คนไทย
- ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ -
ความคิดของเราเกี่ยวกับชาติไทย ผมคิดว่ามาจากคำ 3 คำ ที่ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับความเป็นชาติของพวกเราคนไทยอย่างมากทีเดียว
คำแรกคือ ‘เชื้อชาติ’ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า race ขอให้สังเกตคำว่าเชื้อชาติ ความคิดที่อยู่เบื้องหลังคำนี้เป็นเรื่องทางชีววิทยา เป็นคุณสมบัติบางอย่างในทางชีววิทยาที่มีติดตัวคนโดยตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนว่า นักชีววิทยาในโลกนี้ค้นให้ตายก็ไม่พบ เพราะเป็นสิ่งที่คนสมมติขึ้นเท่านั้นเอง
ความคิดที่ว่า ไม่ว่าคนเชื้อชาตินั้นๆ จะอพยพไปอยู่ที่ไหน หรือผสมกันกับคนเชื้อชาติอื่นๆ มากขนาดไหนก็ตาม ก็จะยังมีเม็ดเชื้อชาติซ่อนอยู่ในตัว ซึ่งเป็นคุณลักษณะในทางชีววิทยาที่จะไม่ถูกกระทบและไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เป็นการสร้างแนวความคิดที่ผิด เป็น misconception ของฝรั่งเพื่อจะผลักดันชาตินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปตะวันออก ซึ่งสมัยหนึ่งเคยเป็นดินแดนหรือเป็นอาณานิคมของออสเตรีย-ฮังการีบ้าง ของตุรกีบ้าง
คนในยุโรปตะวันออกเหล่านั้น พอมาถึงศตวรรษที่ 19 ก็รู้สึกว่าตัวแตกต่างจากผู้ปกครองของตนเอง พูดภาษาก็ไม่เหมือนกัน วัฒนธรรมก็ไม่เหมือนกัน รวมทั้งคิดว่ามีเม็ดวิเศษที่เรียกว่าเชื้อชาติฝังอยู่ในตัว แตกต่างจากชาวอื่นๆ ที่เป็นผู้ปกครองตนเอง ก็ผลักดันเคลื่อนไหวความคิดเรื่องชาตินิยมในยุโรปตะวันออก ซึ่งยุโรปตะวันตกที่เป็นคนเริ่มต้นคิดในเรื่องเชื้อชาติ ก็รับเอาสิ่งเหล่านี้มาเผยแพร่ทั้งโลก
ผลจากการเชื่อในเรื่องเชื้อชาตินี้ทำให้เกิดลัทธิเผด็จการ เช่น นาซี ซึ่งยืนยันในการสร้างความบริสุทธิ์ของกลุ่มเชื้อชาติหรืออารยัน รวมทั้งการรังเกียจยิปซี รังเกียจยิว รังเกียจใครก็ตามแต่ที่ไม่มีเชื้อชาติอารยัน
ประเทศไทยก็ใช้คติเรื่องเชื้อชาติหรือความเชื่อที่ว่ามีเม็ดเชื้อชาติซ่อนอยู่ในตัวเป็นฐานอย่างหนึ่งในการสร้างชาติ แต่ในความเป็นจริง ไอ้เม็ดที่ว่านี้ไม่มีอยู่จริง เป็น misconception หรือเป็นการสร้างแนวคิดที่ผิดเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เราเรียกว่า ‘ไต’ หรือ ‘ไท’ นั้น ถ้าย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์แล้ว คนที่เรียกตัวเองว่า ‘ไต’ หรือ ‘ไท’ ก็ตาม หรือที่พูดภาษาในตระกูลที่เรียกว่า ‘ไต’ หรือ ‘ไท’ ก็ตาม ไม่เคยอยู่โดดเดี่ยวเลย คนเหล่านี้อยู่ร่วมผสมกับคนชาติอื่นๆ ตลอดมา
ถ้าดูคนไตหรือไทที่อยู่ในดินแดนซึ่งปัจจุบันนี้คือประเทศจีน ก่อนหน้าที่พวกจีนจะอพยพมาทางใต้ คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว คนไตหรือไทก็อยู่ร่วมกันกับคนที่พูดภาษาอื่น ใช้วัฒนธรรมอื่น มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน มีการผสมเผ่าพันธุ์ระหว่างกันตลอดมา เพราะฉะนั้นยิ่งพูดถึงไตหรือไทโดยไปผูกพันความเป็นชาติไทยกับกลุ่มคนที่อ้างว่ามีเชื้อชาติเป็นไตหรือไท จะยิ่งเห็นว่าเลื่อนลอยและไม่มีอยู่จริง
เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ผมคิดว่าเป็นความสับสนทางความคิดเกี่ยวกับเรื่องชาติไทยที่สอนกันมาในแบบเรียนและอื่นๆ ตลอดมานั้น ก็คือเรื่องของเชื้อชาติ เราไปยึดกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าในทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าในทางมานุษยวิทยา หรือไม่ว่าในทางประวัติศาสตร์ ล้วนไม่มีสิ่งที่เราเรียกว่าเชื้อชาติอยู่จริง
ความสับสนอย่างที่สองของชาติไทย คือเรื่องของ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’
กลุ่มชาติพันธุ์คืออะไร สรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด กลุ่มชาติพันธุ์ไม่เกี่ยวกับชีววิทยา ไม่เกี่ยวกับเม็ดเลือดหรือเม็ดอะไรที่ติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา ทว่ากลุ่มชาติพันธุ์คือกลุ่มวัฒนธรรม ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มวัฒนธรรมก็ย่อมแปรเปลี่ยนได้ ไม่อยู่คงที่ ไม่ตายตัวเหมือนเชื้อชาติ และนอกจากแปรเปลี่ยนได้แล้ว มันยังรับสมาชิกใหม่ได้ คนไทยที่ไปอยู่อเมริกาจนพูดภาษาไทยไม่เป็น ไม่มีความรู้สึกเป็นไทย และรับเอาวัฒนธรรมแบบอเมริกันทุกอย่าง เขาก็ไม่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ไทย แม้ว่าเขาจะเป็นนางงามจักรวาล เป็นนักตีกอล์ฟเก่งขนาดไหน ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เพราะเขาสังกัดอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับประเทศไทยทั้งสิ้น
นอกจากนั้น ถ้ากลุ่มชาติพันธุ์หมายถึงกลุ่มวัฒนธรรม ก็ย่อมสั่งสมได้ บางอย่างสั่งสมมาได้เป็นพันๆ ปี จากคนหลายเชื้อชาติ จากคนหลากหลายกลุ่มวัฒนธรรม ไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่โดดเดี่ยว แม้แต่เอสกิโมก็มีการศึกษาพบว่าวัฒนธรรมบางอย่างของเอสกิโมมีการแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าที่เข้าไปติดต่อค้าขาย
เกือบจะพูดได้ว่าทั้งโลกนี้ เราจะหากลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ผสมปนเปหรือไม่มีความหลากหลายในตัวเองไม่ได้เลย มันจะเกิดลักษณะทางวัฒนธรรม เช่น ภาษา การแต่งกาย ระบบความสัมพันธ์ ศาสนา ฯลฯ ซึ่งเป็นลักษณะที่อาจจะระบุได้ว่า อันนี้เป็นของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ ซึ่งแปรเปลี่ยน ไม่ได้อยู่คงที่ตายตัวตลอดเวลา
เวลาเราพูดถึงเรื่องชาตินิยมในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นชาตินิยมของรัชกาลที่ 6 ก็ตาม หลวงวิจิตรวาทการก็ตาม คุณคึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ตาม ผมคิดว่าเราค่อนข้างให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์มาก อย่างคุณคึกฤทธิ์บอกว่า เกิดเป็นไทยต้องกินเผ็ด คือการกินเผ็ดกลายเป็นลักษณะหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยไป ซึ่งจะจริงหรือเปล่าก็เถียงกันได้
