ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยตามแนวคิดของ ไมเคิล อี. พอร์เตอร์
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงกว้างขึ้นทุกขณะ ในฐานที่เป็นยุทธศาสตร์หลักต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โครงการศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศนี้ ศึกษาโดยคณะทำงานร่วมระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสถานบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้กรอบการประเมิน และวิเคราะห์โดยหลักทฤษฎี Diamond Model ของ Prof. Michael E. Porter ซึ่งคณะทำงานได้ดำเนินการศึกษาตามกระบวนการ และแนวคิดตามหลักทฤษฎีดังกล่าว พร้อมทั้งได้นำเสนอรายละเอียดต่างๆ ประเด็นสำคัญและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของประเทศไทย
สำหรับกรอบการศึกษานั้น เนื่องจากการศึกษานี้จะเน้นการหาแนวทางเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) จึงเห็นควรใช้กรอบแนวความคิด Clusters และ Diamond Model ของ Prof. Porter แห่งมหาวิทยาลัย Harvard เป็นหลัก เนื่องจากเป็นแนวความคิดที่มองอย่างองค์รวม (Holistic view ) ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ของเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยแนวความคิดนี้เห็นความสำคัญและคำนึงถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเน้นในการสร้างปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ (Business environment) ที่ดี ที่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ตัวอย่างประเทศที่ได้นำ Diamond Model มาใช้ในการวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา อาทิเช่น สิงคโปร์ โปรตุเกส อาร์เจนตินา นิวซีแลนด์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น ทีมงานของ Prof. Porter เคยได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต และอุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำ ในปี 2544 อีกด้วย
แนวความคิดของ Prof. Porter เชื่อว่าความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาวและคุณภาพชีวิตของประชาชนจะถูกกำหนดจากความสามารถในการใช้ทรัพยากรมนุษย์ เงินทุน และทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเพิ่มผลผลิต (Productivity) ของประเทศนั้นๆ โดยมีหลักการที่สำคัญคือ โครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ดีนั้นเป็นปัจจัยจำเป็นสำหรับการเพิ่มความสามรถในการแข่งขัน แต่ยังไม่เพียงพอ หากยังขึ้นกับความสามารถการพัฒนารากฐานการแข่งขันในเศรษฐกิจระดับจุลภาคของประเทศ โดยปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ (Business environment) เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะกระตุ้นและส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของผู้ประกอบการ พร้อมทั้งยกระดับการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น การศึกษาครั้งนี้ยังใช้วิธีการวิเคราะห์แบบ Top-down Approach ในระดับมหภาค และการวิเคราะห์แบบ Bottom-up Approach ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่มีความถูกต้องเนื่องจากมีการตรวจสอบข้อมูลซึ่งกันและกัน (Cross Check ) ระหว่างข้อมูลในระดับประเทศและระดับกลุ่มอุตสาหกรรม ผลจากการวิเคราะห์สุดท้ายจะได้จากการบูรณาการผลการวิเคราะห์ของทั้งสองแนวทาง (Approach ) โดยการวิเคราะห์ในระดับกลุ่มอุตสาหกรรมทำให้การวิเคราะห์ภาพรวมระดับมหภาคเป็นรูปธรรมและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น สำหรับการศึกษาประเมินและวิเคราะห์ในระดับกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ใช้กรณีอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญในฐานะเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อันได้แก่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์
ความสามารถในการแข่งขันระดับมหภาค
จากการศึกษาเศรษฐกิจระดับมหภาคในภาพรวมพบว่า พัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องช่วยผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยบางส่วนเปลี่ยนผ่านจากระดับของพัฒนาการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อได้เปรียบจากปัจจัยพื้นฐานในการผลิต (Factor-driven Economy) ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน (Investment-driven Economy) ซึ่งหากจะทำให้ประเทศมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริงจะต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างปัจจัยที่มีลักษณะเฉพาะและก้าวหน้ากว่าเดิม เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพสูง แรงงานที่มีทักษะสูง การพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นต้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตของไทยมีไม่มากนักในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือ ระบบเศรษฐกิจยังคงต้องพึ่งพิงรายได้จากภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และบริการในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับเมื่อสิบปีที่แล้ว
ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นแหล่งจ้างงานส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้ว สัดส่วนของแรงงานในภาคเกษตรกรรมของไทยลดลงค่อนข้างช้า เหตุผลที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ภาคอุตสาหกรรมและบริการยังไม่เข้มแข็งเพียงพอที่จะดูดซับแรงงานจากภาคเกษตรกรรมได้มากเหมือนในประเทศอื่น
เศรษฐกิจของไทยมีลักษณะกระจุกตัวในส่วนกลางสูง โดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพฯและจังหวัดโดยรอบ รวมทั้งภาคตะวันออกที่รองรับเขตที่ตั้งอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพื่อการเกษตรแต่มีระบบเศรษฐกิจที่เล็กที่สุด ทั้งเป็นแหล่งรองรับแรงงานมากที่สุด เหตุที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคกลางและจังหวัดรอบกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งก็เพราะนโยบายการบริหารของประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นแบบรวมศูนย์ ทำให้กลไกการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของรัฐบาลมีข้อจำกัด ยังไม่เข้มแข็งหรือมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร รวมทั้งขาดการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่นในฐานะผู้มีส่วนได้รับประโยชน์และผลกระทบ
ในขณะเดียวกันขีดความสามารถการแข่งขันหรือประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมของไทยยังต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันมาก ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ คือ การไม่เพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งการตลาดโลกของประเทศ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศน้อยลง และระดับของการสร้างนวัตกรรมยังน้อยมาก
ผลจากการวิเคราะห์บริบทพื้นฐานเศรษฐกิจจุลภาคของการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้กรอบแนวคิด Diamond Model ของ Pof. Michael Porter พบประเด็นที่สำคัญ (Critical Issues) ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน 5 ประเด็น คือ
• ทักษะแรงงานและศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังอ่อนแอ
• การเชื่อมโยงในเชิงกิจกรรมและความร่วมมือของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ยังไม่เข้มแข็ง
• บริบทการแข่งขันและประสิทธิภาพของกลไกระบบราชการ ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม
• กลยุทธ์ของธุรกิจเน้นการแข่งขันบนพื้นฐานของปัจจัยการผลิตราคาถูกและไม่ได้เน้นการลงทุนเพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
• เงื่อนไขอุปสงค์ทั่วไปขาดความพิถีพิถัน
จากประเด็นหลักของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดังกล่าว คณะทำงานจึงเสนอแนะวาระยุทธศาสตร์เพื่อการเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (competitiveness Development Agenda) 2 กลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์ทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
กลุ่มยุทธศาสตร์ 1: กลุ่มยุทธศาสตร์เพื่อปรับทิศทางนโยบายรัฐและกลยุทธ์ของธุรกิจ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
• การเสริมสร้างและพัฒนาปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันของธุรกิจ (Upgrade the Business Environment) โดยการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยการผลิตให้มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยทุน และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างผลิตภาพการผลิต (Productivity) ที่สูงขึ้นได้ รวมทั้งต้องมีการสร้างบรรยากาศแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจมีแรงจูงใจที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวเองอยู่เสมอ และมีความมั่นใจได้ว่าจะไม่เสียเปรียบคู่แข่งเนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม
• การส่งเสริมการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ (Activate Cluster Development) โดยการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีการรวมตัวในลักษณะที่เป็นเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster) อยู่แล้วให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกอย่างยั่งยืน และผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่ถาวรและรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมที่แน่นแฟ้นมากขึ้น สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเป็นเครือข่ายวิสาหกิจ ทั้งนี้มีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญได้แก่ การจัดตั้งกลไกถาวรรับผิดชอบการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ การส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจ องค์กรภาครัฐ และสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น รวมทั้งการพัฒนาระบบและเผยแพร่ข้อมูลเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ
• การปรับทิศทางการดำเนินกลยุทธ์ของธุรกิจ (Transform Company Strategy) โดยส่งเสริมให้ธุรกิจในประเทศพัฒนากลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการแข่งขันในระดับโลกมากขึ้น ด้วยการปรับเปลี่ยนการดำเนินกลยุทธ์การแข่งขันจากเดิมที่มุ่งแข่งขันโดยใช้พื้นฐานปัจจัยการผลิตราคาถูก เช่น แรงงานและวัตถุดิบ และหรือกลยุทธ์การตัดราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่ง ไปสู่การมุ่งเน้นที่การนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณค่าแตกต่างไปจากคู่แข่ง (Product Differentiation) การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ (Value Added Creation) การสร้างตราสินค้า รวมทั้งการกำหนดและจัดลำดับความสำคัญของตลาดเป้าหมาย (Market Segmentation)
• การเป็นผู้นำในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (Lead a Cross-National Strategy) โดยการดำเนินยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค (Regional Strategies) ด้านการต่างประเทศ การค้าและการลงทุน ที่เน้นการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค รวมทั้งการสร้างความเชื่อโยงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับต่างๆ ของประเทศในภูมิภาค ในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเพื่อขยายขอบเขตของตลาด รวมทั้งการสร้างกลไกความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี การสร้างมาตรฐานร่วม และพัฒนากลยุทธ์การตลาดในระดับภูมิภาค
กลุ่มยุทธศาสตร์ที่ 2: กลุ่มยุทธศาสตร์เพื่อปรับกลไกการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งต้องดำเนินการคู่ขนานไปกับ 4 ยุทธศาสตร์ในกลุ่มยุทธศาสตร์แรกโดยตลอด ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 2 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
• การปรับบทบาทของภาคธุรกิจและภาครัฐ (Redefine the Roles of Business and Government) การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศให้มีประสิทธิผลนั้น จะต้องมีการนิยามบทบาทระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐใหม่ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนทัศนะจากการที่มองว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นบทบาทของรัฐ มาเป็นทัศนะที่มองว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐทุกระดับ บริษัท สถาบันการศึกษาและวิจัย รวมทั้งสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยภาคเอกชนจะต้องเป็นมีบทบาทนำหรือเป็นแกนหลักร่วมกับสถาบันและองค์กรในท้องถิ่นในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาดังกล่าว เพื่อสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ บนพื้นฐานของการร่วมมือกันเป็นเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster-based Approach) ส่วนรัฐควรมีบทบาทเป็นฝ่ายสนับสนุนการพัฒนา จัดวางกติกาและสิ่งจูงใจ รวมทั้งสร้างความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการให้บริการเพื่อไม่ก่อให้เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็นแก่ธุรกิจ
ในขณะเดียวกันหน่วยงานความร่วมมือในอุตสาหกรรม (Institutions for Collaboration: IFC) ซึ่งได้แก่สมาคมหรือการรวมกลุ่มของภาคเอกชน และสถาบันเฉพาะทางต่างๆ ควรปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนภาคธุรกิจเอกชนในอุตสาหกรรมต่างๆ ให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง รวมทั้งเป็นแกนกลางในการประสานกับภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง
• การกระจายอำนาจด้านนโยบายเศรษฐกิจไปสู่ระดับภูมิภาค (Decentralize More of the Economic Policy to the Regional Level) เพื่อให้การดำเนินนโยบายพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน และการสนับสนุนของภาครัฐกระจายไปสู่เศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการ และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยมีข้อเสนอแนวทางการดำเนินงานนอกเหนือจากการเน้นบทบาทภาคเอกชนเป็นแกนนำและสร้างความร่วมมือภายในท้องถิ่นดังกล่าวมาในยุทธศาสตร์ข้างต้นแล้ว คือ การใช้กลไกผู้ว่าราชการแบบบูรณาการ (ผู้ว่าฯ CEO ) เป็นแกนกลางในการสนับสนุนกระบวนการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจในท้องถิ่น เนื่องจากเป็นรูปแบบการทำงานที่มีความคล่องตัวสูง รวมทั้งต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีศักยภาพที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ว่าฯ CEO ได้อย่างเข้มแข็ง
อนึ่งเนื่องจากการศึกษาครั้งนี้มีข้อจำกัดทั้งในแง่ของขอบเขตงานและระยะเวลาการศึกษา จึงไม่อาจครอบคลุมหรือลงลึกในประเด็นสำคัญได้ครบทุกประเด็น ดังนั้น หากจะกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยครบทุกภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนแล้ว คณะทำงานเห็นว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติม ในสองประเด็นสำคัญ คือ
• ศึกษาความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม ในฐานที่เป็นภาคเศรษฐกิจหรือเครือข่ายวิสาหกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งรองรับแรงงานและส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาตรฐานการดำรงชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ
• ศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกในบางข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญและมีผลกระทบสูง เพื่อกำหนดมาตรการ หรือแผนงาน โครงการที่สามารถจะนำไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป อาทิ การจัดทำ Cluster Mapping การจัดตั้งกลไกผลักดันการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ การปรับบทบาทสถาบันเพื่อความร่วมมือ และการยกระดับคุณภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ และการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีศักยภาพและแรงจูงใจในการทำวิจัยและพัฒนามากขึ้น
ความสามารถในการแข่งขันระดับอุตสาหกรรม
ในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ นอกเหนือจากการพัฒนาปัจจัยแวดล้อมโครงสร้างเศรษฐกิจระดับมหภาคแล้ว การพัฒนารากฐานการแข่งขันในเศรษฐกิจระดับจุลภาคของประเทศถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ดังนั้นการดำเนินการศึกษาโครงการศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในครั้งนี้ จึงได้ศึกษาเจาะลึกถึงระดับกลุ่มอุตสาหกรรม โดยทำการศึกษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมสำคัญเป็นกรณีศึกษาทั้งสิ้น 5 กุล่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งผลของการศึกษาทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมนี้ได้นำไปเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาในระดับประเทศ (เล่มที่ 1) เพื่อสะท้อนภาพของสถานการณ์ที่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่จริงในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ มีศักยภาพที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับ 2 ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2544 มีมูลค่าถึงประมาณ 2.99 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5.86 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ก่อให้เกิดการจ้างงานโดยตรง 5.6 แสนคน
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวประกอบด้วยธุรกิจหลัก (Primary Core Activities ) คือ ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจการเดินทางเข้าประเทศ ธุรกิจโรงแรง และมีธุรกิจรอง (Secondary Core Activities) ได้แก่ ธุรกิจการจำหน่ายของที่ระลึก ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจการเดินทางในประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยังมีความสำคัญในการเป็นตัวจักรกระตุ้นอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมการผลิตของที่ระลึก อุตสาหกรรมการก่อสร้างและพัฒนาที่ดิน เป็นต้น ซึ่งก่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ระดับรากหญ้า ส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs ) อันเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอีกด้วย
ความสามารถในการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีรากฐานมาจากการมีทรัพยากรพื้นฐาน (Basic resources) ด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย เช่น มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม การมีศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ การตั้งอยู่ในเขตภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และมีอากาศที่อบอุ่น สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ประชากรยังมีอัธยาศัยดี มีทัศนคติที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยว
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็วโดยพึ่งพิงจากการมีทรัพยากรพื้นฐานที่สมบูรณ์ ซึ่งนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างฟุ่มเฟือย และขาดการบำรุงรักษา โดยขาดการคำนึงถึงการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน หรือกล่าวโดยสรุปคือ ความได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวของไทยได้กลายเป็นจุดอ่อนในระยะยาว (Our strength has become our weakness) ดังนั้นเพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถคงอัตราการเติบโตที่สูงเช่นนี้และก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งเอเชีย (Tourism Capital of Asia ) ไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประเด็น (Critical Issues) ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้
• ด้านมาตรฐานสินค้าและบริการ การขาดการจัดทำมาตรฐาน และการควบคุมมาตรฐานของสินค้าและบริการ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรงโดยมีการตัดราคาและลดคุณภาพ นักท่องเที่ยวต่างประเทศบางส่วนไม่พอใจในคุณภาพสินค้าและบริการที่ได้รับ นำไปสู่ปัญหาวงจรของกับดักราคาต่ำ (Low Price Trap) ผู้ประกอบการไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและบริการของตน กำหนดราคาโดยไม่มีหลักเกณฑ์ และเกิดการแข่งขันกันลดราคา โดยเฉพาะธุรกิจนำเที่ยว
• ด้านระบบการศึกษา ระบบการศึกษาและระบบฝึกอบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของไทย ไม่ได้เน้นถึงความต้องการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบแบบยั่งยืน ดังนั้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะได้เปรียบประเทศอื่นจากการที่คนไทยโดยพื้นฐาน มีอัธยาศัยดี โอบอ้อมอารี มีน้ำใจชอบให้บริการ แต่ในปัจจุบันคุณสมบัติพื้นฐานเหล่านี้อาจไม่สามารถทำให้ไทยแข่งขันกับประเทศอื่นได้ บุคลากรด้านการท่องเที่ยวจึงยังจำเป็นต้องยกระดับให้ทัดเทียมกับระดับสากลทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเป็นมืออาชีพในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
• ด้านการวางแผนแบบบูรณาการและการปฏิบัติตาแผน ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และมีการวางแผนในแต่ละส่วนอยู่มากมาย แต่การวางแผนที่ผ่านมา มักเป็นแผนที่ยังไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยงระหว่างกัน ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชน ยังไม่มีเป้าหมายที่เป็นเอกภาพร่วมกันชัดเจน ที่จะเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาและเป้าหมายในอนาคตอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้น การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยานในปัจจุบัน เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการละเมิดกฎหมาย และทำให้ผู้ประกอบการอื่นๆ ขาดกำลังใจในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง และไม่ส่งเสริมการประกอบธุรกิจในเชิงสร้างสรรค์
• มูลค่าเพิ่มของแหล่งท่องเที่ยวและสภาพแวดล้อมที่ถดถอย การส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยมักพึ่งพิงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก เช่น ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชายหาด ทะเล เกาะแก่ง ภูเขา โดยขาดการคำนึงถึงการรักษาธรรมชาติเหล่านี้ให้คงอยู่ในสภาพดีดังเดิม หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นจากประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และธรรมชาติที่มีอยู่ให้สามารถเพิ่มรายได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น ซึ่งควรจะต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดี เพิ่มความรู้ และการจัดหาเงินทุนในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
