Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
October [ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 ]

การเคลื่อนที่และเติบใหญ่ของกลุ่มทุนไทยใต้ปีกรัฐบาล

จากนักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก้าวสู่การเป็นคนสาธารณะเมื่อรับบทบาทเป็นพิธีกรรายการ มองต่างมุม ทางช่อง 11 รายการสนทนาการเมืองที่เคยได้ชื่อว่าโดดเด่นและมีผู้ติดตามชมมากที่สุด แม้รายการโทรทัศน์จะถูกถอดในเวลาต่อมา แต่รายการวิทยุ เพื่อบ้าน เพื่อเมือง ที่เขาจัดใน ช่วงเช้าก็เป็นรายการวิพากษ์วิจารณ์ที่ดุเดือดถูกใจคนฟังเป็นอย่างมาก

จึงไม่น่าแปลกที่รายการนี้จะถูกถอดอีกเช่นกันในเวลาต่อมา

กระแสความนิยมทำให้ ดร.เจิมศักดิ์ก้าวจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่ภาคการเมืองในฐานะสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่อะไรทำให้เขาไม่สามารถแสดงบทบาทในฐานะวุฒิสมาชิกได้โดดเด่นเท่ากับการชี้เป็นชี้ตายผู้คนทางโทรทัศน์

ดร.เจิมศักดิ์วิเคราะห์ปัญหาอย่างน่าฟัง แม้หลายๆ ครั้งความเห็นของเขาจะถูกมองจากคนในฟากรัฐบาลว่าเข้าข่ายทำลายประเทศก็ตามที

....................

เท่าที่ฟังคำอภิปรายการทำงานของรัฐบาลครั้งล่าสุดของคุณ พูดได้ว่ามีความชัดเจน ตรงไปตรงมา แต่สื่อมวลชนกลับไม่ขยายผลเรื่องดังกล่าว เท่าที่ควร คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร

มีสองส่วน ส่วนที่หนึ่ง ช่วงที่ผมอภิปรายทางรัฐบาลเขาสั่งให้ยุติการถ่ายทอดทางทีวี ตรงนี้ผมไม่ทราบรายละเอียด แต่หลังจากนั้นก็เอามาออกอากาศทางช่อง 11 ตอนสองทุ่มกว่าซึ่งมีการเซ็นเซอร์ โดยปรับช่วงที่ผมพูดถึงสื่อออก นี่อาจจะเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ยังไม่ได้พูดถึงกันมากนัก ส่วนที่สอง เป็นเพราะเรื่องที่ผมพูดไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ผมเพียงจับมาร้อยเรียงเป็นเรื่อง เป็นหมวดหมู่ สำหรับสื่อที่ตามเรื่องนี้อยู่ตลอดจะเห็นว่าเรื่องเหล่านี้ปรากฏตามสื่ออยู่แล้วเป็นครั้งคราว ธนาคารประชาชนผมก็เคยออกสื่อไปแล้ว เคยส่งรายงานของกรรมาธิการให้สื่อ สื่อก็ลงไปแล้ว เรื่องกองทุนหมู่บ้านก็ดี เรื่องเบี้ยกุดชุมก็ดี เรื่องการแทรกแซงสื่อในประเด็นต่างๆ ก็ดี เขาก็เห็นว่าออกไปแล้ว ทุกคนก็รู้ว่าเนชั่นฯ ถูกแทรกแซง รู้ว่าผมถูกแทรกแซง ทุกคนรู้ว่าฟองสนาน ( ฟองสนาน จามรจันทร์ ) ถูกแทรกแซง ทุกคนรู้ว่าบริษัทที่ผมเอ่ยชื่อบริษัทหนึ่งได้รับประโยชน์การลดหย่อนหนี้ลง 70 เปอร์เซ็นต์ สื่อมวลชนเขาก็รู้ แล้วสื่อมวลชนฉบับหนึ่งเป็นภาษาฝรั่งลงแล้ว คือ เดอะ เนชั่น เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ของใหม่

อีกอย่างหนึ่ง ผมมองว่าสื่อมวลชนเองก็เกรงใจรัฐบาลอยู่เหมือนกัน ที่ผมเรียกว่า self censor อาจจะยังมีดีกรีอันนั้นอยู่ สถานีวิทยุบางแห่ง รายการทีวีบางรายการ หรือหนังสือพิมพ์บางฉบับจึงเซ็นเซอร์ตัวเอง นี่คือสิ่งที่น่ากลัว ผมว่ามันกำลังเกิดบรรยากาศอย่างนี้ในเมืองไทย ผมถามคุณว่าเวลาจะเขียนอะไรคุณชักสะดุดนิดๆ หรือเปล่าว่าอันนี้มีปัญหาไหม อันนี้จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังหรือไม่ หรือเราจะทำงานระยะยาวดีกว่าไหม มันเริ่มทำให้คนสะดุดตัวเอง ตรงนี้หากบางคน ขี้กลัวหน่อยก็ไม่เล่นเรื่องนี้ ที่สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเองคือไม่อยากมีเรื่อง ก็ไม่มีปัญหา ผมก็ทำหน้าที่ของผมไป

