October -on the record-
ผมเพิ่งซื้อเครื่องบันทึกเสียงขนาดพกพาใหม่เมื่อไม่กี่วันมานี้ สองสามปีที่ผ่านมาผมพึ่งพาซาวด์อเบาท์ทันสมัยแต่ไม่สะดวกกับการใช้งานจริงเท่าไรนัก เพราะมันถูกออกแบบให้ปิดมิดชิดจนเราไม่มีโอกาสเห็นว่าเครื่องยังทำงานอยู่หรือเปล่า เทปเดินไปได้แค่ไหนแล้ว เหลือเนื้อเทปอีกมากน้อยเท่าไหร่ถึงจะหมด เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้มันสามารถกลับหน้าเองได้ถ้าเทปหมด แต่ปัญหาก็คือถ้าเราเกิดกดปุ่มหยุดสองครั้งติดกัน เทปจะเปลี่ยนไปบันทึกอีกหน้าหนึ่ง แทนที่จะบันทึกต่อจากหน้าเดิม แทนที่จะเป็นความสะดวกสบายหลายครั้งกลับกลายเป็นความกังวล จนเสียสมาธิกับการสัมภาษณ์ไปอย่างไม่สมเหตุสมผล
ผมพบว่าหลายครั้งในชีวิตเราสามารถซื้อข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงได้ง่ายๆ โดยไม่ลังเล แต่กับบางสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานและการใช้งาน บางครั้งเรามักมองข้ามเพิกเฉย วันหนึ่งเมื่อคิดได้ ผมจึงเดินเข้าร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เลือกรุ่นที่ใช้งานง่ายที่สุดและไม่มีระบบการทำงานที่ซับซ้อน จ่ายเงินเสร็จไม่ต้องใส่ถุง วันรุ่งขึ้นผมก็ใช้งานเครื่องบันทึกเสียงใหม่ได้อย่างสบายใจ
มีเครื่องใช้หลายอย่างในชีวิตที่ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการจะทำให้มันค่อยๆ หมดความสำคัญ และในที่สุดอาจถึงขั้นสูญหายไปตามกาลเวลา ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นเครื่องพิมพ์ดีดกันได้แต่ในพิพิธภัณฑ์ เช่นเดียวกับตัวพิมพ์แบบตะกั่วในยุคเก่า และการจัดอาร์ตเวิร์คด้วยการใช้กระดาษตัดปะ
แต่น่าแปลกที่ยังไม่มีอะไรที่สามารถแทนที่เครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กได้ ทุกวันนี้มันได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น มีส่วนเข้ามากำหนดวิธีคิด อารมณ์ และความรู้สึกของเราโดยที่เราเองอาจจะไม่เคยคิดเลยก็เป็นได้
ข่าวสารที่เราอ่านกันอยู่ทุกวันตามหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะข่าวการเมืองนั้น ล้วนเกิดจากการที่นักข่าวบางคนยื่นเจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้ไปที่ปากของนักการเมือง พวกเขาถามคำถามบางอย่างสั้นๆ นักการเมืองไม่ว่าจะเป็นจอมหลักการ หรือคนปากไวก็จะตอบออกมา ข้อความทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในเทป ก่อนที่จะถูกฟังและถ่ายทอดเป็นภาษาเขียนส่งเข้าโรงพิมพ์และกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในวันรุ่งขึ้น
แต่ถ้าเป็นสถานีวิทยุ เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เราอาจจะได้ยินเสียงกันแบบสดๆ หลายครั้งชวนให้หงุดหงิดกับบางเรื่องบางประเด็นแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ยิ่งการต้องใช้ชีวิตอยู่ในรถนานๆ เช่นคนกรุงเทพฯ ดูจะเป็นการยากยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงข่าวสารลักษณะนี้
ความยาวของเทปบันทึกเสียงนั้นมีตั้งแต่ 30 นาที 60 นาที และ 90 นาที คุณภาพก็มีตั้งแต่แบบธรรมดาไปจนถึงขั้นเนื้อเทปโลหะสำหรับงานที่เน้นหนักคุณภาพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เทปได้ทำหน้าที่ของมันเพียงชั่วเวลาสั้นๆ เท่านั้น
ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะนักการเมืองมีเวลาน้อยทำให้ต้องตอบสั้น หรือนักข่าวเตรียมตัวน้อยทำให้คำถามวน หรือว่าคนอ่านมีเวลาน้อยไม่อยากอ่านข่าวยาว ปัจจัยทั้งหลายนี้อะไรกันแน่ที่ทำให้เราต้องเสพข่าวสารในลักษณะสั้นๆ แยกส่วน ไม่ต่อเนื่อง และไม่เป็นองค์รวม
ไม่ใช่แต่เพียงข่าวสารทางหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น ข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ ข่าวภาคค่ำทางโทรทัศน์ล้วนตกอยู่ในลักษณะของการตีปิงปองตอบโต้กันไปมาระหว่างนักการเมืองกับนักข่าวโดยมีเครื่องบันทึกเสียงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์
