ปฏิรูปการศึกษาไทยในรอบสามทศวรรษ
นอกจากจะถือได้ว่าเป็นเสาหลักของปัญญาชนสยามแล้ว อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ยังถือได้ว่าเป็นนักการศึกษาคนสำคัญของไทย ที่นอกจากจะตีแผ่ศิลปวิทยาการตะวันตกออกมาให้คนไทยได้เรียนรู้อย่างเท่าทันแล้ว ยังเป็นผู้ที่น้อมนำเอาพุทธศาสนาเข้าสู่การเรียนรู้ของคนไทยอย่างแยบคาย อีกทั้งยังเป็นผู้นำเสนอทางเลือกต่างๆ ทั้งทางด้านการศึกษา การดำเนินชีวิต กระทั่งการดำเนินธุรกิจ ผ่านข้อเขียน การปาฐกถา และการเสวนาอย่างต่อเนื่อง จนถือได้ว่าเป็นผู้รอบรู้กว้างขวางในด้านการศึกษาทั้งทางตะวันตกและตะวันออกอย่างหาตัวจับยาก
ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังอย่างยิ่งที่จะปฏิรูปการศึกษา มุมมองของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ จึงถือว่าน่ารับฟังอย่างยิ่ง
....................
การศึกษา ไม่ได้หมายเพียงการเรียนการสอน หากหมายถึงการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมซึ่งรวมไปถึงการเกื้อกูลตนเองและผู้อื่น ให้ปลอดพ้นไปจากการเบียดเบียนบีฑา และเพื่อเจริญงอกงามทางสติปัญญา
การนิยามคำว่า การศึกษา ตามนัยยะที่กล่าวมานี้ ได้ปลาสนาการไปแล้วโดยมาก ทางเมืองฝรั่ง จำเดิมแต่คริสต์ศาสนาหมดความสำคัญลงไปทางด้านจริยศึกษา ซึ่งควรควบคู่ไปกับพุทธิศึกษา และพุทธิศึกษาทางตะวันตก แต่ยุคสมัยที่เรียกว่าการตื่นตัวทางวิชาความรู้ หรือ The Age of Enlightenment นั้น เน้นที่ความคิดทางหัวสมอง ซึ่งโยงไปถึงปัจเจกนิยมเป็นเฉพาะ โดยที่ทางตะวันตกถือกันว่า เรอเน เดสคาตส์ เป็นบิดาของปรัชญาสมัยใหม่ ดังวลีอันมีชื่อของเขาที่ว่า cogito ergo sum หรือ I think therefore I am วลีนี้ พูดตามภาษาร่วมสมัยก็ได้ความว่า นี่คือการเน้นที่ egoism อย่างเห็นได้ชัด เมื่อมีกูก็ต้องมีมึง
อีกนัยหนึ่งก็คือปรัชญาการศึกษาทั้งหมดของตะวันตกเป็นเรื่องของทวิภาค ทวิพจน์ หรือ dualism แบ่งเราแบ่งเขา แบ่งกรรตุวาจกจากกรรมวาจก Objective กับ Subjective โดยถือว่า objective มีความเป็นกลาง ในขณะที่ subjective ยึดถือเอาทัศนะส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ก็เมื่อมนุษย์แต่ละคนไม่เข้าใจถึงอคติของตนแล้วไซร้ แม้จะเรียนรู้มากขึ้นไปเพียงใด การที่ตนติดยึดอยู่ในทางความรัก (ฉันทา) ความชัง (โทสา) ความกลัว (ภยา) และความหลง ( โมหา) อย่างไม่รู้เท่าทันความติดยึดนั้นๆ แล้วตนจะลงมติอย่างปราศจากความลำเอียง ให้เป็น objective ได้อย่างไร
ความข้อนี้ ทำให้ต้องนึกถึง Howard Zinn ผู้เขียนเรื่อง The Peoples History of the United States ที่ให้สัมภาษณ์ดังต่อไปนี้
ผู้สัมภาษณ์ “คุณพูดอย่างน่าประหลาดใจมาก ว่า ภววิสัย ( objectivity) และการแสดงออกทางวิชาความรู้ ( scholarship) ตามสื่อและอื่นๆ นั้น ไม่เพียงแต่ให้โทษและนำทางไปอย่างผิดๆ หากยังเป็นสิ่งซึ่งไม่สมควรอีกด้วย” เขาตอบว่า ( ๑) สิ่งซึ่งอ้างว่าเป็นภววิสัยนั้นเป็นไปไม่ได้ และ (๒) เป็นสิ่งซึ่งไม่สมควรจะนำเอามาใช้ ที่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะประวัติศาสตร์ทั้งหลายนั้นเกิดจากการเลือกสรรข้อมูลอันเหลือคณานับ พอคุณเริ่มเลือก คุณเลือกตามที่คุณเห็นว่าอะไรสำคัญ ฉะนั้น นี่ก็ไม่ใช่ภววิสัย ( ไม่เป็นกลาง) เสียแล้ว นี่แสดงออกซึ่งอคติตามทิศทางของคุณในฐานะที่เป็นผู้เลือกข่าวสาร โดยคุณเห็นว่า สาระนั้นๆ ประชาชนควรรับรู้ ฉะนั้นภววิสัยหรือความเป็นกลางทางข้อมูลจึงไม่มี*
ถ้าเรารับคำของซินน์ ความเป็นกลางทางการศึกษาหรือภววิสัย ที่ตะวันตกยึดถือเอาเป็นพื้นฐาน ย่อมตั้งอยู่บนความลวง หรือความพร่อง ซึ่งเป็นคำที่เดวิด ลอย ใช้ ( The sense of lack ซึ่งเท่ากับทุกขะ นั้นแล) โดยที่หนังสือเล่มล่าสุดของลอยว่าด้วย A Buddhist History of The West: Studies in Lack (2002) และ The Great Awakening: A Buddhist Social Theory (2003) เลยทีเดียว ดังเราอาจกล่าวได้ว่าสองเล่มนี้คือการศึกษาทางเลือกที่ปฏิรูปกันเรื่อยมาในรอบ ๓๐ ปีนี้ จนเข้าถึงไตรสิกขาได้ในที่สุด
สิ่งซึ่งสำคัญสุดสำหรับการศึกษาทางเลือกในรอบ ๓๐ ปีมานี้ น่าจะได้แก่การตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Small is Beautiful ของ อี เอฟ ชูมาร์กเกอร์ ซึ่งมีสาระหลักอยู่ที่ความเรียงอันว่าด้วย Buddhist Economics ซึ่งมีหัวจั่วรองลงมาว่า Economics as if Human Being Matters เพราะการเรียนรู้ต่างๆ ของตะวันตก ตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการตื่นตัวทางวิชาความรู้ หรือ The Age of Enlightenment เป็นต้นมา ถือว่าความก้าวหน้าทางวิชาการสำคัญที่สุด เรื่อยไปจนเห็นว่าอำนาจ โภคทรัพย์ และความสำเร็จต่างๆ สำคัญยิ่งกว่ามนุษย์ ซึ่งมีความสำคัญน้อยลงไปทุกที หรือถ้ามนุษย์จะมีความสำคัญ ก็ในฐานะที่เป็นผู้กดขี่ ไม่แต่กดขี่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเน้นไปที่ความต่างเพศ ต่างชนชั้น ต่างสีผิว ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างชนชาติ เรื่อยไปจนกดขี่ข่มเหงหรือเอาชนะธรรมชาติ โดยถือว่าธรรมชาติเป็นเพียงทรัพยากร ดังที่มนุษย์ก็เป็นทรัพยากร ที่สุดจนสติปัญญาของมนุษย์ก็เป็นทรัพยากร ดังเดี๋ยวนี้เราเองก็มีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้นตามที่เราเอาอย่างฝรั่งมา
