October in England
หลังจากเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ กินอาหารค่ำใกล้ๆ ย่านโซโหกับนักเรียนไทยในอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูบาอาจารย์ที่ลามาศึกษาต่อ ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราต้องแยกย้ายกันกลับที่พัก คุณปราบดาและผมเดินมาคอยรถเมล์ (รอบดึก) สาย 9 ซึ่งวิ่งผ่านสวนสาธารณะใหญ่อย่างไฮด์ ปาร์ค และไปสุดปลายทางที่สถานีแฮมเมอร์ สมิธ โดยจุดหมายของเราอยู่ที่ถนนไฮสตรีท เคนซิงตัน จากป้ายรถเมล์ใกล้ๆ สถานีรถใต้ดิน ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที ก็ถึงที่พักอันเป็น แฟลตขนาดกำลังดี ซึ่งเพื่อนผู้อารีกรุณาให้เราได้ใช้พักอาศัยระหว่างที่เราทั้งสองคนอยู่ในลอนดอน
อาจจะเป็นด้วยซื้อหนังสือมากและมัวชื่นชมเรื่องราวในนั้น หรืออาจจะเป็น ด้วยจำไม่ได้หมายไม่แม่น ทำให้เรานั่งรถเมล์เลยมาจนกระทั่งสุดสาย กว่าจะรู้ตัว รถก็วิ่งเข้าอู่เสียแล้ว โชคดีสถานีปลายทางมีรถใต้ดินอยู่ด้วย เราจึงเปลี่ยนวิธี หันมาใช้บริการรถใต้ดินแทน
ใช้เวลาไม่นานก็กลับถึงบ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์อังกฤษทุกฉบับพากันพาดหัวข่าวว่า นายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ของอังกฤษเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจติดขัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตั้งแต่ในช่วงบ่ายๆ ปฐมพยาบาลกันเบื้องต้นแล้ว ท่าทางยังไม่ดีขึ้น คืนนั้นนายก รัฐมนตรีอังกฤษจึงมีอันต้องถูกหามเข้าโรงพยาบาลที่แฮมเมอร์ สมิธ ไม่ไกลจากสถานีปลายทางรถเมล์สาย 9 มากนัก
คำนวณดูแล้วเวลาอาจจะใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่เราหลงไปอยู่แถวนั้น
แม้หลังจากให้ยาและรักษาช่วงสั้นๆ นายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์จะสามารถกลับไปปฏิบัติภารกิจต่อไปได้ แต่แพทย์ก็ให้ความเห็นว่า นี่คืออาการเบื้องต้นของโรคหัวใจ ซึ่งถ้าคนไข้ไม่ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้ดี อาการหัวใจวาย แบบเฉียบพลันอาจจะเกิดขึ้นได้อีก
ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นช่วงชีวิตทางการเมืองอันหนักหนาสาหัสที่สุดของแบลร์ หลังจากตัดสินใจนำอังกฤษทั้งประเทศเข้าสู่สมรภูมิรบในอิรักเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐอเมริกา คะแนนนิยมในอังกฤษของแบลร์ก็เริ่มตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย กระทั่งรัฐมนตรีร่วมพรรคแรงงานที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายเช่นนี้ถึงกับต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง
ในขณะที่อังกฤษเอียงข้างอเมริกาอย่างเต็มตัว ประเทศที่เป็นเสาหลักของยุโรปอีกสองประเทศอย่างเยอรมนี และฝรั่งเศสกลับออกมาคัดค้านการทำสงครามในอิรักอย่างเต็มที่ ประธานาธิบดีชีรักของฝรั่งเศสถึงกับปราศรัยในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ดังมีความตอนหนึ่งว่า
In an open world, no one can live in isolation, no one can act alone in the name of all, and no one can accept the anarchy of a society without rules.
