ทางเลือกของเอเชีย: แผนของไทย
- พันศักดิ์ วิญญรัตน์ -
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป 2-3 ปีมานี้ รัฐบาลไทยพยายามพัฒนายุทธศาสตร์ใหม่ ขึ้นมาเพื่อรับมือกับกระบวนการโลกาภิวัตน์ และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับมัน
แน่นอนว่า โฉมหน้าการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 เขย่าอย่างรุนแรง กระนั้น แม้ก่อนเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายนเอง เศรษฐกิจของโลกก็กำลังถดถอย เนื่องจากปัจจัยหลายประการไม่เอื้ออำนวย
ประการแรก และสำคัญที่สุด เนื่องมาจากสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เกิดหยุดชะงัก อีกทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐเองก็ตกต่ำลง สภาพเช่นนี้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
ในแง่การผลิต โลกต้องประสบปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน อุปทานสินค้าชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าสินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้าเกษตรมีมากเกินไป ในขณะที่อุปสงค์ของผู้บริโภคหดตัวลง ในส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ก็เกิดปัญหาการผลิตสินค้าเหมือนและซ้ำ ซึ่งทำให้ต้องแก่งแย่งแข่งขันกันเอง ในส่วนสินค้าเกษตร ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีวิศวะพันธุกรรม เมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็กระหน่ำซ้ำเติมปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา ที่ผูกติดกับการเกษตร ให้ได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้น
ทางด้านการลงทุน หลายประเทศต้องประสบปัญหาจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย พวกเขาจำเป็นต้องอัดฉีดเงินก้อนใหญ่ขึ้น ๆ ในการปรับปรุงการผลิตให้ทันสมัย ทั้งที่ ๆ การลงทุนมีขนาดเท่าเดิม ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และอุปสงค์ของโลก บริษัทต่าง ๆ ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็ยากที่จะเอาตัวรอด
บริษัทเหล่านั้น ก็ยังประสบกับปัญหาการปรับตัวและปรับโครงสร้างการผลิตให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่เพียงกดดันให้บริษัทต้องตื่นตัวและยืดหยุ่นอยู่เสมอ หากยังต้องบริหารทุนให้เหมาะสมอีกด้วย
กล่าวเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ประเทศเหล่านี้ ต้องเผชิญกับความลำบากอย่างหนักในการควบคุมผลกระทบจากการใช้เงินทุนระยะสั้น โดยยังไม่มีทางออกง่าย ๆ ประเทศต่าง ๆ ต้องส่งเงินสำรองของตนไปฝากไว้ตามสถาบันทางการเงินในประเทศตะวันตก ซึ่งก็นำเงินเหล่านั้น หวนกลับมาลงทุนในประเทศที่เอาไปฝากซ้ำอีกครั้ง วิกฤตการณ์การเงิน ปี 1997 แสดงให้เห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนาทำอะไรไม่ได้เลย เมื่อสถาบันทางเงินพากันแห่ถอนเงินทุนกลับ เพราะไม่ไว้ใจเศรษฐกิจในประเทศที่เข้าไปลงทุน
ท้ายสุดแต่ไม่สุดท้าย เราได้รับผลกระทบจากการที่จีน เข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก นี่ให้ข่าวดีในแง่การขยายความร่วมมือทางการค้า แต่เป็นข่าวร้ายสำหรับอุตสาหกรรมที่ปรับตัวช้า
นั่นคือสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุการณ์ วันที่ 11 กันยายน ซึ่งก็ทำให้โลกเกิดความไม่แน่นอน และโอกาสที่โลกจะโตขึ้น อาจเสี่ยงกับการตกลงมาอีก จุดที่กระทบอย่างหนักคือ การค้าและการคมนาคมของโลก การขนส่งสินค้าข้ามสมุทร ไม่ว่าจะโดยเครื่องบินหรือเรือสินค้า และผู้โดยสารทางอากาศ ต้องถูกกระทบอย่างหนัก เพราะความล่าช้าในการตรวจสอบด้านความปลอดภัย ในมาตรการเสริมด้านความปลอดภัย ในเที่ยวบินหรือทางทะเล ทั้งต้นทางและปลายทาง ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องสูญเสียรายได้นับล้านเหรียญ