การปฏิรูปอย่างใหญ่ในทางการศึกษาของไทยนั้น เริ่มมีขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นการตั้งต้นของการตัดรอนแนวทางการศึกษาอย่างดั้งเดิมของเรา ที่มีบ้านกับวัดเป็นปัจจัยหลัก มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ประสานไปกับไตรสิกขา เป็นเนื้อหาสาระ เพื่อจริยศึกษาและสัมมาอาชีวะศึกษา ที่มุ่งไปในทางความอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการประสานกันภายในแต่ละคน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ แล้วแผ่ขยายความบรรสานสอดคล้องนั้นๆ ไปยังชุมชนรอบๆ ตน ตั้งแต่ภายในครอบครัว แล้วขยายออกไปเรื่อยๆ โดยมีพระกับวัดเป็นแบบอย่างให้ ในแนวทางของวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการปรับปรุงอะไรต่ออะไร และแก้ปัญหาอะไรต่ออะไร ด้วยการพึ่งตนเองและวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆ มีทาน การให้เป็นพื้นฐาน และมีการเรียนรู้ในทางที่จะไม่เอารัดเอาเปรียบตนเองและผู้อื่น อันเป็นสีลสิกขา กับมีแนวทางที่ช่วยให้จิตใจได้รู้จักความสงบ เพื่อคลายความเครียด ความเกลียดความกลัว จนการภาวนานี้สามารถช่วยให้ผู้ที่ต้องการศึกษาอย่างสูงส่งขึ้นไป ได้เข้าถึงความวิเศษมหัศจรรย์ของชีวิต ที่ไปได้พ้นความธรรมดาสามัญ จนถึงขั้นแห่งโลกุตระเอาเลยทีเดียว
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การศึกษาของไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นองค์คุณที่สำคัญนั้น ช่วยให้ชาวไทยที่ได้รับการศึกษา ดำรงตนอยู่ได้ในประโยชน์สุขขั้นต้น ในสังคมปัจจุบันโดยอาศัย
อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น อันเป็นสัมมาอาชีพ)
อารักขสัมปทา (รู้จักรักษาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม)
กัลยาณมิตตา (รู้จักคบคนดีเป็นมิตร)
สมชีวิตา (มีความเป็นอยู่อย่างเหมาะสม)
พร้อมๆ กันนั้น ก็ช่วยให้ผู้ที่ได้รับการศึกษา มีทางเข้าถึงประโยชน์สุขอันสูงส่งขึ้นไป จึงถึงชาติหน้า แม้เมื่อดับกายทำลายขันธ์ไปแล้ว อันได้แก่การเข้าถึงธรรมะดังต่อไปนี้คือ
สัทธาสัมปทา (เชื่อในสิ่งซึ่งควรเชื่อ อย่างไม่คลางแคลงใจ เช่นเชื่อในเรื่องกรรมกับวิบากในวัฏสงสาร และวิธีการที่อาจไปได้พ้นสังสารวัฏ)
สีลสัมปทา (ปฏิบัติตนด้วยการไม่เอาเปรียบตนเองและ ผู้อื่น สัตว์อื่น)
จาคสัมปทา (มีความเสียสละเป็นเจ้าเรือน)
ปัญญาสัมปทา (เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงโครงสร้างของตัวเอง และของสังคม อย่างรู้จักแยกแยะและไม่ ติดยึด)
ต่อผู้ที่ศึกษาจนถึงขั้นสูงสุด จึงเข้าได้ถึงปรมัตถะ อันได้แก่พระนิพพาน ซึ่งเป็นสถานะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง อย่างปราศจากเสียซึ่งตัณหาอุปาทานโดยสิ้นเชิง จำเพาะผู้ที่เข้าถึงขั้นนี้เท่านั้น ที่ถือว่าเป็นผู้สำเร็จการศึกษาคือเป็นอเสกขบุคคล คือผู้ที่ไม่ต้องศึกษาเล่าเรียนอีกต่อไป
การศึกษาอย่างดั้งเดิมของเรา ที่ราษฎรจัดกันเอง ค่อยๆ ถูกทำลายลงเมื่อเกิดการศึกษาที่ผูกขาดโดยรัฐ แต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา กล่าวได้ว่ารัชกาลที่ ๕ เป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาอย่างสำคัญของไทยก็ได้ เพราะคำว่าปฏิรูปนั้น โดยเนื้อหา แปลว่าทำให้รูปลักษณ์อย่างเดิมเสื่อมสลายไป ดังคำว่า สัทธรรมปฏิรูป หมายความว่า ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมสลายไปนั่นเอง
การศึกษาที่จัดโดยรัฐ ซึ่งเริ่มแต่ในรัชกาลที่ ๕ แล้วขยายอาณาบริเวณออกไปจนทั่วราชอาณาจักรนั้น มีจุดยืนที่สำคัญว่า ราษฎรจัดการศึกษาเองไม่ได้ แม้โรงเรียนราษฎร์ ก็ต้องให้ทางราชการรับรองวิทยะฐานะ ดังมหาวิทยาลัยเอกชนในบัดนี้ ก็เช่นกัน และการศึกษาของไทยนั้นก็คือการเดินตามฝรั่งอย่างเชื่องๆ นั่นเอง
โดยที่ฝรั่งเองนั้นโยงจริยศึกษามาหาพุทธิศึกษาไม่ได้ แม้เดิมของเราเองเป็นไปได้ เราก็ทิ้งรากเหง้าเดิมของเราเสีย ด้วยการหันมาตามฝรั่ง เพราะเราถือตัวว่าเราด้อยกว่าฝรั่ง ถ้าไม่เดินตามฝรั่ง เราจักไม่ศิวิไลซ์ ไม่ทันสมัย ไม่ก้าวหน้า ไม่เจริญรุ่งเรือง ไม่พัฒนา หรือเข้าไม่ถึงความเป็นโลกาภิวัตน์ โดยที่ถ้อยคำทั้งหมดนี้สรุปรวมความได้ว่าคือ อาณานิคมหรือจักรวรรดินิยม ที่มีชนชั้นนำของฝรั่งเป็นตัวกำหนดนั่นเอง
