การศึกษากับสังคมไทยในรอบ 30 ปี
ถ้าอาจารย์สุลักษณ์ใช้พุทธศาสนาเข้าจับระบบการศึกษาอย่างถึงแก่น อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงอีกคนหนึ่งของไทยก็ใช้วิชาเศรษฐศาสตร์เข้าจับและวิเคราะห์ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยได้อย่างตรงเป้าตรงประเด็น รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะได้อย่างน่าสนใจ
จึงไม่ใช่แต่เรื่องรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่ต้องปรับแก้ตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ แม้แต่เรื่องการศึกษาก็เป็นปัญหารากฐาน ที่ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยมานานจนทำให้การปฏิรูปทุกครั้งที่ผ่านมาประสบปัญหาและความล้มเหลวมาโดยตลอด
....................
ผมพอมีความรู้เกี่ยวกับการศึกษาบ้าง แต่ถนัดระดับอุดมศึกษามากกว่า ส่วนเรื่องสังคมไทย ผมไม่ค่อยรู้เพราะอยู่แต่ในหอคอยงาช้าง
ถ้าพูดถึง “การศึกษากับสังคมไทยในรอบ 30 ปี” ผมจะแยกเป็น 2 ประเด็นคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคการศึกษาและการศึกษากับสังคมไทย โดยสิ่งที่ผมอยากพูดถึงมี 7 หัวข้อ
1. การปฏิรูปการศึกษา
ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามปฏิรูปการศึกษา 2 ครั้งคือในปี 2517 และปี 2540 ถึงแม้จะพยายามปฏิรูปใหม่ แต่สิ่งที่เห็นในขณะนี้ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับการปฏิรูปการศึกษาในปี 2517 นั่นคือความล้มเหลว
ทำไมการปฏิรูปการศึกษาในสังคมไทยจึงล้มเหลว ผมคิดว่าจะปฏิรูปการศึกษาสำเร็จได้ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ปรากฏในการปฏิรูปทั้งสองครั้งที่ผ่านมา
เงื่อนไขแรก
การปฏิรูปการศึกษาต้องมีฉันทมติว่าด้วยคำถามและคำตอบพื้นฐานเกี่ยวกับการปฏิรูป ซึ่งอย่างน้อยต้องเป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนรวม จะปฏิรูปอะไร จะปฏิรูปอย่างไร และจะปฏิรูปเพื่อใคร นี่คือคำถามพื้นฐานของการปฏิรูปซึ่งคำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบอันเป็นที่ยอมรับร่วมกัน เมื่อไม่มีคำตอบ การผลักดันกระบวนการปฏิรูปจึงยากมาก
เงื่อนไขที่สอง
การปฏิรูปการศึกษาจะต้องมีพลังของการปฏิรูป สิ่งที่เห็นในปี 2517 และปี 2540 คือสังคมไทยยังขาดพลังนี้ ต่างจากการปฏิรูปการเมืองซึ่งเกิดผลผลิตคือรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะดีหรือเลวอย่างไร แต่มันมีพลัง เพราะมีเป้าหมายชัดเจนว่าไม่ต้องการให้กลุ่มยียาธิปไตยยึดอำนาจรัฐ เนื่องจากสังคมไทยถูกครอบงำโดยกลุ่มยี้ การเมืองเป็นระบอบยียาธิปไตยอันเป็นระบอบการปกครองของพวกยี้ โดยพวกยี้ และเพื่อพวกยี้ เป้าหมายที่ชัดเจนนี้ทำให้การปฏิรูปการเมืองปี 2540 ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ตรงข้ามกับการปฏิรูปการศึกษาซึ่งขาดพลัง
นอกจากนี้ การปฏิรูปการศึกษายังต้องการ Institutional Design ที่ดี ระบบการศึกษาจะต้องมีการออกแบบเชิงสถาบันที่เหมาะสม เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวที่ผมไม่อยากขยายความ แต่ถ้าไม่มี Optimal Institutional Design ก็ยากจะปฏิรูปสำเร็จ
ถ้ายังไม่มีฉันทมติว่าเราจะปฏิรูปอะไร ปฏิรูปอย่างไร และปฏิรูปเพื่อใคร รวมถึงไร้พลังการปฏิรูป ตลอดจนขาดการออกแบบเชิงสถาบันที่เหมาะสมที่จะผลักดันกระบวนการปฏิรูปแล้ว การปฏิรูปการศึกษาจะไม่มีวันสำเร็จ
2. ปรัชญาการศึกษา
ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมายังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกด้านคือ การเปลี่ยนแปลงปรัชญาการศึกษา โดยปรัชญาการศึกษาในฐานะสาขาวิชามีความด้อยพัฒนามากในสังคมไทย ขณะที่ปรัชญาการศึกษาในระบบราชการก็แทบไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงว่า จะจัดการศึกษาอะไร จะจัดการศึกษาอย่างไร และจะจัดการศึกษาเพื่อใคร แต่การเติบโตของการศึกษาทางเลือกในภาคประชาชนได้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปรัชญาการศึกษา การศึกษาทางเลือกได้เสนอคำถามและคำตอบพื้นฐานของการศึกษาที่แตกต่างจากปรัชญาการศึกษาทางการ