วันนั้นผมต้องยอมรับว่าผมพูดดุเดือดมากไปหน่อย ตรงนี้ผมประเมินเอง ความจริงแล้วผมไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น ด้วยความที่เราเป็นมนุษย์ คือนาทีสุดท้าย ที่ผมจะขึ้นพูด ผมได้รับรายงานว่าโทรทัศน์ถูกสั่งหยุด ผมก็รู้สึกในใจว่า นี่กลั่นแกล้ง ไม่เป็นธรรม ผมเกลียดมากเลยความไม่เป็นธรรม ความไม่เสมอภาค แต่ผมก็คิดว่า เอ้า ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไรถ้าเขาไม่ถ่ายทอด และผมก็เข้าใจว่าวิทยุไม่ถ่ายทอดด้วย ถ้าเขาไม่ถ่ายทอดมันก็เป็นการพูดกันระหว่างคุณกับผม ในเมื่อปิดห้องประชุมพูดก็ล่อกันตรงๆ แล้วกัน ตอนแรกผมคิดว่าจะพูดแบบนุ่มๆ หน่อย เพราะจะทำให้คนที่เขาไม่ตามเรื่องไม่เกิดอารมณ์ไปกับผม จะพูดรุนแรงมันก็ไม่ดี ต้องพูดนุ่มๆ แต่พอรู้นาทีนั้น ผมก็ถามประธานว่ารู้ไหม ประธานบอกรู้ เหตุผลรู้ไหม ไม่รู้ เอ้า ในเมื่อ เขาไม่ถ่ายทอด เราก็ว่ากันตรงๆ ก็แล้วกัน ผมก็ลุยเลย เหมือนคุยกับเพื่อนแล้ว ปิดห้องแล้วก็ซัดกัน สุ้มเสียงหรือสไตล์ก็เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยน ตรงนี้ หรือเปล่าไม่ทราบที่ทำให้คนอื่นว่ามันรุนแรงไป เหมือนกับว่าผมคัดค้านรัฐบาล ในสังคมไทยเรา การค้านผู้มีอำนาจไม่ค่อยมีใครอยากร่วมมือหรอกครับ เพราะเราเป็นสังคมอุปถัมภ์ เขามีแต่อยากอยู่ใกล้ผู้มีอำนาจหรืออยากเอาใจผู้มีอำนาจ ตัวเองจะได้ประโยชน์ไปด้วย ฉะนั้น การขัดแย้งหรือตำหนิผู้มีอำนาจในสังคมไทย เขาไม่อยากทำกันหรอก

คุณคิดว่าตัวคุณมองโลกในแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า อย่างที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวว่า อาจารย์เจิมศักดิ์ดีทุกอย่าง เสียแต่เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย

นี่คือวิธีทางการเมืองที่เมืองไทยชอบใช้ คือ discredit หรือ character assassination ทำให้คาแร็กเตอร์คุณเสีย แต่เขาจะไม่เอาประเด็นมาถกกัน ผมถามว่าบริษัทหนึ่งได้รับการลดหนี้ 2 หมื่นกว่าล้าน คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ทำไมไม่ตอบล่ะ ว่าจริงหรือไม่จริง แล้วผมก็พูดด้วยว่าคุณสมคิดเป็นคนหนึ่งที่เคยทำงานอยู่บริษัทนี้ แต่กลับบอกว่าอาจารย์เจิมศักดิ์มองโลกในแง่ร้าย นี่คือเทคนิคทางการเมืองของสังคมไทย

ตลอดมาเราไม่เล่น issue สมมติคุณถามคำถามแล้วผมไม่พอใจ ผมก็จะ บอกว่าวันนี้คุณมาสาย ผมไม่คุยกับคุณหรอก คนไทยจะไปอย่างนั้น คือจะหาเรื่องไปเรื่องอื่น คนไทยจะไม่ face to face ตรงๆ กับ issue จะหลบถ้าเสียเปรียบ สังคมไทยเป็นสังคมที่ฉลาดในทางการเมืองแบบศรีธนญชัย จะมีลูกเล่นทางการเมืองสูง ผมเคยเรียนรู้เรื่องนี้จากทางมานุษยวิทยา เขาให้สังเกตดูว่าเด็กไทยถูกเลี้ยงมายังไง ถ้าเทียบกับเด็กฝรั่ง เด็กไทยถูกเลี้ยงมาให้เล่นกับคน เด็กฝรั่งถูกเลี้ยงมาให้เล่นกับวัตถุ คือเล่นกับ logic เอาวงกลมใส่หลุมวงกลม สามเหลี่ยมใส่หลุมสามเหลี่ยม หรือต่อจิ๊กซอว์ แต่เด็กไทยทั่วไปจะเล่นกับคน ด้วยความที่ครอบครัวเราเป็นครอบครัวขยาย พ่อแม่ลูก ปู่ย่าตายาย ใกล้ชิดกัน ฉะนั้น เด็กไทยจึงเล่นกับคน เรื่องนี้ต้องบอกแม่ เรื่องนี้ต้องบอกพ่อ เรื่องนี้ต้องไปฟ้องคุณยาย ถ้ามองมุมนี้คนไทยจะฉลาดเพราะต้องดีลกับคน จะมีลูกเล่น แต่ logic จะไม่ค่อยเอา แต่เด็กฝรั่งมันเล่นเรื่อง logic ฉะนั้น สังคมฝรั่งจึงสู้กันด้วย logic สู้กันด้วย issue ส่วนของเราเอาพวก ในสภาก็เหมือนกัน ใครพวกมากก็ชนะไม่ว่า logic จะดีหรือไม่ดี ถ้าแพ้ก็ character assassination ทำลายความน่าเชื่อถือมันไปเลย