ซึ่งแน่นอนสุนทรพจน์นี้พุ่งเป้าไปสู่การที่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรใช้กำลังบุกเข้าไปในอิรัก โดยไม่ฟังมติของสหประชาชาติ โดยข้ออ้างว่าอิรักนั้นเป็นภัยร้ายแรง เพราะมีอาวุธทำลายล้างสูง รวมถึงอาวุธเคมีและชีวภาพ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของโลก รวมทั้งข้อกล่าวหาต่อระบบการปกครองอันเหี้ยมโหดของซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งกระทำการย่ำยีสังหารพลเมืองผู้บริสุทธิ์ฝ่ายตรงข้ามเป็นจำนวนหมื่นจำนวนแสนอย่างไร้มนุษยธรรม
ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้นไม่แตกต่างจากสิ่งที่เราได้เห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซึ่งทหารอเมริกันมักจะเป็นพระเอกอยู่เสมอ
เป็นเวลาแรมเดือนที่การทำสงครามทางหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ทางโทรทัศน์และสื่อต่างๆ เป็นไปอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกับสงครามในสมรภูมิจริง และดูเหมือนว่าสหรัฐอเมริกาจะใช้เวลาน้อยกว่าที่คิดในการบุกเข้าถึงกรุงแบกแดด โดยได้รับการต่อต้านจากกองกำลังทหารของซัดดัม ฮุสเซนน้อยมาก
ภาพทหารอเมริกันโค่นรูปปั้นซัดดัมลงสู่พื้นดิน ท่ามกลางประชาชนชาวอิรักที่โห่ร้องยินดีถือเป็นฉากเด็ด โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ธงชาติอเมริกันอันถูกนำไปปิดทับหน้ารูปปั้นนั้น
ทั้งหมดนี้จะดูเป็นความชอบธรรมอย่างยิ่ง ถ้าไม่บังเอิญให้เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา สื่อมวลชนที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูง เช่น บีบีซี ของอังกฤษ จะรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลว่า ข้อมูลที่ว่าอิรักทำการแอบซื้อวัตถุดิบจากประเทศในแอฟริกาเพื่อนำมาสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์นั้น ล้วนเป็นข่าวที่ถูกกุขึ้นมาทั้งสิ้น
ยิ่งเมื่อบวกกับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ในการที่กองกำลังทหารสหรัฐฯไม่สามารถหาหลักฐานว่ามีการผลิตอาวุธร้ายแรงในอิรักมารายงานต่อสายตาชาวโลกตามที่ตัวเองได้กล่าวอ้างมาโดยตลอด
ความชอบธรรมของการบุกเข้าไปในอิรักเองก็แทบจะไม่หลงเหลืออยู่
รัฐบาลอังกฤษแก้เกี้ยวด้วยการสืบสวนในทางลับจนทราบว่า แหล่งข่าวที่เปิดเผยข้อมูลต่อผู้สื่อข่าวบีบีซี คือ ดร.เดวิด เคลลี่ ผู้ซึ่งถึงที่สุดก็คือเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของรัฐบาลอังกฤษนั่นเอง เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความสง่างามของรัฐบาลทำให้มีการกดดันจนกระทั่ง ดร.เดวิด เคลลี่ ต้องฆ่าตัวตายด้วยการเชือดข้อมือตัวเองในที่สุด
กรณี ดร.เดวิด เคลลี่ นอกจากจะเป็นการต่อสู้กันอย่างหนักระหว่างรัฐบาลของโทนี แบลร์ กับสื่อมวลชนอังกฤษอย่างบีบีซี จนน่าจะเป็นกรณีศึกษาเรื่องสื่อในอนาคตเช่นเดียวกับกรณีเพนตากอน เปเปอร์ และคดีวอเตอร์เกตของ สหรัฐอเมริกาแล้ว การเสียชีวิตของ ดร.เดวิด เคลลี่ ทำให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษตกที่นั่งลำบากยิ่งขึ้นไปอีก
เพราะความจริงที่เปิดเผยออกมา เท่ากับว่า รัฐบาลดำเนินนโยบายทั้งหมด โดยอาศัยข้อมูลที่เป็นเท็จบิดเบือนประชาชน
ท่ามกลางความตกต่ำอย่างรุนแรงของคะแนนนิยม หลังยึดกรุงแบกแดดได้และประกาศชัยชนะ โทนี แบลร์ เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยแบลร์ได้มีโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ อันเป็นสุนทรพจน์ที่หนังสือพิมพ์ The Times ของอังกฤษให้นิยามว่า สำคัญที่สุดในชีวิตการเมืองของแบลร์