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น อัตราค่าประกันภัยโพ้นทะเล ทั้งทางเรือและทางอากาศ ก็โด่งเป็นพลุ บวกกับการเดินทางทางอากาศที่ลดลง ทำให้สายการบินต่าง ๆ ต้องเสี่ยงกับภาวะล้มละลาย ขณะเดียวกัน การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ต่อขบวนการอัล-กออิดะห์ ในอาฟกานิสถาน และการก่อการร้ายที่ขู่จะตอบโต้ด้วยวิธีนอกแบบแผน อาจมีแนวโน้มทำให้การค้าโลกหยุดชะงักได้
แบบไทยๆ
ในสถานการณ์โลกที่ไร้กลีบกุหลาบเช่นนี้ รัฐบาลไทยเห็นความจำเป็น ที่จะต้องตรวจตราและพิจารณา หายุทธศาสตร์การพัฒนาที่เหมาะที่สุดของประเทศ ภายใต้สภาพแวดล้อมของโลก ปัญหาที่ไทยและอาจจะทั่วทั้งโลกต้องเผชิญอยู่ตามที่ได้บรรยายมาตั้งแต่ต้นนั้น อันที่จริง เป็นเพียงปรากฏการณ์เปลือกนอกเท่านั้น
ปัญหาเนื้อในคือ
1) เราลอกแผนเศรษฐกิจและการผลิตมาจากตะวันตก
2) เราเลียนแบบ “วิถีชีวิต” ของตะวันตก
เราทำแบบนี้ โดยลืมใช้ความเข้มแข็งและกำลัง ของวัฒนธรรม และทรัพยากรของตัวเอง ในการสร้าง “วิถีชีวิตแบบเอเชีย” ที่โลกจะได้มีโอกาสได้เลือกและผสมผสาน
คำว่า “การแข่งขัน” มีความหมายหลายด้าน แต่คำคำนี้โดยพื้นฐานมีช่องโหว่ มันส่อนัยว่า เราต้อง “แข่งขัน” ผลิตสินค้าตัวเดียวกัน บริการอย่างเดียวกัน คำว่า “การแข่งขัน” กลายเป็นสิ่งอันตราย เมื่อประเทศของคุณไม่มี หรือมีไม่พอ ซึ่งปัจจัยด้านภูมิปัญญาและเงินทุน ที่จะไปแข่งขันตามกรอบที่คนอื่นเขากำหนด นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมการควบคุมการบริหารทุนรอน จึงเป็นปัญหายุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในโลกทุกวันนี้
ในการสำรวจโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เราเจอปัญหาหลายข้อที่ต้องแก้ไข
ประการแรก การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ต้องพึ่งการส่งออกมากเกินไป โดยคิดเป็นการส่งออก สูงถึงร้อยละ 55 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ( GDP) ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องระวังความผันผวนของเศรษฐกิจโลก มากเป็นพิเศษ
ประการที่สอง การส่งออกหลักของไทย ขึ้นอยู่กับประเทศผู้นำเข้าจำนวนน้อยเกินไป หากไม่มีการกระจายจำนวนลูกค้าออกไป การส่งออกของไทยต้องขึ้นอยู่กับความสงสาร ของอุปสงค์-อุปทานที่วูบวาบ ของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เพียงหยิบมือเดียว
ประการที่สาม โครงสร้างเศรษฐกิจภายในของไทย เทียบแล้วยังอ่อนแออยู่มาก ทั้งในแง่ของความหลากหลายของตัวสินค้า และคุณภาพของสินค้า
ประการที่สี่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย ยังไม่ถึงขั้นน่าพึงพอใจ ในการแข่งขันกับผู้อื่น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย ต้องเร่งผลิตแรงงานที่มีคุณภาพให้พอ เพื่อไปเกื้อหนุนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่รัฐบาลคิดขึ้น
ประการที่ห้า โครงสร้างอุตสาหกรรมของไทย ขึ้นอยู่กับแรงงานราคาถูก และทักษะกึ่งอุตสาหกรรมกึ่งครัวเรือน ผลก็คือ กำลังแรงงานของประเทศ มีโอกาสที่จะชื่นชมความรุ่งเรืองของอนาคตน้อยลง เพราะพวกเขายังต้องติดอยู่กับกฎที่เรียกว่า การตีราคาค่าแรง
ประการสุดท้าย การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ต้องพึ่งอิทธิพลภายนอกอย่างมาก ทำให้ไทยหมิ่นเหม่ต่อความผันผวนของตลาดโลก และปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้