ดังนั้น ที่คุณสมคิดทำกับผมยังถือว่ากรุณามากที่บอกว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ดังนั้นสิ่งที่พูดมามันจึงไม่จริงเพราะชอบมองแต่สิ่งที่เลวร้าย เมื่อเป็นอย่างนี้เลยลืมไปว่าผมพูดอะไร เขาจะไม่หยิบประเด็นนั้นมาตอบว่าจริงหรือไม่จริง

เรื่องการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง มีคำหนึ่งที่ ดร.สมคิดพูดว่า เราทำมาแทบตาย แต่คุณพูดสิบห้านาทีประเทศพัง ถ้ามองมุมนี้คุณว่ารุนแรงเกินไปหรือเปล่า

ไม่รุนแรง ผมอาจพูดด้วยสุ้มเสียงแรง แต่เนื้อหาผมได้ทำด้วยสติสัมปชัญญะ เรื่องนี้มันมีอยู่สองประการ ประการแรก คุณต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เราพูดมีเวลาจำกัด ทุกอย่างในโลกมีทั้งด้านดี ด้านร้าย แต่เมื่อเวลาจำกัดคุณต้องเลือกว่าคุณจะพรีเซ็นต์ ด้านไหนเพื่อให้เขาแก้ไขปรับปรุง ซึ่งผมก็พรีเซ็นต์ด้านที่มีปัญหา ฉะนั้น ทุกโครงการ ที่ผมหยิบขึ้นมาจึงร้อยเรียงสิ่งที่มีปัญหากับมีปัญหาและมีปัญหาเข้าด้วยกัน ผมไม่มีทางเลือกเลย นี่คือข้อเท็จจริง ถ้าคุณมานั่งพูดด้านดีๆ ผมว่ามันเสียเวลา ซึ่งมันผิดเวที เวทีนี้เป็นเวทีติติงเพื่อนำไปแก้ไข ผมล้มรัฐบาลไม่ได้หรอก ผมได้แต่ขอให้เขาไปแก้ไข ธนาคารประชาชนอะไรคือจุดอ่อน โครงการเบี้ยกุดชุมอะไรคือจุดอ่อน โครงการแต่ละอันอะไรคือจุดอ่อน ผมก็หยิบเอาจุดอ่อนมาพูด

ประการที่สอง ที่เขาพูดว่า ? พัง ? นั่นคือแง่เศรษฐกิจ มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมพูด ถ้าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงต้องบอกปัญหาที่แท้จริงกับประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนหลงสุรุ่ยสุร่ายฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ความจริงขณะนี้ คือ การส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้ติดลบไปเกือ 7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำสุดซึ่งไม่เคยมีในประวัติการณ์ของธนาคารไทย คือ 1.25 เปอร์เซ็นต์ ต่อมา การลงทุนของภาคเอกชนติดลบ นี่คือตัวเลขจริงหมด เถียงผมได้ไหมว่าตัวเลขนี้ไม่จริง ผมไม่ได้มาพูดเพื่อให้มันเสียหาย แต่ผมพูดความจริง ต้องบอกความจริงกับประชาชน ประชาชนจะได้ช่วยกันกู้วิกฤตได้ถูกต้อง

ถ้าเราไปบอกว่าอย่าห่วง เศรษฐกิจกำลังฟื้น ทุกอย่างกำลังดี เร่งจับจ่ายใช้สอยเสีย ต่อไปจะดี เงินออมก็เอามาใช้เสีย มันเป็นเทคนิคแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบวิธีทางการตลาด หรือทางจิตวิทยา คือให้คนหยิบเงินมาใช้ๆ เมื่อคุณใช้ ผมใช้ มันก็ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจดี ดูเหมือน ( เน้นเสียง ) แต่จะดีเฉพาะธุรกิจบางประเภทที่ขายได้ดี ธุรกิจรอดไม่ได้หมายความว่าประเทศรอด ขณะเดียวกันก็อาจจะดีสำหรับสินค้าบางประเภท รถยนต์ก็ดี โทรศัพท์มือถือก็ดี คือสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย เราก็สูญเสียเงินตราต่างประเทศ คุณกลับไปดูได้ว่าผมพูดอย่างนี้จริงไหม ฉะนั้น ถ้ากลับมาบอกความจริงกับประชาชน สิ่งที่ประชาชนจะช่วยได้ ก็คือลดต้นทุนการผลิต สรรหาการผลิตที่ได้เปรียบต่างประเทศ เราจะได้ส่งออกได้ ขณะนี้เรามีปัญหาการส่งออก เราไปเล่นกันแต่เปลือก แก่นจริงๆ คือต้องสร้าง ความได้เปรียบทางการผลิต ทุกคนต้องลดต้นทุน ต้องขยัน ต้องหาเทคโนโลยีการผลิต เพื่อจะไปสู้กับต่างประเทศได้ นั่นละเราฟื้นแน่