เพราะนอกจากจะเป็นการบอกกับประชาชนอังกฤษทางอ้อมว่า เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจจับมือกับสหรัฐอเมริกาของเขาคืออะไรแล้ว สุนทรพจน์ดังกล่าวยังเผยให้เห็นสมการอำนาจ ระหว่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสหภาพยุโรป ซึ่งในมุมมองของแบลร์ ถ้าทั้งหมดร่วมมือกันได้ โลกทั้งโลกจะต้องหันมาร่วมมือด้วย
สุนทรพจน์ของแบลร์เต็มไปด้วยถ้อยคำที่ปลุกเร้า และเผยให้เห็นอย่างชัดเจนถึงวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจทั้งในอดีตที่ยังหาตัวเองไม่เจออย่างอังกฤษ และมหาอำนาจใหม่ซึ่งเพิ่งสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างสหรัฐอเมริกา
เพียงแต่ว่าถ้อยคำทั้งหมดนี้ไม่ได้ปรากฏชัดออกมาทางคำพูด แต่ความระหว่างบรรทัดที่ซ่อนอยู่นั้น แม้ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ก็สามารถจับต้องและตีความได้
หลังการล่มสลายของประเทศคอมมิวนิสต์อันนำมาสู่การสิ้นสุดยุคสงครามเย็น ศัตรูของประเทศตะวันตกดูเหมือนจะเคลื่อนย้ายมาสู่กลุ่มประเทศมุสลิม ยิ่งภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ประเทศมุสลิมหลายประเทศแทบจะเรียกได้ว่าถูกขึ้นบัญชีดำจากสหรัฐฯ ว่าให้ที่พักพิงกับผู้ก่อการร้าย ซึ่งกลายมาเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประเทศตะวันตก
สุนทรพจน์ของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด (อดีต) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งกล่าวในการประชุมกลุ่มประเทศมุสลิม ที่เมืองปุตราจายา ถือได้ว่าท้าทายแวดวงการเมืองระหว่างประเทศมากที่สุด การนิยามศัตรูของมุสลิมออกมาอย่างชัดเจนว่า คือ ยิว ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังประเทศมหาอำนาจตะวันตกทั้งหลาย และเรียกร้องให้มุสลิมทั่วโลกหาวิธีการอันชาญฉลาดมากกว่าการเอาระเบิดผูกกับตัวเองไปถล่มอาคารบ้านเรือนและผู้คน ถือได้ว่าเป็นสุนทรพจน์ที่ตรงไปตรงมาและส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงมากที่สุด เท่าที่คนในระดับผู้นำประเทศจะกล่าวได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่ในห้วงเวลาต่อมาจะมีข่าวว่าประธานาธิบดีบุช ถึงกับต้องดึงแขน ดร.มหาธีร์ไปต่อว่า ในการประชุมเอเปคในประเทศไทย แม้ ดร.มหาธีร์จะออกมาสวนกลับว่า ไม่เป็นความจริงก็ตาม
หลังเสร็จสิ้นการประชุมเอเปค นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ขอลาหยุดงาน โดยเลือกที่จะบินตรงมาพักผ่อนที่อังกฤษพร้อมครอบครัว นอกจากจะแวะซื้อของที่ห้างแฮร์รอดอันโด่งดังแล้ว วงการภัตตาคารของอังกฤษรายงานว่า นายกรัฐมนตรีไทยยังมีแก่ใจสั่งเป็ดย่างจากโฟร์ ซีซั่นถึง 40 ตัวกลับไปฝากมิตรสหายที่ประเทศไทย
แต่ดูเหมือนว่าเป็ดจะเดินทางไปไม่ถึงพรรคชาติพัฒนา เพราะหลังจากไม่ยอมยุบรวมพรรค ความชัดเจนทางการเมือง ตามคำของท่านนายกฯ ทำให้ต้องตัดสินใจเขี่ยพรรคชาติพัฒนาออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ทั้งๆ ที่คุณสุวัจน์สู้อุตส่าห์บินไปซื้อของ และอุตส่าห์พบกันโดยบังเอิญ และอีกหลายอุตส่าห์ที่ประเทศอังกฤษ
นอกจากสุนัขสุดที่รักอย่างชุชู จะโดนหมาข้างบ้านรุมกัดจนตาแทบบอดแล้ว ชาติพัฒนายามนี้ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน หลังสุวัจน์ออกมาโอดครวญได้ไม่กี่วัน กร ทัพพะรังสี พร้อมสมาชิกพรรคชาติพัฒนาอีกหลายคนก็ได้ยื่นใบลาออกจากพรรค เพื่อจะไปปรากฏตัวสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยในเวลาต่อมา
สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีกร ทัพพะรังสี หลานชายร่วมคณะรัฐบาลอยู่ด้วยนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัวทางธุรกิจเท่านั้น สัมปทานเคเบิลทีวีอย่างไอบีซี ก็ดูเหมือนจะได้รับในยุคนี้ โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ชื่อเฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้อนุมัติ
แต่ลมการเมืองพัดเร็วและแรงเสมอ เพียงไม่กี่ปีทั้งผู้คนและบ้านเมืองถึงได้เปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้
ในวันนั้นทักษิณเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหานักการเมืองทั่วบ้านทั่วเมือง ผ่านไปเพียงหนึ่งทศวรรษ ถนนทุกสายกลับต้องวิ่งเข้าหาพรรคไทยรักไทย
เรื่องนี้จะว่าไปนับว่าโรแมนติกสิ้นดี
ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด เพิ่งก้าวลงจากตำแหน่งไปเมื่อปลายเดือนตุลาคม ในขณะที่ผู้นำเอเชียอีกคนหนึ่งซึ่งเคยทรงอิทธิพลมาก่อนอย่าง รัฐมนตรีอาวุโส ลี กวน ยิว แห่งสิงคโปร์ เพิ่งจะมีอายุครบ 80 ปี ไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
ในการกล่าวขอบคุณผู้มาร่วมงานวันเกิดของเขานั้น ลี กวน ยิว ไม่วายแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเด็กสิงคโปร์รุ่นหลังซึ่งเกิดและเติบโตมาในช่วงที่ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าแล้ว ว่าจะกลายเป็นคนอ่อนแอ เพราะไม่เคยต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเหมือนกับคนรุ่นพ่อ ซึ่งเป็นรุ่นก่อร่างสร้างประเทศหลังพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษและแยกตัวออกมาจากมาเลเซีย
ฮันติงตันเคยพยากรณ์ไว้ว่าระบบสิงคโปร์จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เมื่อสิ้นสุดยุคของ ลี กวน ยิว ซึ่งลีได้ถือโอกาสนี้สวนกลับว่า ฮันติงตันคาดการณ์ผิด เพราะสิงคโปร์ในยุค โก๊ะ จ๊ก ตง แม้จะต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงถึงสองครั้ง รวมทั้งวิกฤตอันเกิดจากไข้หวัดซาร์สจนทำให้ทั้งประเทศได้รับผลกระทบขั้นสาหัส แต่ระบบบริหารที่เข้มแข็งและสุจริตนั้นทำให้สิงคโปร์สามารถฟันฝ่าวิกฤตไปได้
นอกจากทิศทางการพัฒนาประเทศที่จำลองแบบมาจากสิงคโปร์ โดยการ แบ่งจังหวัดต่างๆ ออกเป็น 19 เขต และดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อให้เหมือนมี 19 สิงคโปร์อยู่ในประเทศไทยอันเป็นเป้าหมายในด้านการบริหารจัดการแบบบูรณาการของ รัฐบาลแล้ว ความซื่อสัตย์สุจริตดูเหมือนจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการส่งเสริมระบบที่มีประสิทธิภาพ
ในพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานแก่บรรดาผู้ว่าซีอีโอ ซึ่งเข้าเฝ้า ณ พระราชวังไกลกังวลนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงกับมีรับสั่งว่า พวกที่ไม่ซื่อสัตย์นั้น ขอให้มีอันเป็น ทำให้นายตำรวจผู้ติดตามเบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิดเช่น พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ถึงกับต้องนำมาเขียนในคอลัมน์ว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เคยได้ยินพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งเช่นนี้
นั่นแสดงว่า ปัญหาการคอร์รัปชั่นในสังคมไทยนั้นรุนแรงเต็มที จนระคายเคืองไปถึงเบื้องพระยุคลบาท
ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงติดต่อกันถึงสี่ปี ทั้งนี้เพื่อชี้ทางออกให้กับพสกนิกรไทยซึ่งกำลังเผชิญภาวะฟองสบู่แตกจนมองไม่เห็นทางออกของชีวิต
