storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


คู่มือเลี่ยงภาษี ฉบับ ‘บิ๊ก’ สรรพากร

- ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ -


มีการกล่าวหาว่า ในกระบวนการซื้อขายบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นมูลค่า 73,300 ล้านบาท ระหว่างครอบครัวชินวัตรกับบริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้ง จำกัดของสิงคโปร์ ผู้บริหารระดับสูงกรมสรรพากรละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ที่ซื้อหุ้นชินคอร์ป เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 จำนวน 329.2 ล้านหุ้น จากบริษัท Ample Rich Investment Limited ในราคาหุ้นละ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49 บาท ทำให้บุคคลทั้งสองได้รับผลประโยชน์จาก “ส่วนต่าง” ราคาหุ้น 15,802 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว

หลังจากมีข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดขึ้น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ได้เข้าไปตรวจสอบกรณีดังกล่าว คาดว่าคงมีผลสรุปในเร็วๆนี้

ถ้ามีข้อสรุปว่าทั้งนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมาย(ในอัตราร้อยละ 37)จะเป็นเงินกว่า 5,846 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ (2 กุมภาพันธ์ 2549)นายศิโรตม์ สวัสดิพาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร เคยแถลงยืนยัน ว่า การซื้อหุ้นในลักษณะดังกล่าว นายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทาไม่ต้องเสียภาษีด้วยเหตุผล 2 ข้อคือ

1. การที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทาซื้อหุ้นชินคอร์ป ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นการซื้อทรัพย์สินในราคาถูกซึ่งเป็นเรื่องของการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย อันเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไป จากการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาตลาด จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

(ประเด็นนี้นักวิชาการโต้แย้งว่า ถ้าทุกบริษัททำในลักษณะเดียวกัน คือขายสินค้าของบริษัทให้แก่ลูกจ้าง พนักงานและกรรมการในราคาถูกโดยไม่ต้องเสียภาษีเกิดการหลีกเลี่ยงภาษีกันขนาดใหญ่ จนทำให้ระบบการจัดเก็บภาษีหายนะ)

2. กรณีที่บริษัท Ample Rich ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่บริษัทได้ถือไว้ให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท Ample Rich ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว หุ้นชินคอร์ปที่บริษัทได้ซื้อไว้เป็นทรัพย์สินหรือสินค้าของบริษัท Ample Rich มิใช่เป็นหุ้นของบริษัท Ample Rich เป็นผู้ออกเอง กรณีนี้จึงไม่เข้าลักษณะตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการเสียภาษีในกรณีได้รับแจกหุ้น หรือได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อตกลงพิเศษ ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538

(หนังสือของกรมสรรพากร ที่ กค.0706/7896 ลงวันที่ 21 กันยายน 2548 ลงนามโดยนางเบญจา หลุยเจริญ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ตอบข้อหารือของ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนสนิทของคุณหญิงพจมาน)

ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ข้ออ้างของกรมสรรพากรฟังขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในข้อที่ 2 ที่กรมสรรพากรอ้างว่า ผู้ซื้อจะเสียภาษี “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นเฉพาะหุ้นที่บริษัทออกเอง เป็นการบิดเบือนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 หรือไม่

จากการตรวจสอบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรฯพบว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวครอบคลุมทั้งกรณีที่บริษัทซึ่งออกหุ้นเอง และกรณีที่บริษัทถือหุ้นบริษัทอื่นไว้และนำหุ้นที่บริษัทออกเองและหุ้นอื่นที่บริษัทถือไว้ไปแจกหรือขายในราคาต่ำกว่าตลาดให้แก่พนักงาน ลูกจ้าง กรรมการและที่ปรึกษา ซึ่งส่วนต่างที่เกิดขึ้นย่อมถือได้ว่า บุคคลดังกล่าวได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ไม่ว่าหุ้นที่ได้รับดังกล่าวมีจะเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายโอนหรือไม่