ที่ฟื้นไม่ได้เพราะเราสู้กับต่างประเทศไม่ได้ ดูจากอะไร ดูจากการส่งออก ยกตัวอย่าง ครอบครัวเราทำการผลิตแล้วสู้ครอบครัวอื่นไม่ได้แล้วบอกครอบครัวเรา ว่าไม่มีปัญหา เร่งซื้อ เร่งใช้จ่ายเงิน อย่างนี้ไม่ถูก ที่ถูกคือบอกความจริง ลดต้นทุน เพื่อสู้กับครอบครัวอื่น นั่นคือ message ที่ผมว่าไป แต่มันแทงใจดำคุณสมคิด คือสถานะผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ผมไม่ใช่วุฒิสมาชิกหรือนักการเมืองอาชีพ ผมเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ ผมจับได้ ในทางเศรษฐศาสตร์มันมีตัวสำคัญอยู่ 4-5 ตัว คือ ตัว C I G X และ M คุณเน้นตัวไหนล่ะ ขณะนี้เขาเน้น C คือการบริโภค กับ G คือค่าใช้จ่ายภาครัฐ ที่ผมพูดก็ไม่ได้แกล้งให้เขาเกิดปัญหาเลย แต่ผม argue ด้วยความจริงใจ เราต้องเพิ่มและเน้นตัว I คือการลงทุน เพื่อให้เราได้เปรียบ เมื่อส่งออกไม่ได้ก็แสดงให้เห็นว่าเราหมดความได้เปรียบ เราต้องช่วยกันคิดใหม่ว่าจะไปทางไหนดีเพื่อเพิ่มตัวนี้ แต่ทุกวันนี้เราเพิ่ม C เพิ่ม G ซึ่งมันก็ไปเพิ่ม M คือการนำเข้าด้วย ส่วนของผมจะเพิ่ม I กับ X ให้ได้ ก็มองจากสมการเดียวกันนี่แหละแต่ผมเน้นคนละตัวกับเขา

ผมเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกวันนี้ประชาชนวางมือ ปล่อยให้รัฐปล่อยให้คุณสมคิดช่วยแก้ ปล่อยให้คุณทักษิณช่วยแก้ แล้วทุกคนก็นั่งเฉยๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ความคลุมเครือมันก็เกิด ผมจึงเอาโครงการทั้งหลายของรัฐที่ทำเหมือนว่าประเทศไทยไม่มีปัญหา เช่นโครงการสงกรานต์ พัทยามิวสิกเฟสติวัล และอื่นๆ ผมก็ร้อยเรียงให้ดูว่านี่คือสิ่งที่เราบอกว่าไม่มีปัญหา รัฐก็ใช้เงินผ่านตัว G ทางโครงการสนุกสนานแล้วก็ดึงประชาชนมาใช้เงินในโครงการสนุกสนานเพื่อกระตุ้น ในแง่หนึ่งก็เพื่อให้ลืมความทุกข์

ถ้าเขาบอกว่าทำลาย ไม่ใช่ ผมว่ามันแทงใจดำ ผมไม่เชื่อ strategy นั้น ผมทำลาย strategy ถูก แต่ไม่ได้ทำลายประเทศ เพราะ strategy ไม่ได้ช่วยประเทศในระยะยาว แต่ช่วยสามปี สี่ปี ห้าปี เพียงชั่วคราว ให้มันเฟอะฟะขึ้นมา คนใช้จ่ายเงินมันก็ฟูฟ่องขึ้นมา ถ้าพูดกันตรงๆ อาการอย่างนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้เกิดฟองสบู่ ผมจึงพูดต่อไป ว่าไอ้ฟองสบู่อย่างนั้นหรือที่เราถวิลหา การฟุ้งเฟ้อจับจ่ายใช้สอยสุรุ่ยสุร่ายเป็นสิ่งที่ เราปรารถนาในสังคมไทยเหมือนเมื่อก่อนที่จะเกิดวิกฤตฟองสบู่เช่นนั้นหรือ ผมแหย่ตรงนั้นลงไป ซึ่งคุณสมคิดไม่ได้พูดตรงๆ ว่า ผมทำลาย strategy ของเขา

ผมไม่อยากจะเห็นการกู้วิกฤตเศรษฐกิจโดยกลับไปฟุ้ง นั่นไม่ใช่การแก้ แต่คือการปกปิด ผมไม่เชื่อว่าจะมีนักเศรษฐศาสตร์คนไหนบอกว่า การกู้วิกฤตเศรษฐกิจนั้นเน้นแค่นี้เท่านั้น ต้องไป I ให้ได้ ถึงแม้จะไป C อาจจะกระตุ้นได้บ้าง เป็นยาแก้ปวดหัว ไป I ไม่ได้วันหนึ่งก็ฟุบ ไป I กับ X ไม่ได้คุณฟุบแน่นอน

คุณไม่เชื่อใน strategy ที่คุณสมคิดทำอยู่ หากไม่พูดในเชิงทฤษฎีอย่างเดียว ไม่ทราบว่าคุณมี strategy อย่างใหม่หรือเปล่า