หลังจากประเมินปัญหาที่ไทยต้องเผชิญแล้ว รัฐบาลก็เริ่มพิจารณากำลังของตัว และชี้ช่องทางที่เราพอมีออกมา เรื่องแรกที่คิดได้ คือเรามีประสบการณ์หลากหลายในการผลิต ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ถึงแม้เราจะไม่มีส่วนประกอบทางการผลิตอื่นๆ เช่นทรัพย์สินทางปัญญา แต่เราก็มีทักษะ ความเป็นท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่อย่างเหลือเฟือ ที่จะช่วยให้เราเติมความรู้ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมลงไป เพื่อให้ได้ผลตามที่มุ่งหวัง
แถมเรายังมีทรัพย์สินทางธรรมชาติของแท้ที่รุ่มรวย ผนวกกับการจัดการ และเทคโนโลยีที่เหมาะเจาะ ให้นำมาผลิตเป็นสินค้าตัวใหม่ เพื่อวิถีชีวิตแบบใหม่ ว่ากันในเรื่องที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แล้ว ประเทศไทยตั้งอยู่ตรงกลางภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ จุดภูมิยุทธศาสตร์ชั้นเยี่ยม
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีโครงสร้างทางสังคมที่เกื้อหนุน และเปิดกว้างต่อความหลากหลาย และความคิดสร้างสรรค์ ในทางกลับกัน การบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ภายในสังคม จะนำไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญาของเรา ทั้งในด้าน “ความละเมียดละไม” และ “ความไฮ-เทคฯ” ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติโดยรวมเพิ่มขึ้น
เราเชื่อว่า มีโอกาสอีกหลายอย่างเปิดให้ประเทศไทย อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค และวิถีชีวิตแบบใหม่ในโลก โอกาสดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการประยุกต์เทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้ผลิตสินค้า “ละเมียดละไม” ที่มีคุณภาพให้ตลาดโลก ทั้งที่เป็นอาหารและสินค้าอุปโภค-บริโภคอื่น ๆ
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ รัฐบาลก็ได้ทำการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้แน่ใจว่า เราจะมีทรัพยากรมนุษย์เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้า ทำการปฏิรูปทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่ เข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น โดยเน้นไปที่การเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่น เพื่อให้พวกเขาสามารถทำฝันให้กลายเป็นจริง
การกระจายโอกาสไปในสังคมที่ไม่เท่าเทียม เป็นประเด็นร้อนในพรรคการเมืองหนึ่งๆ เราจึงตัดสินใจเลือกให้โอกาสมวลชนได้เข้าถึงทุน เพื่อใช้ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา โดยไม่ต้องให้เงินอุดหนุนโดยตรง นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราต้องตั้ง “ธนาคารประชาชน” (ที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อย) และตั้งกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่เราย้ายทุนไปหาประชาชน และประชาชนเอง ก็ต้องมีวินัยในการใช้เงิน และตั้งคณะกรรมการของพวกเขาขึ้นมาดูแลทุนก้อนนี้ ส่วนรัฐบาลก็ควรมีบทบาทในการให้ความสะดวกและจัดทำบัญชีให้เรียบร้อยเท่านั้น
นโยบายพื้นฐานของรัฐบาล คือการสนับสนุนให้เกิดวิสาหกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลาง ( SMEs) ทั่วประเทศ เพื่อให้ทำการผลิตสินค้าที่หลากหลาย และมีความยืดหยุ่น SMEs ต้องช่วยปรับปรุงการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ และตลาดโลก รวมทั้งรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ให้สอดคล้องกับทักษะ, ทรัพยากร, ความหลากหลายทางชีวะภาพ, และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในท้องถิ่นของพวกเขา
รัฐบาลก็ได้จับมือกัน ปรับปรุงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ให้เป็นอุตสาหกรรมไฮ-เทค ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อสร้างรายได้มูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเป็นแหล่งรายได้ และแหล่งเงินตราต่างประเทศที่สำคัญของประเทศ ในที่นี้พึงทราบว่า ประเทศอย่างเช่นฝรั่งเศส ซึ่งก้าวหน้าทางวิทยาการและมีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่แหล่งรายได้หลัก ก็มาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่ใช่จากสินค้าไฮ-เทค