อนึ่ง ความคิดของชนชั้นนำของเราแทบทั้งหมดในเวลานี้ ล้วนเป็นไปตามแนวคิดของตะวันตกแทบทั้งสิ้น เวลาเราพูดถึงความยุติธรรมก็ดี พูดถึงเศรษฐกิจก็ดี การเมืองก็ดี แม้จนการศึกษา ตลอดจนศัพทาธิบายต่างๆ ไม่ว่าจะในเรื่องของโลกทัศน์ ชีวทัศน์ จิตบำบัด แม้จนประชาธิปไตย ราชาธิปไตย ปัญญาชนหรืออุดมการณ์ ฯลฯ เราแทบไม่เคยหันกลับไปถาม ตามแนวคิดของปู่ย่าตายายเราแต่เก่าก่อน อย่างน้อยก็ก่อนรัชกาลที่ ๕ กันเลย โดยที่อิทธิพลที่สำคัญที่สุดทางความคิดของตะวันตกแทบทั้งหมดเวลานี้ สรุปรวมอยู่ที่วิทยาศาสตร์นั้นแล และไทยเราเริ่มตามก้นวิทยาศาสตร์ตะวันตกมาแต่สมัยเมื่อวชิรญาณภิกขุทรงผนวชอยู่ในรัชกาลที่ ๓ นั้นแล้ว และพุทธศาสนาที่เป็นสถาบันหลักของไทย ในกระแสของทางราชการบ้านเมือง ก็ต้องอนุวัตรตามวิทยาศาสตร์กระแสหลักของตะวันตกมาแต่ก่อนรัชกาลที่ ๕ และแก่กล้าขึ้นแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา
วิทยาศาสตร์กระแสหลักของตะวันตกนั้นมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ๒ ประการ คือ
(๑) เพื่อค้นให้พบกฎของธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นการค้นหาวิชาความรู้อย่างบริสุทธิ์จากโลกนี้
(๒) นำความรู้อันบริสุทธิ์นี้มาประยุกต์ใช้ เช่น ทางการแพทย์ และทางเทคโนโลยี เพื่อปรับปรุงชีวิตมนุษย์และสภาพทางวัตถุของโลกให้ดีขึ้น
ประเด็นทั้งสองนี้ ศาสนาเคยทำหน้าที่มาก่อน แต่ผู้นำทางศาสนาในตะวันตกได้วิวาทกับนักวิทยาศาสตร์เรื่อยมา จำเดิมแต่วิทยาศาสตร์ทางตะวันตก ได้กลายสถานะจากปรัชญาธรรมชาติ Natural Philosophy ซึ่งตามรูปศัพท์ หมายถึง การแสวงหาความเข้าใจทางธรรมชาติ มาเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งตามรูปศัพท์ หมายถึง ความรู้อย่างถ่องแท้แน่นอน โดยที่คำนี้เพิ่งเป็นที่ยอมรับกันในยุโรปเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และความแตกหักกันระหว่างคริสต์ศาสนากับวิทยาศาสตร์ตะวันตก ก็เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ว่านี้ โดยเฉพาะก็เมื่อเกิดหนังสือชื่อ The Origin of Species ( ๑๘๕๙) และ The Descent of Man ( ๑๘๗๑) ขึ้น โดยชาลส์ ดาวิน ยิ่งวิวาทะระหว่างดาวินกับสังฆราชบาทหลวงวิลเบอฟอซ ซึ่งเป็นนักเทววิทยาหัวก้าวหน้าที่เสนอในเรื่องการเลิกทาสด้วยแล้ว สรุปผลได้เลยว่าวิทยาศาสตร์เป็นไปในทางความก้าวหน้าของวิชาการ ในขณะที่คริสต์ศาสนาเป็นไปในทางเต่าล้านปี
ที่น่าสนใจก็คือในศตวรรษที่ ๑๙ ผู้นำทางพุทธศาสนาไม่เคยมีวิวาทะกับนักวิทยาศาสตร์เอาเลยก็ว่าได้ สำหรับไทยเรานั้น ผู้นำทางการเมือง (แม้จะในรูปของสมณะอย่างวชิรญาณภิกขุ) ต่างหาก ที่ปรับพุทธศาสนาให้สยบยอมกับวิทยาศาสตร์ตะวันตก ซึ่งมีพิษมีภัยกับสถาบันพุทธกระแสหลักในเมืองไทย ตั้งแต่นั้นมา จนมีผลร้ายอย่างที่สุดในบัดนี้ ความข้อนี้ ยังหามีใครได้ตีประเด็นให้เห็นอย่างเด่นชัดไม่
ในทางตะวันตกนั้น วิทยาศาสตร์ได้เจริญเติบโตเรื่อยมา แม้จนวิชาการต่างๆ ก็ต้องการเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยกันแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา แม้จนปรัชญา และศึกษาศาสตร์ รวมถึงประวัติศาสตร์ โดยที่วิชาหลังนี้ออกจะมีปมด้อยอยู่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์อย่างอ่อนๆ ก็ตามที ความข้อนี้พระธรรมปิฎก (ประยุทธ ปยุตโต)ได้ให้ข้อคิดอย่างน่าสนใจดังนี้
ศาสตร์และวิทยาหลายอย่างอยากจะเป็นวิทยาศาสตร์ หรือพยายามแสดงตนว่าเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ทัศนคติแบบชำนาญพิเศษเฉพาะทาง แบ่งซอย และมองด้านเดียวนี้ ขัดขาตัวเอง ทำให้ไม่อาจเป็นวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้วย ที่ไม่อาจบรรลุความเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงหรือสมบูรณ์ เพราะเหตุปัจจัยไม่ครบถ้วนทั่วถึง ทำให้องค์ของความจริงไม่สมบูรณ์ ก็เลยเป็นความจริงที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อเป็นความจริงที่ไม่สมบูรณ์ ก็คือไม่เป็นความจริงที่แท้จริง และเมื่อมองเหตุปัจจัยไม่ครบถ้วน แล้วด่วนสรุปลงเสีย ก็คือเห็นไม่ตรงตามที่มันเป็นจริง ระบบของความเป็นเหตุเป็นผลก็ไม่สมบูรณ์ ก็ไม่สามารถเข้าถึงความจริง*
ข้าพเจ้าเอง ยอมรับว่าแม้วิทยาศาสตร์กระแสหลักจากตะวันตกจะมีข้อจำกัด แต่ก็ได้นำคุณประโยชน์มาให้โลกได้มากในรอบศตวรรษเศษมานี้ โดยที่เราได้รับข้อมูลข่าวสารมากมายเกี่ยวกับโลกเรานี้ ทั้งเรายังรับรู้ในเรื่องจักรวาลอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งอีกด้วย ผลก็คือเรามีอำนาจมากมายเหนือธรรมชาติ เชื้อโรคต่างๆ ถูกกำจัดไปได้จนแทบจะหมดสิ้น อย่างน้อยก็ในโลกตะวันตก เราบินรอบโลกได้อย่างง่ายดาย (ในหมู่ผู้คนที่มีทรัพย์และอำนาจเพียงพอ) เราติดต่อกันได้ง่ายดาย แม้เราจะอยู่ห่างไกลกันเพียงใด (ในหมู่คนจำนวนน้อย) แม้จนเราสามารถส่งคนไปดวงจันทร์ เครื่องยนต์กลไกไปดาวอังคารก็ยังได้
