บทเรียนของภาคประชาชน จากเม็กซิโกสู่ไทย
หลังเม็กซิโกตัดสินใจเซ็นสัญญาเข้าร่วมเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้าเมื่อทศวรรษก่อน ผลกระทบอย่างใหญ่หลวงตกอยู่กับภาคเกษตร ชาวนาสูญเสียที่ดินทำกิน ทำให้ต้องอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง กลุ่มทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เข้าครอบงำเศรษฐกิจเม็กซิโกจนคนพื้นเมืองหมดทางถอย
เมื่อถอยไม่ได้จึงจำเป็นต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง กลุ่มซาปาติสต้าถือกำเนิดขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว และยืนหยัดต่อสู้กับรัฐบาลกลางที่ส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ
สังคมไทยควรเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ของเม็กซิโกบ้าง
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา หนึ่งในสมาชิกวุฒิสภาคุณภาพ ซึ่งยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด จะมาบอกเล่าเรื่องราวจากการไปดูงานในประเทศเม็กซิโก
อะไรคือเหตุผลในการเลือกไปดูงานที่เม็กซิโก
หลักในการทำงานของคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เวลาไปดูงานต่างประเทศคือ ตั้งโจทย์ว่าอยากไปดูหรือศึกษาประเด็นอะไรจากประเทศนั้น เพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยทุกวันนี้ล้วนเป็นผลที่ลอกมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น
เราตั้งโจทย์ในการไปดูงานครั้งนี้ 2 โจทย์ โจทย์แรกคือ อยากรู้ถึงผลกระทบของระบบทุนนิยม เพราะสังคมไทยขณะนี้กำลังพัฒนาไปสู่ทุนนิยมเต็มรูปแบบ และเป็นทุนนิยมแบบข้ามชาติ ส่วนโจทย์ที่สองคือเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจรัฐ
จากโจทย์สองข้อนี้ก็ไปตอบตรงที่ประเทศเม็กซิโกพอดี เนื่องจากเม็กซิโกเซ็นสัญญานาฟต้า (North American Free Trade Agreement: NAFTA) ระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐอเมริกามาร่วม 10 ปี และมีกรณีศึกษาจากการลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของภาคประชาชนที่เรียกว่ากลุ่มซาปาติสต้า (Zapatistas) ดังนั้นเม็กซิโกจึงถือเป็นประเทศที่ผ่านประสบการณ์ที่น่าเรียนรู้
ในการดูงานครั้งนี้ นอกจากจะได้พบกับตัวแทนของหน่วยราชการ คืออธิบดีที่ดูแลเรื่องนาฟต้าโดยตรง เรายังได้ประสานงานกับนักวิชาการที่ให้ข้อมูลในเรื่องนาฟต้า และได้พบกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน 2 ส่วน คือ ยูโนก้า (UNORCA) ซึ่งเป็นองค์ชาวนาที่ติดตามเรื่องผลกระทบที่ภาคเกษตรกรรมได้รับจากการเซ็นสัญญานาฟต้า และกลุ่มซาปาติสต้า อีกทั้งยังได้พบกับองค์กรพัฒนาเอกชน RANLC ซึ่งทำหน้าที่เหมือน FTA Watch ในประเทศไทย คอยตามติดเรื่องนาฟต้ามาตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญาในปี 1994
ในการดูงานครั้งนี้ นอกจากไปที่เม็กซิโกซิตี้แล้ว เราก็ตัดสินใจไปดูงานในพื้นที่แคว้นเชียปาส (Chiapas) ซึ่งเป็นดินแดนทางใต้ของเม็กซิโกที่กลุ่มซาปาติสต้าทำงานอยู่ เนื่องจากเราคิดว่าการต่อสู้ของกลุ่มซาปาติสต้ากว่า 10 ปีน่าจะเป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบที่น่าสนใจ
ได้รับบทเรียนอะไรบ้างจากการไปดูงานของกลุ่มซาปาติสต้า
พูดถึงในแง่ของพื้นที่ก่อน แคว้นเชียปาสเป็นแคว้นทางใต้ของเม็กซิโกที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ เช่น ยูเรเนียม น้ำมัน และมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก คือมีพื้นที่ป่าไม้อยู่เยอะ มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของประชากร คือประมาณหนึ่งล้านคน ทว่าพลเมืองกลับยากจนถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และที่นั่นมีการสร้างเขื่อนซึ่งผลิตพลังงานประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ทั่วประเทศ แต่ชาวบ้านกลับขาดแคลนพลังงาน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในส่วนของกลุ่มซาปาติสต้า หลังจากที่เม็กซิโกเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปี 1982 ในช่วงปี 1983 ก็เกิดการรวมตัวของกลุ่มซาปาติสต้า ทว่าตอนนั้นยังไม่มีอะไรชัดเจน จนกระทั่งรัฐบาลได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ในปี 1992 โดยให้มีการยกเลิกสิทธิของชนพื้นเมืองในเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน และเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามายึดครองพื้นที่ในแคว้นเชียปาส ทำให้ชาวบ้านไม่มีสิทธิในการทำมาหากิน
เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เมื่อรัฐบาลเซ็นสัญญานาฟต้าในปี 1994 เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าไปยึดครองธุรกิจในเม็กซิโกเกือบทั้งหมด จนชนพื้นเมือง เกษตรกรรายย่อย คนทำธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ต่างเดือดร้อนกันหมด ส่งผลให้กลุ่มซาปาติสต้าออกมาประกาศตัวต่อสู้กับรัฐบาลด้วยกำลังอาวุธ
รัฐบาลตอบโต้ด้วยการส่งกำลังทหารจำนวนหลายหมื่นคนเข้าไปในแคว้นเชียปาสเพื่อปราบปรามกลุ่มซาปาติสต้า เกิดการต่อสู้และใช้ความรุนแรง รัฐบาลประกาศว่ามีคนตายประมาณ 145 คน ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าตายประมาณ 1,000 คน
ตรงนี้อยากชี้ให้เห็นว่า การต่อสู้ในแคว้นเชียปาสมีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ตรงที่รัฐต้องการเข้าไปครอบงำทางด้านเศรษฐกิจ และใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรของชนพื้นเมืองเหล่านั้น และสะท้อนให้เห็นว่า ระบบทุนได้เข้าไปทำลายระบบชีวิตของคนพื้นเมือง จนนำไปสู่การต่อสู้ของชนพื้นเมือง และทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายมากมาย
นอกจากนี้ การต่อสู้ในแคว้นเชียปาสยังแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้รัฐบาลได้เข้าไปตั้งกองกำลังทหารถึง 91 แห่งจากกองกำลังที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 150 แห่ง เพื่อประจันหน้ากับชาวบ้าน แต่ก็ไม่สามารถทำให้เกิดความสงบได้ การปะทะกันยังคงดำเนินต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการเรียกร้องจากประชาคมโลกว่าต้องการสันติภาพ และนำไปสู่การเจรจาในปี 1995 ที่เมืองซาน คริสโตบัล โดยตกลงว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมในเรื่องการดูแลรักษาสิทธิของพี่น้องประชาชน ก่อนที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่รัฐสภาเม็กซิโก
การเจรจานี้ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเรื่อยๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นแค่การเตะถ่วงกัน เนื่องจากการเจรจาที่นำไปสู่การร่างกฎหมายไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะตัวสัญญานาฟต้าเป็นเรื่องใหญ่ที่ได้ทำไปแล้วและมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ดังนั้นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชนก็ยังคงอยู่ กระทั่งชาวบ้านต้องอพยพเข้าไปในกรุงเม็กซิโกเพื่อหนีตาย จนประชากรในเม็กซิโกซิตี้ขึ้นสูงถึง 20 ล้านคน เหลือเพียงกลุ่มซาปาติสต้าที่ยังยืนหยัดต่อสู้อยู่
พอในปี 2004 กลุ่มซาปาติสต้าเริ่มมีทีท่าอ่อนลงและหันมาเลือกวิธีการต่อสู้ด้วยการเจรจามากขึ้น เน้นที่การรวมตัวของหมู่บ้านอิสระประมาณ 30 หมู่บ้านในแคว้นเชียปาส โดยแต่ละหมู่บ้านจะปกครองตนเองภายใต้ข้อตกลงภายใน
หมู่บ้าน Ovanci ที่ทางคณะกรรมาธิการไปมาก็เป็นหมู่บ้านที่ประกาศตัวเป็นอิสระ พอเราเข้าไปถึงก็เจอกับกรรมการหมู่บ้านที่เรียกว่ากรรมการประชาสัมพันธ์มาคุยด้วย พวกเขาจะใส่หน้ากากที่เหมือนไอ้โม่งที่เปิดให้เห็นแค่ตากับจมูก คล้ายที่คนอีสานใส่หน้าหนาว โดยให้เหตุผลที่ใส่หน้ากากว่า เมื่อก่อนรัฐบาลเม็กซิโกฆ่าเขาโดยไม่เห็นว่าเขาเป็นคนเม็กซิกัน เห็นเป็นเพียงคนชั้นสองหรือคนชายขอบ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาลุกขึ้นต่อสู้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลหรือทหารจะต้องรู้ว่าเขาเป็นใคร