ถ้าเราเอาแค่กลุ่มชาติพันธุ์เป็นฐานอย่างหนึ่งของความเป็นชาติของเราคงไม่เป็นไร แต่ที่สำคัญคือ เราพยายามไปสถาปนาลักษณะเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เราคิดขึ้นเองแล้วเอาไปใช้กับคนอื่นๆ ด้วย เช่น ลูกจีนที่ไม่กินเผ็ดก็ถือว่ามีความเป็นไทยน้อยลง เพราะบอกแล้วว่าคนไทยต้องกินเผ็ด แล้วถ้าเอ็งไม่กินเผ็ด เอ็งก็เป็นไทยน้อยลง รัชกาลที่ 6 บอกไว้เลยว่า ถ้าจะเป็นไทยต้องนับถือศาสนาพุทธ
ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้ผิดในตัวของมันเอง แต่ผิดเมื่อเราไปสมมติลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมบางอย่าง และไปยัดเยียดให้คนอื่นๆ ซึ่งอยู่ร่วมชาติว่าต้องมีลักษณะทางชาติพันธุ์อย่างเดียวกับเรา 100 เปอร์เซ็นต์ เราไม่สามารถรับคนที่พูดภาษาไทยไม่ตรงกับเราได้ มีความพยายามของรัฐบาลไทยหลายสมัยที่จะบังคับให้คนที่พูดภาษาไทยไม่เหมือนคนกรุงเทพฯ ต้องพูดภาษาไทยเหมือนคนกรุงเทพฯ ห้ามไม่ให้พูดภาษาท้องถิ่น ทางเหนือไม่ให้พูด ทางอีสานไม่ให้พูด ทางใต้ไม่ให้พูด แล้วมันจะเจ็บปวดขนาดไหนสำหรับคนที่พูดภาษาไทยไม่เป็นเลย เช่น ชาวมลายู กะเหรี่ยง ม้ง เย้า ฯลฯ ที่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับให้ใช้สัญลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์แบบหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก็คือคนภาคกลาง

มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ ถึงแม้กลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นฐานที่ใช้ในการคิดถึงความเป็นชาติได้ก็จริง แต่ถ้าเรายึดชาติพันธุ์ ก็แปลว่าเราต้องไม่ยึดเชื้อชาติ ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติแบบใดทั้งสิ้น
คนไทยที่อยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน เป็นพี่น้องกับคนมอญ เป็นพี่น้องกับคนเขมร ยิ่งกว่าเป็นพี่น้องกับไทยอาหม ยิ่งกว่าเป็นพี่น้องกับไทยขำตี่ ยิ่งกว่าเป็นพี่น้องกับคนไตหรือไททั้งหลาย ซึ่งล้วนห่างไกลกับเราทั้งสิ้น แม้ว่าเรากับคนไทยอาหมอาจพูดคำบางคำตรงกัน และก็ฟังกันรู้เรื่อง แต่จริงๆ ถ้าลองไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนไทยอาหม เราก็คงอ้วกแตก เขาก็คงอ้วกแตก ในขณะที่เราไปใช้ชีวิตร่วมกับคนมอญ คนเขมร เราเข้าใจกันได้ดี รู้เรื่องกันดี เพราะจริงๆ ถ้านับตามกลุ่มชาติพันธุ์ เราเป็นญาติกับมอญและเขมรมากกว่าเป็นญาติกับพวกไตและไททั้งหลายที่ส่วนใหญ่อยู่นอกประเทศไทย
คำที่สามที่ผมคิดว่าทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับความเป็นชาติของเราอย่างยิ่ง คือสิ่งที่เรียกว่า ‘อัตลักษณ์’
แน่นอน อัตลักษณ์ก็เป็นวัฒนธรรมเหมือนกัน อัตลักษณ์เป็นสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้น สร้างขึ้นโดยใคร สร้างขึ้นโดยทุกฝ่าย คำว่าทุกฝ่ายหมายความว่า เราก็สร้าง คนอื่นเขาก็สร้าง ไม่ใช่สร้างขึ้นโดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้หญิงมวยโตโตในทำเนียบอย่างเดียว ถ้าผู้หญิงมวยโตโตเหล่านั้นมีสิทธิสร้างอัตลักษณ์มากกว่าพวกเราแล้ว ก็หลีกหนีไม่พ้นว่าคนทั่วๆ ไปก็มีสิทธิโดยอัตโนมัติในการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา คนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยก็สร้างอัตลักษณ์ขึ้นมาให้แก่เราเหมือนกัน
