Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
Opendragon [ 1 | 2 | 3 ]  
opendragon 2

ผูกมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน


ประชาชาติไทยกับจีนได้มีความสัมพันธ์ติดต่อกันมาเป็นเวลานับศตวรรษ และถึงแม้จะไม่มีรูปแบบเป็นทางการ คือไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศ แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดฉันญาติมิตรตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา ในสัมพันธภาพอันยาวนานทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ ย่อมมีบางวาระที่มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ และบางวาระที่มีความขุ่นข้องกัน ระยะของความขุ่นข้องกันระหว่างสองประเทศนี้ เริ่มปรากฏขึ้นชัดแจ้งเมื่อประเทศจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองภายในประเทศ จากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้ราชวงศ์เช็ง ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐภายใต้การนำของ ดร.ซุน ยัต เซ็น เมื่อ พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) โดยที่ประเทศจีนในยุคนี้ต้องการแรงสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมในหมู่ชาวจีนในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้ความรู้สึกชาตินิยมของคนไทยเข้าทัดทาน ผลสืบเนื่องจากการใช้ลัทธิชาตินิยมนี้เอง ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจขึ้นระหว่างประเทศทั้งสอง

การดำเนินนโยบายไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนเป็นไปตลอดมา จนกระทั่ง พ.ศ. 2489 เมื่อไทยมีนโยบายสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ปรากฏว่ารัฐบาลจีน (คณะชาติ) ซึ่งเป็นประเทศ “ มหาอำนาจ ” หนึ่งที่ถือว่าได้รับชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นประเทศผู้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ และภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ เป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง (U.N. Security Council) จึงมีสิทธิยับยั้ง (Veto) การเข้าเป็นสมาชิกองค์การฯ ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ได้ยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยสถาปนาความสัมพันธภาพทางการทูตกับตนเสียก่อน แล้วจีนจึงจะสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติของไทย โดยเหตุนี้ในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2489 ไทยกับจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จึงได้มีความสัมพันธ์เป็นทางการ

ความไม่พอใจและหวาดระแวงจีนของไทยทวีขึ้นเมื่อมีสงครามกลางเมืองในประเทศจีน และได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในผืนแผ่นดินใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2492 (1949) เป็นรัฐสังคมนิยมโดยสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น ฝ่ายจีนคณะชาติที่แพ้สงครามกลางเมืองได้อพยพถิ่นฐานของรัฐบาลไปตั้งอยู่ที่เกาะไต้หวัน และประกาศตนเป็นรัฐบาลจีนที่ถูกต้องต่อไป ไทยยึดถือนโยบายรับรองรัฐบาลจีนในไต้หวัน และเลือกที่จะไม่สถาปนาสัมพันธภาพทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในผืนแผ่นดินใหญ่ เพราะเห็นว่าจะเป็นลู่ทางหนึ่งที่จะยับยั้งการขยายตัวของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์มิให้เข้าสู่ประเทศไทย โดยอาศัยการติดต่อระหว่างคนจีนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนกับคนจีนในเมืองไทยได้

สภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภูมิหลังของความสัมพันธ์

สภาพแวดล้อมภายในประเทศ ระบบการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ ระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทย เป็นปัจจัยสำคัญทำให้คนไทยและรัฐบาลไทยมีความหวาดระแวงต่อการขยายตัวและการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างมาก นอกจากนี้ การศึกษาอบรมและหน้าที่ความรับผิดชอบทางการงาน ก็ได้หล่อหลอมทัศนคติของผู้นำไทยในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา (2547-2515 โดยประมาณ) หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ให้มีแนวโน้มที่จะคำนึงว่า ความมั่นคงของชาติและการดำรงไว้ซึ่งสถาบันของชาตินั้น เป็นเป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายภายในประเทศและนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพราะผู้นำเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นนายทหารโดยอาชีพ* ดังนั้น นับตั้งแต่มีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นมา จนถึง พ.ศ. 2479 (1956) เมื่อเวียดนามถูกแบ่งแยกเป็นสองส่วน และทางส่วนเหนือตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญ ผู้นำไทยจึงมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะกระทำการคุกคามประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการร่วมมือกับเวียดนามใช้กำลังรุนแรง โดยการเข้าแทรกแซงกิจการทางการเมืองภายในประเทศ ผ่านพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือองค์การบังหน้า ซึ่งสมาชิกชั้นนำส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน

  • นับตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึง พ.ศ. 2530 มีรัฐบาลอยู่รวม 17 รัฐบาล จำนวน 8 รัฐบาลนั้นมีนายกรัฐมนตรีเป็นทหารทั้งหมด และมีอายุการปกครองยาวนานกว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพลเรือน ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า ทหารเป็นกลุ่มที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองการปกครองอย่างแท้จริงนับตังแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ในระยะเวลาที่รัฐบาลจีนคณะชาติยังครอบครองผืนแผ่นดินใหญ่ และมีสถานภาพเป็นประเทศมหาอำนาจ ก็ได้เคยใช้อำนาจก่อกวนคนจีนในประเทศไทยให้กระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลไทย (เหตุการณ์ที่เยาวราชใน พ.ศ. 2488-89 เมื่อคนจีนปิดร้านค้าขาย ฯลฯ) เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ในความทรงจำของผู้กำหนดนโยบายไทย และเป็นเหตุผลสำคัญที่ไทยเราเลือกที่จะคบค้าสมาคมกับรัฐบาลจีนที่อ่อนแอ (จีนคณะชาติ ณ ไต้หวัน) มากกว่าจีนที่แข็งแกร่ง (จีนในผืนแผ่นดินใหญ่) เพื่อเป็นการรักษาความสงบของคนจีนภายในประเทศไทย

สภาพแวดล้อมดังกล่าวขางต้นเป็นเงื่อนไขที่ทำให้รัฐบาลไทย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2492 เป็นต้นมาจนถึงประมาณปี พ.ศ. 2514 ได้กำหนดนโยบายที่จะไม่เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน จนกระทั่งสภาพแวดล้อมภายนอกประเทศ โดยเฉพาะในแหลมอินโดจีน เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ประเทศไทยจึงต้องปรับเปลี่ยนท่าทีให้เข้ากับสถานการณ์ที่แท้จริงของภูมิภาคและของโลก

สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนใน พ.ศ. 2492 ได้ทำให้สหรัฐอเมริกาหวาดระแวงว่า ภัยคอมมิวนิสต์จะคุกคามผลประโยชน์ทางด้านความมั่นคงของตนในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์มากขึ้น ดังนั้น เมื่อมีการแบ่งแยกเวียดนามออกเป็นสองส่วน สหรัฐอเมริกาจึงเข้าปกป้องเวียดนามใต้อย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่าถ้าเวียดนามใต้ต้องตกไปอยู่ใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์แล้ว จะมีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ทั้งหมด ฉะนั้น ในระยะเวลาระหว่าง พ.ศ. 2493 ถึง พ.ศ. 2503 นับเป็นยุคที่สหรัฐอเมริกาพยายามทัดทานการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ทุกรูปแบบ ทั้งโดยการทำสงครามในเวียดนาม การป้องปรามด้วยการตั้งองค์การสนธิสัญญาเอเชียอาค์เนย์ (SEATO) และการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อชักจูงให้ประเทศในภูมิภาคนี้มีความหวาดกลัวจีนคอมมิวนิสต์และเวียดนามเหนือ

ขณะเดียวกันก็ได้เกิดความแตกร้าวระหว่างประเทศคอมมิวนิสต์สองประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีนและสหภาพโซเวียตขึ้นตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2500 (1957) ความแตกร้าวนี้เป็นผลให้ทางจีน ซึ่งมีสมรรถนะของชาติด้อยกว่าทางสหภาพโซเวียต ต้องปรับท่าทีความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ บางประเทศใหม่ อย่างไรก็ดี ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศของจีนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่าง พ.ศ. 2500-2510* ทำให้จีนไม่อาจมามีบทบาทที่สูงเด่นหรือในทางบวกในวงการเมืองโลกมากนัก หลังจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในสงบลงใน พ.ศ. 2511 จีนก็ต้องเผชิญกับการเพิ่มบทบาททางการทหารของสหภาพโซเวียต อาทิเช่น การใช้กำลังเข้ารุกรานเชโกสโลวะเกีย เมื่อ พ.ศ. 2511 (1968) และปะทะกับจีนเองตามบริเวณชายแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือบริเวณแม่น้ำอุสซูรี่

*เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม ระหว่าง พ.ศ. 2509-2511

อย่างไรก็ดี จีนได้พยายามใช้ยุทธศาสตร์ทางการทูตในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับบรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชีย อัฟริกา และยุโรป

ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของจีนกับสหภาพโซเวียตและประเทศบริวาร (นอกจากอัลบาเนียและยูโกสลาเวีย) จะมึนชาไปอย่างมากในระยะดังกล่าว แต่ประเทศเหล่านี้ก็ไม่ลดละที่จะสนับสนุนให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้แทนที่ถูกต้องของรัฐจีนในสหประชาชาติ การรุกทางการทูตประสบผลมากขึ้นตามลำดับ แต่โดยการนำของสหรัฐอเมริกา เสียงข้างมากในองค์การสหประชาชาติก็ยังไม่ยอมให้จีนคณะชาติ (ไต้หวัน) หมดสภาพการเป็นตัวแทนจีน จนกระทั่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายริชาร์ด นิกสัน เริ่มมีท่าทีปรับตัวเองด้วยการส่ง ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์* ไปกรุงปักกิ่งอย่างลับๆ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2514 (1971) เมื่อข่าวนี้เปิดเผยออกมา บรรดาประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่เคยคัดค้านจีนคอมมิวนิสต์ก็เริ่มไหวตัว และเริ่มมาตรการปรับนโยบายของตนเช่นเดียวกัน ในระหว่างสมัยประชุมสมัชชาสหประชาชาติใน พ.ศ. 2514 นั้นเอง เมื่อมีการอภิปรายปัญหา “ ผู้แทนจีน ” ในเดือนตุลาคม สาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้รับการยอมรับให้เข้าเป็นตัวแทนในองค์การสหประชาชาติ อันเป็นการยอมรับว่า สถานภาพของความเป็นรัฐจีนในวงการเมืองโลกนั้น ได้แก่ จีนแผ่นดินใหญ่ มิใช่จีนไต้หวันอีกต่อไป

*ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของประธานาธิบดีนิกสันขณะนั้น

ในช่วงเวลาของความสัมพันธ์อันไม่ปกติระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสหภาพโซเวียตนั้น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตก็ยังมีอยู่ แต่ความหวาดกลัวภัยจากอาวุธยุทธศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศสะสมไว้เพื่อป้องกันตนเอง ว่าจะก่อให้เกิดผลร้ายแรงกับโลกโดยมิได้เจตนา ได้ผลักดันให้ทั่งคู่พยายามลดความตึงเครียด โดยการจัดการเจรจาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2511 (1968) แต่มาประสบผลสำเร็จและมีการลงนามให้สัตยาบันรับรองการเจรจาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ครั้งที่ 1 (SALT) เมื่อ พ.ศ. 2515 ขณะที่เริ่มต้นการเจรจานี้ อันเป็นปีที่ประธานาธิบดีนิกสันยังดำรงตำแหน่งอยู่ ประธานาธิบดีนิกสันก็ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะถอนตัวออกจากปัญหาเวียดนาม ไว้ในลัทธินิกสัน ( Nixon’s Doctrine) เมื่อ พ.ศ. 2512 บรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างอภิมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้ผ่อนคลายตามลำดับ

จะเห็นได้ว่าระหว่าง พ.ศ. 2493-2513 สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศ ได้ทำให้ประเทศไทยมีความรู้สึกหวาดระแวงภัยคอมมิวนิสต์สูงในระยะต้นๆ และกำหนดนโยบายที่จะไม่มีสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่ว่าจะทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคมแต่ประการใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่าง พ.ศ. 2500-2506 อันเป็นสมัยที่ประเทศไทยมีการปกครองอยู่ภายใต้รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 53 ลงวันที่ 17 มกราคม 2502 ห้ามการค้าขายสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีนคอมมิวนิสต์ในไทยเป็นอันขาด นอกจากนี้ยังมีประกาศห้ามคนไทยเดินทางไปยังสหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย อย่างไรก็ตามก็มีคณะคนไทยบางคณะเดินทางไปเยือนจีน และเมื่อกลับมาก็ถูกจับกุมด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ แต่แล้วรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยคือ ดร.ถนัด คอมันตร์ ก็ได้ให้สัมภาษณ์แก่สถานีวิทยุ CBS ( Columbia Broadcasting Corporation) เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2514 ว่าต้องการอยู่ร่วมกันโดยสันติกับสาธารณรัฐประชาชนจีน แม้ว่าทางฝ่ายนั้นจะแสดงท่าทีอย่างชัดแจ้งว่าสนับสนุนการก่อการร้ายในไทยก็ตาม และเพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์นี้ ทางไทยยินดีจะเปิดการค้ากับจีน ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2514 ดร.ถนัด คอมันตร์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้แถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติ ยอมรับว่าการมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตัวแทนในสหประชาชาติจะช่วยให้เกิดลู่ทางในการแก้ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศโดยสันติ ถ้อยแถลงดังกล่าวเหล่านี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนท่าทีของไทยต่อจีน จากความขัดแย้งไม่พอใจอย่างรุนแรงมาเป็นโอนอ่อนขึ้น

หลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมีผู้แทนถาวรในสหประชาชาติแล้ว ดร.ถนัด คอมันตร์ ก็ได้มีคำสั่งให้ผู้แทนถาวรไทยเริ่มการติดต่อกับผู้แทนจีนในด้านสังคม และในเรื่องของสหประชาชาติโดยทั่วไป ทั้งนี้ เป็นการวางพื้นฐานเพื่อเตรียมการที่จะเจรจาในปัญหาที่ทั้งสองประเทศมีต่อกันต่อไป

การปรับเปลี่ยนท่าทีของจีน

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา ทางประเทศไทยได้เตรียมตัวปรับท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชน ที่หันมารุกทางการทูตมากขึ้น โดยได้เริ่มพบปะกับคณะผู้แทนจีนตามที่ประชุมต่างๆ มีคณะผู้แทนเดินทางไปเยือนจีนอย่างไม่เป็นทางการ เช่น การเดินทางของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือ นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2515 ในฐานะที่ปรึกษาของคณะทีมปิงปองไทย ไปร่วมแข่งขันตามคำเชิญของสหภาพเทเบิลเทนนิสแห่งเอเชีย ที่นครปักกิ่ง

หลังจากนั้น ทั้งไทยและจีนก็ได้มีการดำเนินงานในลักษณะที่ช่วยเสริมสร้างลู่ทางการปรับความสัมพันธ์มากขึ้น ผู้นำทางการต่างประเทศของไทยและจีนได้พบปะกันบ่อยครั้ง หลังจากนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ กลับจากการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว การสนทนาครั้งสำคัญของการปูทางปรับความสัมพันธ์ โดยทั้งคู่ต่างหยิบยกประเด็นหลักมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนั้น เริ่มต้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2515 ในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 27 โดยฝ่ายไทยประกอบด้วย นายพจน์ สารสิน หัวหน้าคณะผู้แทนไทย (ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน) นายอานันท์ ปันยารชุน (ผู้แทนถาวรไทย ณ สหประชาชาติและเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาขณะนั้น) ได้พบกับนาย เฉียว กวนหัว (Qiao Guanhua) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนจีน ณ ห้องทำงานของคณะผู้แทนถาวรสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่สำนักงานสหประชาชาติ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมีข้อสรุปได้ว่า

1. พร้อมที่จะมีการติดต่อกันต่อไป อาทิเช่น อาจให้มีการแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนทางการค้าวัฒนธรรม การกีฬาในระยะแรก และการเยือนของบุคคลในวงรัฐบาลในขั้นต่อไป

2. สำหรับปัญหาที่กระทบกระเทือนความสัมพันธ์โดยตรง อันได้แก่

2.1 ปัญหาเวียดนาม ทั้งคู่ต่างต้องการให้สงครามยุติลง แต่ยังหาทางออกที่เหมาะสมกับพันธกรณีที่ทั้งคู่มีต่อคู่สงครามอยู่และแนวทางการยุติสงครามไม่ได้ คือความช่วยเหลือที่จีนให้กับเวียดนามเหนือ และการยินยอมให้สหรัฐมาตั้งฐานทัพอากาศในประเทศไทยเพื่อการปฏิบัติการในเวียดนาม

2.2 ปัญหากองทหารก๊กมินตั๊ง ทางไทยชี้แจงว่าได้มีการโยกย้ายให้ไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณอื่นที่ห่างไกลต่อการก่อปัญหาให้จีนแล้ว

2.3 ปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ทั้งคู่เห็นพ้องกันว่าไม่ควรที่จะมีการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น ถือความเสมอภาคและการอยู่ร่วมกันโดยสันติ อันเป็นการเคารพในปฏิญญาบันดุง (Bundung Declaration 1955) ซึ่งถือว่าเป็นมูลฐานที่จะเป็นมิตรกันได้

3. จีนแสดงท่าทีที่จะยังไม่เป็นมิตรกับสหภาพโซเวียต

4. ทั้งคู่จะพยายามสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่เหมาะสมโดยการหยุดโจมตีซึ่งกันและกัน

ในระยะเวลาเดียวกัน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศต่างๆ ได้พยายามสร้างความไว้วางใจต่อท่าทีการเป็นมิตรของจีนต่อไป แต่ทางไทยนั้นมีความระมัดระวังมาก เพราะเกรงว่าท่าทีเป็นมิตรของจีนเช่นนี้ อาจเป็นเพียงลักษณะการสนทนาตามอัธยาศัยไมตรีทางการทูตเท่านั้น และนอกจากนี้ ทางไทยยังไม่ต้องการให้บางประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อไทยมีความหวาดระแวง ดังนั้น เมื่อทางเอกอัครราชทูตจีนประจำบางประเทศ อาทิเช่น ประจำกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก แสดงไมตรีจิตเชื้อเชิญผู้นำไทยไปเยือนสาธารณะรัฐประชาชนจีน เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2515 (1972) ท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำ ณ ที่นั้น คือ พระจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร จึงทรงสงวนท่าทีไว้ก่อน มิได้ทรงแสดงความกระตือรือร้นให้เห็นชัด

กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้พิจารณากำหนดแนวทางในการดำเนินนโยบายทั่วไปของประเทศไทยต่อประเทศจีน ได้ให้เอกอัครราชทูตไทยตามประเทศที่มีที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตจีนอยู่ด้วย เริ่มดำเนินการติดต่อกับเอกอัครราชทูตของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ เพื่อจะเป็นการแสดงท่าทีของไทยให้จีนเห็นว่า พร้อมจะเป็นมิตรด้วย นโยบายนี้กำหนดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ขณะเดียวกันก็มีบัญชาให้เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (ผู้บรรยาย) ติดต่อกับฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีนเฉพาะเรื่องการสนับสนุนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยก่อน อันเป็นการปูพื้นฐานสำหรับการคลี่คลายปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์

ทางจีนได้แสดงท่าทีว่า ต้องการเป็นมิตรกับฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2516 กล่าวคือ ในเดือนเมษายน 2516 ซึ่งมีการประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งเอเชียและแปซิฟิก ( ECAFE ) นั้น ทางจีนได้ซักถามเจ้าหน้าที่ไทยถึงการเตรียมตัวส่งคณะผู้แทนถาวรของจีนมาตั้งสำนักงานประจำคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งเอเชียและแปซิฟิกที่กรุงเทพฯ ทางไทยมิได้มีท่าทีขัดข้องต่อข้อเสนอนี้ ความพยายามของจีนในการแสดงท่าทีเป็นมิตรนี้ ยังเห็นได้จากการเสนอเพิ่มจุดติดต่อระหว่างทั้งสองฝ่ายจากเดิมที่เคยมี คือ องค์การสหประชาชติที่นครนิวยอร์กและที่กรุงเจนีวาและที่กรุงโตเกียวแล้ว เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เสนอกรุงเฮกเป็นอีกจุดหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2516

ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2516 นี้เองที่ทางเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเฮกได้มีการสนทนากับเอกอัครราชทูตไทย ณ ที่นั้น พร้อมทั้งยืนยันท่าทีของจีนต่อไทยดังนี้

• ต้องการขยายขอบเขตของการติดต่อระหว่างกันให้มากขึ้น

• เกี่ยวกับคนจีนโพ้นทะเลในไทยนั้น ต้องการให้สลายความเป็นจีนและปฏิบัติตนให้กลมกลืนกับคนในท้องถิ่น

• ต้องการความร่วมมือกับไทยในที่ประชุมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของทั้งสองชาติ

• เกี่ยวกับการเมืองภายในของประเทศเพื่อนบ้าน ทางจีนยืนยันที่จะไม่สอดแทรกกิจการภายในประเทศใดๆ และทางไทยก็ยืนยันที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับปัญหาไต้หวันของจีน

• เกี่ยวกับความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศทั้งสองนั้น ทั้งคู่มีความเข้าใจอันดีต่อกัน ทั้งๆ ที่ยังมิได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ จึงยังไม่ต้องรีบร้อนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

ทางไทยได้สนองตอบท่าทีของจีน ด้วยการค่อยๆ แก้ไขอุปสรรคของความสัมพันธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การกีดกันทางการค้าระหว่างไทยกับจีน โดยทางกระทรวงพาณิชย์ซึ่งขณะนั้นมีนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ได้เสนอหลักกการเกี่ยวกับการเปิดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2516 และคณะรัฐมนตรีได้รับหลักการ 3 ข้อ คือ

• ออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การค้าแห่งรัฐ

• ออกพระราชบัญญัติดำเนินการค้าโดยรัฐ

• ออกพระราชบัญญัติแก้ไขประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 53 ซึ่งห้ามนำสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศคอมมิวนิสต์เข้าประเทศ

ข้อเสนอดังกล่าวนี้ยังมิได้มีการดำเนินการแต่ประการใด ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นภายในประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร หมดอำนาจลง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

ในการเปลี่ยนแปลงของไทยครั้งนี้ ทางฝ่ายจีนได้ระมัดระวังที่จะแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ต่อกรณีดังกล่าว ทางรัฐบาลไทย โดยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ประกาศนโยบายต่างประเทศที่จะเป็นมิตรกับทุกชาติรวมทั้งจีน ขณะนั้นได้มีเหตุการณ์ที่ช่วยเร่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนขึ้น เหตุการณ์นั้นก็คือ การรวมตัวกันขึ้นราคาน้ำมันของกลุ่ม OPEC ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยได้รับผลกระทบอันนี้อย่างรุนแรง ทางจีนได้รับรู้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนของไทย และได้ช่วยเหลือโดยการขายน้ำมันดีเซล จำนวน 50,000 ตันในราคาพิเศษ และขายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วจำนวน 75,000 ตันในราคามิตรภาพ ซึ่งการกระทำครั้งนี้ทำให้ทางไทยมีความมั่นใจในความเป็นมิตรของจีนมากขึ้น และเพื่อให้การเดินทางไปซื้อน้ำมันของไทยไม่ผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจึงต้องออกประกาศแก้ไขประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 53 เมื่อวันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2516 แต่ยังมิได้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้

ตลอดปี พ.ศ. 2517 (1974) เป็นระยะเวลาของการศึกษาท่าทีของกันและกัน โดยการไปเยือนประเทศทั้งสองมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้มีการตั้งคณะทำงานศึกษาประเด็นปัญหาและลู่ทางของการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยขึ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยขณะนั้น คือ พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เชื้อเชิญรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของจีน คือ นาย ฮัน เนียน หลง (Han Nienlung) มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการตอบแทนการที่ฝ่ายจีนได้เชิญไทยไปเยือนกรุงปักกิ่ง ในวันที่ 23 เมษายน 2517 เอกอัครราชทูตเชน จู ประจำกรุงโตเกียวก็ได้เชื้อเชิญ นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นให้ไปเยือนจีน พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นว่า ช่วงเวลาของการไปเยือนดังกล่าว น่าจะเป็นภายหลังจากที่ไทยได้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 53 จึงจะดูเหมาะสม

ในเรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาผลดีผลเสียของคำเชิญแล้ว เห็นว่า

ผลดี

• จะเป็นการนำไปสู่การปรับความสัมพันธ์ และจะเป็นการยกฐานะการติดต่อระดับทวิภาคีระหว่างไทยกับจีนขึ้น

• จะเป็นการแสดงถึงความเป็นอิสระในการดำเนินวิเทโศบายของไทย

ผลเสีย

• ไทยยังไม่พร้อมที่จะให้มีการเยือนในระดับผู้นำ เพราะยังไม่มีการยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 53 ดังนั้น ถ้ามีการเยือนของบุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้น ก็เป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการเจรจาทางการเมือง และจะทำให้ทางฝ่ายไทยต้องตกเป็นฝ่ายรับ

• อาจก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า จีนเชิญผู้นำไทยไปต่อว่า บีบบังคับ ชักจูง โน้มน้าวด้วยคารม หรือให้ผลกประโยชน์ส่วนตัว

ปัญหาระหว่างไทยจีน

ประเด็นที่อ่อนไหวมากของทั้งทางฝ่ายไทยและฝ่ายจีนในการปรับความสัมพันธ์ต่อกันนั้นอาจจำแนกออกได้ดังนี้

ทางไทย

1. เรื่องการถือสัญชาติของชาวจีนในประเทศไทย

2. ปัญหาการแทรกแซง สนับสนุนของจีนที่มีต่อพรรคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.)