ตอนเราเข้าไปเจอกับกรรมการประชาสัมพันธ์ เราต้องบอกเขาว่ามาจากไหนและแจ้งความประสงค์ว่าต้องการอะไร เราก็อยากรู้เรื่องที่ไปที่มา เหตุผลในการต่อสู้ ผลขณะนี้เป็นอย่างไร และแนวโน้มในการต่อสู้เป็นอย่างไร เขาก็จะเอาคำถามเราเข้าไปและปล่อยให้รอประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นก็มีกรรมการทางการเมืองมาตอบคำถาม นี่เป็นเรื่องที่เราไปรับรู้จากชาวบ้านในพื้นที่เอง
สำหรับตัวนักวิชาการมองว่า เมื่อกลุ่มซาปาติสต้าได้ทบทวนตัวเองในการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธมาช่วงหนึ่ง รวมทั้งแรงบีบจากสถานการณ์ของโลก ขณะนี้กลุ่มได้ลดโทนการต่อสู้ด้วยกำลังลงและหันมายอมรับการต่อสู้ด้วยการเจรจามากขึ้น เน้นวิธีการจัดตั้งการปกครองตนเอง และเน้นการทำภาคการเกษตรด้วยตนเอง แต่ว่าตัวหลักใหญ่คือนาฟต้ายังไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากนาฟต้าขณะนี้ไม่ใช่นาฟต้าธรรมดา แต่เป็นนาฟต้าพลัส คือนาฟต้าที่บวกเรื่องความมั่นคงระหว่างสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา เข้ามานอกเหนือจากเรื่องธุรกิจ อีกทั้งยังพ่วงเอาประเทศต่างๆ เข้ามาเซ็นสัญญากับเม็กซิโกมากขึ้น โดยเอาสัญญานาฟต้าเป็นมาตรฐานในการทำสัญญา
เพราะฉะนั้น การต่อสู้ของซาปาติสต้าเป็นการแสดงให้เห็นว่า หนึ่ง เขาไม่ยอมรับระบบทุนที่ครอบงำและทำลายพื้นที่ทำมาหากิน และ สอง เขาต้องการสิทธิทางการเมืองในการเรียกร้องให้เห็นถึงผลกระทบจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 และเรื่องการเซ็นสัญญานาฟต้าที่เข้ามาทำลายพื้นที่ทำมาหากินและความหลากหลายของทรัพยากร
การต่อสู้ของกลุ่มซาปาติสต้าทั้งในรูปแบบความรุนแรงและการเจรจาแสดงให้เห็นว่า ถ้ารัฐใช้อำนาจความรุนแรง ก็จะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ชาวบ้านลุกขึ้นต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ และถ้าปล่อยให้ระบบทุนเข้ามามากเกินไป ชาวบ้านจะตกอยู่ในสภาพของความยากจน จนนำไปสู่การลุกขึ้นสู้ของภาคประชาชนเช่นเดียวกับซาปาติสต้า
ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของผลกระทบจากระบบทุนคือ ที่เมืองซาน คริสโตบัล ชาวบ้านพาเราไปเที่ยวแม่น้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องไปเที่ยว เรานั่งเรือไปประมาณ 10-15 กิโลเมตร และที่กึ่งกลางของแม่น้ำ เราพบกับขยะยาวประมาณ 500 เมตรขวางจนเรือผ่านไปไม่ได้ มีทั้งถุงพลาสติก ขวดพลาสติกเต็มไปหมด เราก็งงว่า ขยะมาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นแม่น้ำธรรมชาติและสองข้างทางก็เป็นหินสวยงาม แต่ก็ยังไม่มีคำตอบ พอเราฝ่าขยะไปอีกประมาณ 5-6 กิโลเมตรถึงได้รู้คำตอบ เพราะข้างหน้าเราคือเขื่อนที่กั้นอยู่ ซึ่งแสดงว่าแม่น้ำนี้ไม่ใช่แม่น้ำธรรมชาติอีกแล้ว มันกลายเป็นท่อที่ตัน ดังนั้นจุดที่เจอขยะคือจุดกลางที่แม่น้ำถูกเขื่อนกั้น และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ก็มากองอยู่ตรงใจกลาง ชาวบ้านบอกว่ารัฐบาลมาเก็บอาทิตย์ละครั้ง แต่ก็ยังมีสิ่งปฏิกูลอยู่เรื่อยๆ
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาส่งผลทำลายแม่น้ำของเขาไปหมด แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่ไม่ทำให้เกิดการพัฒนา คือต้องการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตพลังงาน ทว่าชาวบ้านกลับไม่ได้ใช้พลังงานนั้น แถมแม่น้ำยังถูกทำลาย ซึ่งก็คล้ายกับกรณีเขื่อนปากมูลที่สร้างเขื่อนแต่ชาวบ้านไม่ได้ใช้พลังงานไฟฟ้า แถมยังทำลายธรรมชาติของลุ่มน้ำมูล ทำลายปลา ทำลายพืชพรรณ ทำลายเกษตร เป็นตัวอย่างที่ชี้ชัดถึงการพัฒนาที่ไปทำลายความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ทำมาหากินของคนในพื้นที่
ถ้าเราพิจารณาถึงผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับแล้ว การลุกขึ้นต่อต้านก็ดูสมเหตุสมผล เมื่อพวกเขาไม่มีอะไรจะกินและหลังพิงฝาแล้ว เขาก็ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประกาศตัวเป็นอิสระ
