแพงเตี้ยๆ เปิดเพียงด้านเดียวให้เป็นพื้นที่กระดานไม้สำหรับคนนั่งและเดินผ่าน ผิวของที่สี่เหลี่ยมถูกโรยกลบเกือบมิดชิดด้วยกรวดขาวเม็ดเล็กประมาณขนาดดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์เมื่อมนุษย์พยายามยืนนิ้วขึ้นหยิบกลางอากาศ (อยากรู้ว่าเล็กแค่ไหน ลองหยิบดูได้ในวันหรือคืนฟ้าโปร่ง) แต่ใหญ่กว่าขนาดเม็ดทรายที่เราเหยียบย่ำยามเยือนทะเล ท่ามกลางผิวกรวดมีหินก้อนใหญ่ตั้งแซมเป็นหย่อม ภาพรวมจึงปรากฏคล้ายหมู่เกาะห้อมล้อมด้วยคลื่นขาว สงบเรียบเงียบขรึม ใกล้เคียงความหมายของคำว่า “อมตะ”
ทุกคนนั่งนิ่งเพื่อมองไปยังภาพนั้น ภาพของ “สวน” ที่ถูกออกแบบให้คนนั่งมองนิ่งๆ ห้ามเดินเข้าไประราน ห้ามคลานเข้าไปนอนไขว่ห้าง ห้ามย่างเข้าไปทำลายระเบียบของก้อนกรวดที่ทุกเช้าตรู่จะได้รับการกรุยกวาดเป็นทางตรงตลอดพื้นผิวส่วนว่าง และเป็นทางกลมล้อมรอบหินก้อนใหญ่ โดยพระสักรูปที่นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราไม่เคยได้เห็น

เป็นสวนที่ไม่มีความชอุ่มเอมของแมกไม้พืชพันธุ์ใดๆ นอกจากคราบเขียวสดของตะไคร่น้ำที่เกาะกับบางส่วนของหินใหญ่อย่างแน่นแฟ้นเหมือนความทรงจำบนผิวพรรณของเวลา ไม่มีสีสันบรรเจิดตาของดอกไม้ ไม่มีซิมโฟนีของแมลงหรือการแสดงระบำของผีเสื้อ ไม่มีบ่อน้ำอันเป็นแหล่งกำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีอะไรนอกไปจากกรวดกับหิน และความรู้สึก “ต้องห้าม” ที่แบ่งเขตขวางระหว่างเรากับ “ทะเลกรวด” แห่งนั้น
เป็นสวนที่ขาดคุณสมบัติหลายข้อของการเป็นสวนตามขนบทั่วไป เป็นสวนที่ไม่ใช่สวน เป็นสวน “สาธารณะ” ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับวิ่งออกกำลังหรือพักผ่อนหย่อนใจ ใครอุตริลงไปยืนจังก้าตั้งท่ารำมวยจีน ถ้าไม่บ้าก็บ้า—น่าจะมีใครลองดูสักครั้ง วันไหนผมบ้าได้ที่แล้วอาจจะลองเอง
สวนสำหรับนั่งมองนิ่งๆ ที่เรียวอันจิ เป็นหนึ่งในสวนชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเกียวโต เรียกว่า “สวนแห้ง” (“คาเระซานซุย” ในภาษาญี่ปุ่น) “สวนหิน” (rock garden) หรือที่ชาวตะวันตกส่วนใหญ่นิยมเรียกรวมกว้างๆ ว่า “สวนเซน”—หากตัดความสัมพันธ์กับศาสนาและปรัชญาออก อาจกล่าวได้ว่าสวนเซนมีลักษณะของความเป็น “ศิลปะจัดวาง” (Installation Art) แต่มีประวัติศาสตร์ยาวนานสืบสานมาตั้งแต่ศตวรรษที่หกหรือเจ็ด ก่อนที่คำว่าศิลปะจะมีความหมายเป็นการแสดงออกทางความคิดและตัวตนของปัจเจกชนเฉกเช่นในปัจจุบัน