ผมก็เสนอไงครับว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วม

แค่ประชาชนมีส่วนร่วมมันสามารถพลิกเศรษฐกิจได้จริงหรือ

ได้ครับ ผมค่อนข้างจะเชื่อ คือคุณมองประชาชนอย่ามองว่าเป็นคนไม่รู้เรื่อง ผมมองว่าประชาชนมันแทรกคนที่รู้เรื่องมีภูมิปัญญาอยู่ในทุกแห่ง แม้กระทั่ง นักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถก็เป็นประชาชน ฉะนั้น การที่ทำให้เขามีส่วนร่วมมันจะช่วยประเทศ ผมไม่ค่อยเชื่อมือคนไม่กี่คนหรอก มันจึงไปสอดคล้องกับสิ่งที่ผมวิจารณ์คุณทักษิณไง เมื่อคนทรงคุณวุฒิ นักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ฟัง เขาไม่สนใจ ใครมาวิจารณ์ในทางลบเขาไม่สน จะเดินอย่างนี้ ซึ่งทางหลักการผมก็ไม่เชื่อว่าจะถูกต้อง มันอาจจะจำเป็น แต่เป็นยาแก้ปวดหัว ไม่ใช่ยารักษาโรค แค่บรรเทาชั่วคราว คำว่ามีส่วนร่วมในที่นี้รวมทั้งหมดนะครับ ทั้งนักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้มีความรู้ทั้งหลาย ถ้าเขาเข้าใจความจริงกันหมดทุกคนก็จะปรับปรุงการผลิต ของตัวเอง แล้วก็ช่วยกันคิดว่าจะปรับปรุงโครงสร้างการผลิตของประเทศอย่างไร จะเน้นเกษตรกรรม หรือ อุตสาหกรรม หรือว่าอิเล็กทรอนิกส์ ภาพจะชัดเจนขึ้น ผมถามหน่อย รัฐบาลนี้พูดเรื่องโครงสร้างการผลิตไหม ไม่มี มีแต่พูดเรื่องการบริโภค การเอาเงินใช้จ่ายเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เคยได้ยินเลยว่าเราจะปรับโครงสร้างการผลิตอย่างไร และผมก็เชื่อว่าถ้าไม่ทำมันจะไปไม่ได้ ต้องทำควบคู่กัน คือต้องทำให้มีน้ำหนักมากกว่ายาแก้ปวดหัว

ช่วงหลังๆ สังเกตว่าสื่อหนังสือพิมพ์จะลดความเป็นมิตรกับตัวคุณลง คุณมองภาวการณ์นี้อย่างไร

ไม่เป็นไร นั่นเป็นของธรรมดาสำหรับสื่อมวลชน ถ้าใครมาอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองก็มักจะถูกจับผิด ไม่มีใครอยากจะพูดในแง่ดี สมัยที่ผมทำสื่อก็เหมือนกัน ตรงนี้มันมีสองเหตุผลคือ หนึ่ง ข้อจำกัดของหน้ากระดาษ สอง เขาเป็นนักการเมือง เขาต้องรับผิดชอบ ถ้ามานั่งเชลียร์ในแง่บวกจะพูดไปทำไม ต้องบอกเขาว่าต้องแก้ไข ปรับปรุงยังไง ถ้าคุณสังเกต ไม่ว่าจะเป็น คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดี อาจารย์ปรีชา สุวรรณทัต ก็ดี อาจารย์สืบแสง พรหมบุญ ก็ดี หรือว่านักวิชาการคนอื่น พอเข้ามาอยู่ในแวดวงการเมืองปุ๊บ สื่อก็จะซัดทันที กระทั่งตอนที่คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ ก็เริ่มมีสื่อค่อนแคะ แต่ช่วงที่คุณอานันท์เป็นปลัดกระทรวงฯ แล้วก็ถูกรัฐบาลหลัง 6 ตุลาเล่นงาน โห สื่อก็ช่วยประโคม คือพอคนไหนถูก beat คนก็ดัน เช่นกัน ตอนผมทำ มองต่างมุม แล้วถูก beat คนก็ดัน เพราะเขาเห็นว่าผมไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ขณะนี้ผมมีตำแหน่งทางการเมือง ก็เข้าใจได้ จะให้สื่อมานั่งชมขณะมีตำแหน่ง ทางการเมืองมันเป็นไปไม่ได้

ผมก็นั่งสำรวจตัวเองอยู่เหมือนกัน เพื่อไม่ให้หลงตัว ผมไปทำชั่วช้าอะไรหรือเปล่า ซึ่งผมกลับมองเห็นว่าเมื่อผมเข้ามาเป็นวุฒิฯ แล้ว ผมกลับไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย ในทางธุรกิจก็ไม่มีอะไร ผมก็ทำงานของผมเต็มที่ หรือนานๆ ครั้งเขาจะเชิญไปสอนหนังสือก็ทำหน้าที่ไป

ช่วงที่ช่อง 9 เปลี่ยนผังรายการ และรายการของบริษัทวอท์ชด็อกก็ถูกถอดเกือบทั้งหมด ครั้งนั้นคุณเองออกมาบอกว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ จากนั้นได้มีนิตยสารรายสัปดาห์ฉบับหนึ่งนำรูปคุณขึ้นปกแล้วพาดหัวว่า แทรกแซงเสี่ย คุณมองประเด็นนี้อย่างไร ถือว่าเป็น character assassination หรือเปล่า

คุณต้องเข้าใจก่อนว่านิตยสารรายสัปดาห์ในที่นั้นคือมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งบรรณาธิการคือ คุณเสถียร จันทิมาธร แล้วถ้ามองลึกๆ คุณจะเห็นว่าเขาดูแลอุ้มชูกับรัฐบาลนี้อย่างไร แล้วคุณเสถียรเองก็เหมือนกับยกเป็นความฝันของเขาเลยสำหรับรัฐบาลนี้ กระทั่งผมเคยวิจารณ์เขาผ่านรายการวิทยุก่อนหน้าที่รายการวิทยุผมจะถูกปิดว่า เมื่อก่อนอ่าน จอดป้ายประชาชื่น ? มติชนหน้าสามแล้วผมเคยชื่นชม แต่ตอนนี้ผมผิดหวัง คือผมก็ด่าเขา วิจารณ์เขา ฉะนั้น การที่คุณเสถียรจะวิจารณ์ผมกลับ ผมก็ไม่ว่าอะไร เป็นของธรรมดา แต่ถามว่าแฟร์ไหม ตอบเลยว่าไม่แฟร์ ถ้าเป็นเสี่ยบอกมาเลยว่าผมได้ประโยชน์อย่างไร อย่าพูดลอยๆ หยิบขึ้นมาเลยว่าผมได้ประโยชน์อย่างไร ไม่พูด ได้แต่สำบัดสำนวนไปเรื่อยๆ ให้คนคิด คือเมืองไทยมันมีเทคนิควิธีเขียน เช่นเดียวกันกับการจับเปลี่ยนย่อหน้า ทั้งที่ย่อหน้าสองอันนี้ ไม่เกี่ยวกัน เมื่อเร็วๆ นี้หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยเขียนถึงผม บรรทัดแรกบอกว่า ผมเป็นนักวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรทัดที่สองบอกว่า คณะซึ่งมี นักวิชาการเชื่อเรื่องผีเปรตกู้ แล้วก็ด่า ถ้าคุณอ่านเร็วๆ คุณเข้าใจว่าอย่างไร หลักฐาน ผมยังเก็บไว้เลย