3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอันสืบเนื่องจากการค้าระหว่างประเทศ

ทางจีน

1. เรื่องการยอมรับฐานะความเป็นรัฐจีนที่ถูกต้องเพียงรัฐเดียว

2. เรื่องการมีฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศไทย

นั่นก็คือ ทางไทยคำนึงถึงผลกระทบทางด้านความมั่นคงภายในประเทศ ขณะที่จีนคำนึงถึงสถานภาพของประเทศในวงการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย ในอันที่จะเปิดความสัมพันธ์กับจีน จึงถูกพิจารณาว่า เป็นความเคลื่อนไหวที่จะสร้างภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศ อาทิเช่น การเสนอให้พิจารณายกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 53 ก็เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ทางฝ่ายคอมมิวนิสต์รุกเข้ามาได้ ระยะนั้นจึงเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั้งทางด้านสนับสนุนและคัดค้านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ นักธุรกิจ และนักวิชาการมีความโน้มเอียงไปทางสนับสนุนกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องการเป็นมิตรกับทุกชาติที่ต้องการเป็นมิตรกับไทย โดยเห็นว่าการรีรอที่จะเปิดความสัมพันธ์กับจีนนั้นจะสร้างนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับการเมืองของโลก ไม่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาก็ได้ยอมรับจีนตั้งแต่ พ.ศ. 2515 เมื่อประธานาธิบดีนิกสันได้ไปเยือนจีน นักวิชาการมีความเห็นว่านโยบายต่างประเทศของไทยต่อจีนที่แล้วๆ มา เป็นความผิดพลาดอันเกิดจากการตีความทัศนะของจีนผิดไป อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านความมั่นคงของชาติไม่ต้องการให้เปิดความสัมพันธ์ และเห็นว่าความเคลื่อนไหวของกระทรวงการต่างประเทศเป็นการกระทำที่เอียงซ้าย

ในที่สุด ได้มีการดำเนินงานเพื่อให้อุปสรรคขั้นต้นของการปรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับจีนหมดสิ้นไป โดยได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 53 เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2517 สภาฯ ลงมติเป็นเอกฉันท์ (120 ต่อ 0) ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้เสีย ต่อมานายจรูญพันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้น ได้แถลงว่า นับแต่นี้ไปไทยกับจีนจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าปกติระหว่างกัน เพราะฉะนั้น ก็เกือบจะเป็นข้อสรุปได้ว่า ไทยจะเปิดความสัมพันธ์ตามปกติกับจีนอย่างแน่นอน แม้จะมีผู้ไม่เห็นพ้องด้วย แต่ก็ยอมรับว่า การมีความสัมพันธ์ต่อกันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางไทยจึงได้มีการเตรียมการศึกษาท่าทีข้อเรียกร้องต่อปัญหาต่างๆ อันอาจเกิดขึ้น ดังนี้

ประเด็นปัญหา

จีน ไทย

1. ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน

2. การค้า

3. ชาวจีนในไทย

4. การก่อการร้ายในไทย

5. วิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยในจีน

6. ทหารสหรัฐในไทย

7. ZOPFAN

ให้ไทยพิจารณาถึงความสัมพันธ์ทางการทูต

ถือหลักสามประการ คือ

– เสมอภาค – ไม่เลือกปฏิบัติ – ทั้งสองประเทศได้ประโยชน์ร่วมกัน และเน้นการค้าสินค้าที่แต่ละฝ่ายมีความต้องการ

ชนชาติจีนที่พำนักอยู่ในประเทศใด ต้องถือสัญชาติของประเทศนั้น

จีนเคารพอธิปไตย เชื่อว่าการปฏิวัติจะส่งออกเช่นสินค้าไม่ได้ เห็นว่าการที่ พ.ค.ท. ทำการปฏิวัติเกิดจากปัญหาภายในประเทศ ขอให้ไทยแยกการกระทำของพรรคและของรัฐออกจากกัน

บอกว่าดำเนินงานโดยคนไทย รัฐบาลจีนไม่อาจแทรกแซงได้ ไทยน่าจะถือว่าการโจมตีของวิทยุกระจายเสียเป็นเรื่องเล็กน้อย

โดยหลักการจีนไม่เห็นด้วยที่จะมีกองกำลังทหารต่างชาติอยู่ในประเทศหนึ่งประเทศใด เพราะเป็นการละเมิดอธิปไตย แต่ก็ไม่ขัดข้องถ้าไทยคิดว่าเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง (โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ)

จีนสนับสนุนปฏิญญาของ ASEAN ว่าด้วย ZOPFAN (Zone of Peace, Freedom and Neutrality)

ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน และควรทำด้วยความรอบคอบระมัดระวัง

ต้องการให้มีมาตรการควบคุมเพื่อมิให้การค้ากับจีนเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจสังคม และความปลอดภัยของชาติ

ไทยเชื่อว่าหากไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก ชาวจีนโพ้นทะเลจะไม่เป็นภัยต่อไทย

ต้องการให้จีนเลิกสนับสนุน พ.ค.ท. และผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในไทย จีนยกปัญหาก๊กมินตั๊งและกองพล 93 ในไทยเป็นข้ออ้างให้ไทยแก้ปัญหา

ข้องใจสถานีวิทยุที่ตั้งอยู่ในจีนออกอากาศโจมตีไทยและบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างรัฐบาลไทยและจีน

การที่ไทยมีกองกำลังทหารสหรัฐอยู่ในประเทศเพราะสงครามเวียดนามและสถานการณ์ในลาวและเขมร ไทยไม่เคยใช้กองกำลังสหรัฐปราบผู้ก่อการรายในไทย