• ด้านสาธารณูปโภคในการเชื่อมโยงระดับประเทศและระดับภูมิภาค ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านถนนที่ค่อนข้างพร้อมในระดับหนึ่ง แต่เพื่อให้ดำรงไว้ซึ่งการท่องเที่ยวในอัตราที่สูงต่อไป และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งเอเชียในอนาคต ประเทศไทยจะต้องยกระดับความสะดวกที่จะเชื่อมต่อด้านคมนาคมกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ทั้งในด้านการบินระหว่างประเทศ ด้านถนนที่เชื่อมโยงเมืองสำคัญในภูมิภาค ด้านการรถไฟ ตลอดจนการเดินเรือระหว่างประเทศซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการท่องเที่ยว จะเป็นการสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวก รวดเร็ว หลากหลาย
ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนต่อไป และก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งเอเชีย (Tourism Capital of Asia) ไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญและแก้ไขประเด็นสำคัญดังกล่าวข้างต้นอย่างเร่งด่วน โดยต้องดำเนินยุทธศาสตร์ใน 2 ระนาบคือ
• ยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในทั้งระบบ (Up-lift the foundation) การเสริมสร้างรากฐานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้นควรเน้นการยกระดับในเชิงคุณภาพเป็นหลัก (“Quality Led Tourism”) ตามแนวความคิด “ อุปทานสร้างอุปสงค์ ” (“Supply creates demand”) จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของการท่องเที่ยว ตลอดจนการสร้างปัจจัยและสิ่งแวดล้อมของการแข่งขันในเชิงสร้างสรรค์ให้กับธุรกิจด้านการท่องเที่ยวภายประเทศ เพื่อให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันที่เกื้อหนุนต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยมีข้อเสนอแนะหลักคือ
• จดทะเบียนและรับรองคุณภาพ และจัดอันดับสินค้าและบริการ เพื่อสร้างมาตรฐาน
• จัดตั้งสถาบันการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ (International Institute of Tourism : IIT)
• ตั้งศูนย์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว (Center for Tourism Intelligence)
• ยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงไปสู่ภูมิภาค ( Future Reach to the Region ) การมีทรัพยากรพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่ดี คงจะไม่เพียงพอที่จะส่งเสริมให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเอเชีย (Tourism Capital of Asia) หากต้องมีการพัฒนาปัจจัยอื่นๆ เพื่อให้ไทยสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ โดยมีข้อเสนอแนะหลักคือ
• การเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมในภูมิภาค (Transportation Linkage) โดยอาศัยเครือข่ายการบินเป็นตัวกลาง (Means) ในการเชื่อมโยงระยะไกล (Long Haul Connection) และอาศัยเครือข่ายทางบกคือถนน และรถไฟ เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระยะใกล้ (Short Haul Linkage) โดยถนนจะส่งเสริมความคล่องตัว ความมีอิสระในการท่องเที่ยวและเข้าถึงการท่องเที่ยวในระดับรากหญ้า ส่วนรถไฟจะส่งเสริมการขนถ่ายสินค้า และการท่องเที่ยวแบบประหยัด ในขณะเดียวกันก็ใช้เครือข่ายทางเรือเป็นการเพิ่มทางเลือก (Alternatives) ให้กับนักท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม
• การสร้างแม่เหล็กการท่องเที่ยวระดับโลก (World tourism magnet) เพื่อให้นักท่องเที่ยวนึกถึงไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องเดินทางไปท่องเที่ยว (“must-go” tourism destination) โดยยกระดับแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิมให้มีความโดดเด่นระดับโลก สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่มเติม (Man-made Tourism Spot) และสร้างกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวใหม่ๆ
อุตสาหกรรมยานยนต์
เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2545 อุตสาหกรรมยานยนต์สร้างมูลค่าเพิ่มถึงร้อยละ 3.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และจ้างงานทั้งสิ้นประมาณ 182,300 คน นอกจากนั้น อุตสาหกรรมยานยนต์ยังมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีขนาดใหญ่ และเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ โดยอุตสาหกรรมดำเนินการอย่างเป็นเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster) ประกอบไปด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมหลักคือ (1) กลุ่มผู้ประกอบยานยนต์ (2) กลุ่มผู้ชิ้นส่วนยานยนต์ (3) กลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำ (4) กลุ่มผู้ให้บริการ และ (5) กลุ่มสถาบันและองค์กรสนับสนุนของอุตสาหกรรมยานยนต์
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จัดว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีสมรรถนะโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัทรถยนต์ข้ามชาติ ซึ่งทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของบริษัทรถยนต์ชั้นนำของโลกทุกราย นอกจากนั้น วิกฤติเศรษฐกิจปี 2541 ได้สร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์เพื่อการส่งออกอย่างจริงจัง ซึ่งทำให้มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมูลค่าการส่งออกมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าการขายทั้งหมด หรือประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลไทยได้ยกเลิกมาตรการบังคับใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศในปี 2543 และกระแสของการค้าเสรีทั่วโลก ได้สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อย ผู้ประกอบการหลายรายจำต้องเลิกกิจการเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับสภาวะการแข่งขันในปัจจุบันได้
จากการศึกษาตามกรอบการวิเคราะห์ของ Diamond Model เพื่อประเมินปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจพบว่า ในปัจจุบันเครือข่ายวิสาหกิจยานยนต์ไทยมีองค์ประกอบสำคัญที่ค่อนข้างพร้อม อาทิเช่น การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี การมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศจำนวนมากและมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ใกล้กัน การมีนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนส่งผลให้ผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำมีฐานการผลิตในไทย ซึ่งส่งผลให้บุคลากรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ทางด้านยานยนต์ในระดับโลก อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ผ่านมานี้ เป็นการพัฒนาบนรากฐานที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต้นทุนด้านการผลิตที่ต่ำเป็นหลัก ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
การพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ยั่งยืนต้องพัฒนาปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการให้ดียิ่งขึ้น โดยประเด็นสำคัญ (Critical Issues) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบันคือ
• ทำอย่างไรให้บริษัทชั้นนำคงฐานอยู่และขยายผลการผลิตในประเทศไทยในอนาคต
• ทำอย่างไรให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมีความสามารถในการออกแบบและผลิตที่มีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
ในประเด็นแรก จากการศึกษาพบว่าการที่ผู้ประกอบยานยนต์จะตัดสินใจคงอยู่หรือขยายฐานการผลิตในประเทศต่อไปนั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ (1) ขนาดและแนวโน้มของตลาดในประเทศและในภูมิภาคและ (2) ภาวะปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี ซึ่งประกอบไปด้วย การมีผู้ผลิตชิ้นส่วนศักยภาพสูงเป็นจำนวนมาก การมีบุคลากรที่มีคุณภาพ การเมืองที่มีเสถียรภาพ การมีนโยบายทางการค้าที่เสรี และการมีอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เข้มแข็ง