คงจำได้ว่าเมื่อสมัยสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง เรามีอัตลักษณ์สองอย่างที่คนอื่นสร้างขึ้นมาให้เรา หนึ่งคือสยามเมืองยิ้ม หรือ The Land of Smile ซึ่งจนปัจจุบันนี้เราก็ยังพอใจใช้ขายในการท่องเที่ยว ผมก็ยังไม่ได้ตามไปดูว่า เมื่อตอนที่เขายกย่องเราเป็น The Land of Smile ผมไม่ทราบว่า เขายกย่องหรือไม่ได้ยกย่อง เพราะว่าฝรั่งยิ้มเป็นในความหมายเดียว ในขณะที่คนไทยใช้การยิ้มเพื่อสื่อความหมายได้มากมาย ซี่งผมเชื่อว่าฝรั่งไม่เข้าใจ เช่น ยิ้มแหะๆ ยิ้มแหะๆ แปลว่าอะไรไม่มีในภาษาฝรั่ง และเวลาที่ฝรั่งพูดอะไรแล้วเราสื่อสารกลับไปด้วยการยิ้มแหะๆ ฝรั่งจะนึกว่าไอ้นี่มันโง่ว่ะ มัน idiot หรือไงวะ เพราะฉะนั้น The Land of Smile เป็นคำยกย่องหรือคำเหยียดหยาม ผมยังไม่ได้ตามไปดูตอนต้นว่าเขาพูดในความหมายไหน อย่างไรก็ตาม เราสามารถช่วงชิงความหมายมาใช้ในเชิงยกย่องและเอามาใช้เพื่อขายนักท่องเที่ยว
อีกคำหนึ่งที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซี่งเป็นอัตลักษณ์ที่คนอื่นสร้างให้เรา คือเราเป็น The Land of Siamese Talks คำนี้ก็เป็นอัตลักษณ์ที่เขายัดให้เราเหมือนกัน “เฮ้ย เมื่อไหร่ที่มึงพูดกับกู มึงอย่าพูดแบบไทยๆ ได้มั้ย ถ้าพูดแบบไทยๆ กูฟังไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะเอายังไงกันแน่” อย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็พยายามทำให้ไอ้ Siamese Talks หายไปในความรู้สึกนึกคิดหรือในความเป็นอัตลักษณ์ของเรา แล้วก็ยกย่อง The Land of Smile ขึ้นมาเป็นอัตลักษณ์ของเราแทน
ที่ยกเรื่องนี้เพื่อจะบอกให้รู้ว่า เมื่อใดก็แล้วแต่ที่พูดถึงอัตลักษณ์ เมื่อนั้นเรากำลังพูดถึงสิทธิ สิทธิของประเทศไทยต่อคนอื่นในโลก สิทธิของชาวเขาที่มีต่อคนไทยทั้งหมด สิทธิของชาวมลายูที่มีในสังคมไทย สิทธิของลูกเจ๊กที่มีในสังคมไทย ฉะนั้น การนิยามแล้วนิยามอีกซึ่งอัตลักษณ์จึงเป็นเรื่องของการต่อสู้ เป็นเรื่องที่ทุกสังคมต้องพยายามสร้างอัตลักษณ์ เพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งพื้นที่หรือสิทธิเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น
อัตลักษณ์เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว ถ้าอัตลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ เราก็เปลี่ยนแปลงมันได้ตลอดเวลา และคนอื่นๆ ก็สามารถสร้างอัตลักษณ์ให้กับเราได้ เช่น มองกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงของกามารมณ์ของโลก เราก็ต้องต่อสู้ด้วยการสร้างอัตลักษณ์ของความเป็นกรุงเทพฯขึ้นมาสู้กับการเป็นเมืองหลวงของกามารมณ์ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่เขาพยายามยัดมาให้เรา แต่ไม่ใช่ต่อสู้ด้วยการโวยวายให้เขาปิดหนังสือพิมพ์
เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดถึงอัตลักษณ์ จะเป็นเรื่องของบทบาท เป็นเรื่องของอำนาจ เป็นเรื่องของสิทธิ ซึ่งเราต้องเปิดโอกาสให้คนทุกๆ กลุ่มมีส่วนร่วมในการสร้างอัตลักษณ์ ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างอัตลักษณ์ให้กับตนเองได้