เรื่องอะไรพวกนี้ในเมืองไทยพอจะทำให้ผมเข้าใจอะไรขึ้น คนที่ลงการเมืองซวย ( เน้นเสียง ) ทั้งเรื่องการจ้องจับผิดซึ่งผมไม่แคร์เลย เพราะผมไม่มีอะไรให้จับผิด ตรวจสอบได้ ผมเชื่อว่าคนที่เป็นบุคคลสาธารณะต้องตรวจสอบได้ และเห็นด้วยกับการตรวจสอบ แต่ไม่ชอบการป้ายสี หรือใช้วิธี character assassination ถ้าตรวจสอบ เอาเลย ( เน้นเสียง ) การที่เขียนลอยๆ ว่าผมมีรายการอยู่เยอะทั้งช่อง 9 ช่อง 11 ไปดูประวัติให้ดี ? มองต่างมุม ? เกิดขึ้นในรัฐบาลไหน ป้ายผมว่าประชาธิปัตย์เอื้ออำนวย ‘ มองต่างมุม ’ เกิดขึ้นในรัฐบาลอานันท์ อยู่มาห้ารัฐบาล มาปิดในรัฐบาลบรรหาร คุณไล่ดูได้ทุกรายการ มันไม่แฟร์ที่จะหยิบขึ้นแล้วป้ายเฉยๆ แน่นอนว่ารายการทั้งหมด บางรายการเกิดในรัฐบาลชวน แต่เวลาเขียนร้อยเรียงรายการแล้วมันไม่แฟร์ ผมพร้อมจะให้ตรวจสอบว่ารายการทั้งหลายผมทำอย่างไร ผมได้รับสปอนเซอร์จากที่ไหน สบายมาก ใครอยากตรวจสอบ ผมยินดี

คุณคิดมาก่อนไหมว่าการลงสนามการเมืองจะได้รับผลกระทบหรือว่าแรงกระแทกหนักขนาดนี้

คิดอยู่ แต่ด้วยความคิดว่าตัวผมเองไม่มีแผล เลยไม่คิดว่าจะถูกป้าย คือคิดว่าจะถูกคุ้ยแต่ไม่เป็นไร ผมเองเป็นคนแรง พูดอะไรตรงไปตรงมา คนเขาก็ต้องหาเรื่องตรวจสอบเผื่อมีแผลอะไรจะได้แฉ ไม่เป็นไร ดี ( เน้นเสียง ) อยากทำก็ทำ ผมไม่แคร์ ที่ไม่มีข่าวเรื่องตรวจสอบเพราะตรวจสอบแล้วไม่เจอ มันมีคนไปตรวจผม ช่วงนั้นเลย เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ไปตรวจว่าผมถือหุ้นในบริษัทใดบ้าง ตรวจกับกระทรวงพาณิชย์ พบว่าผมมีหุ้นอยู่เพียงวอท์ชด็อกบริษัทเดียว แล้วบริษัทวอท์ชด็อกผมก็ไม่ใช่คนก่อตั้ง ผมถูกเชิญมาเป็นคนดำเนินรายการเท่านั้นเอง รายการแรกที่สร้างผมไม่ได้เกี่ยวข้องหรือถือหุ้นเลย อาจารย์เกษมสันต์เป็นผู้ถือหุ้น หลังทำมาปี 2-3 ปีอาจารย์เกษมสันต์จึงขายหุ้นให้ผมและผมก็ซื้อเพียงบางส่วน เขาก็พยายามไปตีความว่าที่บริษัทวอท์ชด็อกผลิตรายการและเช่าเวลาสถานีเป็นการรับสัมปทานสถานี เพราะคนที่รับสัมปทานเป็นวุฒิฯ ไม่ได้ ก็พยายามตีความให้มันเข้า ซึ่งมันก็ไม่เข้า เพราะคุณเช่าเวลาออกอากาศ เพราะไม่อย่างนั้นผมไปเช่ารถไฟวุฒิฯ ก็ถูกเด้งหมดสิ เพราะนั่งรถไฟไป หรือเช่าอพาร์ทเมนท์ของการเคหะฯ ก็ไม่ได้สิ เมื่อผมทราบผมจึงรีบถ่ายสำเนาให้หมดเลย ให้คนที่กำลังตรวจสอบ ผมแนบสัญญาเช่าสถานีช่อง 11 และ ช่อง 9 ให้ด้วยจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปค้น