เราคุ้นเคยกับสิ่งวิเศษมหัศจรรย์ต่างๆ เหล่านี้ โดยแทบไม่คิดคำนึงถึงเลยว่า มันมีผลลบอะไรติดตามมาด้วยบ้าง เช่น เราตระหนักกันไหมว่าทรัพยากรทางธรรมชาติของโลกปลาสนาการไปเกือบหมดสิ้นแล้ว ความงามตามธรรมชาติ ของป่าเขา ถูกบุกรุกจนกลายเป็นป่าคอนกรีตไปมากแล้ว สัตว์และพืชตลอดจนแมลงต่างๆ ปลาสนาการไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว แม้การแพทย์สมัยใหม่จะช่วยเยียวยาอะไรๆ ได้ แม้จนต่ออายุหรือเนรมิตชีวิตก็ได้ แต่แล้วผลกระทบจากการแพทย์ตะวันตกนั้นเราตระหนักกันเพียงพอไหม และผลได้ทางวิทยาศาสตร์นี้เองก็ได้ทำลายล้างมนุษยชาติ และก่อให้เกิดยุคเข็ญกับนานาสังคมอย่างมากมายมหาศาล ยิ่งอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในโลกในบัดนี้ด้วยแล้ว เราอาจทำลายล้างโลกนี้ได้ภายในพริบตาเอาเลยทีเดียว และแม้พวกที่มีความสะดวกสบายนานัปการนั้น เขาเหล่านี้มีความสุขจริงละหรือ ชีวิตอันฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยของพวกเขา สัมพันธ์กันในทางตรงหรือทางอ้อมกับความยากไร้ และการถูกเอารัดเอาเปรียบของมหาชนส่วนใหญ่ หรือมิใช่ ใช่แต่เท่านั้น ความรู้อันวิเศษมหัศจรรย์ต่างๆ แม้จนการแพทย์ล่าสุด และเทคโนโลยีอันทันสมัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีขีดจำกัดอยู่กับคนจำนวนน้อย ที่มีทรัพย์และมีอำนาจเท่านั้น นอกเหนือไปจากนี้ ก็ตรงที่ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์นั้น เป็นเรื่องจำเพาะเจาะจง ที่คนนอกวงการมักไม่เข้าใจ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนน้อยในทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นดังคุรุ หรือนักเทววิทยาทางลัทธิศาสนาในสมัยก่อน กล่าวคือคนพวกนี้ชี้ขาดได้ในด้านการตัดสินใจในเรื่องโลกทัศน์ และนโยบายที่สำคัญๆ อันว่าด้วยชีวิต ตลอดจนสงครามและสันติภาพ แต่แล้วผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ก็มีความรู้ในทางวิชาการจำเพาะแขนงของตน ซึ่งเป็นไปแต่ละแนวทางอย่างเป็นเสี่ยงๆ ที่ปราศจากองค์รวม ทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังปราศจากการฝึกปรือมาทางจริยธรรมขั้นพื้นฐาน และบางครั้งยังไม่เข้าใจความซับซ้อนซ่อนเงื่อนทางการเมืองอีกด้วย วิชาการต่างๆ จึงเป็นไปเพื่อวิชาการ หรือความก้าวหน้าทางสาขาวิชา โดยหาได้คำนึงถึงความเป็นมนุษย์เอาเลยไม่ ฉะนั้น การที่ชูมาร์กเกอร์นำเอาเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ มาชี้แจงแสดงให้เห็นตามวิถีทางของวิทยาศาสตร์ ว่ามนุษย์สำคัญกว่าความเติบโตของทุนหรือโภคทรัพย์ จึงเป็นการศึกษาทางเลือกที่สำคัญยิ่งนัก
จำเดิมแต่งานเขียนของชูมาร์กเกอร์เริ่มแพร่หลายในโลกตะวันตก เมื่อ ๓๐ ปีมานี้ แม้เขาเองจะไม่ได้เป็นพุทธศาสนิก แต่ชาวพุทธได้มีส่วนช่วยด้านการศึกษาทางเลือกในโลกตะวันตกค่อนข้างมาก แม้ฝรั่งจะท้าทายการศึกษากระแสหลักของตะวันตกด้วยถ้อยคำแรงๆ อย่างไอวัน อิลิช หรือหาทางออกให้อย่างเปาโล แฟร และ เอ เอส นีล ตลอดจนเทววิทยาแห่งการปลดปล่อยทางอเมริกาละติน แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ในกระแสของตะวันตก ซึ่งถ้าไม่ใช่บริบททางคริสต์ศาสนา ( ที่ลดความตายตัวทางคำสอน มาเป็นไปในทางอิสรภาพมากขึ้น แต่ก็ยังติดยึดอยู่ที่ความเชื่อซึ่งท้าทายไม่ได้) ก็ยังคงเป็นไปโดยทางของตรรกวิทยา และการพิสูจน์ตามแนวทางของวิทยาศาสตร์ตะวันตก จำเดิมแต่อริสโตเติลเป็นต้นมา เช่น อิลิช ที่เห็นว่าการแพทย์อย่างตะวันตกเป็นเทพเจ้ากาลี ก็ตรงที่เขาโจมตีวิธีวิทยาของตะวันตก โดยเขาแสวงหาอะไรอื่นที่นอกเหนือไปจากวิธีวิทยาของวิทยาศาสตร์ตะวันตกไม่ได้
น่ายินดีที่ผู้นำทางพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานของธิเบตนั้น ไม่เคยถูกตะวันตกครอบงำ ให้จำต้องเปลี่ยนโลกทัศน์ไปตามวิธีวิทยาของฝรั่ง ครั้นเมื่อถูกจีนบุกรุกเข้ายึดครองประเทศ จนผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงหลายท่าน ต้องพากันอพยพโยกย้ายไปยังดินแดนต่างๆ ของโลกในรอบสามสิบปีสี่สิบปีมานี้ ท่านเหล่านี้ไม่เห็นความจำเป็นที่จำต้องอนุวัตรเนื้อหาสาระของพุทธศาสนา ที่พิสูจน์ไม่ได้ในทางวิธีวิทยาของฝรั่ง ให้เป็นที่ยอมรับของฝรั่งร่วมสมัย พร้อมกันนั้น ท่านเหล่านี้ก็ไม่ดื้อดันว่าคำสอนของฝ่ายพุทธหรือพุทธประเพณีของตนเท่านั้นที่ถูกต้องถ่องแท้อย่างแก้ไขอะไรไม่ได้
ในรอบ ๓๐ ปี มานี้ ผู้นำทางด้านการปฏิบัติธรรมของฝ่ายวัชรยาน ซึ่งมีความรู้ทางพระสูตรพระวินัย และตันตระอย่างแตกฉาน ผนวกไปกับความรู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ได้มีส่วนช่วยทำให้วิทยาศาสตร์ของตะวันตกเชื่องขึ้นได้มาก ( น่าเสียดายที่ผู้นำทางด้านวิปัสสนาธุระของเรา มักขาดความรู้ทางด้านคันถธุระเอาเลย ดังนักปริยัติก็มักไม่เป็นนักปฏิบัติด้วยเช่นกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายนี้ มีความรู้ในเรื่องภูมิธรรมชาวบ้านน้อย หรือดูถูกว่าเป็นดิรัจฉานวิชาเสียอีกด้วย ยิ่งจะให้เข้าใจถึงโลกสันนิวาสของนานาชาติ และเข้าใจถึงโครงสร้างทางสังคมอย่างสมัยใหม่อันอยุติธรรมและรุนแรงด้วยแล้ว เกือบหาไม่ได้เอาเลย อาจเว้นเพียงภิกขุพุทธทาส)