ทั้งนี้ หลักฐานดังกล่าวคือ ข้อเท็จจริงที่สรรพากรขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยทั้งกรณีที่เป็น “บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ที่นำหุ้นไปแจกหรือขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่งในกรณี “ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” นั้นไม่สามารถออกหุ้นได้เองอยู่เพราะลักษณะการก่อตั้งและการนับหุ้นส่วนมิได้เป็นหน่วยแบบหุ้นของบริษัท จำกัด แต่เป็นการเข้าหุ้นของกลุ่มบุคคลในลักษณะของทุนแต่ละส่วน

ถ้า “ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” จะนำหุ้นไปเสนอขายให้แก่พนักงาน ลูกจ้าง และกรรมการบริษัท ก็ต้องเป็นหุ้นบริษัทอื่นที่ “ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ถือไว้เท่านั้น เช่น “ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ถือหุ้นชินคอร์ปไว้จำนวนหนึ่งและต่อมานำหุ้นไปขายให้แก่พนักงาน ลูกจ้างหรือผู้บริหารของห้าง ซึ่งก็เข้าเงื่อนไขต้องนำ “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นไปคำนวณรวมเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

ดังนั้น การที่บริษัท Ample Rich ถือหุ้นชินคอร์ปไว้และนำไปขายต่อให้แก่กรรมการคือนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา จึงไม่แตกต่างจาก “ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ถือหุ้นชินคอร์ปซึ่งมิใช่หุ้นที่ออกเอง ก็ต้องนำ “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นไปคำนวณรวมเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ มาตรา 13 สัตต วรรคสาม ของประมวลรัษฎากรบัญญัติว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่กรมสรรพากรหารือเป็นที่สุด จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเปลี่ยนหรือมีคำพิพากษาของศาลอันที่สุด ถ้าผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรไม่ยอมปฏิบัติตามหรือบิดเบือนคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมเป็นการทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง

นอกจากนั้น กรมสรรพากรยังเคยตอบข้อหารืออย่างชัดเจนว่า เมื่อบริษัทหนึ่งได้นำหุ้นของอีกบริษัทหนึ่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศมาขายให้แก่พนักงานในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ก็ต้องเสียภาษีเงินได้จาก “ส่วนต่าง” ราคาดังกล่าวโดยหักภาษี ณ ที่จ่ายทันทีโดยระบุว่า เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 (หนังสือกรมสรรพากร ที่กค 0706/4934 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีขายหุ้นให้แก่พนักงานในราคาพิเศษ)

สาระสำคัญของเรื่องดังกล่าวมีอยู่ว่า บริษัทแห่งหนึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศฝรั่งเศส ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์คอนกรีต ยิปซัม และวัสดุทำหลังคา บริษัทมีโครงการจัดสรรหุ้นให้แก่พนักงาน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานของบริษัท บริษัทในเครือ และบริษัทสาขาทั่วโลกรวมทั้งพนักงานของบริษัทในประเทศไทยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นโดยให้พนักงานมีสิทธิจองหุ้นได้ไม่เกิน จำนวน 110 หุ้น โดยราคาจองจะต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของราคาหุ้นในช่วง 20 วันของตลาดหลักทรัพย์ในประเทศฝรั่งเศส

กรณีนี้ได้มีการหารือว่าผลประโยชน์ที่พนักงานได้รับจาก “ส่วนต่าง” ระหว่างมูลค่าตาม ราคาตลาดหลักทรัพย์ในประเทศฝรั่งเศส และราคาจองหุ้น จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินของพนักงาน หรือไม่

กรมสรรพากรตอบข้อหารือว่า กรณีบริษัทนำหุ้นขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดให้กับพนักงานของบริษัท ภาระภาษีการซื้อหุ้นดังกล่าวเป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 28/2538 ฯ ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 จึงขอให้ถือปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าวนั้น

จากข้อหารือดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า บริษัทแม่ในประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ออกหุ้น และนำมาขายให้แก่พนักงานซึ่งเป็นบริษัทในประเทศไทย (เป็นคนละนิติบุคคลกับบริษัทแม่ในต่างประเทศ) แต่มิได้ออกหุ้นเอง แต่กรมสรรพากรได้ตอบอย่างชัดเจนว่า ต้องนำ “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ไปคำนวณรวมภาษีเงินได้ประจำปี