ผสมผสานอย่างชาญฉลาด
ก่อนหน้านี้ ผมได้อ้างถึงการผสมผสานความละเมียดละไม กับความไฮ-เทค เพื่อผลิตเป็นสินค้าชนิดใหม่ เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตในปัจจุบัน และตอนนี้ ขอยกตัวอย่างบางเรื่องของประเทศไทย เพื่อให้ท่านทราบ
ในจังหวัดลำปาง ทางเหนือของไทย บริษัทไทยดีไซน์จำกัด ได้ผลิตผลิตภัณฑ์เซรามิค ที่มีการออกแบบได้คุณภาพระดับโลก เพื่อส่งขายไปทั่วโลก บริษัทใช้เตาเผาไฮ-เทค ควบคุมขั้นตอนโดยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง
ในด้านการผลิตอาหาร บริษัทซีพีไรซ์มิลล์ ปลูกข้าวหอมมะลิ ปลอดสารพิษ ในจังหวัดบุรีรัมย์ในภาคอีสาน ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลกในการสีข้าว เทคโนโลยีแบบนี้ คัดเอาเฉพาะเมล็ดข้าวที่มีคุณภาพสูงที่สุดมาขาย
โรงงานย้อมหนังแห่งหนึ่งของไทย ก็เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น ในเรื่องความละเมียดละไม และความไฮ-เทคในการผลิต โดยใช้ศิลปะชั้นสูงและอุปกรณ์ไฮ-เทคในการย้อมหนัง และตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพสูงสุด
ในด้านบริการ ก็มีการประยุกต์ใช้หลักการละเมียดละไม และไฮ-เทคด้วย โรงแรมซูเปอร์-เดอลุกซ์หลายแห่งในเกาะสมุย และเกาะภูเก็ตในภาคใต้ รวมการบำบัดโดยทางน้ำ และสมุนไพรไทยไว้ในบริการ แถมเสิร์ฟอาหารไทยที่แสนอร่อยและมีคุณค่า บริการพิเศษเช่นนี้ ทำให้โรงแรมเหล่านั้นมีชื่อเสียง กลายเป็นโรงแรมหกดาวไป
ตัวเลขพื้น ๆ กับอนาคตของไทย
ประเทศไทยได้ผ่านการถกเถียงเรื่องเศรษฐกิจกันมาแล้วยกหนึ่ง สำนักเศรษฐศาสตร์แบบจารีตแห่งหนึ่ง รู้สึกว่า เราควรสะท้อนความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ โดยให้รัฐบาลลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่อีกสำนักหนึ่งเชื่อว่า เราต้องขจัดกำลังการผลิตเกิน โดยใช้เงินภาษีไปหนุนงบดุลธุรกิจใหญ่ๆ โดยไม่ต้องสนใจว่า อุปทานต่อสินค้าของบริษัทนั้นมีหรือไม่มี
ตามทัศนะของรัฐบาล เราหวังว่าทัศนะทั้งสองจะถูก แต่เราก็รู้ว่ามันผิดทั้งคู่ เรากำลังแบกหนี้สาธารณะอยู่ร้อยละ 65 ของ GDP หรือร้อยละ 16 ของงบประมาณประจำปี เราแบกหนี้ที่ต้องชำระเป็นเงินตราต่างประเทศ 67 พันล้านเหรียญ ในจำนวนนั้น 27 ล้านเหรียญเป็นหนี้ภาครัฐ การใช้จ่ายภาครัฐใดๆ ย่อมเป็นการเพิ่มสภาพหนี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น เราต้องสร้างรายได้ให้เร็วพอ ที่จะไม่ทำให้สภาพหนี้ของเราต้องแย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่ ดังที่ผมได้ชี้ไว้แล้วก่อนหน้านี้ว่า ในเอเชียมีกำลังผลิตล้นในสินค้าบางตัว และปัญหาของเราคือแสวงหากำลังผลิตใหม่ ไปตอบสนองอุปทานใหม่ สรุปแล้วก็คือ เราต้องการการลงทุนก้อนใหม่ เพื่อสนองอุปทานแบบใหม่
ทางออกของเราคือสร้างนโยบายการจัดการที่เหมาะสม การให้แรงจูงใจด้านภาษีสำหรับการลงทุนใหม่ๆ ของภาคเอกชน ดังนั้น เราจึง “กระตุ้น” การลงทุนของภาคเอกชน
นักเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบเก่า เชื่อว่าการอัดฉีดทางการเงินและการคลังที่เหมาะสม จะส่งผลทางเศรษฐกิจที่ดี อย่างไรก็ตาม ในโลกสมัยใหม่ การอัดฉีดเงินเข้าไป ไม่จำเป็นต้องได้ผลตามที่คาด เพราะสังคมเปลี่ยน และอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะกระทบไปยังผู้ที่อยู่ในกระบวนการตัดสินใจ เกี่ยวกับเศรษฐกิจและตลาดโลก