สังคมไทยใน 30 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงปรัชญาการศึกษาที่สำคัญอย่างน้อย 3 กระแส คือ ปรัชญาการศึกษาทางการ ปรัชญาการศึกษาตลาด และปรัชญาการศึกษาทางเลือก
ปรัชญาการศึกษาทางการสามารถศึกษาได้จากความคิดของบรรดาเทคโนแครตด้านการศึกษา และแนวความคิดพื้นฐานที่อยู่ในข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาในปี 2517 และปี 2540 รวมถึงสิ่งที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับปี 2517 และปี 2540
คงจำได้ว่า หลังเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 มีการชูปรัชญาการศึกษาเพื่อมวลชน อย่างน้อยนี่เป็นคำตอบต่อคำถามที่ว่าจะปฏิรูปการศึกษาเพื่อใคร คำตอบหลังตุลาคม 2516 คือจะปฏิรูปการศึกษาเพื่อมวลชน แต่ปรัชญาการศึกษาเพื่อมวลชนถูกชูขึ้นท่ามกลางกระแสโลกที่ Keynesian Consensus หรือฉันทมติว่าด้วยเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์กำลังเสื่อมอิทธิพล คือหลังเกิด Oil Shock ในปี 2516-2517 ฉันทมติว่าด้วยเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์สำคัญที่ครอบงำการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจโลก แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองก็ถึงจุดเสื่อมถอย และอาจมรณกรรมในปีนั้น
การเน้นบทบาทรัฐในการจัดการศึกษาปรากฏชัดเจน ทั้งในข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาปี 2517 และปี 2540 ต่างเพียงว่าข้อเสนอปี 2540 ยอมรับบทบาทของภาคประชาชนในการจัดการศึกษาแบบผิวเผิน เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 และปี 2540 ก็ปรากฏบทบาทรัฐในการจัดการศึกษาอย่างชัดเจน โดยรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ยอมรับบทบาทของประชาชนและชุมชนค่อนข้างผิวเผินเช่นกัน สรุปคือปรัชญาการศึกษาทางการได้รับอิทธิพลจาก Keynesian Consensus อย่างชัดเจน
ควบคู่กับปรัชญาการศึกษาทางการคือปรัชญาการศึกษาตลาด ขณะที่ปรัชญาการศึกษาทางการได้รับอิทธิพลจาก Keynesian Consensus แต่ปรัชญาการศึกษาตลาดกลับได้รับอิทธิพลจาก Washington Consensus นี่เป็นความแตกต่างสำคัญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปรัชญาการศึกษาตลาดมีส่วนเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าภาคการศึกษาไทยมากอย่างไม่อาจปฏิเสธ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ปรัชญาการศึกษาตลาดเติบโตและแผ่ขยายอิทธิพลตามการเติบโตของระบบทุนนิยม และ Academic Capitalism รวมถึงกระแสสากลานุวัตร
ท่ามกลางกระแสของปรัชญาการศึกษาทางการและปรัชญาการศึกษาตลาด ปรัชญาการศึกษาทางเลือกก่อเกิดจากปฏิกิริยาที่มีต่อปรัชญาการศึกษาทั้งสอง ปรัชญาการศึกษาทางเลือกมีคำถามและคำตอบพื้นฐานในการจัดการศึกษาแตกต่างจากปรัชญาการศึกษาทางการและปรัชญาการศึกษาตลาด ทั้งในเรื่อง จะจัดการศึกษาอะไร จะจัดการศึกษาอย่างไร และจะจัดการศึกษาเพื่อใคร เท่าที่ผมเข้าใจ เป้าหมายสูงสุดของปรัชญาการศึกษาทางเลือกต้องการให้มนุษย์มีอิสระและเสรีภาพ
3. การเติบโตของระบบทุนนิยมวิชาการ
การเติบโตของระบบทุนนิยมวิชาการ หรือ Academic Capitalism เกิดขึ้นจากกระบวนการแปรสรรพสิ่งให้เป็นสินค้า ซึ่งกระบวนนี้ทำให้ การศึกษา งานวิจัย และการให้คำปรึกษากลายเป็นสินค้า สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุพื้นฐานของการก่อเกิดและเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบทุนนิยมวิชาการ
Marketization เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ การผลิตบริการการศึกษาเพื่อขายปรากฏอย่างมากในระดับอุดมศึกษา แต่ในระดับการศึกษาที่ต่ำลงมาจะมีน้อยกว่า กระบวนการผลิตบริการอุดมศึกษาเพื่อขายเป็นกระบวนการที่เร่งเร้าการเติบโตของระบบทุนนิยมวิชาการ
และท้ายสุดคือ McDonaldization หรือกระบวนการแมคโดนัลดานุวัตร ผมอาจใช้ศัพท์ไม่ตรงตามหลักบาลี แต่สมัยนี้บาลีสันสกฤตไม่สำคัญแล้วในโลกอินเทอร์เน็ต กระบวนการแมคโดนัลดานุวัตรคือการให้บริการแบบแดกด่วน โดยเวลานี้สถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งของรัฐและเอกชนต่างให้บริการแบบนี้ เป็นบริการอุดมศึกษาที่มีลักษณะ Fast Education
ทั้ง Academic Capitalism, Marketization และ McDonaldization มีส่วนอย่างมากในการกระตุ้นการเติบโตของระบบทุนนิยมวิชาการในสังคมไทย ผมคิดว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก เพราะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนตุลาคมปี 2516 เราพูดไม่ได้เลยว่าขณะนั้นระบบการศึกษาไทยมีลักษณะ Academic Capitalism แต่ตอนนี้ปี 2546 เราพูดได้ค่อนข้างชัดเจนว่าระบบทุนนิยมวิชาการดำรงอยู่ และมีพลวัตการเติบโตที่สูงยิ่ง
สังคมไทยสามารถหลีกเลี่ยงระบบทุนนิยมวิชาการได้หรือไม่ ผมไม่คิดว่าสังคมไทยซึ่งเลือกเส้นทางการพัฒนาแบบทุนนิยม และเดินตาม Washington Consensus จะหลีกเลี่ยงการเดินไปสู่ระบบทุนนิยมวิชาการได้
การเติบโตของระบบทุนนิยมวิชาการส่งผลกระทบสำคัญต่อคนจนในระบบการศึกษา เมื่อบริการการศึกษาเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายในตลาด คนที่จะบริโภคบริการการศึกษาได้คือคนที่มีอำนาจซื้อ ส่วนคนที่ไม่มีอำนาจซื้อก็ไม่สามารถบริโภคได้ สภาพการที่เป็นอยู่นี้ส่งผลกระทบต่อการกระจายรายได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ระบบทุนนิยมวิชาการยังทำให้การเปิดรับกระแสสากลานุวัตรของการศึกษามีมากกว่าปกติ
4. หน่วยงานวางแผนการศึกษา
ประเด็นสำคัญที่ผมอยากเสนอในหัวข้อที่ 4 คือการมรณกรรมของหน่วยเสนาธิการการศึกษา ในยุคปฏิวัติของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สิ่งที่สฤษดิ์นำมาใช้ในระบบราชการคือการก่อตั้งหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่เสนาธิการในด้านต่างๆ ไม่ว่า สภาพัฒน์ฯ สำนักงบประมาณ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ต่อมาก็มีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาการศึกษา ก.พ. หน่วยงานเหล่านี้ทำหน้าที่วางแผน เสริมกำลังพลในระบบราชการ เป็นต้น
ช่วงเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา หน่วยราชการซึ่งทำหน้าที่เสนาธิการต่างมีอันเป็นไป บางกระทรวงจึงใช้วิธีการจัดตั้งสถาบันขึ้นใหม่ อย่างสถาบันนโยบายเศรษฐกิจการคลังก็แยกออกจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังซึ่งเวลานี้หมดศักยภาพในการนำเสนอนโยบายการเงิน การคลัง
ด้านการศึกษา สภาการศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติคือหน่วยเสนาธิการ ส่วนทบวงมหาวิทยาลัยและกระทรวงศึกษาธิการต่างก็มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับนโยบายเช่นกัน ช่วงแรกหน่วยงานเหล่านี้ได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศทำให้มีพลวัตและศักยภาพชี้นำนโยบายการศึกษาในบางเรื่องได้ แต่หลังตุลาคม 2516 เราได้เห็นการเสื่อมถอยของหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่วิจัยศึกษาและกำหนดนโยบายการศึกษา กระทั่งเวลานี้ก็ยังไร้ทางออกและไม่มีการปรับตัว