เท่าที่เห็น อะไรที่ทำให้ซาปาติสต้าสามารถยืนระยะต่อสู้ได้ยาวนานเป็นสิบปี โดยไม่ถูกรัฐบาลทำลาย
ผมคิดว่าเกิดจากกระแสของประชาสังคมทั้งในเม็กซิโกเองและของโลก พลังของ civil society แสดงให้ถึงการต่อต้านความรุนแรง และการให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นกระแสของโลก
ถ้าจะเทียบเคียงดูก็เหมือนกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ส่งสัญญาณตั้งแต่หลังกรณีปล้นปืนแล้วว่า การใช้ความรุนแรงของรัฐบาลและพฤติกรรมการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมไปทำร้ายประชาชน ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย จนเกิดกรณีที่นายกฯทักษิณบอกว่าเป็นแผ่นเสียงตกร่อง คือเหตุการณ์ที่กรือเซะ ตากใบ และการอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นแค่เปลือกน้ำแข็งที่อยู่ข้างบน แต่ใต้น้ำแข็งยังมีอีกเยอะ คนที่ตายโดยไม่มีชื่อมีอีกมากมาย
ผมคิดว่าโลกกำลังสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนในแง่ของคนพื้นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งมีต้นตอของปัญหามาจากระบบทุนนิยมข้ามชาติที่สร้างนโยบายผ่านรัฐบาล และไปทำร้ายคนในพื้นที่ จนกระทั่งคนท้องที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน
เพราะฉะนั้น คนพื้นเมืองในแคว้นเชียปาสที่ต้องการรักษาขนบธรรมเนียม หรือวิถีการดำเนินชีวิตเอาไว้ ก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเช่นเดียวกับ 3 จังหวัดภาคใต้ ที่รัฐบาลใช้อำนาจและความรุนแรง และตัวพระราชกำหนดก็เป็นตัวชี้ให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ อีกทั้งการยกกองพลทหารหลายพันคนเข้าไปก็จะไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเช่นเดียวกับกรณีซาปาติสต้า แคว้นเชียปาสก็เหมือนนราธิวาส ปัตตานี ยะลา ของประเทศไทย
ถ้าตราบใดที่รัฐยังใช้ความรุนแรง กระแสของประชาสังคมที่ช่วยกันดูแลเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นคนและสิทธิมนุษยชนจะได้รับการขานรับ เพราะฉะนั้นเรื่องของซาปาติสต้าจึงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในเม็กซิโก แต่เป็นกระแสของโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน
กระแสความสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีส่วนกำหนดท่าทีของรัฐบาลเม็กซิโกต่อกลุ่มซาปาติสต้าอย่างไร
ผมคิดว่ามีส่วนมาก และช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่ไม่รุนแรง อย่างตอนที่เราไป ถึงแม้จะมีค่ายทหารอยู่ในพื้นที่ แต่ไม่มีท่าทีที่จะใช้ความรุนแรงใส่กัน เป็นเรื่องของการคุมเชิงกันมากกว่า ตัวรัฐบาลเองก็ลดความรุนแรงและหันมาใช้การต่อสู้ในรัฐสภาแทน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสัญญานาฟต้าเองเป็นข้อตกลงที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากได้เซ็นไปแล้ว ถึงแม้จะพบว่าสัญญานี้ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย นี่เป็นทางอับจนของรัฐบาลที่ไปเซ็นสัญญากับต่างชาติและทำให้ประเทศตกอยู่ในฐานะอาณานิคมทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่ความรุนแรง
ได้เรียนรู้อะไรจากกลุ่มอาร์แม็ก (ARMAC)
อาร์แม็กเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ตามเรื่องนาฟต้ามาตลอด โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 1991 ก่อนที่จะเซ็นสัญญานาฟต้า หน้าที่ของเขาก็เหมือน FTA Watch ที่ต้องการต่อรองให้มีการเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องนาฟต้า เพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านมากที่สุด และแม้ว่าทางกลุ่มเองจะยอมรับว่าตนเองล้มเหลวในกรณีการเซ็นสัญญานาฟต้า ในปี 1994 แต่ก็ถือว่าได้ส่งสัญญาณให้รัฐบาลและคนเม็กซิกันได้รับรู้