ไทยหวังที่จะพัฒนา ASEAN ให้มีประสิทธิภาพพึ่งตนเองได้ และไม่มีฐานทัพต่างชาติ

ความหวาดวิตกของไทยในประเด็นปัญหาความมั่นคง เกิดขึ้นจากการที่ไทยไม่อาจทราบความจริงใจของจีน ไม่อาจคาดคะเนว่าจะมีภัยอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ภายหลังการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกันแล้ว อาทิเช่น ท่าทีของจีนต่อการสนับสนุน พ.ค.ท. และ ผ.ก.ค. ในไทยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ไม่อาจคาดคะเนได้ว่าจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการค้าต่อไปอย่างไร ถึงกระนั้นก็ดี ทางไทยก็เห็นว่าการคุกคามจากจีนอาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อทางจีนมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ เพราะนโยบายของจีนนั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้นำ และทางไทยคิดว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำนั้น อาจเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาไม่ไกลนัก เพราะผู้นำจีน (ประธานเหมา) ชราภาพมากแล้ว

หลังจากที่นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ประมาณ 1 ปีแล้ว ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ เมื่อเลือกตั้งแล้วก็มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อไป และได้กำหนดนโยบายที่เริ่มจะญาติดีกับจีน พรรคการเมืองส่วนใหญ่สนับสนุนแนวนโยบายนี้ ในการอภิปรายในสภานิติบัญญัติ ผู้ที่คัดค้านการเปิดความสัมพันธ์ก็จะอ้างประเด็นเดิม คือความมั่นคงเป็นหลัก

เหตุผลที่สนับสนุน

1 . การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแนวนโยบายต่างประเทศที่ก้าวหน้าและเป็นอิสระของไทย ที่มุ่งจะมีความสัมพันธ์กับทุกประเทศโดยไม่เลือกปฏิบัติทางด้านลัทธิการเมืองหรือระบบการปกครอง

2. การเปิดความสัมพันธ์กับจีน จะทำให้เวียดนามเหนือกลายเป็นรัฐคอมมิวนิสต์หนึ่งในจำนวนน้อยที่ไม่มีความสัมพันธ์ขั้นปกติกับไทย อันอาจจะทำให้เวียดนามเหนือต้องเปลี่ยนท่าทีได้ ปัญหาอินโดจีนก็จะดีขึ้น

3. การเปิดความสัมพันธ์นี้จะสอดคล้องกับแนวนโยบายต่างประเทศของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ เพราะปรากฏว่าขณะนั้นมีประเทศกว่า 100 ประเทศแล้วที่ประกาศรับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าเป็นรัฐจีนที่ถูกต้องเพียงรัฐเดียว ในทางเอเชียนั้น ประเทศที่ยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันมีเพียงเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์และไทย เท่านั้น

เหตุผลที่คัดค้าน

1. การเปิดความสัมพันธ์จะทำให้กองกำลังทหารไทยที่ต้องสู้รบกับผู้ก่อการร้ายเสียขวัญ เพราะจีนมีส่วนสนับสนุนผู้ก่อการร้ายในไทย

2. ควรใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตต่อรองกับทางจีน ให้แก้ปัญหาที่กระทบกระเทือนความสัมพันธ์เสียก่อน เช่น ปัญหาผู้ก่อการร้าย ปัญหาอินโดจีน

3. การที่ยังไม่เปิดความสัมพันธ์ อาจเป็นปัจจัยให้ฝ่ายจีนเอาใจไทยมากขึ้น เพื่อหวังให้ไทยยินยอมเปิดความสัมพันธ์ด้วย

ในท่ามกลางเสียงสนับสนุนและคัดค้านนี้เอง นายพิชัย รัตตกุล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2518 ว่า “ ไทยเป็นประเทศเล็ก ต้องติดต่อกับมหาอำนาจ จะต้องยอมตัดความสัมพันธ์กับไต้หวัน ถ้าต้องการคบกับสาธารณรับประชาชนจีน ”

เป็นที่ทราบกันดีกว่า ในอดีต ผู้นำไทยบางท่านและหน่วยราชการบางหน่วย ไม่เห็นด้วยกับการปรับปรุงนโยบายระหว่างไทยกับจีนคอมมิวนิสต์ แต่ตราบใดที่สหรัฐอเมริกายังมีนโยบายและท่าทีต่อต้านจีนคอมมิวนิสต์และเวียดนามเหนืออย่างแข็งขัน รัฐบาลไทยก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทบทวนนโยบายต่อจีนแต่อย่างใด แต่ภายหลัง 14 ตุลาคม 2516 แรงดันทางประชาชน นักศึกษา การเลือกตั้งทั่วประเทศ การมีรัฐบาลพลเรือนที่แท้จริง การลดบทบาทของทหารในกระบวนการกำหนดนโยบายของประเทศ ล้วนแต่เกื้อกูลให้รัฐบาลสมัยนายกฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มองเหตุการณ์ของโลกได้ไกลและกว้างกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต รัฐบาลในขณะนั้น จึงมีความปรารถนาที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้าสู่สภาพปกติ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและประโยชน์ของประเทศเป็นหลักใหญ่

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจอย่างแน่นอนที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น) รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยให้สัมภาษณ์หนังสือ Newsweek เมื่อเดือนมีนาคม 2518 ว่าจะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน และการเปิดความสัมพันธ์นี้จะนำมาซึ่งการยุติความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ทางผู้นำจีนได้ขอร้องให้ไทยตัดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับไต้หวันด้วย เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ได้ยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว

หลังจากนั้น พล.ต. ชาติชาย ได้เรียกผู้บรรยาย ซึ่งขณะนั้นเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสหารัฐอเมริกา (และเป็นผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติควบคู่ไปด้วย) และอยู่ในระหว่างถูกเรียกตัวกลับเข้ามากรุงเทพฯชั่วคราวภายหลังกรณีมายาเกซ เพื่อแสดงความไม่พอใจการกระทำของสหรัฐอเมริกา ให้ไปพบในห้องทำงาน และมอบนโยบายให้ไปดำเนินการติดต่อกับผู้แทนจีน ณ สหประชาชาติ เพื่อวางมาตรการอันจะนำไปสู่การมีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสอง *

*พล.ต. ชาติชาย เสริมด้วยว่า นายกฯได้ตกลงให้เป็นนโยบายแล้ว กำหนดขึ้นโดยไม่ผ่านองค์การกำหนดนโยบายต่างประเทศบางองค์การ

เพื่อให้บรรลุผลดังกล่าว ผู้แทนถาวรไทย ณ สหประชาชาติได้ขออนุมัติรัฐมนตรีฯ จัดตั้งกลุ่มทำงานในกระทรวงการต่างประเทศขึ้น เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และจัดยกร่างความตกลงปรับความสัมพันธ์ที่จะนำไปเจรจากับฝ่ายจีน กับทั้งยังได้ติดต่อผ่านทางคณะทูตถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ขอทราบปฏิกิริยาของรัฐบาลจีนในเรื่องที่ฝ่ายไทยพร้อมที่จะเปิดการเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์

ต่อมา ทางฝ่ายจีนได้ตอบเป็นทางการว่า จีนยินดีที่จะให้รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยไปเยือนจีนประมาณ 1 กรกฎาคม 2518 และจะออกแถลงการณ์ร่วมสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงยินดีให้ผู้บรรยายไปเยือนปักกิ่งในวันที่ 15 มิถุนายน 2518 เพื่อเจรจากับจีนเกี่ยวกับข้อความในแถลงการณ์ร่วม

คณะผู้แทนไทยได้ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางว่า

1. การเปิดความสัมพันธ์นี้เป็นการฟื้นฟู (resumption) ความสัมพันธ์เดิม มิใช่เป็นการสถาปนา (establishment) ความสัมพันธ์ใหม่*

*ไทยถือว่าความสัมพันธ์ไม่ขาดตอน (เดิมมีกับจีนไต้หวัน)

2. ปัญหาการถือสัญชาติของชนชาวจีนในไทยจะต้องชัดเจน ไม่มีการถือสองสัญชาติ

3. สาระของแถลงการณ์ร่วมจะทัดเทียมกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์

คณะผู้แทนไทยประกอบด้วย ผู้บรรยาย ผู้แทนถาวรไทย ณ สหประชาชาติ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน นายชวาล ชวณิชย์ รองอธิบดีกรมการเมือง นายเตช บุนนาค หัวหน้ากองเอเชียตะวันออก กรมการเมือง นายสุจินดา ยงสุนทร เลขานุการโท กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายธนิต อัครสุต เลขานุการตรี กองเอเชียตะวันออก เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 16-22 มิถุนายน 2518 และฝ่ายจีนมี นายเคอ หัว อธิบดีกรมเอเชีย กระทราวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน และมีนาย เฉิง จุ้ยเชิง รองอธิบดีกรมเอเชียร่วมในคณะด้วย

การเจรจา ณ กรุงปักกิ่งนั้น นอกจากจะมีการปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการแล้วยังมีการประชุมเป็นทางการ ณ เรือนรับรองของกระทรวงการต่างประเทศจีนสองครั้ง

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2518 เวลา 11.00 น. – 12.00 น. ฝ่ายไทยได้เสนอร่างแถลงการณ์ร่วมของไทยให้ฝ่ายจีนพิจารณา ** และอธิบายเจตนารมณ์ของเอกสารดังกล่าว พร้อมกับว่าจะยึดถือหลักการเจรจาอย่างฉันมิตร และอาศัยมูลฐานของความเข้าใจและไว้ใจซึ่งกันและกัน

** ส่งโทรเลขร่างล่วงหน้าไปแล้ว

ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน เวลา 15.00 น. – 19.00 น. ฝ่ายจีนได้แก้ร่างแถลงการณ์ร่วมของจีน โดยรวมข้อเสนอของฝ่ายไทยเข้าไว้ในฉบับเดียวกัน *** การเจรจาครั้งนี้เป็นการเจรจาในสาระของร่างแถลงการณ์ร่วมอย่างแท้จริง ทั้งสองฝ่ายได้แก้ข้อความและคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่ง จนกระทั่งเป็นที่ตกลงกันได้ในที่สุด

ตลอดระยะเวลาการเจรจา หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้ยึดหลักนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมอบหมายให้ปฏิบัติตาม ดังต่อไปนี้

1. ให้ได้มาซึ่งแถลงการณ์ร่วมที่ทัดเทียมกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์ทำขึ้นกับจีน โดยปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในประเทศไทย และเพื่อผลประโยชน์ที่มากที่สุดที่พึงได้มาแก่ประเทศไทย

2. มิให้แสดงว่าไทยไม่ไว้ใจสาธารณรัฐประชาชนจีนจนกระทั่งจะเป็นการบาดหมางฝ่ายจีน

3. มิให้ปรากฏข้อความในแถลงการณ์ร่วมที่มีลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามฝ่ายไต้หวัน

การเจรจาเป็นไปในบรรยากาศฉันมิตร และมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ คือ

1. โดยสรุป สาระและหลักการในร่างแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน คล้ายคลึงกับที่มาเลเซียและฟิลิปปินส์ทำกับจีน แต่โดยทั่วไปแล้ว ร่างของไทยกับจีนรวมข้อที่ดีที่สุดจากสองฉบับแรกที่อ้างถึง โดยปรับปรุงข้อความบางตอนให้หนักแน่นเข้มแข็งยิ่งขึ้น และบางตอนอาจกล่าวได้ว่า ดีกว่าของมาเลเซียและฟิลิปปินส์

2. เรื่องการไม่ใช้กำลังหรือแสดงท่าทีข่มขู่ว่าจะใช้กำลังในกรณีพิพาท แต่จะใช้วิธีสันติเท่านั้น เป็นการขยายความของหลักปัญจศีล ข้อความดังกล่าวมีในแถลงการณ์ร่วมของฟิลิปปินส์ แต่ไม่ปรากฏในของมาเลเซีย ฝ่ายไทยได้พยายามจะเติมข้อความเกี่ยวกับกฎบัตรสหประชาชาติเข้าไว้ด้วย แต่ยอมถอนข้อความ เมื่อฝ่ายจีนขอร้องว่า จีนไม่สามารถรับกฎบัตรสหประชาชาติบางข้อที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะข้อคามที่ให้เอกสิทธิ์บางประการแก่มหาอำนาจ รวมทั้งจีนด้วย*

  • การที่มีสมาชิกถาวรและมีสิทธิยับยั้งนี้ จีนไม่เห็นด้วย อาจเป็นไปได้ว่าจีนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพื่อเอาใจประเทศโลกที่สาม