ผมเชื่อว่าความเสื่อมถอยของภาคการศึกษาในสังคมไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากความด้อยพัฒนาของหน่วยเสนาธิการ จริงอยู่ที่ความด้อยพัฒนาของภาคการศึกษาส่วนหนึ่งเกิดจากสมาชิกในภาคการศึกษาเอง แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีการวิจัยศึกษาเกี่ยวกับนโยบายการศึกษาที่ชี้ปัญหาของภาคการศึกษาและเสนอวิธีแก้ ดังนั้น สิ่งที่เราได้เห็นในวาระครบรอบ 30 ปี ตุลาคม 2516 ก็คือการมรณกรรมของหน่วยเสนาธิการการศึกษา
น่าเศร้ามากที่ยังไม่มีความพยายามแก้ปัญหานี้ ขณะที่หน่วยราชการอื่นพยายามแก้ปัญหาด้วยการดึงองค์กรที่ทำหน้าที่เสนอนโยบายออกจากระบบราชการ
30 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความเสื่อมถอยของเทคโนแครตด้านการศึกษา โดยความเสื่อมถอยที่สำคัญก็คือการละเลยความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยด้านนโยบาย ผมคิดว่ามันถึงจุดอับตันแล้ว เวลานี้สภาการศึกษาให้ความสนใจกับงานประชาสัมพันธ์มากกว่าการวิจัยด้านนโยบาย หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ผมไม่หวังว่าในระบบราชการจะมีใครมาชี้นำด้านนโยบายการศึกษาในอนาคตได้
5. Education Governance
ผมคิดว่าการบริหารจัดการระบบการศึกษายังไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ( Good Governance) ขาดความโปร่งใส ( Transparency) ขาดการมีส่วนร่วม ( Participation) และขาดความรับผิด ( Accountability)
หลักธรรมาภิบาลไม่ปรากฏในข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาปี 2517 แต่ปรากฏบ้างในข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาปี 2540 ธรรมาภิบาลไม่ใช่การร่างกฎหมาย แต่เป็นวัฒนธรรม ถ้าหน่วยงานที่ข้องเกี่ยวกับการศึกษาไม่มีวัฒนธรรมธรรมาภิบาล มันก็จะเกิดขึ้นได้ยาก
ธรรมาภิบาลเป็น Public Good ถ้าธรรมาภิบาลเกิดขึ้น สมาชิกของสังคมไทยทุกคนจะได้ประโยชน์จากธรรมาภิบาลด้วยกัน แต่ใครจะรับภาระต้นทุนในการผลักดันให้มันเกิดขึ้น เมื่อประโยชน์ที่ได้จากธรรมาภิบาลไม่ใช่ประโยชน์ในลักษณะ Private Benefit ของคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ การสถาปนาธรรมาภิบาลในระบบการศึกษาเป็นเรื่องยาก ยิ่งระดับการศึกษาสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
ไม่ใช่แค่ธรรมาภิบาล แต่ระบบการศึกษายังมีปัญหาด้าน Efficiency
6. Education Finance
ด้านระบบการคลังเพื่อการศึกษาหรือ Education Finance ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ กล่าวคือเป็นระบบการคลังที่เน้น Supply-side Financing มากกว่า Demand-side Financing โดยรัฐจะจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้โรงงานที่ผลิตบริการการศึกษา เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย มากกว่าจัดสรรเงินให้ผู้เรียน แล้วให้เขาเลือกโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเอง
ระบบการคลังซึ่งเน้น Supply-Side Financing ขาดกลไกขับเคลื่อนประสิทธิภาพในการผลิตบริการการศึกษา เพราะโรงเรียนกับมหาวิทยาลัยเพียงแต่แบมือของบประมาณแผ่นดิน โดยไม่มีกลไกกดดันให้หน่วยงานที่ผลิตบริการการศึกษาเหล่านี้ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ที่สำคัญคือระบบ Supply- Side Financing ไม่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีเสรีภาพในการเลือก
สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งของระบบการคลังเพื่อการศึกษาใน 30 ปีที่ผ่านมาคือความเชื่อว่า นโยบายค่าเล่าเรียนอัตราต่ำเป็น Optimal Policy ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ผู้บริหารนโยบายการศึกษา และสังคมไทยโดยทั่วไปเชื่อว่านโยบายค่าเล่าเรียนอัตราต่ำคือนโยบายในระดับอุตมภาพที่เหมาะสม โดยไม่ดูข้อเท็จจริงว่าใครได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ เราโดนล้างสมองอย่างผิดๆ ว่ามันคือนโยบายที่ให้ประโยชน์กับคนจน แต่ถามว่ามีคนจนไหมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มีคนจนไหมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หรือมีคนจนกี่คนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบบการศึกษาที่ยึดอยู่กับนโยบายค่าเล่าเรียนอัตราต่ำทำให้คนจนถูกคัดออกตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและไม่มีทางเข้าสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น