แต่ในกรณีบริษัท Ample Rich นำหุ้นชินคอร์ปขายให้กับนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ซึ่งเป็นการนำหุ้นบริษัทอื่นมาขายให้แก่ลูกจ้าง พนักงาน และกรรมการนั้น

กรมสรรพากรกลับอ้างว่า ไม่เข้าลักษณะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 ไม่ต้องนำ “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ไปคำนวณรวมภาษีเงินได้ประจำปี ทั้งๆ ที่เป็นการนำหุ้นของบริษัทอื่นมาขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาดเช่นเดียวกัน

จากหลักฐานเอกสารทั้งสองประการ สาธารณชนคงวินิจฉัยได้เองว่า ผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรจงใจบิดเบือนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 เพื่ออุ้มครอบครัวชินวัตรให้ไม่ต้องเสียภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปจำนวนไม่ต่ำกว่า 5,800 ล้านบาท หรือไม่

นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อกล่าวหากรมสรรพากรว่า ช่วยเหลือครอบครัวชินวัตรอีกหลายกรณีดังนี้

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่บุญธรรมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซื้อหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯผ่านบริษัทหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด จำนวน 4.5 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 164 บาท เป็นเงิน 738 ล้านบาทจากนางสาวดวงตา วงศ์ภักดี หนึ่งในคนรับใช้ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเคยถือหุ้นของครอบครัวชินวัตรมูลค่ากว่า 3,300 ล้านบาท แต่ ป.ป.ช. ตรวจพบว่า แท้ที่จริงนายบรรณพจน์ไม่ได้ซื้อหุ้นดังกล่าวแต่อย่างใด การซื้อขายผ่านตลาดหุ้นเป็นเพียงนิติกรรมอำพราง เพราะเงิน (เช็ค) ที่จ่ายผ่านโบรกเกอร์เป็นค่าหุ้น เป็นเงินของคุณหญิงพจมานเอง ในลักษณะ “อัฐยายซื้อขนมยาย” จึงอ้างว่า เป็นการยกหุ้นให้ฟรี ทั้งๆที่มีการเสียค่านายหน้าให้โบรกเกอร์กว่า 7.38 ล้านบาท (อัตราร้อยละ 0.5ทั้งซื้อและขาย)

กรณีดังกล่าวกรมสรรพากรอ้างว่า การที่คุณหญิงยกหุ้นชินวัตรฯให้นายบรรณพจน์ เป็นการให้ตามขนบธรรมเนียมประเพณีและอุปการะโดยธรรมจรรยา ทั้งๆ ที่นายบรรณพจน์มีหน้าที่การงานมั่นคงและเงินเดือนสูง จึงไม่เข้าข่ายการอุปการะโดยธรรมจรรยา

ข้ออ้างของกรมสรรพากรการอ้างจึงขัดต่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

ดังนั้น ถ้านายบรรณพจน์ถ้าต้องเสียภาษีจะคิดเป็นเงิน 273 ล้านบาท

ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กรณี

1. พ.ต.ท.ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน ขายหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้ 73,395,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 150 บาท ทำให้นายพานทองแท้ได้รับผลประโยชน์จาก “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นเป็นเงิน 10,275 ล้านบาท

ถ้าต้องจ่ายภาษีคิดเป็นเงินประมาณ 3,800 ล้านบาท

2. คุณหญิงพจมานขายหุ้นชินคอร์ปให้นายบรรณพจน์ จำนวน 26,825,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ขณะที่ราคาตลาด 150 บาท ทำให้นายบรรณพจน์ได้รับผลประโยชน์จาก “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นเป็นเงิน 3,755 ล้านบาท

ถ้าต้องจ่ายภาษีคิดเป็นเงินประมาณ 1,389 ล้านบาท

3. พ.ต.ท.ทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปให้นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว 2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ขณะที่ราคาตลาด 150 บาท ทำให้นางยิ่งลักษณ์ได้รับผลประโยชน์จาก “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นเป็นเงิน 280 ล้านบาท