เป็นสวนที่ออกแบบและสร้างขึ้นไว้มอง ไว้ดู ไว้เห็น ไว้สุมหัวด้วยความคิดนับร้อย ไว้ค่อยๆ ทยอยเทความคิดเหล่านั้นทิ้ง ยอดกวีชาวอังกฤษ-วิลเลียม เบลค (William Blake) แนะให้เรา “เห็นโลกทั้งใบในหนึ่งเม็ดทราย” (“To see a World in a Grain of Sand…”[1]) สวนหินที่เรียวอันจิเสนอภาพให้เราเห็นทั้งจักรวาล ใน “ส่วนว่าง” ระหว่างก้อนหินไม่มีบันทึกบ่งบอกแน่ชัดว่าใครเป็นคนออกแบบสวนเซนแห่งนี้ มันอาจจะผ่านการจัดวางโดยสายตามากกว่าหนึ่งคู่ ศิลปินนามโซเอมิผู้มีชีวิตในช่วงศตวรรษที่สิบห้าถึงสิบหก เป็นชื่อที่หลายคนลงความเห็นว่าน่าจะมีความเป็นไปได้สูงในฐานะผู้ออกแบบ แต่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน ทำให้ต้นกำเนิดแท้จริงยังคงเป็นปริศนา ที่แน่ๆ—เช่นเดียวกับที่มาของพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมหลายต่อหลายด้านของญี่ปุ่น—การจัดสวนเซนเป็นศิลปะที่มีวิวัฒนาการจากอิทธิพลการออกแบบสวนและภาพวาดทัศนียภาพด้วยฝีแปรงพู่กันและหมึกดำของจีน ผสมผสานอย่างกลมกลืนกับอิทธิพลชินโต-ลัทธิความเชื่อดั้งเดิมของชาวอาทิตย์อุทัย ซึ่งเน้นคำนับความยิ่งใหญ่ลึกลับซับซ้อนของธรรมชาติ และมีประเพณีของการใช้ประโยชน์จากก้อนกรวดอยู่ก่อนแล้ว
ใบปลิวที่นักท่องเที่ยวได้รับพร้อมตั๋วเข้าชมเรียวอันจิ ฝากปัญหาให้เราขบคิดขณะนั่งมองสวนนิ่งๆ: ในสวนนี้มีหินวางอยู่กี่ก้อน

ว่ากันว่า หินทั้งหมดถูกจัดวางอย่างแยบยลเพื่อหลอกตาคนมอง ไม่ว่าจะนั่งนับจากมุมไหน จะนับด้วยนิ้วหรือนับในใจ นับคนเดียวหรือนับกับใคร ผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาเป็นสิบสี่ก้อนเสมอ
ทั้งๆ ที่มีหินทั้งหมดสิบห้าก้อน
ว่ากันอีกว่า คนที่จะมองเห็นหินก้อนที่สิบห้าได้ คือต้อง “บรรลุ” จากการทำสมาธิขั้นสูงแบบเซนแล้วเท่านั้น
ความหมายซ้อนความหมาย และปริศนาที่ดูเหมือนจะแอบแฝงอยู่ในการจัดวางสวนเซน โดยเฉพาะสวนชื่อดังอย่างเรียวอันจิ ทำให้สวนหินถูกเชื่อมโยงกับประเพณีการศึกษาธรรมผ่าน “โกอัน” หรือปริศนาที่อาจารย์เซนใช้ถามลูกศิษย์ ในการฝึกฝนและทดสอบระบบความคิดให้หลุดพ้นจากการยึดติดกับตรรกะที่เคยชินของคนทั่วไป โกอันจึงเป็นปัญหาที่อาจเรียกได้ว่าปราศจากคำตอบ หรือหากมีคำตอบ ก็ไม่ใช่คำตอบที่เกิดจากเหตุผล หากแต่เป็นคำตอบที่มาจากการหยั่งรู้ ความเข้าใจชีวิต จากการฝึกฝนสมาธิและวิถีของเซนอย่างแท้จริง การเพ่งสมาธิไปยังก้อนหินหรือพื้นที่ว่างระหว่างก้อนหินในสวนเซน จึงถูกเปรียบเป็น “โกอันภาพ” เป็นปริศนาธรรมทางตา ไม่ต้องพึ่งพาคำพูดแม้แต่น้อย
ไปเรียวอันจิครั้งแรก ผมนั่งนิ่งมองตำแหน่งก้อนหินสิบห้าก้อน (แน่นอน ผมเห็นแค่สิบสี่) สายตาไล่ไปตามเส้นตรงของพื้นกรวด ผมพอจะมีความรู้เรื่องเซนมาบ้าง และเหมือนคนเพิ่งอ่านออกเขียนได้ที่คิดว่าเพียงเท่านั้นก็ทำให้ตนเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ ผมทึกทักว่าตัวเองเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับเซนจากการนั่งอ่านตำราเป็นตั้งๆ ในร้านหนังสือ ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานานหลายเดือน คราวนั้นผมอาจมองสวนหินด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ตามประสาคนหลงตัว อาจนั่งประสานมือเหนือเป้ากางเกงอย่างเงียบขรึม เลียนแบบอิริยาบถสงัดสง่าของผู้บรรลุธรรม พลางคิดในใจว่า “สวนนี้ช่างงดงามลึกซึ้ง เหมาะกับสายตาหยั่งรู้ของเรายิ่งนัก”