ผมคิดว่ามนตราหรือคาถาที่ว่านโยบายค่าเล่าเรียนอัตราต่ำเป็นนโยบายที่ดีเลิศยังฝังตัวในสังคมไทย ถ้าไม่ลบล้างมนตรานี้ เราก็ไม่มีทางจะปฏิรูประบบการคลังเพื่อการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้นได้ สิ่งที่คนจนต้องการคือทุนการศึกษา ไม่ใช่ค่าเล่าเรียนอัตราต่ำ แต่รัฐบาลก็ยังไม่จัดระบบให้ทุนการศึกษากับคนจน
ในระบบการศึกษาปัจจุบัน ผมคิดว่ารัฐควรจัดสรรทรัพยากรแผ่นดินให้ Target Group เพียง 2 กลุ่ม คือคนจนกับคนเก่ง สองกลุ่มนี้เท่านั้นที่มีเหตุผลให้รัฐจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา ส่วนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมต้องรับภาระต้นทุนการศึกษาเอง
ระบบการคลังเพื่อการศึกษาในปัจจุบัน ผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษาและโครงการพิเศษต้องรับภาระตาม Average Operating cost แต่ผู้เรียนระดับต่ำลงมา สังคมต้องรับภาระตามสัดส่วนต่างๆ ระบบที่เป็นอยู่จึงไม่ได้ทำให้ตลาดการศึกษากลายเป็นตลาดที่แท้จริง
จริงอยู่ Academic Capitalism กำลังเติบโตในสังคมไทย ส่วน Marketization และ McDonaldization ก็กำลังเติบโตอย่างมากในระดับอุดมศึกษาของรัฐ แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ได้นำไปสู่ตลาดการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดอุดมศึกษาให้กลายเป็นตลาดครึ่งๆ กลางๆ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Quasi-Market
กล่าวคือ การจัดการศึกษาแบบบัณฑิตศึกษาและการศึกษาโครงการพิเศษ มหาวิทยาลัยของรัฐจะเก็บค่าเล่าเรียนเต็มตามต้นทุนการผลิต รายได้จากการเก็บค่าเล่าเรียน มีเศษส่วนคือผู้บริหารและอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่การศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยยังแบมือของบประมาณแผ่นดิน ซึ่งในโครงการที่มหาวิทยาลัยเก็บค่าเล่าเรียนเต็มตามต้นทุนการผลิตไม่สามารถแยกแยะได้ว่าไม่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแผ่นดิน ดังนั้น การศึกษาจึงมีลักษณะตลาดครึ่งๆ กลางๆ โดยวิธีที่จะขจัดลักษณะ Quasi-Market และทำให้ตลาดได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่คือ ก.พ. ต้องเลิกรับรองปริญญาของมหาวิทยาลัยของรัฐ
7. กระแสสากลานุวัตรของการศึกษา
กระแสสากลานุวัตรของการศึกษาเกิดขึ้นพร้อมยุทธศาสตร์การพัฒนา เมื่อรัฐไทยเลือกเดินบนเส้นทางยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด ซึ่งเริ่มต้นในยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่อาจมีช่วงเบี่ยงเบนบ้าง เช่น ระหว่างปี 2515 ถึง 2519 ทว่าโดยหลักๆแล้ว สังคมเศรษฐกิจไทยเดินไปบนเส้นทางยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด และเปิดมากขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา
เราจะพบว่าชนชั้นสูงเปิดรับกระแสสากลานุวัตรของการศึกษา โดยชนชั้นต่ำไม่คัดค้านขัดขวาง ซึ่งในอนาคตกระแสสากลานุวัตรของการศึกษาจะมีมากขึ้น เนื่องจาก General Agreement on Trade in Services ของ WTO กำลังกลายเป็นระเบียบการค้าใหม่ของโลก GATS ภายใต้ WTO จะทำให้กระแสสากลานุวัตรถาโถมสู่สังคมไทยมากกว่าเดิม ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นกระแสที่เราจำเป็นต้องสนใจศึกษา

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)