ชาวเขานั้นใช้การสร้างอัตลักษณ์เป็นการเมืองอย่างหนึ่งในการทำให้เขามีสิทธิเสมอภาคในสังคมไทย ในขณะที่รัฐพยายามสร้างอัตลักษณ์ให้เขาว่า เขาเป็นคนเผาป่า เขาคือคนทำลายป่า ชาวเขาก็สร้างอัตลักษณ์อีกแบบหนึ่งขึ้นมาแข่งว่า เขาคือผู้อนุรักษ์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวกะเหรี่ยง สิ่งที่คุณเรียกว่าไร่เลื่อนลอย จริงๆ แล้วเป็นไร่หมุนเวียน ใครจะผิดใครจะถูกก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดนี้คือเวทีของการต่อสู้ ซึ่งทำให้เราต้องเปิดโอกาสให้ทุกๆ กลุ่มมีสิทธิที่จะสร้างอัตลักษณ์ให้กับตนเอง ตัวอย่างเช่น เมื่อเวลาที่ชาวมลายูอยากจะเป็นมลายู เขาก็ยืนยันด้วยการสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา แล้วเราก็เปิดโอกาสให้เขาสร้างอัตลักษณ์ของเขา ให้อัตลักษณ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งในชาติของเรา
ผมคิดว่า 3 คำนี้เป็นคำที่เรามักเข้าใจผิด แล้วเอาความเข้าใจผิดมาใช้เป็นฐานในการสร้างความคิดเกี่ยวกับชาติของไทย ซึ่งก็หาอะไรจริงไม่ได้สักอย่าง เชื้อชาติก็ไม่จริง กลุ่มชาติพันธุ์ก็เป็นสิ่งสมมติกันขึ้น อัตลักษณ์ก็สร้างขึ้นมา แม้แต่คำว่า ‘ชาติ’ เองก็สมมติ ไม่ได้มีอยู่จริง เหมือนอย่างที่นักวิชาการฝรั่งพูดว่า ชาติเป็นชุมชนที่เกิดขึ้นจากจินตนากรรมของเราเอง เราเป็นคนจินตนากรรมให้เกิดชุมชนนี้ขึ้นเอง ไม่ได้มีอยู่โดยธรรมชาติตั้งแต่ครั้งอยุธยา และในจินตนาการที่ทำให้เกิดชาติไทยขึ้นมาในปัจจุบัน ผมว่าออกจะสับสน สับสนจนกระทั่งมันไม่ยอมรับความเป็นจริง
ในชาติไทยหรือในสังคมไทยของเรามีความแตกต่างหลากหลายมากมาย ในขณะที่จินตนาการที่เราใช้อธิบายความเป็นชาตินั้นไม่มีพื้นที่ให้กับความแตกต่างหลากหลายอย่างเพียงพอ ซึ่งแน่นอนว่า จินตนาการแบบนี้มีส่วนในการสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นแก่คนไทยอีกมากมายหลายอย่าง
ระหว่างคนที่สามารถพิสูจน์ตัวเองถึงความเป็นไทยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ กับคนที่ดูมีความเป็นไทย 80 70 60 50 … จนกระทั่งติดลบ ก็มีสิทธิและอำนาจในชาติของเราไม่เท่ากัน เรามีวิธีกีดกันคนอื่นไม่ให้เข้าสู่เวทีแห่งอำนาจ เวทีแห่งสิทธิ โดยกันเขาออกไปจากความเป็นไทย โดยอาศัยจินตนาการที่คับแคบและไม่รองรับกับความเป็นจริง และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ชาติที่แท้จริงเกิดขึ้นไม่ได้
ผมคิดว่าเป็นภารกิจของพวกเราคนไทยที่ต้องสร้างชาติ แต่ไม่ใช่ชาติที่คับแคบ ชาติที่สร้างความเหลื่อมล้ำ เราต้องสร้างชาติของเราขึ้นมาจากความยุติธรรม สร้างชาติขึ้นมาจากความเข้าใจถึงความหลากหลายของผู้คนในชาติ ซึ่งถือเป็นการทำงานสืบทอดต่อจากคนรุ่นก่อนๆ เพียงแต่เดินคนละทางเท่านั้นเอง