3. ฝ่ายไทยได้ยินยอมเปลี่ยนข้อความที่อาจแสดงว่าไทยไม่ไว้ใจจีน หรือข้อความที่ฝ่ายจีนอ้างว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศที่สาม ใช้เป็นเครื่องบั่นทอนความเข้าใจอันดีระหว่างไทยกับจีน

4. เรื่องรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของจีนแต่รัฐบาลเดียว ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และการปิดสำนักผู้แทนของทางการ ณ ไทเปภายในหนึ่งเดือน เป็นไปตามสูตรมาตรฐานที่มาเลเซียและฟิลิปปินส์ตกลงกับจีน

5. เรื่องการรับรองซึ่งกันและกัน ฝ่ายจีนรับรองรัฐบาลไทยและเห็นชอบที่จะเคารพเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย ย่อหน้านี้ของไทยดีกว่ามาเลเซียและฟิลิปปินส์อย่างชัด โดยที่ของมาเลเซียไม่มีข้อความเกี่ยวกับบูรณภาพแห่งดินแดน (ยกเว้นตามหลักปัญจศีล) และของฟิลิปปินส์ถึงจะมีก็โดยการแถลงร่ วมกัน แต่ของไทย ฝ่ายจีนเป็นผู้แถลงแต่ ฝ่ายเดียว

6. เรื่องสัญชาติจีน ร่างของไทยไม่ใช้ของฟิลิปปินส์ เพราะขัดกับกฎหมายสัญชาติที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าด้วยการถือสองสัญชาติ แต่เอาตามของมาเลเซีย เพราะไทยมีปัญหาชาวจีนที่ถือใบทะเบียนจีนต่างด้าวอยู่ประมาณ 310,000 คน อย่างไรก็ดี ข้อความของไทยแตกต่างกับของมาเลเซียในประเด็นดังต่อไปนี้

6.1 อารัมภบทของไทยผิดกับของมาเลเซียในแง่ที่ฝ่ายจีนรับทราบว่า ชาวจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยได้อยู่ร่วมกับชาวไทยมานับเป็นศตวรรษอย่างราบรื่นและฉันมิตร โดยเคารพนับถือในกฎหมายของบ้านเมืองและขนบธรรมเนียมประเพณีชาวไทย

6.2 ฝ่ายจีนแถลงแต่เพียงฝ่ายเดียวว่าจีนไม่รับรองสองสัญชาติ ซึ่งตรงกับความต้องการของฝ่ายไทยซึ่งไม่มีความประสงค์ที่จะต้องแถลงเช่นนั้น เพราะไม่สอดคล้องกับกฎหมายสัญชาติในปัจจุบัน

ก่อนหน้าการเจรจาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ฝ่ายจีนได้มองเห็นว่าการเจรจาจะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างแน่นอน จึงได้แจ้งให้กับคณะผุ้แทนไทยทราบว่า ทางรัฐบาลจีนซึ่งมีนายโจวเอนไล เป็นหัวหน้ารัฐบาล ได้แสดงความปรารถนาที่จะเชิญ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนประเทศจีนเป็นทางการ เพื่อลงนามแถลงการณ์ร่วมกับนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งต่อมาได้มีการกำหนดการไปเยือนในระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2518

เมื่อการเจรจาร่างแถลงการณ์ร่วมเสร็จสิ้นเรียบร้อย หัวหน้าคณะผู้แทนไทยและเอกอัครราชทูตเคอ หัว อธิบดีกรมเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ลงนามย่อเป็นทางการ โดยเป็นที่เข้าใจกันว่า ทั้งสองฝ่ายจะนำเสนอรัฐบาลของตนเพื่อพิจารณาขั้นสุดท้าย คณะผู้แทนไทยได้เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อค่ำวันที่ 22 มิถุนายน 2518

ในบ่ายวันที่ 23 มิถุนายน รัฐมนตรีต่างประเทศและหัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้ไปรายงานเรื่องการเจรจาและชี้แจงร่างแถลงการณ์ร่วมต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ* และเมื่อสภาความมั่นคงฯ ให้ความเห็นชอบแล้ว ในวันรุ่งขึ้น คือวันอังคารที่ 24 มิถุนายน จึงได้มีการเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอนุมัติเป็นทางการในเรื่องร่างแถลงการณ์ร่วมและขอนุมัติให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีนำคณะผู้แทนไทยไปเยือนปักกิ่งเป็นทางการ เพื่อลงนามแถลงการณ์ร่วมกับนายกรัฐมนตรีในนามของรัฐทั้งสองต่อไป

*เป็นครั้งแรกที่ไปแถลง หลังจากได้ดำเนินการไปแล้ว

การลงนามได้จัดตั้ง ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยให้แข็งแกร่งและใกล้ชิดยิ่งขึ้นตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้

ในฐานะที่ผู้บรรยายเป็นผู้หนึ่งที่ได้มีส่วนร่วมดำเนินงานตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้ ย่อมมีความปิติยินดีที่ได้เห็นสัมพันธภาพของประเทศทั้งสองเจริญเติบโตแน่นแฟ้น ความบาดหมางน้ำใจในอดีต ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และความหวาดระแวงที่มีอยู่ต่อกันเป็นเวลาช้านานก็ค่อยๆ สลายตัวลง สำหรับความหวั่นเกรงว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์จะนำไปสู่ความยุ่งยากเพิ่มขึ้นในปัญหาเก่าๆ หรือก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์นี้กลับนำไปสู่ความคลี่คลายปัญหาเก่าๆ ในทางที่ดี และปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นได้ ก็ยังไม่ปรากฏการณ์ว่าจะเป็นปัญหาร้ายแรงหรือแก้ไขไม่ได้ แต่ทั้งนี้ ย่อมขึ้นกับการดำเนินวิเทโศบายในอันที่จะเป็นอิสระ ไม่ผูกพันประเทศชาติของเราให้อยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่ง คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง และความเกี่ยวพันของปัจจัยต่างๆ ที่นำไปสู่ความผันแปรทางการเมืองระหว่างประเทศ


คัดลอกจากหนังสือ นโยบายต่างประเทศไทยบนทางแพร่ง หนังสือในโครงการ ดิเรก ชัยนาม เมโมเรียล เล็คเชอร์ ซีรี่ส์ บทที่ 6 หน้า 128



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter




home about openbooks openhouse