ประเด็นที่เขาทำ คือ ทำการศึกษาเรื่องข้อตกลกนาฟต้าอย่างละเอียด และวางแนวร่วมหรือพันธมิตรต่อต้าน พอหลังการเซ็นสัญญาปี 1994 ทางกลุ่มก็ได้แนวร่วมโดยทำงานเชื่อมกับเครือข่ายทั่วโลกที่กำลังจับตาเรื่อง FTA ขณะเดียวกันก็ศึกษาค้นคว้าผลกระทบจากการเซ็นสัญญานาฟต้าในแง่อื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องธุรกิจ เช่น ผลกระทบต่อความมั่นคง ดังจะเห็นได้จากการฟ้องร้องกันระหว่างบริษัทต่างชาติและคนในพื้นที่ที่ไปละเมิดสัญญาที่ระบุไว้ในนาฟต้าประมาณ 26 คดี และผลการตัดสินก็ออกมาว่าคนพื้นที่ต้องจ่ายเงินชดใช้ ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นก็สะท้อนให้เห็นว่า สัญญานาฟต้าเป็นสัญญาที่อยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ และทำหน้าที่เหมือนกฎหมายระหว่างประเทศ
โดยภาพรวม นาฟต้าสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรหรือประชาชนรายย่อยอย่างไร
กรณีนี้ต้องพูดถึงยูโนก้า ตัวยูโนก้าเป็นองค์กรชาวนาที่มีการรวมตัวกัน 26 รัฐ และทำงานคู่ขนานกับซาปาติสต้า โดยซาปาติสต้าเลือกต่อสู้ด้วยอาวุธ ขณะที่ยูโรก้าเลือกวิธีการต่อสู้ด้วยการเจรจา
จากการพูดคุยกับยูโนก้าได้ข้อมูลว่า ตัวนาฟต้าทำให้ภาคเกษตรกรล้าหลัง เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ทำให้พื้นที่สำหรับการทำเกษตรกรรมซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดของเม็กซิโก เปลี่ยนจากสิทธิที่ให้ชาวบ้านเข้าไปทำมาหากินกลายเป็นของคนต่างชาติไป ทำให้เคนในพื้นที่ขาดปัจจัยในการทำมาหากิน
ผลกระทบจากนาฟต้าอย่างที่สองคือ นโยบายของรัฐบาลที่เปิดให้มีการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้ช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทอเมริกาเข้ามาเป็นเจ้าของ 9-10 บริษัท ขณะที่เหลือเป็นของชาวเม็กซิกันแค่ 1-2 บริษัทเท่านั้น ภาคเกษตรกรรายย่อยและธุรกิจขนาดกลางกำลังถูกทำลายหมด
ผลกระทบประการที่สามคือ ผลผลิตภาคเกษตรกรรมของเม็กซิโกได้รับผลกระทบจากการนำเข้าผลผลิตชนิดเดียวกันจากสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ข้าวโพด ในปี 1994 เม็กซิโกนำเข้าข้าวโพดเพื่อเลี้ยงสัตว์ประมาณ 53,000 ตัน หลังจาก 10 ปีผ่านไป ในปี 2004 เม็กซิโกนำเข้าข้าวโพดถึงเจ็ดล้านตัน และถึงแม้รัฐบาลเม็กซิโกจะบอกว่า เจ็ดล้านตันนี้นำเข้ามาเพื่อเลี้ยงสัตว์ แต่ก็ส่งผลกระทบให้เกษตรกรไม่สามารถขายผลิตผลของตนเองได้และนำไปสู่ภาวะขาดทุน เนื่องจากข้าวโพดของสหรัฐอเมริกามีราคาถูก ผลที่เกิดขึ้นในทำนองเดียวกันนี้ลามไปสู่ข้าวสาลี ข้าว และเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ต้องพึ่งการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาหมด ส่งผลให้เกษตรกรที่ไม่สามารถทำมาหากินในพื้นที่ของตนเองได้ต้องอพยพเข้าเมือง และเกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น ความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ล่มสลายจากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาใช้แรงงานในเมือง และการอพยพเข้าไปในสหรัฐอเมริกาตลอดช่วงระยะเวลา 10 ปี
ข้อเรียกร้องของยูโนก้าคือ ต้องการต่อสู้เพื่อ “อธิปไตยทางอาหาร” หรือความมั่นคงในอาหาร เขาชี้ให้เห็นว่าเรื่องของเกษตรกรรมไม่ควรเป็นเรื่องธุรกิจ เพราะเกษตรกรหรือชาวไร่ชาวนาต้องการความมั่นคงในอาหาร ถ้ามองว่าเป็นเรื่องธุรกิจ ทุกอย่างจะถูกมองเป็นเรื่องของรายได้ รัฐบาลซึ่งต้องการสร้างรายได้ให้กับประเทศก็จะมองเรื่องของการลงทุนจากต่างชาติ มุมมองที่ต่างกันแบบนี้ก็เหมือนเกษตรกรไทยมองที่ดิน ลุ่มน้ำ ป่าเขา เป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง แต่ระบบทักษิโณมิกส์มองว่า ต้องสร้างรายได้ให้มากขึ้น และต้องมีการลงทุน ดังนั้นทุกอย่างต้องเป็นระบบอุตสาหกรรมเกษตร ป่าชุมชนต้องเป็นป่ายางพารา ไก่ต้องเป็นไก่แบบซีพี
เพราะฉะนั้น ยูโนก้าต้องการเปลี่ยนการมองว่า เรื่องเกษตรกรรมเป็นเรื่องอธิปไตยในอาหาร ซึ่งไม่ควรเป็นเรื่องธุรกิจ เหมือนตอนนี้ที่คนไทยพูดกันเรื่อง FTA ว่า ยาต้องไม่ใช่เรื่องธุรกิจ ยาเป็นเรื่องสุขภาพ ซึ่งรัฐบาลก็คงไม่เชื่อ