เพื่อจะสร้างประชาชาติไทยที่แท้จริงต้องทำอย่างไร ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลาย และผมอยากพูดในฐานะที่เป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ว่า วิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีค่อนข้างก้าวหน้าในเรื่องนี้ เพราะเป็นกลุ่มวิชาแรกๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า ไอ้คติชาติที่คับแคบแบบนี้ มันไม่รองรับความเป็นจริง เพราะยิ่งขุดค้นยิ่งศึกษาลงไปมากเท่าไหร่ เรายิ่งพบความหลากหลายมากขึ้นเท่านั้น
ผมคิดว่าความหลากหลายที่สำคัญมี 2 อย่าง อย่างที่หนึ่งเราพบว่ารากเหง้าของคนไทยที่แท้จริงมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์เยอะมาก มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอีกมากมายในสังคมไทย คนไทยไม่ได้เป็นอะไรที่อยู่นิ่งๆ มาตั้งแต่ 3,000 ปีที่แล้ว และจะอยู่อย่างนี้ไปอีก 3,000 ปี คนไทยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีการแลกเปลี่ยน รับเอาวัฒนธรรม รับเอากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เข้ามาผสมปนเป อันนี้น่าจะเป็นแก่นเรื่องหลักของการสอนประวัติศาสตร์ไทยด้วยซ้ำ แต่แบบเรียนประวัติศาสตร์ไทยในโรงเรียนกลับไม่สอนสิ่งนี้ กลับไม่ทำให้เรารู้จักถึงความมั่งคั่งของกลุ่มชาติพันธุ์และของวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดชาติไทยในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ควรชี้ให้เห็นว่าชาติไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว แต่เกิดจากคนหลากหลายกลุ่มที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดเป็นชาติไทยทุกวันนี้
เมื่อตอนที่ผมเรียนประวัติศาสตร์อยู่ในชั้นปริญญาตรี ตอนนั้นจีนแทบไม่มีบทบาทอะไรในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันนี้เวลาพูดถึงบทบาทในทางเศรษฐกิจของจีน ไม่มีใครเถียง ทุกคนยอมรับหมด จีนสามารถผลักตัวเองเข้าไปแย่งพื้นที่ในความทรงจำของคนไทยปัจจุบัน (ที่จริงคำว่าจีน ก็คือไทยอีกประเภทหนึ่ง) ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี ที่เราเรียกอาหารไทยหรือที่บอกกันว่าอาหารไทยอร่อยนักหนา ลองไม่มีกระทะเหล็กสักใบเดียว คุณไม่ได้กินหรอก แล้วกระทะเหล็กมาจากไหน ก็มาจากเมืองจีน ก่อนหน้าที่จะเอากระทะเหล็กเข้ามา คุณผัดน้ำมันอะไรก็ไม่ได้ คุณทอดอะไรก็ไม่ได้ นั่นแหละคืออาหารไทยแท้ๆ
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเทคโนโลยี ไม่ว่าเศรษฐกิจ จีนเข้ามามีบทบาทค่อนข้างมาก และแย่งชิงพื้นที่เหล่านี้ไปเป็นของเขาได้พอสมควร แต่ลองคิดถึงคนกลุ่มอื่นๆ อีกเยอะแยะที่ไม่ถูกพูดถึง มีใครพูดถึงกะเหรี่ยงบ้าง กะเหรี่ยงมีอำนาจอยู่เหนือดินแดนซึ่งผมเรียกว่ารัฐอิสระตามชายแดน จริงๆ ก็ไม่ได้อิสระจริง แต่เอาเป็นว่าเป็น no man’s land แต่มันไม่ได้ no man จริง ยังมีพวกกะเหรี่ยงอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าพม่าจะรบกับไทยหรือไทยจะรบกับพม่า ก็ต้องเป็นพันธมิตรกับคนกลุ่มนี้ เพราะคุณจะต้องส่งเสบียงอาหารต่างๆ ผ่านดินแดนของเขาตลอดเวลา รวมทั้งเรื่องการค้าด้วย อย่างที่ทุกคนทราบว่ามีการขุดพบถ้วยชามสังคโลกบนเส้นทางการค้าที่ผ่านดินแดนซึ่งครั้งหนึ่งน่าจะเป็นที่อยู่ของกะเหรี่ยง