ถ้าต้องจ่ายภาษีคิดเป็นเงิน 103.6 ล้านบาท

รวมเป็นเงินภาษีทั้ง 3 กรณี(ถ้าต้องจ่าย) กว่า 5,292.6 ล้านบาท

ในกรณี นี้ถ้าติดตามพฤติกรรมของผู้บริหารระดับสูงในกรมสรรพากรมาตลอดจะพบว่า มีความพยายามอย่างสูงยิ่งที่จะออกคำวินิจฉัยกลับไปกลับมา เพื่อช่วยให้ครอบครัวชินวัตรไม่ต้องเสียภาษี “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นกว่า 5,000 ล้านบาท ทั้งๆที่ในช่วงก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะเป็นรัฐบาลในเดือนมกราคม 2544 นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อธิบดีกรมสรรพากร ในขณะนั้น (ปัจจุบันได้ดิบได้ดีเป็นปลัดกระทรวงการคลัง) ทำหนังสือลงวันที่ 30 พฤษจิกายน 2543 (ที่กค.0811/632) ตอบประธานอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า

“กรณีบุคคลธรรมดาซื้อหุ้นของบริษัทที่มิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์/บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ซื้อหุ้นไม่มีเงินได้พึงประเมิน จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เว้นแต่เป็นการซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาหรือค้าอันพึงมี ผลต่างระหว่างราคาหรือค่าอันพึงมีกับราคาซื้อ เข้าลักษณะประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ซื้อต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย”

แต่หลังจากพรรคไทยรักไทยยึดอำนาจรัฐสำเร็จ พ.ต.ท.ทักษิณก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรมสรรพากรกลับสุ่มเงียบไม่ยอมดำเนินการใดๆกับการซื้อขายหุ้นทั้ง 3 กรณีที่มี “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นนับหมื่นล้านบาท

จนกระทั่ง มีการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ขอให้กรมสรรพากรเปิดเผยผลการวินิจฉัยภาษีในลักษณะดังกล่าว กรมสรรพากรจึงจำใจต้องเปิดเผยผลคำวินิจฉัยตามคำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย แต่นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ไม่ลงนามในหนังสือเองมอบหมายให้นายวิชัย จึงรักเกียรติ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร เป็นผู้ตอบ

หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 (ที่ กค.0811/6312) ระบุว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าว ถือไม่ได้ว่า ผู้ซื้อได้รับประโยชน์จากการโอนหุ้นซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(4)(ช) ตามประมวลรัษฎากร เนื่องจากยังมิได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้ซื้อแต่ประการใด จนกว่าผู้ซื้อจะได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่า เงินที่ลงทุน

เรียกว่า พลิกคำวินิจฉัยจากหน้ามือเป็นหลังตีน!!

ต่อมา เมื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักบัญชี ซื้อหุ้นบริษัททางด่วนกรุงเทพ จากบิดาในราคา 10 บาท จากราคาตลาด 21 บาท มีส่วนต่างประมาณ 55,000 บาท ปรากฏว่า ถูกกรมสรรพากรคำนวณเป็นภาษีเงินได้ จึงมีการร้องเรียนว่า กรมสรรพากรเลือกปฏิบัติ ไม่ยอมเก็บภาษี “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นชินครอ์ป ทำให้นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 ว่า เป็นการความผิดพลาดและความเข้าใจผิด กรมสรรพากรพร้อมที่จะคืนเงินภาษีที่เก็บไปจากนายเรืองไกรไป

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กรมสรรพากรคืนเงินให้ผู้เสียภาษี โดยผู้เสียภาษีมิได้ขอคืน

ในการคืนภาษีให้แก่นายเรืองไกร นายพิชเยนทร์ กองทอง นิติกร 8 กรมสรรพากร บันทึก(ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2548)ไว้ว่า เงินได้พึงประเมินที่เป็นผลประโยชน์จากการซื้อหุ้น ยังคงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี เพราะเงินได้ในส่วนนี้ยังมิได้มีการก่อให้เกิดรายได้ต่อท่าน(นายเรืองไกร) ท่านจะเสียภาษีเงินได้ในส่วนนี้ก็ต่อเมื่อ ท่านได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินที่ลงทุน ทั้งนี้ตามมาตรา 40(4)(ช)

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า กรมสรรพากรยังไม่แน่ใจว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวครอบคลุมหรือปิดช่องให้ครอบครัวชินวัตรครบถ้วนหรือยัง