คนสำคัญทางด้านวัชรยาน ที่นำด้านการศึกษาทางเลือกในรอบ ๓๐ ปีนี้ คือ โซเกียม ตรุงป้า ซึ่งปลุกมโนธรรมสำนึกของชาวตะวันตก ว่าความรู้ในเรื่องกฎธรรมชาติเท่านั้นไม่เพียงพอ หากต้องเกิดความเข้าใจในทางปัญญา ซึ่งไปพ้นตรรกวิทยาและการทดลองในทางวัตถุตามวิธีวิทยาของวิทยาศาสตร์อีกด้วย กล่าวคือต้องใช้จิตสิกขาหรือสมาธิภาวนาเพื่อแสวงหาสัจภาวะ นับว่าคำพูดและข้อเขียนของท่านมีอิทธิพลมาก จนท่านสามารถตั้งมหาวิทยาลัยนโรปะ ขึ้นที่สหรัฐฯ มาได้ ๒๕ ปีมาเข้านี่แล้ว นับว่านี่เป็นการศึกษาทางเลือกแบบพุทธ ที่ไม่เน้นไปทางความเชื่อที่ตายตัว หรือเน้นที่พิธีกรรมอันปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากให้รู้จักใช้ศาสนพิธีและคำสั่งสอนทางศาสนา เฉกเช่นคำสอนของวิทยาศาสตร์ทางเลือก คือใช้หัวใจสัมผัสกับอะไรๆ อย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการใช้หัวสมอง
หนังสือที่อาจารย์ของมหาวิทยาลัยนโรปะผลิตออกมา ให้คุณค่าที่ชี้ตรงไปที่วิทยาศาสตร์กระแสหลัก โดยโยงให้คนร่วมสมัยเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ที่ปราศจากวิจารณญาณนั้นก็แทบไม่ต่างไปจากไสยศาสตร์เอาเลย และคนที่ตื่นเต้นกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในแนวทางของเทคโนโลยีอย่างไม่เข้าใจให้ลึกซึ้งถึงนฤมิตกรรมนั้นๆ เทคโนโลยีก็เท่ากับมนตร์ขลังหรือ magic นั้นแล ดังเรื่อง Perceiving An Ordinary Magic และ The Sacred Life ของเจเรมี่ เฮวาร์ด เป็นตัวอย่างที่ใช้พุทธวิธีท้าทายวิทยาศาสตร์กระแสหลักของตะวันตกอย่างน่ารับฟังยิ่งนัก เล่มล่าสุดของเขา ( Letters to Vanessa) ที่เขียนเป็นจดหมายถึงลูกสาวนั้น เตือนให้เธอเข้าใจถึงความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ต่างๆ ในโลกที่วิทยาศาสตร์ในระบอบของวัตถุนิยมพยายามหาทางทำลายไปจากจินตนาการของเรา โดยที่บัดนี้วิชาการต่างๆ ทางด้านความศักดิ์สิทธิ์อย่างดั้งเดิมที่คริสต์ศาสนาเคยกำจัดมาก่อน และวิทยาศาสตร์ตะวันตกโจมตีอย่างไม่มีชิ้นดี ได้กลับมามีคุณค่ากับสังคมร่วมสมัยยิ่งๆ ขึ้นทุกที ไม่ว่าจะภูมิปัญญาของชาวอินเดียนแดง แม่มด หมอผี โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ อายุรเวท และอื่นๆ ที่รวมเรียกว่า Magic หรือ Shamanism
ยังในรอบทศวรรษมานี้ เกิดสถาบันจิตกับชีวิต The Mind and Life Institute ขึ้น ด้วยการนำขององค์ทะไลลามะ ซึ่งทรงเชิญนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของตะวันตก ( โดยที่หลายคนได้หันมาสมาทานพุทธศาสนา และหลายคนก็ไม่สนใจศาสนธรรมเอาเลย) ให้บุคคลเหล่านี้มาร่วมสนทนาวิสาสะกันกับนักปฏิบัติธรรมของฝ่ายพุทธ ซึ่งรวมถึงพระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตโต) แห่งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยด้วย ผลก็คือนักวิทยาศาสตร์หลายคนเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน จนแลเห็นขอบเขตอันจำกัดของวัตถุหรือรูปธรรม โดยเริ่มเข้าใจว่าชีวิตและจิตใจนั้นมีรหัสนัยพ้นไปจากการตายและก่อนการเกิด หลายคนยอมรับว่าในหัวสมองของเรานั้น ไม่มีตัวบงการใดๆ ที่จะถือได้ว่าเป็นอัตตา จนนักวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนไม่น้อยเข้าใจได้บ้างแล้วถึงสามัญลักษณะ โดยเฉพาะก็ในเรื่องของอนัตตา?
นักวิทยาศาสตร์กระแสหลักโดยทั่วๆ ไป ไม่เห็นความสำคัญของประสบการณ์ทางศาสนา หรือรหัสยนัยทางด้านจิตวิญญาณ หรือความลี้ลับของชีวิตและจิตใจ เพราะสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ไม่ได้ทางวัตถุ ทางภายนอกหรือในทางตัวตน ที่ประกอบไปด้วยกาล อวกาศและองคาพยพต่างๆ แต่ภายในรูปธรรมที่เป็นนามธรรมนั้นเล่า ถ้าวิทยาศาสตร์ตะวันตกจะเข้าถึงได้ นั่นจะเป็นเนื้อหาสาระของการศึกษาทางเลือก ที่ไปพ้นอะไรๆ ในทางกระแสหลักของสังคมปัจจุบันอย่างแท้จริง
การศึกษาทางเลือกที่โลกตะวันตกเริ่มรับเอาเข้ามาในเวลานี้คือจิตสิกขา ซึ่งถือได้ว่าจิตคือห้องทดลองอย่างสำคัญ นักปฏิบัติธรรม หรือนักวิทยาศาสตร์ที่เน้นภายในจิตใจ ใช้ภาวนาเป็นบาทวิถี หรือหนทางให้เข้าถึงธรรมชาติของจิต ตามปกติ คนเรามักพูดกับตัวเอง เวลาไม่พูดกับคนอื่น หรือเรามักคิดในเรื่องทฤษฎีหรือในทิศทางต่างๆ จนติดยึดอยู่ในนิวรณ์ทั้งห้า อันได้แก่
1) กามฉันทะ ความต้องการทางกามคุณ
2) พยาบาท ความขัดเคือง คุมแค้น
3) ถีนมิทธะ ความหดหู่และเซื่องซึม
4) อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ
5) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
ความคิดและอารมณ์เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องกีดขวาง ที่สกัดกั้นจิตให้เศร้าหมอง ทำให้ปัญญาอ่อนกำลัง เมื่อเราภาวนา และเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ดังกล่าวได้แล้ว จิตจักสงบลง
เมื่อจิตสงบ สันติภาวะย่อมเกิดขึ้นภายใน แล้วเราอาจลดกิจกรรมภายในจิตใจลงได้อีก จนหมดบทสนทนากับตัวเอง สันติภาวะภายในย่อมดิ่งลงทีเดียว (จนเป็นเอกัคตา) เมื่อมาได้ถึงขั้นนี้ ก็อาจแลเห็นได้ว่าโลกียสุขหรืออามิสสุขที่เราได้รับมาจากชีวิตประจำวันในทางกิน กาม เกียรติ นั้น มันช่างผิวเผินเสียเหลือเกิน เมื่อเปรียบกับนิรามิศสุขที่เราได้เข้าถึง