นอกจากนี้ เขาก็ไปตรวจที่การบินไทย เพราะรายการหนึ่งของผมมีการบินไทย เป็นสปอนเซอร์ ไปตรวจว่าผมไปเอามาอย่างไร ผมเคยใช้ตั๋วการบินไทยยังไงบ้าง เคยขอตั๋วการบินไทยไหม ผมชอบมากเลย ปรากฏว่าไม่มี เพราะผมบินผมซื้อตั๋ว จึงไม่มีปัญหาอะไร เขาเลยเงียบไป เรื่องตรวจสอบผมแฮปปี้มาก มันแสดงให้เห็นว่าบ้านเรามีระบบการตรวจสอบคนที่จะมาเป็นบุคคลสาธารณะ

เท่าที่สังเกตคุณมักวิจารณ์คุณทักษิณค่อนข้างหนัก วิจารณ์ก่อนจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก เช่นรายการวิทยุก็ถือว่าเป็นรายการที่วิจารณ์หนักที่สุดรายการหนึ่ง อยากทราบว่าอะไรเป็นเหตุผลหลักของการวิจารณ์

ผมพูดตรงๆ นะ ผมไม่ไว้ใจคุณทักษิณ ผมดูประวัติในอดีตที่ผ่านมา ประเทศชาติ ต้องต่อสู้กับวิกฤตหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 6 ตุลา 2519 หรือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมไม่เคยเห็นบทบาทของบุคคลผู้นี้เลย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่เคยต่อสู้ ไม่เคยสนใจปัญหาของสังคม สอง ผมกลับเห็นบทบาทตรงกันข้าม คือการวิ่งเต้นล็อบบี้นักการเมืองในการได้มาซึ่งสัมปทานทุกประเภท สัมปทานเมืองไทย ไม่มีใครได้มาโดยไม่มีการวิ่งเต้น โดยเฉพาะสัมปทานใหญ่ๆ สาม เขาเคยออฟเฟอร์ ผมบางเรื่องในฐานะคนทำสื่อ ซึ่งผมคงเล่าให้ฟังทั้งหมดไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะกลาย เป็นเรื่องหมิ่นประมาทไป แต่ถึงอย่างไร ผมก็ไม่เคยป้ายสีคุณทักษิณ ได้แต่วิจารณ์ แล้วผมก็รับผิดชอบในสิ่งที่ผมวิจารณ์ ฉะนั้นเมื่อผมมาเป็นนักการเมืองแล้วคนที่ไม่ชอบ มาวิจารณ์อย่างคุณเสถียร ผมก็ไม่ว่าอะไร

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ คุณเห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนต่างๆ ที่เข้ามาสู่พรรคการเมืองอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะกรณีพรรคไทยรักไทย

ผมคิดว่าเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทยที่กลุ่มทุนใหญ่เข้าสู่วงการเมืองอย่างเต็มตัว เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองครั้งใหญ่ คือเมื่อก่อนกล่มทุนเดิม จะเป็นอีแอบแล้วก็สนับสนุนหลายพรรคเพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ ไม่ว่าใครขึ้นกูก็อยู่ได้ พวกนี้มักจะเป็นธุรกิจสัมปทานทั้งหลาย แต่คราวนี้ดูเหมือนธุรกิจใหญ่ๆ จะแทงม้า ตัวเดียว แล้วก็เล่นชัดเจน ตรงนี้ผมอยากให้คุณดูประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์ไทย หลังปี 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจจากสถาบันพระมหากษัตริย์มาสู่ขุนนาง แต่ยังไม่มาหาประชาชน กระทั่งมา 14 ตุลา 2516 อำนาจจึงเข้าสภาผ่านพรรคการเมือง ธุรกิจจึงผ่านทางนักการเมือง แต่เป็นธุรกิจอีแอบอย่างที่พูด ฉะนั้น เมื่ออำนาจอยู่ที่ฝ่ายการเมืองและรัฐสภามากขึ้น ขุนนางน้อยลง มันจึงคานกันอยู่ระหว่างสามขา คือสถาบันเดิม ขุนนาง ซึ่งก็คือราชการ และธุรกิจที่ยังไม่ชัดเจนอยู่ในพรรคการเมือง และรัฐสภา แต่เที่ยวนี้ธุรกิจในพรรคการเมืองแข็ง แทงเดี่ยว รัฐสภามั่นใจมากขึ้น พรรคการเมืองมั่นใจขึ้น เพราะมี majority เด็ดขาด เมื่อตรงนี้แข็ง พรรคราชการหรือขุนนางอ่อนยวบเลย คุณเห็นไหมย้ายกันสนุกสนานเลย ตรงนี้มันจึงสะท้อนว่าโครงสร้างอำนาจได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