พวกกูย ซึ่งคนภาคกลางเรียกว่าส่วย เป็นผู้สอนและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเรื่องช้างมากมาย ซึ่งเน้นไปในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ช้างจาก ตำราคชบาล จากอินเดีย ความรู้เรื่องช้างในทางปฏิบัติ เช่น ทำอย่างไรถึงจะสามารถเปลี่ยนช้างป่าเป็นช้างบ้านได้ ซึ่งใน ตำราคชบาล ไม่ได้พูดถึง แต่พวกกูยเป็นผู้สอนเรื่องเหล่านี้ให้กับเรา ยังไม่ได้พูดถึงการประมงและอย่างอื่นอีกร้อยแปด ที่มีทั้งญวณ ทั้งจีน ทั้งมลายู เป็นผู้พัฒนาความรู้ ตกลงทะเลไม่ใช่สิ่งที่คนไทยคุ้นเคย แต่อาศัยความรู้ความชำนาญของคนกลุ่มอื่นๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเขมร มอญ ฝรั่ง คนเหล่านี้เข้ามามีบทบาทมากมายในการสร้างชาติพันธุ์ขึ้นมา แต่ว่าเราไม่ค่อยพูดถึง ทั้งๆ ที่มีงานศึกษาทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีพูดถึงไว้มากมาย
ถ้าเราคิดไปถึงเรื่องข้าว เรื่องพันธุ์พืช เราจะพบว่า ถ้าไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากมายในสังคมไทยที่ช่วยเก็บรักษา เพาะพันธุ์ พัฒนาพันธุ์ และอื่นๆ ของพันธุ์พืชในประเทศไทย เราจะไม่เป็นประเทศที่มีความมั่นคั่งในเรื่องพันธุ์พืช อาจกล่าวได้ว่า ตลอดทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลไม้ไทยถูกพัฒนาพันธุ์มากที่สุด ไม่ใช่โดยกรมอะไรของกระทรวงเกษตรฯในปัจจุบัน แต่โดยการทำสวนของพวกจีนที่อพยพเข้ามา คนเหล่านี้รู้จักการคัดพันธุ์มาตั้งแต่อยู่เมืองจีน และนำเอาความรู้เหล่านั้นเมื่อใช้ในเมืองไทย จนกระทั่งทำให้เกิดทุเรียนเป็นร้อยๆ ชนิดในสังคมไทย
ข้าวนานาชนิดชาวเขาเป็นผู้ทำหน้าที่เก็บรักษาและใช้กันต่อๆ มา อย่างที่รู้กันว่าชาวบ้านหรือชาวเขานั้นแค่นาแปลงเดียวซึ่งมีที่ไม่มากเท่าไหร่ เขาใช้พันธุ์ข้าวเกินหนึ่งอย่างเพื่อทำให้พื้นที่เหมาะกับการเพาะปลูก เพราะฉะนั้นเราเป็นชาติที่มีความมั่งคั่งในเรื่องพันธุ์พืชเยอะแยะไปหมด เพราะว่ามีชาวเขาช่วยพัฒนา เก็บรักษา และใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราควรจะมองอัตลักษณ์ของเราให้กว้างขวางกว่านี้ ไม่ควรจะเป็นแค่อัตลักษณ์ของคนไทยที่อยู่ภาคกลางเท่านั้น เพื่อที่เราจะมีพลังต่อรองกับโลกข้างนอกได้มากขึ้น
ถามว่าคนไทยคืออะไร สรุปก็คือ คนไทยคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลาย มีอัตลักษณ์ที่หลากหลาย มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือมีพลวัตที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว
สรุปของสรุปอีกทีหนึ่งคือ ผมเรียกร้องว่าในการคิดถึงความเป็นชาติของไทยนั้น เราต้องสร้างจินตนาการใหม่ให้กับชาติไทย ไม่ใช่ไปยึดเอาจินตนาการที่สืบทอดมาเมื่อร้อยปีที่แล้ว เพราะเป็นจินตนาการที่แคบเกินไป อีกทั้งยังก่อให้เกิดความบาดหมางและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
เรียบเรียงจากปาฐกถานำ ในงานภูมิสังคมเสวนาสาธารณะเรื่อง “ ‘คนไทย’ หลายเผ่าพันธุ์ในสุวรรณภูมิ 3,000 ปี” วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ณ ท้องพระโรง วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)