ณ จุดนี้แลที่ความรักอย่างแท้จริงจักปรากฏ อย่างไปพ้นตัณหาหรือดำฤษณา ซึ่งมักควบคู่ไปกับความโกรธ ความชัง หรือความลุ่มหลง ที่แปลงกามฉันทะให้เป็นธรรมฉันทะ จนเข้าถึงความรักอันบริสุทธิ์ ดุจดังข้อความที่ปรากฏในกรณียเมตตสูตร ที่ว่า มารดาถนอมลูกคนเดียว ผู้เกิดในตน ด้วยยอมพร่าชีวิตได้ ฉันใด พึงเจริญความรักที่มีในใจอย่างไม่มีประมาณ ในสัตว์ทั้งปวง ฉันนั้น นั่นแล ผู้ที่ไม่เคยเจริญจิตสิกขา อย่างเข้าไม่ถึงสัมมาสมาธิ จะเข้าใจบทสวดสังวัธยายดังกล่าวนี้ไม่ได้ โดยที่จิตสิกขาที่ว่ามานี้ นับว่าเป็นการก้าวล่วงความเป็นอัตตา หรือการยึดติดในตัวกูน้อยลง อย่างไปพ้นการแบ่งภาคเป็นสอง ระหว่างเราเขา กูมึง ดีชั่ว
ทั้งหมดนี้ประมวลได้เป็นสันติสุข ปิติ ปราโมทย์ รวมถึงเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งก็คือสาระหรือสภาวะที่แท้ของจิต ซึ่งว่างเปล่า และรับรู้อย่างไม่ติดยึด และอย่างไม่มีอคติ นี้แลคือสภาวะที่เข้าถึงความตื่นจากการครอบงำต่างๆ ทั้งทางโลภ โกรธ และ หลง ซึ่งในโลกปัจจุบัน แสดงออกทางทุนนิยม อำนาจนิยมและวิชาการต่างๆ ที่แยกออกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งมีวิทยาศาสตร์กระแสหลักทางวัตถุนิยมเป็นแกนกลางทางอวิชชา
เมื่อสมาธิภาวนา ช่วยให้เข้าถึงปัญญา คือรู้สภาวะต่างๆ ตามความเป็นจริง อย่างปราศจากการยึดติด ย่อมช่วยให้เราเปิดกว้างอย่างมีน้ำใจไมตรี อย่างเอื้ออาทร และพร้อมที่จะให้อภัย แม้กับผู้ที่คิดร้ายและทำร้ายเราหรืออะไรๆ ที่เป็นฝ่ายเรา หรือที่เรารักและหวงแหน เราเองก็สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างเป็นอิสระ อย่างไม่เอาเปรียบตนเองและผู้อื่น หากเป็นไปอย่างเกื้อกูลผู้อื่น สัตว์อื่น ตลอดจนธรรมชาติทั้งหมด
นี้แลคือเนื้อหาของการศึกษา ที่ไม่จำต้องใช้คำว่าไตรสิกขา หรือศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่งสภาวะของสังคมโลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความวิกฤติ ทั้งทางที่เน้นในเรื่องบริโภคนิยม โดยทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและมหาชนคนเล็กคนน้อยอยู่ตลอดเวลา โดยแทบไม่มีใครคำนึงถึงสุขภาพในระยะยาวของมนุษย์และธรรมชาติเอาเลย โดยที่ทั้งหมดนี้มาจากการตัดสินใจของมนุษย์หรือนโยบายของรัฐและบรรษัทข้ามชาติ ที่ยึดเอาตัณหาและความเห็นแก่ตัวในระยะสั้นเป็นหลัก กล่าวคือวิกฤตการณ์ของโลก มาจากวิกฤตการณ์ทางมโนธรรมสำนึก
ถ้าเราจะปลอดไปได้จากวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน เราต้องเปลี่ยนทัศนคติและคุณค่าขั้นพื้นฐาน ซึ่งก็คือสาระของการศึกษา กล่าวคือ เราต้องเห็นความสำคัญว่าสันติภาวะภายใน ขึ้นอยู่กับจิตสิกขา หรือขึ้นอยู่กับการเจริญสติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นเจ้าของอะไรๆ บ้าง เรามีศักดิ์ศรีอย่างไรบ้างทางสังคม เรามีอำนาจมากน้อยเพียงไร และเรามีบทบาทอย่างไรในทางสังคมและการเมือง เราควรจะต้องตื่นขึ้นให้ได้จากการติดยึดอยู่ในตัวตนของเรา สลัดให้พ้นไปจากการติดยึดในตำแหน่งหน้าที่การงาน และสภาพแวดล้อมต่างๆ ในทางสังคม ซึ่งบ่อยครั้งสภาพนั้นๆ เกิดความกดขี่และความเครียดขึ้น เพราะอหังการของเราเอง หากเรามักอ้างว่านั่นเป็นอหังการของคนอื่น เราควรต้องใช้ความเยือกเย็นและความกรุณา กับคนรอบๆ เรา ในครอบครัว ในสำนักงาน ตลอดไปจนคนแปลกหน้าอื่นๆ แม้จนคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเรา และเราต้องขยายการุณยภาพให้โยงใยไปถึงสรรพสัตว์ โดยที่ทั้งหมดนี้ ล้วนมีบุญคุณกับเราด้วยกันทั้งนั้น เราควรปลุกมโนธรรมสำนึกภายในใจของเรา ให้แลเห็นว่าความอยู่ดีของสรรพสัตว์ รวมทั้งศัตรูของเรา คือความอยู่ดีของเรา การที่เราจะคิดได้ พูดได้ และทำได้เช่นนี้ มีเพียงวิธีเดียวคือการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ในทางของสัมมาทิฐิ
ในอดีต ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราเอาชนะธรรมชาติ และเราเอารัดเอาเปรียบธรรมชาติ ตลอดจนประชากรของโลก แม้เราจะเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยให้เราพ้นไปจากความทุกข์ยาก และให้ผู้คนได้รับความสุขสบายยิ่งๆ ขึ้น แต่แล้ว ผลหาได้เป็นไปเช่นนั้นไม่ เพียงดูตัวอย่างที่ปากมูลกับที่กาญจนบุรี รวมถึงที่อุดรธานีและที่สงขลาในบัดนี้ก็ได้