คุณคิดว่าทำไมกลุ่มทุนถึงไม่เล่นอย่างเดิม ทำไมกล้าแทงม้าตัวเดียว

ผมคิดว่าเขา confident ตัวคุณทักษิณด้วยมั้ง คำถามนี้ดี เป็นโจทย์ที่ดี ผมก็ไม่เคยคิดว่าทำไมต้องเป็นเวลานี้ มันอาจจะสุกงอมหรือเปล่า คุณต้องเข้าใจการเมืองไทย ประชาธิปัตย์เหมือนจะเป็นตัวหลัก เป็นพรรคการเมืองหลัก ฉะนั้น จึงมีผู้ท้าชิงประชาธิปัตย์ตลอด การเมืองไทยเป็นอย่างนี้ ซึ่งวิธีท้าชิงที่ผ่านมาคือ รวบรวมคนที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ เรียกง่ายๆ มีสองฝ่ายคือ ประชาธิปัตย์ กับ น็อน – ประชาธิปัตย์ เที่ยวนี้คุณทักษิณก็ใช้สูตรเดียวกัน คือรวมน็อน – ประชาธิปัตย์ ตรงนี้ผมได้ จากใครรู้ไหม ได้จาก คุณเสนาะ เทียนทอง เอง ซึ่งพูดในที่ประชุมพรรคชาติพัฒนา คุณเสนาะพูดว่า เอาล่ะ เราพูดกันตรงๆ ไม่ต้องเสแสร้ง ที่พวกเรามารวมตัวกันก็เพื่อจะไม่เอาประชาธิปัตย์ ตั้งแต่สมัยคุณบรรหารแล้ว วันนั้นคุณบรรหารซึ่งนั่งอยู่ข้างผมก็บอกว่า เอา ดูปากมันพูดเข้า พูดไปๆ วันนั้นผมเห็นภาพเลย เข้าใจวันนั้นเลย คือคุณเสนาะเขาดีอย่าง เป็นนักเลง พูดจาตรงไปตรงมา สาเหตุนี้เองเขาเลยเอาทักษิณขึ้น แต่ถามว่าทำไมทุนถึงเอาด้วย ต้องดูที่คุณทักษิณ เอาทักษิณก็เท่ากับว่า เอาชินฯ เพราะชินฯ มันใหญ่เต็มตัวไม่สามารถจะเป็นอีแอบต่อไปได้ ผมคงวิเคราะห์ ได้เท่านี้ โจทย์นี้ดี ผมคงต้องเอาไปคิดต่อ

อะไรคือความเสี่ยงของเกมนี้

เสี่ยงก็คือถ้าเกิดไปไม่ได้ พัง ในทางธุรกิจถือว่าเสี่ยง มันจะเกิดการแก้แค้นกันหรือเปล่า ก็ต้องดูกันต่อไป

ทำไมคุณจึงตัดสินใจลงเล่นการเมืองทั้งที่สถานภาพเดิมก็ดีอยู่แล้วเป็นทั้งอาจารย์และผู้ดำเนินรายการมีชื่อ

ผมนึกว่าเป็นวุฒิฯ จะทำงานได้มากกว่า แต่พอเข้ามาก็ทำอะไรได้ไม่มากอย่างที่คิด

อะไรที่ทำให้ทำอะไรไม่ได้มาก

โครงสร้างการเมือง ถ้าวิเคราะห์เป็นจุดๆ จะมองไม่เห็น ผมเข้ามาในเวทีนี้เมื่อกี้ที่บอกว่ามีสามเส้า แล้วผมเป็นใครในเส้านี้ล่ะ ผมไม่มี พูดง่ายๆ ว่าไม่มีปลอกคอ ถ้าผมสังกัดทางผู้มีอำนาจคือกลุ่มทุน ผมก็จะเฉิดฉายเพราะจะมีคนช่วยสนับสนุน แต่ทุกวันนี้ผมเป็นหมาหลง ถามว่าได้เรียนรู้ไหม มหาศาล ถ้าให้ผมกลับไปสอนหนังสือใหม่นะวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองจะมันขึ้น จะมีตัวอย่างที่ชัดเจน เมื่อก่อนเราได้แต่อธิบายหลักๆ แต่ไม่มีตัวอย่างประกอบที่ชัดเจน ถามว่าผมเสียดายชีวิตไหม ไม่เสียดายเพราะได้เรียนรู้ ผมเป็นนักเรียนตลอดชีวิตอยู่แล้ว แต่ก็ทำอะไรลำบาก ผมตัวเล็กมากในรัฐสภา ทำอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้เลย ถ้าเขามีคำสั่งหรือมีแนวมาว่าจะเอายังไง ผมก็กระเด็นทุกทีแหละ กลุ่มพวกเราเล็กมาก เขาจะเอาไงก็กระเด็น

ชีวิตหลังตำแหน่งวุฒิสมาชิก คุณวางแผนไว้อย่างไร

กำลังว้าวุ่น เป็นโจทย์ที่ผมคิดอยู่ในใจ ไม่รู้จะทำอะไร ถ้าพูดถึงชีวิตส่วนตัว เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยดีที่สุด ไม่มีศัตรู มีแต่มิตร มีแต่พระคุณไม่มีพระเดช นักศึกษา ศิษย์เก่าเคารพนับถือ ไม่มีใครคอยมาตรวจสอบหรือป้ายสี เรื่องตรวจสอบคงมีบ้าง อาจจะมีนักศึกษาตรวจสอบบ้าง แต่มวยเด็กไง เมื่อเทียบกับมวยผู้ใหญ่ลำหักลำโค่น มันต่างกัน การถูกป้ายสีนี่แทบจะไม่มี เป็นปูชนียบุคคล ก็อยู่ไป แต่ชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับสังคม การต่อสู้หรือทำเพื่อสังคมทำได้ในวงจำกัด ถ้าทำสื่อก็ทำอะไรได้มากขึ้น แต่ก็เริ่มมีศัตรู มึงอย่าพลาด พลาดปั๊บเป็นเสี่ย ส่วนชีวิตทางการเมือง ศัตรูมันเยอะ แต่ก็ทำอะไรได้มากขึ้นอีกนิด



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter




home about openbooks openhouse october opendragon