กลับไปเรียวอันจิคราวหลังๆ ผมไม่กล้าเผชิญหน้ากับสวนหินนานเกินไป มันทำให้ผมรู้สึกโง่ ทำให้ผมเห็นความอ่อนหัด ความล้มเหลวในการเข้าใจธรรมชาติของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เห็นด้วยกับโดนัลด์ ริชี (Donald Richie-นักวิจารณ์ นักเขียน ชาวอเมริกันผู้ช่วยโฆษณา “ความเป็นญี่ปุ่น” ให้โลกตะวันตกรับรู้มากว่าสี่สิบปี) ที่เคยเขียนไว้ว่า “สำหรับผู้ได้เยือนเรียวอันจิแล้วครั้งหนึ่ง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะกลับมาเกียวโตโดยไม่แวะที่นี่อีกครั้ง”[2] เพราะถึงแม้จะทำให้ละอายใจในความตื้นเขินของตัวเองเท่าไร และถึงแม้ปริศนาของมันจะหาคำตอบได้ยากเย็น—กระทั่งถึงแม้ว่าที่สุดแล้วจะไม่มีปริศนา ไม่มีคำถาม ไม่คำตอบ และทุกอย่างเป็นเพียงกลเกม เพียงการละเล่นไร้สาระของมนุษย์ที่หมกมุ่นงมงายอยู่กับการค้นหาความหมาย—แต่ความลึกลับเงียบงันระหว่างก้อนหินและพื้นที่ว่างนั้น กลับมีร่องรอยของความงดงามที่ผมนั่งมองได้ไม่รู้เบื่อ เช่นที่ผมชอบมองดวงจันทร์ ทะเล สายฝน และรายละเอียดบอบบางบนเรือนร่างของต้นไม้
เหมือนผมรู้ตัวว่าไม่มีวันเข้าใจอะไรทั้งสิ้น แต่เพียงได้อยู่ใกล้ความลึกลับ อย่างน้อยก็มีโอกาสสัมผัสคลื่นแผ่วเบาของความจริงได้บ้าง
กลับไปเรียวอันจิคราวหลังๆ ผมใช้เวลานั่งนิ่งมองใบหน้า ทีท่า อาการ ของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่มานั่งนิ่งๆ ด้วยกันมากกว่าจะมองสวน ความตั้งใจจริงที่จะเพ่งพินิจสวนหินเบื้องหน้านานเกือบชั่วโมงของคนหลากรูปแบบ เป็นภาพที่มีเสน่ห์ลึกลับในตัวของมันเองเช่นกัน ทุกครั้งที่มา ผมจะต้องเห็นคนรักนั่งเคียงคู่ดูสวนอย่างเคลิบเคลิ้ม ประหนึ่งอยู่เบื้องหน้าทัศนียภาพอ่อนโยนของดวงอาทิตย์คล้อยหล่นหลังเส้นตัดระหว่างฟ้ากับน้ำ ผมเคยเห็นทั้งคู่ที่เป็นปู่ย่าผมขาวใสเกือบเท่าสายลมอ่อน เห็นทั้งคู่สามีภรรยาชาวตะวันตกที่ดูเหมือนจะเพิ่งร่วมชีวิตได้ไม่นาน เพราะมีลูกตัวเล็กๆ หนุนนิ่งบนตักผู้เป็นแม่ และเห็นคู่หนุ่มสาวที่ยอมหยุดพักจากความลุ่มหลงแสง-สี-เสียงทันสมัย มานั่งนิ่งๆ ให้ก้อนหินและความว่างเปล่าปลุกเร้าจิตใจ
ผมเคยเห็นหญิงชรานั่งนิ่งโดดเดี่ยวโดยไม่ขยับเขยื้อนตั้งแต่วินาทีที่ผมไปถึง และยังนั่งอยู่อย่างนั้นเมื่อผมลาจาก
เคยเห็นคุณลุงคนหนึ่งนั่งในลักษณะตื้นตัน เชื่อว่าเสี้ยวเวลาหนึ่ง เขายกมือขึ้นปาดน้ำตา