ข้อเรียกร้องที่สองคือ ต้องการให้มีการเจรจานาฟต้าใหม่ และเปิดสัญญาทางด้านการเกษตร รัฐบาลต้องเข้ามาส่งเสริมผลิตผลที่สำคัญของเม็กซิโก และสร้างระบบกีดกันเพื่อปกป้องผลิตผลเหล่านี้ เพราะสหรัฐอเมริกามีระบบ Farm Aid คอยช่วยเกษตรกรของสหรัฐฯ แต่ทำลายเกษตรกรของประเทศอื่น ผลผลิตที่เรียกร้องให้มีการปกป้องมีอยู่ 7 ตัว คือ ข้าว ข้าวโพด ถั่ว เนื้อ ข้าวสาลี กาแฟ และน้ำตาล เพราะผลผลิตเหล่านี้คือพื้นฐานอาหารของเม็กซิโก รัฐบาลต้องจัดการพื้นฐานอาหารเหล่านี้ให้เป็นความมั่นคง ไม่ใช่ธุรกิจการค้า
ประกาศที่สามที่ยูโนก้าพยายามผลักดันคือ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรม มาตรา 27 เพราะถือเป็นการลิดรอนสิทธิของชนพื้นเมือง อีกทั้งมีข้อเรียกร้องทางการเมืองให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่
หนึ่งอาทิตย์ที่ได้ไปสัมผัสประเทศเม็กซิโก สะท้อนกลับมาที่สังคมไทยอย่างไร
เม็กซิโกกับประเทศไทยอยู่บนเส้นลองติจูดเดียวกัน ชนพื้นเมืองก็คล้ายๆ คนไทย ชีวิตและวัฒนธรรมก็เหมือนคนต่างจังหวัดในไทยที่ผมเคยสัมผัสมา 20-30 ปี เพราะฉะนั้น สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือสิทธิของชนพื้นเมืองในการทำมาหากินและสิทธิทางการเมือง ซึ่งต้องยอมรับว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่าน สิทธิเหล่านี้ถูกลิดรอนด้วยโครงสร้างของระบบทุนนิยมที่เชื่อมโยงกับต่างชาติ
สิ่งที่คนเม็กซิกันประสบและผมคิดว่ากำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทยคือ หนึ่ง ความยากจน สอง ความรุนแรงและความขัดแย้ง ผมทำนายได้เลยว่า ความยากจนในสังคมไทยจะไม่มีทางหมดไปภายใน 4 ปี ถ้าตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้โครงสร้างระบบทุน โดยเฉพาะเป็นทุนที่ผูกขาดและเป็นทุนที่เข้าไปทำลายเศรษฐกิจชุมชนซึ่งเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของคนไทย เมื่อเศรษฐกิจชุมชนถูกทำลาย จะส่งผลไปถึงความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงในชุมชนที่จะถูกทุนเข้าไปลิดรอนสิทธิชุมชน เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐบาลไทยยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิในการจัดการฐานทรัพยากร สิทธิในการทำมาหากินภายใต้ระบบเศรษฐกิจชุมชน สิทธิในทางการเมือง และสิทธิในการสื่อสาร
ผมคิดว่าปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ก็เหมือนที่แคว้นเชียปาส ยิ่งไปตีก็ยิ่งเกิดปฏิกิริยาต่อต้านทันที สิ่งเดียวที่จะแก้ไขได้คือสันติวิธี ด้วยแนวคิดภายใต้มิติทางสังคมและวัฒนธรรม
วิกฤตอย่างที่สามคือเรื่องการทุจริต และจะเป็นการทุจริตในเชิงนโยบาย ซึ่งจะรุนแรงมากขึ้นตามวิธีคิดของระบบทุนที่ให้ความสำคัญเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตโครงการใหญ่ๆ ที่เซ็นสัญญากับต่างชาติ หรือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งการทุจริตในรูปแบบนี้ คนไทยจะไม่สามารถกระชากหน้ากากหรือเอาคนเหล่านั้นมาลงโทษได้ เพราะเป็นระบบทุนข้ามชาติที่นำเงินหลบออกนอกประเทศได้ ไม่เหมือนกับสมัยจอมพลสฤษดิ์ที่มีการไล่ตามขุมทรัพย์
ดูแล้วคงฝากความหวังกับรัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐบาลเชื่อในตลาดเสรีและทุนนิยมสุดขั้ว ภาคประชาชนควรตั้งหลักอย่างไร
ผมคิดว่าสังคมขณะนี้พอจะรู้ตัว แต่ยังสมยอม และยังปล่อยให้ทำงานอยู่ เรียกว่าเจ็บแล้วไม่จำ เพราะยังคิดว่าเผื่อจะแก้ไขอะไรได้ ถ้าเราลองสรุปบทเรียนจากเม็กซิโกหรือประเทศอื่นๆ ในอเมริกาใต้ ผมคิดว่า มันไม่ได้แล้ว เพราะเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย เป็นการก่ออาชญากรรมเชิงนโยบาย เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดลออมาก
ถ้าสังคมเริ่มรู้ทัน ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราควรลุกขึ้นมาโต้ตอบ เพื่อไม่ปล่อยให้รัฐบาลเหลิงอำนาจและทำอะไรตามใจตนเอง อย่างนโยบายประชานิยมก็ควรลุกขึ้นมาเปิดโปงผลเสีย ด้วยข้อมูลและองค์ความรู้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ผมคิดว่าการสรุปบทเรียนของประเทศไทย ก็ไม่ต่างจากการสรุปบทเรียนของประเทศอื่นๆ เช่น อาร์เจนติน่าหรือเม็กซิโก เราควรเชื่อมต่อกับขบวนการภาคประชาชนและนักวิชาการทั่วโลก เพื่อสรุปบทเรียนและเผยแพร่ให้สังคมรับรู้ว่าจะเกิดผลกระทบอะไร และต้องมีแนวคิดที่จะต่อสู้อย่างไร
ประการถัดมา การทำงานในพื้นที่ของภาคประชาสังคมต้องเปลี่ยนจากการสัมมนา พูดคุย ถกเถียง มาเป็นการทำงานพัฒนาในพื้นที่ เหมือนที่อาจารย์ป๋วยริเริ่มอาสาสมัครเพื่อสังคมขึ้นและส่งนักศึกษาออกไปทำงานในพื้นที่ ไม่ใช่การทำงานในห้องประชุม
แม้กระทั่ง กอส. (คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ) เองก็เป็นการทำงานในห้องประชุม ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ขณะที่รัฐซึ่งเป็นคนทำงานในพื้นที่ก็แก้ปัญหาแบบคนไม่เข้าใจ ปฏิบัติการของรัฐกับมวลชนก็จะเป็นแบบเอายูบีซีไปติด หรือไปตั้งตลาด เพราะฉะนั้น การพัฒนาแบบยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาสังคมต้องลุกขึ้นมาทำงานในพื้นที่ร่วมกับชุมชนในพื้นที่
ผมคิดว่าถึงเวลาที่นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนต้องเข้าไปเชื่อมความรู้เรื่องฐานทรัพยากร เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องระบบธุรกิจที่เปิดเสรี เข้ากับการทำงานในพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการต่อสู้กับระบบทุนผูกขาด เป้าหมายเหล่านี้คือสิ่งที่สังคมไทยมองเห็น ติดที่ว่าเรายังขาดการรวมตัวกันทำงาน และเมื่อเราแยกกันทำงาน แรงแตกแยกเหล่านั้นจะกระจายสู่ฝ่ายที่มีอำนาจ
เพราะฉะนั้น หลักสำคัญในการทำงานให้เกิดผลคือ การลงไปทำงานพื้นที่ในลักษณะองค์รวม ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สุขภาพ โดยยึดเอาพื้นที่การทำงานเป็นตัวตั้ง อย่างอาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ที่ทำงานเรื่องเอดส์และเรื่องสื่อ หรือผมทำงานด้านป่าไม้และวิทยุชุมชน ก็ต้องมีพื้นที่ในการทำงาน คือพัฒนาโดยเอาพื้นที่เป็นหลัก และต้องสร้างกิจกรรมในพื้นที่เพื่อสู้กับระบบทุน สรุปคือต้องทำงานในเชิงคู่ขนาน
เรื่องที่สามที่สังคมไทยควรปรับตัวคือเรื่องการทำงานในเชิงนโยบาย ระบบทุนนิยมผูกขาดและระบบประชานิยมมีนโยบายของตัวเอง โดยใช้การสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างความชอบธรรมและมอมเมาประชาชน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีสื่อทางเลือกและสื่อกระแสหลักที่คอยสื่อสารความจริงให้กับประชาชน ซึ่งผมคิดว่ายังมีภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจที่หวังดีกับประเทศไทยและพร้อมลุกขึ้นมาต่อสู้กับทุนผูกขาด
ผมให้ความสำคัญกับเรื่องการสื่อสารที่ไม่ใช่การสื่อสารการตลาดที่รับใช้ระบบทุนผูกขาด แต่เป็นการสื่อสารที่เน้นภาคประชาสังคม เพราะต้องยอมรับว่าสังคมไทยตอนนี้ถูกครอบงำด้วยระบบอำนาจและระบบทุน ตัวสื่อสารมวลชนเองก็มีความเคยชินและถูกครอบงำด้วย
อย่างกรณีที่คุณทักษิณยกป้ายคัดค้านคำถามของสื่อ แทนที่สื่อจะรู้สึกว่าถูกเยาะเย้ยถากถาง ถูกครอบงำและบิดเบือนประเด็นสำคัญ ปรากฏว่าสื่อยังเสนอภาพนายกฯ คือกลับไปช่วยโฆษณาให้ แทนที่จะต่อต้านเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ให้เกียรติสื่อมวลชน และถ้านายกฯที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้เกียรติสื่อมวลชนในฐานะฐานันดรที่สี่ที่ให้ความจริงต่อสังคมแล้ว สื่อมวลชนจะไปสัมภาษณ์เพื่ออะไร ก็ต้องมีจรรยาบรรณเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงหน้าที่ของสื่อที่ทำงานเพื่อภาคประชาชน ดังนั้นประเด็นเรื่องสื่อขณะนี้ นอกจากต้องรู้ทันแล้ว ยังต้องเล่นเกมรุกเพื่อแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยต้องทำงานในเชิงนโยบายอย่างไรบ้าง เพื่อสู้กับระบบทักษิโณมิกส์และระบอบทักษิณาธิปไตย
ช่วงที่ผ่านมาคนบ่นกันว่าสมาชิกวุฒิสภาทำอะไรไม่ค่อยได้ คุณหมอมองว่าคนที่เข้ามาเป็น ส.ว. ทำอะไรได้บ้าง