สำหรับวิทยาศาสตร์ในทางธรรมของพุทธศาสนาก็มักเป็นเรื่องที่ปลดเปลื้องทุกข์ให้แต่ละปัจเจกบุคคล ในแต่ละสังคมหรือชุมชนย่อยๆ ด้วยการเน้นที่สันติภาวะภายในแต่ละคน มาถึงสมัยนี้ เราต้องใช้วิทยาศาสตร์ในทางนามธรรม ที่ช่วยให้เกิดประยุกต์วิทยา หรือเทคโนโลยีภายใน ให้ในแต่ละคนไม่เพียงได้รับสันติภาพและอิสรภาพเท่านั้น หากต้องนำสันติภาวะและอิสรภาวะออกมาประยุกต์ใช้ให้ได้ผลในสังคมอีกด้วย แม้ในโลกสันนิวาสของเราสมัยนี้ จะมีสิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยนานาประการ และบางคนในบางสังคมก็มีเสรีภาพอย่างเหลือเฟือ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่มีความสุข และขาดสันติภาวะภายใน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ขาดทั้งปัจจัยสี่ และศักดิ์ศรีแห่งการดำรงชีวิต โดยที่ถ้าเราดูไปที่บุคคลอย่างเช่น องค์ทะไลลามะ ซึ่งถึงจะเผชิญกับความทุกข์กับประชาชาติและประชากรของท่านอย่างมากมายเพียงใด แต่ท่านก็ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร้ทุกข์และอย่างเรียบง่าย ท่านเจริญสติอย่างมีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ ทั้งยังช่วยเตือนสติเพื่อนมนุษย์ให้เข้าถึงความสุขได้อย่างแยบคายอีกด้วย บุคคลเช่นนี้แลควรเป็นแบบอย่างให้เรา ให้เราเห็นได้ว่าพุทธวิธี ที่นำเอามาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสังคมร่วมสมัย น่าจะเป็นการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนานาชาติ และสำหรับประชาชาติไทยด้วย โดยที่เราเองคงต้องการกลับไปหากำพืดเดิมในทางความเป็นพุทธของเรา อย่างเข้าใจให้ถ่องแท้ ไม่ใช่หวนกลับไปหาอดีตอย่างฝันหวาน หากด้วยวิจารณญาณ ด้วยการสลัดประเพณีและพิธีกรรม ที่ลิดรอนความเป็นพุทธให้จางลงไป หรือลดลงไป จนถึงกับตัดกาฝากและของปลอมต่างๆ ที่ปนเข้ามากับพุทธศาสนาให้ปลาสนาการไปในที่สุด เพื่อเราจะได้เข้าถึงความว่างอย่างปราศจากมลพิษทางจิตวิญญาณ เพื่อเราจะไปได้พ้นลัทธิบริโภคนิยม อำนาจนิยม และอวิชชานิยม ที่เราสมาทานอยู่ในปัจจุบัน
การเข้าใจโลกและจักรวาลในเวลานี้ วิทยาศาสตร์กระแสหลักกับพุทธศาสนามองประเด็นต่างกัน วิทยาศาสตร์สังเกตธรรมชาติของโลก ในทางรูปธรรม ในขณะที่พุทธศาสนาสังเกตธรรมชาติของโลกในทางนามธรรม ถ้าเราสามารถผนวกทั้งสองกระแสนี้เข้าได้ด้วยกัน เราอาจใช้วิทยาศาสตร์และศาสนธรรมอย่างควบคู่กันไป ดังที่สถาบันจิตและชีวิตกำลังพยายามกระทำอยู่ในบัดนี้ เช่นใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์วัดสภาวะจิตอันละเอียดอ่อนของพระป่าที่ภาวนาทางจิตสิกขาอย่างลึกซึ้งจนเข้าได้ถึงปฐมฌาน เป็นต้น เมื่อไรวิทยาศาสตร์เห็นได้ว่าการปฏิบัติธรรมช่วยให้วิทยาศาสตร์ไปพ้นวัตถุนิยมจนเข้าได้ถึงธรรมนิยม เมื่อนั้นความรู้อย่างโลกๆ ในทางโลกีย์ ก็จะเข้าได้ถึงโลกุตระ จนไปพ้นการติดยึดในตัวตน เราเขา มึงกู หากเป็นไปอย่างต่อเนื่องกันไปทางอิทัปปัจยตา ที่มีปัญญากับกรุณาเป็นพื้นฐานของชีวิต และนี้แลคือการศึกษาอันอุดม
ยิ่งในช่วงหนึ่งทศวรรษมานี้ด้วยแล้ว ได้เกิดกฎบัตรของพื้นพิภพ Earth Charter ขึ้น โดยที่ผู้ร่างแทบทั้งหมดเป็นศาสนิกต่างๆ ในทางขบวนการพัฒนาเอกชน หากมีชาวพุทธเป็นแกนนำ โดยเฉพาะก็สตีเฟน รอกกี้เฟลเลอร์ กฎบัตรนี้ชี้ให้เห็นถึงการปฏิรูปหรือการปฏิวัติจากปฏิญญาสากลของสหประชาชาติเมื่อกึ่งศตวรรษก่อนหน้านี้เลยทีเดียว โดยที่ปฏิญญาสากลปกป้องปัจเจกบุคคลให้พ้นไปจากการก้าวก่ายหรือบ่อนทำลายโดยรัฐ โดยที่ปฏิญญาสากลมีเพียงบางมาตราเท่านั้นที่เป็นไปในทางพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ได้อย่างเหมาะสมกับระเบียบแบบแผนของโลก หากจำเดิมแต่การประชุมสุดยอดที่เมืองริโอ ในประเทศบราซิลในปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา ได้เกิดกฎบัตรของพื้นพิภพขึ้น โดยเราต้องตราไว้ว่าปี ๒๕๓๕ นั้น ครบ ๕๐๐ ปีที่ฝรั่งปู้ยี่ปู้ยำโลกสันนิวาสแทบทั่วทุกหัวระแหงในนามของคำว่าพัฒนาหรืออาณานิคม โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สำคัญ หากกฎบัตรของพื้นพิภพเกิดขึ้นโดยฝรั่งร่วมกับชนชาติอื่นๆ ที่มีแนวโน้มไปในทางศาสนธรรม ด้วยการหารือกันในทางประชาธิปไตยที่เนื้อหาสาระ โดยที่หลักการของกฎบัตรนี้มิได้เป็นไปเพียงเพื่อขีดวงจำกัดในทางลบไว้เท่านั้น หากยังมีข้อเสนอแนะในทางบวกอีกมากที่ช่วยแต่ละคนและเน้นที่กลุ่มชนต่างๆ เป็นเฉพาะ ให้มีหนทางเข้าสู่การพัฒนาทางสังคมอย่างมียุติธรรมเป็นบรรทัดฐาน และประสานไปด้วยกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติให้เหมาะสม
หากขบวนการที่สนใจทางด้านการศึกษาทางเลือกก็ดี ที่สนใจในด้านนามธรรมหรือศาสนธรรมก็ดี ควรศึกษากฎบัตรนี้ ทั้งจากหัวสมองและจิตใจ แล้วนำมาเป็นสีลสิกขาอย่างใหม่ คล้ายๆ กับที่ท่านนัท ฮันท์ ได้ขยายศีลห้าให้มาเป็นสิกขาบท ๑๔ ข้อของท่านให้ทันสมัยยิ่งขึ้นนั้นแล โดยเราอาจจัดพิธีกรรมอย่างใหม่ โดยใช้กฎบัตรที่ว่านี้เป็นแกนด้วยก็ได้ และสิกขาบทอย่างใหม่นี้ ควรมีไว้ให้เด็กและเยาวชนได้ท่องจำ หรือให้ผู้ใหญ่ได้ศึกษา เพื่อนำมาประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้โลกพิภพของเรามีสภาพที่ดีกว่าที่แล้วๆ มา โดยพวกเราที่อาศัยโลกนี้อยู่ก็ย่อมมีสภาพที่ดีขึ้นด้วยอย่างเป็นเงาตามตัว