เสน่ห์ของสวนหินที่เรียวอันจิมีอิทธิพลกว้างไกลไปถึงผู้คนหลายสาขาอาชีพ และโดยปริยายมันเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์งานศิลปะมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ภาพถ่าย ภาพยนตร์ วรรณกรรม และดนตรี—จอห์น เคจ (John Cage-นักประพันธ์ดนตรีทดลองชาวอเมริกันที่อื้อฉาวด้านการทำงานแปลกแยกแตกต่างที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ และมีอิทธิพลใหญ่หลวงต่อวงการศิลปะในยุคห้าศูนย์) มีหินสิบห้าก้อนในครอบครองที่เขาเก็บจากจุดต่างๆ ของโลก เพื่อนำมาใช้สร้างงานพู่กันบนกระดาษ โดยระบบปฏิบัติที่เขาเรียกว่า “Chance Operation” หรือการทำงานฉับพลันที่ไม่มีการวางแผนตระเตรียมหรือคัดสรรล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ปล่อยให้ความบังเอิญที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติกำหนดเอง เคจบอกว่าหินที่เขาสะสมไว้ไม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไร ไม่ใช่หินสวยหายาก ไม่มีความหมายต่อเขาเป็นพิเศษ ความสำคัญของพวกมันอยู่ที่จำนวนสิบห้าก้อน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจโดยตรงจากสวนหินเรียวอันจิ นอกจากนั้นเคจยังมีงานประพันธ์ดนตรีชุด Ryoan-ji ที่ได้รับการกล่าวขานว่าโดดเด่นถึงขั้นจะเป็นงานชิ้นเอกของเขาได้ง่ายๆ
เคจไม่ใช่ศิลปินระดับโลกคนแรกและคนสุดท้ายที่ “เห็น” และ “ได้” บางอย่างในหินเงียบแห่งเรียวอันจิ
ทั้งๆ ที่พวกมันไม่เคยขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ทุกเจ้าของสายตาที่เพ่งหาความหมายจากก้อนหินทั้งสิบสี่สิบห้าก้อน ล้วนมีบางสิ่งหลบซ่อนอยู่ในใจ และความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดจากการนั่งนิ่งๆ และ “เห็น” แม้จะโดนกระตุ้นโดยสวนเซน แต่แท้จริงแล้วไม่ได้ผุดจากพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้านั้น
ประสบการณ์ทุกย่างก้าวของชีวิต ไม่เพียงทำให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เราเดินไปชน หากยังช่วยให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง สวนเซนก็คล้ายกับประสบการณ์อื่นๆ อาจมีความต่างบ้างตรงที่มันไม่เสนอตัวปะทะ ไม่ก้าวเข้าหาเรา ไม่จับร่างเราเขย่าแรงๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ อย่างมากมันก็ทำหน้าที่เป็นกระจกเงา ไม่ใช่เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์เรือนร่าง แต่เพื่อสะท้อนสภาวะทางจิตใจของคนมอง ความรู้สึกหรือการหยั่งถึงต่างๆ ที่ประทุขึ้นพร้อมการนั่งนิ่งๆ อยู่กับหิน โดยแก่นแล้วไม่ได้มาจากที่ไหนเลย นอกจากก้อนหินหนักที่ฝังอยู่ในเบื้องลึกของตัวตนเราแต่ละคน
ดังเช่นที่เซนเชื่อว่ามนุษย์ทุกชีวิตล้วนมี “พุทธจิต” หรือ “Buddha Nature” ฝังลึกอยู่แล้ว เราเพียงต้องใช้ความเข้าใจและหลักปฏิบัติที่ถูกต้องในการขัดเงาให้ถึงสารัตถะแห่งธรรมชาติ แล้วคุณสมบัตินั้นจะส่องสว่างเป็นประกายขึ้นเอง แปลว่าทุกคนมีศักยภาพพร้อมเพรียงอยู่เสมอที่จะบรรลุ—ที่จะเอื้อมถึงขั้น “ซาโตริ” หรือสภาวะสูงสุดแห่งความรู้แจ้งในจิต จุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่สำหรับพระเซนจำนวนมาก