การบริหารชีวิตเพื่อให้มีพออยู่ พอกิน สามารถพึ่งตนเองได้ มีผลผลิตเหลือ แล้วจึงค่อยขาย ทำให้คนไทยสามารถเป็นไทได้ น่าจะเป็นทางออกที่สง่างามสำหรับ ประเทศที่มีพื้นฐานเป็นสังคมเกษตรเช่นไทย เพราะภาคเกษตรและชนบทนั้นเองที่เป็นฐานรองรับความผิดพลาดซึ่งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเงินการธนาคาร และ อสังหาริมทรัพย์ได้ก่อขึ้นจากการกู้เงินเกินตัว เก็งกำไร ปั่นหุ้น จนเกิดภาวะวิกฤต การณ์ทางการเงินในช่วงปี 2540
แต่ครั้นรัฐบาลไทยรักไทยได้เข้ามาบริหารประเทศ และแก้ปัญหาด้วย กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศโดยภาครัฐ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบกับการโอนหนี้เสียทั้งหมดออกนอกระบบธนาคารไปฝากไว้กับบริษัทบริหารหนี้เสียทั้งหลายที่รัฐบาลได้จัดตั้งขึ้น เศรษฐกิจไทยที่ฟุบมานาน ก็ดูเหมือนจะเงยหัวได้อีกครั้ง
แต่ความเจ็บปวดและชีวิตอันยากลำบาก แทนที่จะทำให้เราจดจำ การณ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 5 ปี ประเทศไทยกลับเข้าสู่บรรยากาศในยุคฟองสบู่อีกครั้ง รถยนต์ขายดีเป็นประวัติการณ์จนทำลายทุกสถิติ ตลาดหุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ยอดการซื้อขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ โครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวไม่เว้นแต่ละวัน จนแม้เพียงแผ่นกระดาษและใบจองก็ขายได้
ดอกเบี้ยต่ำ การกู้เงินเป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่ว่าซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่สามารถเบิกเงินได้รวดเร็วทันใจ จะซื้ออะไรก็อนุมัติได้ภายในพริบตา ประเทศไทยเดินเข้าสู่ระบบคิดแบบการตลาดอย่างเต็มตัว โดยไม่ได้มีฐานทางการศึกษาที่เข้มแข็ง สอนให้คนคิดเท่าทันเช่นในต่างประเทศ
เยาวชนรุ่นใหม่ของไทยจึงน่าเป็นห่วงไม่น้อยไปกว่าเยาวชนสิงคโปร์ การเปิดตัวธุรกิจอย่างฉาบฉวย แม้ยังไม่มีการดำเนินงานใดๆ เป็นเรื่องเป็นราว แต่เน้นการทำข่าวและสร้างเรื่องหวือหวา เป็นสิ่งที่พบได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ธุรกิจแรกยังไม่ทันได้ไปไหน อีกไม่กี่วันเปิดธุรกิจใหม่กันอีกแล้ว คนกลุ่มบนสุดของสังคมกำลัง รื่นเริงกันอย่างเต็มที่กับงานเลี้ยงรอบใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น ( ใครมาส่งเสียงวิจารณ์แถวนี้ น่ารำคาญสิ้นดี...อย่าไปสนใจ เอ้า! พวกเรามาเข้าแถวถ่ายรูปกันดีกว่า)
ในขณะที่ชนชั้นล่างก็กำลังหลงใหลได้ปลื้มกับเงินทองก้อนใหม่ ที่รัฐบาลขยันล่อใจด้วยโครงการเงินกู้ยืมทุกรูปแบบ ด้วยข้ออธิบายว่าด้วยการเข้าถึงแหล่ง เงินทุน และการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า โดยไม่ได้เคยมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในศาสตร์แห่งธุรกิจให้กับรากหญ้าก่อนหน้านั้น นอกจากหนี้ภาคประชาชนต่อครัวเรือนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากร้อยละ 9.5 เป็น 19.8 อันหมายความว่าเศรษฐกิจที่กำลังเฟื่องฟูรอบใหม่นี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้นหนึ่งเท่าตัวภายในเวลาเพียงสองปีของคนจนในประเทศ
ความเสี่ยงจากการไม่เท่าทันธุรกิจและการตลาดกำลังตกอยู่บนบ่าของคน ระดับรากหญ้า ซึ่งทั้งหมดนี้ แม้แต่หน่วยงานอย่างทีดีอาร์ไอเองก็ยังต้องออกโรงมาเตือนทั้งรัฐบาลและประชาชนให้ดำเนินนโยบายและดำเนินชีวิตกันอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แต่ก็คงยากที่จะมีใครได้ยินเสียง เพราะแม้แต่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามออกกฎเกณฑ์ เพื่อลดความร้อนแรงของการซื้อขายหลักทรัพย์และการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็ยังถูกนายกรัฐมนตรีออกมาเบรกจนหน้าคว่ำไปทั้งสองหน่วยงาน แถมยังถูกไล่ส่งให้ไปเป็นอิสระในประเทศอื่นเสียอีก ยกประเทศให้ท่านไปเสียเลยจะดีมั้ย ( หรืออีกทางหนึ่งก็อย่าคิดมาก ไปเรียนถ่ายรูปดีกว่า)
การพยายามจะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้มีรากฐานสำคัญ คือ ระบบการศึกษาที่แข็งแรง กำลังจะกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของสังคมไทย เพราะเราอาจจะสามารถสร้างอภิมหาโครงการมากมายได้ในเวลาชั่วข้ามคืน แต่การสร้างประชากรให้เป็นคนคุณภาพผ่านการศึกษาทั้งอย่างในระบบและนอกระบบล้วน ไม่อาจทำได้ในอัตราเร่ง ประเทศทันสมัยแต่ประชาชนอ่อนแอ ย่อมส่งผลให้คนในชาติ ตกเป็นทาสของระบบโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
October ฉบับที่ 3 เล่มนี้ปิดต้นฉบับอยู่ขณะที่ประธานาธิบดี จอร์จ บุช กำลังเดินทางไปเยือนประเทศอังกฤษ โดยเป็นพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระนาง เจ้าอลิซาเบ็ธที่ 2 ของอังกฤษ นอกจากจะได้รับการต้อนรับด้วยผู้ประท้วงเรือนแสน ซึ่งมารวมตัวกันเพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ( อันเป็นคนละประเด็นกับว่าเป็นแขกของใครแล้ว) กองกำลังทหารของ อเมริกาในอิรักเองก็กำลังระส่ำระสายอย่างหนัก เพราะแต่ละวันเฉพาะที่เป็นข่าว ทหารอเมริกาถูกฆ่าตายเป็นใบไม้ร่วง แม้กระทั่งประเทศที่เป็นพันธมิตรอย่างตุรกีเอง ก็ยังต้องเผชิญกับระเบิดพลีชีพไปถึงสามครั้งในชั่วเวลาเพียงไม่กี่วัน
ทหารไทยซึ่งรัฐบาลตัดสินใจส่งไปโดยไม่ได้มีมติของสหประชาชาติร้องขอมาแต่อย่างใด ยังคงกินอิ่มนอนหลับกันดีอยู่หรือเปล่า การเมืองระหว่างประเทศยุคใหม่ ทหารไม่ได้ทำหน้าที่สู้รบกับศัตรูตามชายแดนอีกต่อไป นอกจากทูตซึ่งต้องหันมาทำการค้าขายแล้ว ทหารไทยกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการค้าและอำนาจต่อรองระหว่างรัฐบาลไทยกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา
คำกล่าวของผู้นำทหารที่ว่าทหารไทยไม่มีใครนุ่งผ้าถุง นั้นดูช่างน่าขบขันและไม่ตรงประเด็นพอๆ กับการออกมาคัดค้านโดยปกป้องสิทธิสตรีของสมาชิกวุฒิสภาหญิง การเสียสละเพื่อชาติของทหารไทยครั้งนี้ คงจะมีสักวันหนึ่งข้างหน้าที่ จะต้องหันกลับมาทบทวนกันว่า ชาติ ในที่นี้หมายถึงใคร
October ฉบับที่ 2 ว่าด้วยผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้อ่าน จนทำให้ต้องส่งเล่มแรกลงแผงเพิ่มอีกครั้งตามคำเรียกร้อง หนังสือว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเข้มข้นเล่มนี้ ยังทำยอดขายได้เป็นอย่างดีในการออกร้านตามงานต่างๆ อันเป็นการตอกย้ำว่าคนรุ่นใหม่ที่สนใจปัญหาของประเทศชาติยังมีอยู่ไม่น้อย แม้จะไม่ได้รวมพลัง ออกมาเป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่ก็มีตัวตนอยู่อย่างชัดเจน
การได้เดินทางท่องเที่ยว การได้อ่านข่าวความเจ็บไข้ของคนในระดับผู้นำ ทำให้เห็นสัจธรรมว่า ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง
ผู้นำไม่ว่าจะมีอำนาจมากขนาดไหน เมื่อถึงเวลาก็มีอันต้องเสื่อมอำนาจไป
แม้นั่งอยู่เฉยๆ ก็ยังอาจหัวใจวายตายไปต่อหน้าต่อตาได้
ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากสังขาร แม้จะไม่ได้รวมอยู่ในปัจจัยของบริษัทประเมินความเสี่ยงและจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยทั่วไป
แต่กรุณาอย่าลืมว่านอกจากภาษีแล้ว ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
พฤศจิกายน 2546

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)