เมื่อสังคมเสพรับแต่ข่าวการแสดงความคิดเห็นสั้นๆ โดยไม่ได้มีการเตรียมตัว ไม่มีความคืบหน้าในแต่ละเรื่องแต่ละวัน จึงเป็นการยากที่สังคมทั้งหมดโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาที่จะได้มองเห็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ปัญหาในภาพใหญ่ ปัญหาที่เป็นองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ก็ในเมื่อสิ่งที่เราเสพเข้าไปถูกแยกย่อยเสียจนขาดวิ่น การจะคิดแบบประติดประต่อเป็นเรื่องราวเข้าใจทั้งระบบจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้
สิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะนำเสนอก็คือ การใช้อุปกรณ์เดิมคือเครื่องบันทึกเสียง กลับไปคุยกับคนเดิมๆ ที่เราคุ้นหน้าค่าตากันดีอยู่แล้วทางสื่อต่างๆ แต่แทนที่เราจะคุยสั้นๆ ชนิดถามคำตอบคำ และมักจบลงด้วยคำตอบที่ว่า
“ผมยังไม่ได้รับรายงาน”
เราก็พยายามเปลี่ยนวิธีการในการสนทนาเสียใหม่ให้เป็นการมองอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อที่ผู้อ่านจะสามารถเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งในช่วงเวลาที่เทปทำงานก็ให้เป็นช่วงที่ตรงกับช่วงที่พรรคไทยรักไทยได้กุมเสียงข้างมากอันนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ประเด็นในการพูดคุยจึงมุ่งไปที่การตรวจสอบรัฐบาลทักษิณเป็นหลัก
โดยเราพยายามตั้งคำถามให้ทั้งนักการเมืองฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการและปัญญาชนได้ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างเป็นระบบเพื่อเป็นการตรวจสอบแนวความคิดเชิงนโยบายของรัฐบาลว่ายังมีข้อน่าเป็นห่วงในจุดไหนบ้าง ด้วยถือว่าสิ่งนี้เป็นหน้าที่และภารกิจของสื่อมวลชนโดยตรง
บทสัมภาษณ์นี้ส่วนใหญ่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร OPEN ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้ OPEN จะได้ชื่อว่าเป็นนิตยสารที่มีผู้อ่านเป็นคนรุ่นใหม่และไม่น่าจะใส่ใจการเมืองมากนัก แต่ด้วยความเชื่อว่า เราไม่สามารถปล่อยปละละเลยสังคมให้เติบโตไปตามยถากรรมได้ มิต้องเอ่ยถึงการยกอำนาจทั้งหมดไปให้กับนักการเมืองซึ่งแทบไม่เหลือความน่าเชื่อถืออีกต่อไปแล้วได้ปู้ยี่ปู้ยำทำตามอำเภอใจด้วยแล้ว เราจึงพยายามนำเสนอบทสัมภาษณ์เหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้อ่าน
การนำบทสัมภาษณ์ทั้งหมด รวมทั้งการสัมภาษณ์เพิ่มเติมมารวมอยู่ในเล่มเดียวกันนี้ ต้องขออนุญาตเรียนว่าเราไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรในเชิงธุรกิจเป็นหลัก แต่สิ่งที่เราต้องการเห็นก็คือการที่ผู้อ่านสามารถมองเห็นการเชื่อมโยงกันของปัญหาต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดสติ ปัญญา และเท่าทันความคิดของผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายของประเทศ
จากวิกฤตเศรษฐกิจรอบที่ผ่านมา เราคงเรียนรู้แล้วว่าเราไม่สามารถนำชะตาและอนาคตไปฝากไว้ในมือใครได้
ปัญญาและความรู้เท่านั้นที่จะช่วยให้เราสามารถคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา และเลือกเส้นทางที่เราต้องการจะก้าวไปได้ด้วยตัวของเราเอง
เราหวังว่าจากเครื่องบันทึกเสียงเล็กๆ ราคาค่างวดอาจจะไม่ได้มากกว่าการเปิดเหล้านั่งดื่มในร้านอาหารดีมีเพลงฟังเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างมีประโยชน์และมีคุณค่า มันจะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถถ่ายทอดภูมิปัญญาของมนุษย์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ
เราหวังว่าราคาของหนังสือซึ่งตั้งให้เท่ากับเบียร์ต่างประเทศแช่เย็นหนึ่งขวด ที่เรามักนั่งดื่มหลังอาหารกับเพื่อนในร้านเล็กๆ จะไม่เป็นการรบกวนผู้อ่านจนเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่อ่าน OPEN เป็นประจำอยู่แล้ว ถ้าไม่ต้องการการจัดหมวดหมู่และเก็บเป็นระบบ ก็สามารถย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์เหล่านี้ได้ในหนังสือที่ท่านได้กรุณาอุดหนุนไปแล้ว โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแต่ประการใด
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
กรุงเทพมหานคร ตุลาคม 2545

|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)