ผมคิดว่าหน้าที่หรือเป้าหมายของเราก็ไม่ต่างจากสื่อ คือเข้ามาเป็นหมาเฝ้าบ้านและส่งเสียงให้สังคมได้รู้ เพียงแต่เรามีอำนาจที่กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และสามารถทำงานเชื่อมโยงกับภาคประชาชน
ความหวังของเราคือการสร้างอำนาจในการตรวจสอบที่อยู่บนฐานของสังคม และขณะเดียวกันก็ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อต่อสู้กับระบบทุนผูกขาดและระบบอำนาจที่มีอยู่ในขณะนี้ ทว่าน่าเสียดายที่การเมืองไทยครอบงำและแทรกแซงเข้ามาในองค์กรวุฒิสภาได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นระบบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จภายใต้ระบบทักษิโณมิกส์และระบอบทักษิณาธิปไตย เพราะเรามีนายกฯที่เก่งด้านการบริหารจัดการ
ด้วยการถูกครอบงำดังที่กล่าวมา ถ้าพูดในแง่การทำงานแล้ว ตัวองค์กรวุฒิสภาก็ไม่ได้ทำประโยชน์คุ้มกับเวลา 6 ปีที่ผ่านมาเท่าไรนัก ผมคิดว่าเราต้องสรุปบทเรียนตรงนี้และหาทางแก้ไขว่า วุฒิสภาจะเป็นองค์กรที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการเมืองและองค์กรสถาบันการเมืองได้อย่างไร เพื่อสร้างการเมืองที่เป็นธรรมและไม่เอารัดเอาเปรียบสังคม
อย่างไรก็ตาม ในฐานะของ ส.ว. เสียงส่วนน้อย ถึงแม้เสียงของเราจะสู้เสียงข้างมากไม่ได้ แต่เราได้ทำตัวเป็นหมาเฝ้าบ้านที่ส่งเสียงให้สังคมได้รับรู้และแสดงให้เห็นภาพการครอบงำโดยระบบทุนข้ามชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ถ้าถามว่าวุฒิสภาในวาระต่อไปเป็นอย่างไร ผมคิดว่าถูกครอบงำเบ็ดเสร็จมากขึ้น คือแย่ยิ่งกว่านี้ และถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ต้องมาสรุปบทเรียนว่า สังคมไทยยังต้องการวุฒิสภาอีกหรือเปล่า ถ้าต้องการแล้วต้องปรับเปลี่ยนส่วนไหนเพื่อให้ ส.ว. ทำหน้าที่ได้อย่างอิสระตามที่สังคมคาดหวัง เพราะต้องไม่ลืมว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีจุดอ่อนเรื่องสังคมวิทยาการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับสังคมไทยที่ถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์และเต็มไปด้วยการใช้อำนาจ ซึ่งครอบงำได้กระทั่งวุฒิสภา ปัญญาชน ชนชั้นกลาง และระบบราชการ
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาทบทวนกฎหมายรัฐธรรมกันใหม่ มาดูกันว่ากฎหมายฉบับนี้เอื้อต่อการเกิดระบบการเมืองผูกขาดอย่างไรบ้าง การเมืองที่ถูกออกแบบมาให้เกิดเสถียรภาพกลายเป็นการเมืองที่ผูกขาดอำนาจและนำมาซึ่งปัญหามากมาย ขณะเดียวกัน ด้านวุฒิสภาซึ่งเป็นตัวแปรหนึ่งที่สนับสนุนระบบการเมืองผูกขาดควรเปลี่ยนแปลงอย่างไร ถ้ายังต้องมีอยู่ต่อไป ก็ต้องคิดว่าจะปรับอย่างไรเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือถ้าคิดว่าไม่จำเป็นก็เอาออกไป เพื่อไม่ให้ย้อนกลับมาเป็นเครื่องมือของอำนาจเบ็ดเสร็จ
8 ปีของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของปัญหา เพียงแต่จะมีความกล้าหาญในการพูดไหม ซึ่งผมไม่คิดว่านักการเมืองจะคิดถึงตรงนี้ได้ คงต้องฝากความหวังไว้กับนักวิชาการและภาคประชาสังคมให้ช่วยกันคิด และผมเสนอว่า ควรให้ สสร. ภาคประชาชนมาทำหน้าที่นี้และช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าจะหวังให้ฝ่ายการเมืองคิด มันคงยังไม่สุกงอม การเมืองยังหลงในอำนาจอยู่
ส่วนในภาคสังคมต้องทบทวนว่าจะปรับบทบาทของการเมืองภาคประชาชนอย่างไร ต้องรู้เท่าทันการเมืองแบบตัวแทนว่ายังมีอะไรที่นำไปสู่การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จจนก่อให้เกิดปัญหา เช่น ความรุนแรง ความยากจน การทุจริต และหาวิธีจำกัดการใช้อำนาจเหล่านั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ภาคสังคมและภาคประชาชนจะต้องพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและหาข้อยุติในการทำงาน เพราะขณะนี้เรารู้แล้วว่าตัวอำนาจเข้าไปกระทบทุกๆ สถาบันในสังคมไทย แม้จะเป็นเรื่องของพระราชอำนาจก็ตาม

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)