ส่วนประเด็นที่สอง การที่จะพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนั้นจะต้องแก้ไขปัญหาหลักคือ 1) ผลิตภาพในปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ และการขาดระบบในการบริหารจัดการที่ดี 2) การขาดความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงและซับซ้อน โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาระบบการผลิตที่ใช้แรงงานทักษะต่ำเป็นหลัก ยังไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนซึ่งจะทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคตได้ และ 3) การขาดอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญ เช่น เครื่องจักร แม่พิมพ์ และอุปกรณ์ทดสอบ เป็นต้น
เมื่อพิจารณาถึงแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ยั่งยืนต่อไปโดยคำนึงถึงประเด็นสำคัญที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น คณะทำงานใคร่ขอเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายซึ่งประกอบด้วย 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์การพัฒนาปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการขยายตัวของผู้ประกอบยานยนต์ (2) ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้
• ยุทธศาสตร์การพัฒนาปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการขยายตัวของผู้ประกอบยานยนต์ ควรดำเนินการดังนี้
• ขยายตลาดส่งออกโดยใช้กลไกของข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศแบบทวิภาคี อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียด เพื่อการเจรจาที่ได้มาซึ่งประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในส่วนของข้อตกลง AFTA นั้น ควรมีการผลักดันต่อไป แม้ว่าจะมีแนวโน้มที่จะล่าช้ากว่าการทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศแบบทวิภาคี
• พัฒนาปัจจัยแวดล้อมทางการผลิตให้ตอบสนองต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบยานยนต์ให้มีประสิทธิภาพในระยะยาวโดยพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนเป็นหลัก คือ ส่งเสริมให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนพัฒนาศักยภาพในการผลิตโดยการสร้างกลไกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บุคลากรไทยมีส่วนร่วมในการวิจัยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนลำดับที่ 2 และรองลงมา
• ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ควรดำเนินการดังนี้
• ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตโดยการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการโรงงาน การสร้างจิตสำนึกในการเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement Culture) การปรับปรุงระบบและกระบวนการการผลิต การส่งเสริมให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนสร้างระบบพัฒนาบุคลากรในบริษัทของตนอย่างจริงจัง
• ส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิต และการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างความสามารถในการวิจัยและพัฒนาโดยการรณรงค์ให้เจ้าของกิจการมีวิสัยทัศน์ในการวิจัยและพัฒนา การรณรงค์ให้อุตสาหกรรมเป็นแกนนำในการวิจัยและพัฒนา การสร้างผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านยานยนต์ และการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและทดสอบทางด้านยานยนต์ (Automotive Research and Testing Center ) เพื่อทดสอบชิ้นส่วนและให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนา โดยรัฐเป็นแกนนำและมีเอกชนร่วมถือหุ้น
• ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ (1) ส่งเสริมการพัฒนาด้านแม่พิมพ์และเครื่องมือโดยสนับสนุนการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อย่างต่อเนื่องและให้มีหน่วยงานวิจัยพัฒนาแม่พิมพ์และ (2)ส่งเสริมการพัฒนาด้านวัตถุดิบโดยสนับสนุนการใช้วัสดุทดแทนในประเทศและการสร้างขั้นตอนการพัฒนาที่เป็นสากล
อย่างไรก็ดี การผลักดันให้ยุทธศาสตร์หลักทั้ง 2 นี้ สัมฤทธิ์ผลต้องได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น สถาบันยานยนต์ สมาคมผู้ประกอบการ และภาครัฐ โดยคณะทำงานเห็นควรให้มีการปรับเปลี่ยนในแต่ละส่วนดังนี้
• ให้สถาบันยานยนต์มุ่งเน้นภารกิจด้านการให้บริการภาคเอกชนมากขึ้น ผลักดันการพัฒนาบุคลากรของสถาบันให้มีความเชี่ยวชาญในการสนับสนุนภารกิจต่างๆ ของสถาบันได้ดียิ่งขึ้นและปรับเปลี่ยนโครงสร้างของคณะกรรมการสถาบันฯ ให้มีความสมดุลระหว่างกรรมการภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการมากขึ้น
• ให้สมาคมผู้ประกอบการเปลี่ยนแนวความคิดและปรับบทบาทของสมาคมจากการรวมตัวเพื่อจัดสรรผลประโยชน์และเจรจาต่อรองกับรัฐบาล เป็นการร่วมมือเพื่อขยายผลประโยชน์และพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวม เช่น การจัดตั้งและบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม การจัดตั้งกองทุนวิจัยเพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยีหรือสิ่งที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่นพัฒนาความเป็นเลิศด้านแม่พิมพ์ การรักษาสิ่งแวดล้อม การเผลแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการตลาดและด้านอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
นอกเหนือจากการวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ตามกรอบ Diamond Model แล้ว คณะทำงานยังเห็นว่ามีปัจจัยอื่นๆ อีกบางปัจจัยที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมและควรได้รับการส่งเสริม เช่น การพัฒนารถยนต์เฉพาะ (Niche vehicles ) เป็นต้น แม้ว่ารถตุ๊กตุ๊ก รถยนต์เพื่อการเกษตร หรือรถดัดแปลงจะมีตลาดขนาดเล็ก และมีแนวโน้นในการเติบโตที่จำกัดก็ตาม การพัฒนาและผลิตจำพวกรถยนต์เฉพาะดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้ผู้ผลิตไทยสามารสร้างและพัฒนาภูมิปัญญาและโอกาสในการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนต่อไปได้ จึงเห็นควรให้มีการส่งเสริมการพัฒนาและผลิตรถเฉพาะเหล่านี้โดยยึดการสร้างภูมิปัญญาของผู้ผลิตไทยเป็นที่ตั้ง มิใช่เพื่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
เมื่อพิจารณาวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่ตั้งเป้าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในการเป็น “Detroit of Asia” นั้น คณะทำงานมีความเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการที่จะทำให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวเป็นจริงได้ ซึ่งได้แสดงให้เห็นแล้วในผลิตภัณฑ์รถปิ๊กอัพ อย่างไรก็ตาม การที่จะได้มาซึ่งวิสัยทัศน์ที่ได้วางไว้นั้น อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นโลกาภิวัฒน์
อุตสาหกรรมแฟชั่น
ประกอบไปด้วยกลุ่มอุตสาหกรรม 3 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมหนังและผลิตภัณฑ์หนัง อุตสาหกรรมแฟชั่นมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก โดยมีการจ้างงานปี 2543 สูงถึงประมาณ 1.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 29 ของการจ้างงานภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด สำหรับด้านการลงทุนนั้น อุตสาหกรรมแฟชั่นนี้มีสถิติกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและเปิดดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2544 ที่ 14,125 ล้านบาทซึ่งเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.27 ของภาคการผลิต จากข้อมูลปี 2544 พบว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นนอกจากจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ 453,130 ล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 27.7 ของมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรม ยังมีมูลค่าการส่งออกสูงถึงประมาณ 315,036 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 14.5 ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งหมด และคิดเป็นร้อยละ 6.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ
จากการศึกษาวิเคราะห์โดยใช้ Diamond Model ของ Professor Michael E. Porter พบว่าปัจจุบัน อุตสาหกรรมย่อยทั้ง 3 กลุ่มในอุตสาหกรรมแฟชั่น มีปัญหาที่ทับซ้อนกันอยู่หลายประการ ปัญหาเหล่านี้เป็นประเด็นที่สำคัญ (Critical Issues) ที่ต้องคำนึงถึงเพื่อพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศ ซึ่งกล่าวสรุปตาหลักทฤษฎีได้ดังนี้
• เงื่อนไขของปัจจัยการผลิต (Factor conditions) มีประเด็นหลักได้แก่ กระบวนการผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ขาดแคลนบุคลากรด้านการออกแบบที่มีคุณภาพ พึ่งพาเครื่องจักรและเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศอยู่มาก อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมขั้นปลายน้ำนับว่ามีบุคลากรในการผลิตที่มีความสามารถและคุณภาพในจำนวนที่เพียงพอ
• อุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงและสนับสนุนกัน (Related and Supporting Industries) พบว่าประสบปัญหาขาดความเชื่อมโยงตั้งแต่ ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมสนับสนุนในประเทศยังไม่เข้มแข็ง ทำให้ต้องพึ่งพาต่างประเทศสูง
• เงื่อนไขทางด้านอุปสงค์ (Demand Conditions) พบว่าอุปสงค์ภายในประเทศสำหรับสินค้าระดับบนยังมีขนาดจำกัด และขาดความพิถีพิถันในการเลือกซื้อสินค้า ยกเว้นกลุ่มลูกค้าทีเกี่ยวกับสินค้าดั้งเดิมหรือสินค้าพื้นเมืองของไทย เช่น ผ้าไทย ทับทิม เป็นต้น
• บริบทของการแข่งขันและกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Context for Firm Strategy and Rivalry) พบว่าบริษัทขาดกลางและขนาดย่อมมีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ส่วนบริษัทขนาดใหญ่มีระดับการแข่งขันต่ำ เนื่องจากมีส่วนแบ่งตลาดที่ชัดเจน ส่วนทางด้านกลยุทธ์การแข่งขันนั้น ประสบปัญหาขาดการเน้นกลยุทธ์ทางด้านการตลาด เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM)
ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศไทย สามารถแบ่งได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นในภาพรวม และส่วนที่สองจะเป็นข้อเสนอแนะที่เฉพาะเจาะจงสำหรับอุตสาหกรรม
ส่วนที่ 1: ข้อเสนอแนะเชิงยุทศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นในภาพรวม
• ยุทธศาสตร์ทางด้านเงื่อนไขของปัจจัยการผลิต
• ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมแฟชั่นด้วยความพร้อมของปัจจัยการผลิต เพื่อจัดหาและยกระดับปัจจัยการผลิต โดยเน้นการจัดหาทรัพยากรวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับศักยภาพของบุคลากรไทย และการพัฒนาทรัพยากรบุคคลโดยการสนับสนุนจากภาครัฐ และสถาบันเฉพาะทาง และจัดตั้งสถาบันอิสระ เช่น ศูนย์กลางการค้า
• ยุทธศาสตร์ทางด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงและสนับสนุนกัน
• ยุทธศาสตร์การรณรงค์ การจัดตั้ง และพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกอุตสาหกรรม โดยภาครัฐเป็นแกนกลางในการชี้ให้เห็นประโยชน์ของเครือข่ายวิสาหกิจ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาของอุตสาหกรรมสนับสนุนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจัดตั้งสถาบันอิสระเช่น ศูนย์กลางการค้า
• ยุทธศาสตร์ทางด้านอุปสงค์
• ยุทธศาสตร์การสร้างตราสินค้าของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแฟชั่นและส่งเสริมการขายให้กับตลาดทั้งในและนอกประเทศ เพื่อขยายขนาดอุปสงค์และยกระดับความพิถีพิถันของผู้บริโภคเพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเน้นการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการสร้างตราสินค้าและสนับสนุนตราสินค้าที่มีอยู่ และตั้งสถาบันอิสระ เช่น ศูนย์แสดงสินค้าถาวรสำหรับสินค้าแฟชั่น ศูนย์กลางการค้าและศูนย์กลางการผลักดันเพื่อการส่งออกเพื่อส่งเสริมการเพิ่มขนาดของอุปสงค์
• ยุทธศาสตร์ทางด้านบริบทของการแข่งขันและกลยุทธ์ทางธุรกิจ
• ยุทธศาสตร์การสร้างสภาวะแวดล้อมและบรรยากาศที่ก่อให้เกิดการแข่งขัน เพื่อโดยภาครัฐลดอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมการพัฒนากลยุทธ์ทางด้านการตลาด รวมถึงจัดตั้งสถาบันอิสระเช่น ศูนย์แสดงสินคาถาวรสำหรับสินค้าแฟชั่นศูนย์กลางการค้าและศูนย์กลางการผลักดันเพื่อการส่งออก
• ยุทธศาสตร์ทางด้านการบริหารจัดการ
เพื่อให้ยุทธศาสตร์ทั้ง 4 บรรลุวัตถุประสงค์ จำเป็นต้องมีการจัดตั้งศูนย์หรือสถาบันต่างๆ ที่เป็นองค์กรอิสระโดยมีหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแลทั้งสิ้น 4 สถาบัน ดังต่อไปนี้
• จัดตั้งสถาบันพัฒนาแฟชั่น เพื่อพัฒนาบุคลากรทางด้านการออกแบบทั้งเชิงปริมาณให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม และเชิงคุณภาพให้มีความสามารถในการผลิตสินค้าให้มีรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
• จัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าถาวรสำหรับสินค้าแฟชั่นในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแนะนำสินค้าไทย และเป็นศูนย์รวมสำหรับการติดต่อแก่ชาวต่างประเทศ ตลอดจนเพื่อสร้างความต้องการหรืออุปสงค์ในประเทศให้เพิ่มขึ้น และสร้างบรรยากาศในการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจด้วยกันเอง โดยให้เป็นศูนย์กลางในการจัดงานแสดงแฟชั่นและที่จัดประกวดแฟชั่นในระดับนานาชาติ
• จัดตั้งศูนย์กลางการค้า (Trading Center) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงในอุตสาหกรรมเกี่ยวโยงและสนับสนุน รวมทั้งเสริมสร้างบรรยากาศในการแข่งขัน และช่วยสร้างเครือข่ายวิสาหกิจ หน้าที่หลักของศูนย์เป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าของอุตสาหกรรมขั้นต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรม
• จัดตั้งศูนย์กลางการผลักดันเพื่อการส่งออก เพื่อสร้างอุปสงค์ให้สูงขึ้น และทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อหรือเปิดตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ พร้อมทั้งให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยที่จะไปแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ทำหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ รวมทั้งความร่วมมือกับหน่วยงานหรือสมาคมที่ทำหน้าทีจัดงานแสดงสินค้าในประเทศ เพื่อให้งานแสดงสินค้าของประเทศไทยมีความเป็นนานาชาติมากขึ้น
ส่วนที่ 2: ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม
สำหรับข้อเสนอแนะทางยุทธศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ได้เสนอในข้างต้น แม้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นในภาพรวม แต่ไม่สามารถครอบคลุมถึงปัญหาบางประเด็นที่เป็นปัญหาเฉพาะอุตสาหกรรมย่อย ดังนั้น จำเป็นต้องมีข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม สามารถสรุปข้อเสนอแนะโดยสังเขปได้ดังนี้
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
• ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคล โดยเฉพาะทรัพยากรบุคคลทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ในอุตสาหกรรมต้นน้ำ และกลางน้ำ โดยการจัดทำโครงการการศึกษาแบบทวิภาคี และตั้งหลักสูตรเฉพาะทาง
• ยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain ) โดยภาครัฐเป็นแกนกลางและเป็นผู้นำในชั้นต้นในการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ (Clustering) ร่วมกับความร่วมมือของสถาบันเฉพาะทาง เช่น สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และภาคเอกชนต่างๆ
• ยุทธศาสตร์การพัฒนาสินค้าเฉพาะ (Niche) ให้เป็นเอกลักษณ์ของไทย โดยเน้นการพัฒนาและผลักดันสินค้ารากหญ้า (สินค้าที่ผลิตโดยวัตถุดิบในประเทศ) ให้ออกสู่ตลาดโลก
• ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมช่วงการเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นการพัฒนาที่คำนึงศักยภาพของผู้ประกอบการเป็นหลัก
อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
• ยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าพลอยสีของโลกอย่างยั่งยืน โดยเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณภาพวัตถุดิบภายในประเทศ ศึกษาวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาศูนย์ข้อมูลแหล่งรัตนชาติ
• ยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับปัจจัยการผลิตในประเทศ โดยเน้นการฝึกอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม
• ยุทธศาสตร์รณรงค์เสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค โดยเน้นการสร้างมาตรฐานสินค้า
อุตสาหกรรมหนังและผลิตภัณฑ์หนัง
• ยุทธศาสตร์การยกระดับปัจจัยการผลิตในประเทศ โดยเน้นการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมหนังดิบที่มีระบบ และการพัฒนานักออกแบบ วิศวกรและนักเคมี
• ยุทธศาสตร์การพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ ควรมีแกนกลางของอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดรูปธรรมของเครือข่ายวิสาหกิจ โดยจัดตั้งสถาบันเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องหนังและผลิตภัณฑ์หนังเพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางของอุตสาหกรรมและมีบทบาทหน้าที่ช่วยเหลืออุตสาหกรรมด้านอื่นเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นที่สถาบันเฉพาะทาง เช่น สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
อุตสาหกรรมอาหาร
เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยปี 2544 มีการสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 1.5 แสนล้านบาท และระหว่างปี 2540-2544 มีอัตราการเติบโต (CAGR) ร้อยละ 7.7 ต่อปี ด้านการส่งออก อุตสาหกรรมอาหารมีการส่งออกเป็นมูลค่าถึง 4.4 แสนล้านบาทในปี 2544 และอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.6 ต่อปี ระหว่างปี 2540-2544 แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนการส่งออกอาหารต่อการส่งออกรวมของประเทศกลับมีแนวโน้มลดลงจากเดิม ในปี 2535 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 25.3 ลดลงเหลือร้อยละ 15.4 ณ สิ้นปี 2544 สำหรับส่วนแบ่งการส่งออกอาหารของไทยเทียบกับตลาดโลก ไทยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 2.4 ในปี 2543 แต่มีอัตราที่ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 0.2 ต่อปี ช่วงปี 2538-2543 โดยมีคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค คือ จีน และอินโดนีเซีย
จากการประเมินปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจพบว่า ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้มีผลผลิตเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอาหารมากมายและหลากหลาย แรงงานในส่วนของการผลิตเป็นแรงงานที่มีทักษะผีมือดี มีความละเอียด ประณีต พิถีพิถัน นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังมีแนวโน้มในการพัฒนาด้านคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากคนไทยที่มีรายได้ระดับปานกลางมีความพิถีพิถันในการเลือกซื้อและบริโภคอาหารมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากบทบาทและแข่งขันของธุรกิจค้าปลีก ที่มีความเข้มงวดในการคัดเลือกสินค้าโดยเน้นในเรื่องการควบคุมคุณภาพ ความสะอาด และมาตรฐานการผลิต ตลอดจนภาครัฐได้เริ่มดำเนินการใช้มาตรการผลักดัน และบังคับให้ผู้ผลิตอาหารปรับปรุงโรงงานเพื่อให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวในการปรับปุรงและพัฒนามาตรฐานการผลิตให้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารยังมีประเด็นที่สำคัญ (Critical Issue) ที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สามารถก้าวไปสู่การเป็น “ ครัวของโลก (Kitchen of the World)” ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
• ประเด็นการขาดการบริหารจัดการที่ดีตลอดห่วงโซ่อาหาร โดยใน ด้านวัตถุดิบ ประเด็นที่พบ คือราคามีความผันผวนและคุณภาพไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าในวิธีการบริหารฟาร์ม การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ที่ถูกต้องและเหมาะสม ขาดการวางแผนและการประสานงานกับผู้ผลิต ทำให้ผลผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ด้านกระบวนการผลิต พบว่า การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตวัตถุดิบกับผู้ผลิตอาหาร และการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรยังมีเพียงส่วนน้อย ขาดระบบฐานข้อมูลเพื่อรองรับการสืบค้นแหล่งที่มาวัตถุดิบ ด้านลอจิสติกส์ พบว่า ระบบการขนส่งยังไม่มีการพัฒนาอย่างเต็มที่ในการรองรับการขนส่งและกระจายสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิความเย็นตลอดเส้นทางการลำเลียง ด้านการตลาด ผู้ประกอบการยังขาดความสนใจสร้างตราผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อแข่งขันและเจาะตลาดใหม่ ด้านผู้บริโภค ในประเทศขาดความพิถีพิถันในการเลือกบริโภคอาหารที่มีความสะอาดและปลอดภัย และ ด้านบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหาร ขาดความรู้ความเข้าใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารและสร้างความเชื่อมโยงตลอดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
• ประเด็นความปลอดภัยของอาหาร เนื่องจากขาดการสร้างภาพพจน์ให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศให้คำนึงถึงความพิถีพิถันในการเลือกบริโภค ประกอบกับแหล่งขายอาหารมีการกระจายตัวสูง ทำให้ยากต่อการควบคุมดูแลของหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ปลอดภัยยังคงมีการจำหน่ายอย่างแพร่หลายในประเทศ สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังต่างประเทศซึ่งเข้มงวดในการใช้มาตรการตรวจสอบ พบว่า ไทยยังขาดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างฐานข้อมูลและจัดเก็บหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้เป็นข้อโต้แย้งกรณีเกิดข้อพิพาท และการเจรจาต่อรอง
• ประเด็นภาครัฐบาล อุตสาหกรรมอาหารมีความเกี่ยวโยงกับหลายหน่วยงานในภาครัฐ ทำให้ยากต่อการประสานงานด้านนโยบาย และการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานให้มีความสอดคล้องกัน ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีกฎ ระเบียบ การปฏิบัติ เป็นของตนเอง และไม่มีความเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เกิดความยุ่งยาก ล่าช้า และไม่สะดวกในการติดต่อสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งประเด็นสำคัญสำหรับภาครัฐ คือ การขาดหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนที่ดูแลตลอดกระบวนการ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง และระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในด้านข้อมูล การให้บริการ การเจรจากับประเทศคู่ค้า เป็นต้น