ถึงมนุษย์จะมีพุทธจิตจริงอย่างที่เซนเชื่อ ผมไม่แน่ใจสักเท่าไรว่าเป้าหมายในชีวิตของเราทุกคนจะเป็นการไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งซาโตริ ไม่ต้องดูที่ไหนไกล นักท่องเที่ยวบางคนที่มานั่งจ้องมองความงามประหลาดของสวนหินแห่งเรียวอันจิ รวมทั้งตัวผมเอง ต่างพอใจกับการได้มาเยือนที่นี่ และอาจเปรียบเปรยอย่างโง่งมว่าได้ค้นพบหินก้อนที่สิบห้า แม้เพียงครึ่งชั่วโมงก็ถือว่าเลิศเลอลึกซึ้ง—เราสงบลง จิตของเราสูงขึ้น
เมื่อเราก้าวพ้นเรียวอันจิ คืนกลับสู่โลกแคบๆ ส่วนตัว หินก้อนที่สิบห้าที่เราปลาบปลื้มหนักหนา พลันอันตรธานทันทีโดยที่เราไม่สนใจจะรักษามันไว้ด้วยซ้ำ
ถ้าต้องการซาโตริ เราต้องทำมากกว่านั่งดูสวน ถ้าต้องการทำความสะอาดพุทธจิต เราคงต้องทำมากกว่าเขียนความเรียงเกี่ยวกับสวนเซนชื่อดังในกรุงเกียวโต ที่มีคนเขียนถึงมาแล้วมากมาย
ผมไม่คิดว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการซาโตริ
นั่นแปลว่า มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ต้องการปลดปล่อยตัวเองออกจากความทุกข์
นั่นแปลว่า มนุษย์ส่วนใหญ่มองไม่เห็นหินก้อนที่สิบห้าในสวนหินแห่งเรียวอันจิ
สิ่งที่นักท่องเที่ยวหรือผู้ศรัทธาได้จากการนั่งนิ่งๆ ในวัดเก่าแก่และมีตำแหน่งเป็นถึงมรดกโลก อาจไม่ช่วยปรับปรุงหรือผลักดันให้จิตวิญญาณของเราลอยล่องสู่สภาวะสูงส่งที่ไหน และการที่มันเป็นแรงบันดาลใจในงานศิลปะของใครต่อใคร ก็ไม่ได้แปลว่ามันมีคุณสมบัติมหัศจรรย์ลึกซึ้งไปกว่าการจัดวางของธรรมชาติอย่างภูเขาไฟฟูจิ หรือน้ำตกไนแอการา ที่จะว่าไป ยังลึกลับและงดงามกว่าสิ่งประดิษฐ์โดยจริตมนุษย์หลายเท่านัก
แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ยังแบกหินหลายก้อน และเคยแวะไปนั่งนิ่งๆ ต่อหน้าสวนหินชื่อดังมามากกว่าหนึ่งครั้ง ผมรู้สึกอยากยืนยันว่าสวนเซนแห่งเรียวอันจิมีความพิเศษจริง
และความพิเศษนั้น ก็อยู่ในหินก้อนที่มองเห็นยาก หินก้อนที่สิบห้า เช่นที่ใบปลิวของวัดเสนอแนะตามตำนานสืบสานกันมา
ทุกครั้งที่ไปเรียวอันจิ ผมรู้สึกว่าผมเห็นตำแหน่งของหินก้อนที่สิบห้าชัดขึ้น
เห็นชัดขึ้น แต่ไม่ใช่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าโรยกรวดขาวเบื้องหน้า
เห็นชัดขึ้น เพราะมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น
เห็นชัดขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ผมเข้าใกล้ซาโตริสักก้าว
ปัญหาจึงกลายเป็นไปว่า เมื่อเห็นชัดขึ้นแล้ว
จะวางมันลงอย่างไรดี

[1] จากบทกวี Auguries of Innocence โดย William Blake
[2] จากความเรียงเรื่อง Ryoan-ji: Notes for a Poem on the Stone Garden โดย Donald Richie ในหนังสือรวมความเรียง Partial Views, Essays on Contemporary Japan พิมพ์โดย The Japan Times ปี ค.ศ. 1995

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)