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็ตรงที่ถ้อยคำในกฎบัตรนี้ ข้อ ๔ ที่ว่า เมื่อมนุษย์ดำรงชีวิตได้ในขั้นพื้นฐานอย่างพอเพียงแล้ว การพัฒนามนุษย์เป็นประการแรกนั้น เป็นเรื่องของความเป็นอยู่ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ใช่ให้มีมากยิ่งๆ ขึ้นไป นี้นับว่าสำคัญนัก โดยเราควรพิจารณาถึงความเป็นอยู่ยิ่งๆ ขึ้นไป ว่าหมายถึงอะไร ถ้าเราไม่มุ่งที่การเพิ่มพูนทรัพย์ศฤงคาร บริวารและอำนาจ น่าจะหมายว่าเราควรมุ่งที่ความรู้อันเป็นกุศลยิ่งๆ ขึ้น มุ่งที่ความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์อย่างรับใช้กันและกันยิ่งๆ ขึ้น หรือก่อให้เกิดกัลยาณมิตรในหมู่มนุษย์นั้นแล
ในรอบสามทศวรรษนี้ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป และมูลนิธิโกมลคีมทองได้พยายามกระทำมาบ้างแล้ว ด้วยการนำเอาความคิดเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกมาเจือจานทางคำพูดและข้อเขียนให้คนไทยได้รู้จัก ทั้งทางกระแสพุทธและอื่นๆ ไม่ว่าจะโดยสิ่งตีพิมพ์หรือปาฐกถาประจำปี และในรอบทศวรรษนี้ เสมสิกขาลัยก็ได้พยายามกระทำอะไรๆ ในด้านการศึกษาทางเลือกให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ทางด้านของไตรสิกขาอย่างใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิเด็ก โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก และอาศรมวงศ์สนิท ตลอดจนกลุ่มเสขิยธรรมและคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา รวมถึงสถาบันสันติประชาธรรม ทั้งยังได้ขยายการศึกษาทางเลือกตามแนวทางของจิตวิญญาณ ที่นำเอามาใช้อย่างเข้าใจสังคมร่วมสมัย ให้แพร่ขยายออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศด้วยบ้าง ในนามของคำว่าพุทธศาสนาเพื่อสังคม โดยเราได้ตั้งเครือข่ายพุทธศาสนิกเพื่อสังคมในระดับนานาชาติมาได้กว่าทศวรรษกึ่งเข้านี่แล้ว
พุทธศาสนิกเพื่อสังคมสำหรับคนร่วมสมัย หมายความว่า เราต้องแสวงหาแสงสว่างที่เหมาะสมกับการแปลคำสอนของพระศาสดาในทางที่เราอาจตื่นขึ้นได้จากการครอบงำทั้งหลาย โดยเราจำต้องเข้าใจถึงความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของสังคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะก็โครงสร้างทางสังคมอันยุติธรรมและรุนแรง ทั้งนี้หมายความว่าเราต้องถามตัวเราเองกันใหม่ว่า ความหมายของชีวิตเราเป็นไปเพื่ออะไร เพื่อมี ( to have) เพื่อซื้อ ( to buy) เพื่อเสพ (to indulge) เพื่อครอบครอง ( to posses) หรือเพื่อเป็นอยู่ ( to be) เมื่อเรารู้ชัดทั้งทางหัวสมองและหัวใจว่าการเป็นอยู่สำคัญกว่าการมี การเสพ การครอบครอง เราก็ย่อมรู้ว่าบทบาททางสังคมของเราควรเป็นไปอย่างไร เราควรรับผิดชอบกับสังคมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างไร เราควรเตรียมตัวและสังคมไว้สำหรับอนุชนคนรุ่นต่อๆ ไปอย่างไร โดยที่ทั้งหมดนี้คำสั่งสอนทางศาสนาในอดีตไม่มีพลังพอ ที่จะประยุกต์สีลสิกขากับสังคมอุตสาหกรรม กับบรรษัทข้ามชาติ กับโครงสร้างทางสังคมอันมองไม่เห็นได้ง่ายๆ โดยที่จิตสิกขาจักเป็นไปเพียงเพื่อหลีกลี้ไปจากวิกฤตการณ์ทางสังคม ก็ไม่ถูกต้อง จิตสิกขาต้องสามารถอบรมให้เราเกิดความตื่นตัวทางปัญญา เพื่อรู้จักสภาวะที่แท้ของเราเองและของสังคม เพื่อนำอริยสัจมาใช้ในการแก้ไขความทุกข์ของสังคม โดยหาเหตุแห่งทุกข์ให้เห็นชัดไปที่ทุนนิยมหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างไม่รู้จักจุดจบ ( โลภ) อำนาจนิยม ดังเช่นสงครามอิรัก และการขายอาวุธในระดับนานาชาติ และการซื้ออาวุธกันในระดับของแต่ละประชาชาติ (โกรธ) และความครอบงำทางวิชาการ หรืออุดมการณ์ ที่มีเพียงหัวสมองเป็นสื่อ (หลง) เมื่อเห็นทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ได้ชัด ย่อมหาทางดับทุกข์ได้ตามครรลองของอหิงสธรรมอันได้แก่พระอริยมรรค
เมื่อสามสิบปีก่อน ชูมาร์กเกอร์สะกิดเราให้เข้าใจว่ามนุษย์สำคัญเหนือเศรษฐศาสตร์ หรือทุน หรือวิชาการ โดยเขาเชิญชวนให้เรากลับไปหาสัมมาอาชีวะในทางพุทธศาสนา ผนวกกับเทคโนโลยีที่เหมาะสม ครั้นมาถึงบัดนี้ที่เดวิด ลอย กล่าวไว้ในเล่มล่าสุดของเขา ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อต้นปีนี้ในเรื่อง ความตื่นอย่างใหญ่ อันเป็นทฤษฎีสังคมตามแนวทางของพุทธ ว่า “การตื่นขึ้นหมายความว่า ฉันไม่ได้อยู่ในโลก ฉันเป็นอะไรที่โลกกำลังกระทำอยู่ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เมื่อพระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ หรือทรงตื่นขึ้นจากตัณหาและอุปาทาน จนไปพ้นอกุศลมูลทั้งหมด โลกทั้งโลกก็ตื่นขึ้นในพระองค์ และตื่นขึ้นเช่นพระพุทธองค์ โดยที่โลกจะได้รับการเยียวยาแก้ไขให้ไปพ้นวิกฤติกาล ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าความทุกข์ของโลกคือความทุกข์ของเรานั่นเอง”*
*ดู Socially Engaged Spirituality edited by David W. Chappell (Bangkok, 2003) หน้า ๕๑๔
- จาก พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ หน้า ๔๑

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)