ถ้าเราเคยอ่านบทความของ โรเบิร์ต แซมวลสัน ในนิตยสารนิวสวีค ฉบับดาวอส เราจะเห็นว่า ตัวผู้เขียนเอง ยอมรับว่าการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มหภาคใดๆ ก็ตามแต่ จะต้องนำเอาปัจจัยทางการเมืองและทางสังคมต่างๆ มาร่วมคำนวณด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ นักเศรษฐศาสตร์มหภาคทั้งหลาย ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างชัด ถึงปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันนี้ได้
ผมเองก็ใคร่จะแก้ไขความคิดผิดๆ ที่ว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังปิดประตู ไม่ต้อนรับคนภายนอก นั่นมันนิยายครับ รัฐบาลนี้ไม่เคยปิดประตู และก็จะไม่ทำเช่นนั้นด้วย
ในความเป็นจริง หากใครศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทย เปรียบเทียบกับประเทศตะวันตก เขาก็จะทราบว่า ประเทศไทย ธำรงรักษานโยบายเปิดกว้าง มากกว่าประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ ที่มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจเหมือนๆ กันเสียอีก
ที่จริง รัฐบาลไทยได้ใช้นโยบายสองด้าน ด้านหนึ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจระดับรากหญ้าในประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศด้วย เป็นที่เห็นด้วยโดยทั่วกันว่า นโยบายดังกล่าวชาญฉลาดและสุขุมรอบคอบ สมาชิกชั้นนำของภาคเอกชนอเมริกันในนิวยอร์คหลายคน พอได้ฟังรัฐบาลชี้แจงนโยบาย ก็พากันต้อนรับยุทธศาสตร์นี้ และบอกว่า พวกเขาก็ใช้ยุทธศาสตร์คล้ายๆ กันนี้
การที่ไทยเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นประโยชน์ ไม่เฉพาะกับประเทศของเราเท่านั้น หากแต่ยังเป็นประโยชน์กับคู่ค้าของเราอีกด้วย
มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ คือ The Spirit of Capitalism เขียนโดยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน ชื่อ Liah Greenfield พิมพ์เมื่อปี 2001 ชื่อรองในหนังสือเล่มนั้นคือ Nationalism and Economic Growth มันเป็นการศึกษาถึงการเติบโตของลัทธิทุนนิยมในอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและเยอรมนี โดยมีลัทธิชาตินิยมเป็นพลังขับเคลื่อนความเติบโต
แล้วเราล่ะ? ยืนอยู่จุดไหนแน่ ในเส้นทางที่เศรษฐกิจโลกฝ่าไปสู่อนาคต
ประเทศในเอเชีย ไม่ควรเลียนแบบเศรษฐกิจตะวันตก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องปฏิเสธข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่เราควรแสวงหาทางเลือกอื่นในการพัฒนา และภายในระยะเวลาหนึ่งๆ โลกนี้จะร่ำรวยขึ้นหากมีทางเลือกในการพัฒนามากกว่าหนึ่ง
หนทางในการพัฒนาเทคโนโลยี เป็นขั้นบันไดแบบยกกำลัง กล่าวคือ แต่ละขั้นบันใดพัฒนาไปเร็ว เกินกว่าที่มนุษย์จะก้าวทัน เพราะพวกเราต่างก็ยังเป็นทาสของความเชื่อ และอารมณ์ความรู้สึก ที่ดุ่มไปแบบอนาล็อก ซึ่งบางครั้ง เราก็อาจจำต้องก้าวถอยหลัง เมื่อความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงนั้นเกรี้ยวกราดเกินทน
เราควรอดทนไปสู่สังคมที่สามารถถอนเงินจากประวัติศาสตร์ที่ร่ำรวย และทรัพยากรธรรมชาติที่มั่งคั่งของเราเอง เอามาแจกจ่ายให้ประชาชนได้ใช้สอย ผสมทรัพย์สินของเราเขากับเทคโนโลยีทันสมัย วิถีการผลิตเช่นนี้จะช่วยให้เราค้าขาย และก้าวเข้าไปในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและทางสังคม ในโลกที่เป็นทั้งอนาล็อกและดิจิตอล
ท้ายที่สุด เราต้องเลือกผสมสิ่งที่ดีที่สุดในอดีต กับสิ่งที่ดีที่สุดในอนาคต ตามแบบของเราเอง
เรียบเรียงจากคำบรรยายของ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่โรงเรียนศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน พันศักดิ์เป็นชาวต่างประเทศ 1 ใน 4 คน ที่เคยได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่โรงเรียนแห่งนี้

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)