คณะทำงานได้กำหนดข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์หลัก 4 ประการ ได้แก่
• ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของห่วงโซ่อาหาร ซึ่งภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เกิดมาตรฐานวัตถุดิบของไทย โดยจัดให้มีหน่วยงานรองรับในการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรถึงผลที่ได้รับจากการกำหนดมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนภาครัฐจำเป็นที่จะต้องเข้มงวดในการควบคุมการนำเข้าวัตถุดิบที่ส่งผลเสียต่อการผลิต ตรวจสอบประสิทธิผล ตลอดจนภาครัฐจำเป็นที่จะต้องเข้มงวดในการควบคุมการนำเข้าวัตถุดิบที่ส่งผลต่อการผลิต ตรวจสอบและออกใบรับรองแหล่งวัตถุดิบสินค้า การขึ้นทะเบียนฟาร์ม พัฒนาการตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานการผลิต ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตเครื่องจักรในประเทศเพื่อทดแทนการใช้แรงงาน นอกจากนี้ยังต้องมีการพัฒนาระบบการขนส่งที่รองรับการลำเลียงสินค้าที่ต้องควบคุมความเย็น และผลักดันให้เกิดการสร้างตราผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ท้ายที่สุด คือ ต้องมีการผลักดันและประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาทัศนคติที่มีต่อการบริโภค ในประเทศมีเกิดความพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนควรพัฒนาฐานข้อมูลรองรับการสืบค้นแหล่งที่มาของวัตถุดิบและสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ผลิตวัตถุดิบ เน้นการเพิ่มผลิตภาพแรงงานของตนเอง และให้ความสนใจทำการตลาดเชิงรุก เช่นการกำหนดกลยุทธ์การเจาะตลาดระดับบนโดยเน้นการใช้คุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา เป็นต้น ตลอดจนร่วมมือกับภาครัฐและกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในการพัฒนาศักยภาพของโซ่อุปทาน โดยการสร้างกลไกในประสานความร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการวางแผนและการดำเนินงานอย่างบูรณาการ
• ยุทธศาสตร์การเพิ่มความปลอดภัยของอาหาร เป็นบทบาทของภาครัฐโดยเฉพาะด้านมาตรฐานอาหารในตลาดโลก ด้วยการพัฒนางานวิจัยและฐานข้อมูลในการสนับสนุนการเจรจาต่อรองทางการค้าที่เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พัฒนามาตรฐานอาหารของไทย และสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องในลักษณะเครือข่ายเพื่อแก้ปัญหาการส่งออก ตลอดจนพัฒนาบุคลากรทั้งด้านทักษะการเจรจา กฎหมายระหว่างประเทศ และการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพอาหาร
• ยุทธศาสตร์การพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจอาหาร ซึ่งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องร่วมมือกันผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารเกิดการพัฒนาในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ โดยร่วมกันกำหนดอุตสาหกรรมรายสาขา พื้นที่ที่เหมาะสมในการพัฒนา แนวทางในการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น
• ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความเข้มแข็งของการประสานนโยบาย ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร เช่นเดียวกับการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ต้องร่วมมือกันให้มีคณะกรรมการประสานนโยบายอาหารแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายตลอดทุกกิจกรรมในห่วงโซ่อาหาร โดยภาครัฐเป็นผู้นำในการระดมความคิดเห็นของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และองค์กรต่างๆ ทั้งที่เป็นธุรกิจเอกชนและสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องมีบทบาทในการสนับสนุน การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การดำเนินการ และการวิจัยและพัฒนาตลอดสายการผลิต
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์
เป็นอุตสาหกรรมที่เริ่มพัฒนาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กิจกรรมหลักของอุตสาหกรรมนี้ประกอบด้วย การผลิต Package Software การสร้างงาน Digital Content และการให้บริการด้านซอฟต์แวร์ โดยมีมูลค่าการตลาดของอุตสาหกรรมในปี 2545 ประมาณ 25,800 ล้านบาท มีบริษัทรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,550 – 1,750 บริษัท และมีการจ้างงานประมาณ 27,000 คน
สำหรับมูลค่าการส่งออก และการลงทุนในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์นั้นยังถือว่าไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อสนองตอบต่ออุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก ในปี พ.ศ. 2545 มีมูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์และงานมัลติมีเดียรวมประมาณ 1,850 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนของมูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์และงานมัลติมีเดียคือร้อยละ 81 และ 19 ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการลงทุนและการจ้างงานในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
จากการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ พบว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มีประเด็นที่สำคัญ (Critical Issues) ที่เหนี่ยวรั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมหลายประการ เช่น ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ราคาโครงสร้างพื้นฐานที่สูงจากการผูกขาดในธุรกิจโทรคมนาคม การไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน บริษัทของไทยขาดโอกาสและประสบการณ์ในการทำงาน และมีการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างกว้างขวาง หน่วยงานภาครัฐและเอกชนยังไม่มีบทบาทเชิงรุกเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม นอกจากนั้นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ยังขาดความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม และภาคการผลิตอื่นๆ เป็นต้น
เมื่อวิเคราะห์ขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ พบว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดเล็ก อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster) และมีข้อจำกัดในปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจหลายๆ ด้าน ดังนั้นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จึงไม่ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ในฐานะที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศเหมือนกับอีก 4 อุตสาหกรรมอื่น อย่างไรก็ดี ผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในฐานะของ “ อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอื่นๆ ” (Enabler Industry) โดยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งยังช่วยลดระดับการพึ่งพาการนำเข้าซอฟต์แวร์ราคาแพงจากต่างประเทศ
สำหรับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลควรกำหนดตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ วางแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอและเหมาะสม โดยวางแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นสองแนวทางคือ
• แนวทางการพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยส่งเสริมขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอื่น
• แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก โดยควรให้ความสำคัญกับแนวทางแรกเป็นหลักในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมในระยะเริ่มต้น ส่วนแนวทางหลังควรเป็นเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว
ข้อเสนอแนะในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์สามารถสรุ