ดังนั้นกรมสรรพากรจึงมีคำวินิจฉัยใหม่อีกครั้ง อ้างเหตุที่ไม่ต้องเสียภาษีได้จาก “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นว่า

การซื้อขายทรัพย์สิน(หุ้น)ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดนั้น “ส่วนต่าง” ดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 39 ของประมวลรัษฎากรตั้งแต่ต้น โดยพยายามอธิบายว่า การซื้อทรัพย์สินโดยปกติจะมีราคาตลาดสำหรับซื้อทรัพย์สินนั้น ซึ่งราคาตลาดจะมีหลายราคา หากเป็นการซื้อเพื่อนำไปใช้เองหรือเป็นผู้บริโภค ผู้ซื้อจะซื้อตามราคาของผู้ขายปลีก หากเป็นการซื้อเพื่อนำไปขายซึ่งต้องซื้อเป็นจำนวนมาก ผู้ซื้อจะต้องซื้อในราคาต่ำ โดยอาจซื้อราคาตลาดที่เป็นของผู้ผลิตหรือผู้ขายส่ง

ดังนั้นทรัพย์สินชนิดเดียวกัน อาจมีราคาซื้อแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ซื้อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไปของการซื้อขาย ตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ราคาซื้อดังกล่าวถูกกว่าราคาตลาด เช่น การส่งเสริมการขาย สินค้าตกรุ่น เลหลังสินค้า เลิกกิจการ ขายทอดตลาด ความพอใจ ความสัมพันธ์ส่วนตัวฯลฯ ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย อันเป็นเรื่องปกติทั่วๆไปตามมาตรา 453 ป.พ.พ.

“การซื้อทรัพย์สินในลักษณะดังกล่าว จะเป็นเรื่องของทุนซึ่งกระทบต่อจำนวนเงินของผู้ซื้อที่มีอยู่ ทั้งจำนวนเงินที่เหลืออยู่และที่ได้จ่ายไป ดังนั้นไม่ว่า การซื้อทรัพย์สินผู้ซื้อจะซื้อตามราคาตลาดหรือซื้อในราคาถูกกว่าตลาด ผู้ซื้อต้องเสียเงินสำหรับการซื้อตามจำนวนมากน้อยตามราคาที่ตกลงกัน

การที่ซื้อทรัพย์สินราคาถูกจะทำให้เหลือเงินมากกว่าซื้อทรัพย์สินในราคาปกติ เงินที่เหลือดังกล่าวไม่ว่าจะเหลือมากน้อยเท่าใด ก็เป็นเงินของผู้ซื้อเอง เป็นเรื่องของทุน มิใช่เงินที่ผู้ซื้อได้รับหรือเข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับจากผู้อื่นแต่อย่างใด

ด้วยเหตุผลข้างต้น การซื้อทรัพย์สินในราคาถูก ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ อันเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 เช่นเดียวกับส่วนลดปกติและส่วนลดพิเศษที่จะลดให้ทันที เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าตามเกณฑ์ที่กำหนด”

(หนังสือกรมสรรพากร ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2548 ที่ กค. 0709.31/18325 ลงนามโดย นางจิตรมณี สุวรรณพูล สรรพากรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร)

จากนั้น จึงสรุปว่ากรณีของนายเรืองไกร ซึ่งซื้อหุ้นบริษัททางด่วนกรุงเทพจากบิดาต่ำกว่าราคาตลาดที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เป็นการซื้อขายทรัพย์สินกันระหว่างนายเรืองไกรกับบิดาซึ่งเป็นการซื้อขายอันเป็นเรื่องปกติในทางการค้า ส่วนราคาที่ตกลงซื้อขายกันต่ำกว่าราคาตลาด ผู้ขายและผู้ซื้อมีสิทธิตกลงกันได้โดยผู้ซื้อต้องใช้ราคาทรัพย์สินตามที่ตกลงกันนั้นตามมาตรา 453 แห่ง ป.พ.พ.

น่าประหลาดที่จู่ๆ กรมสรรพากรได้ใช้แนวคำวินิจฉัยว่า การซื้อหุ้นราคาถูกกว่าราคาตลาดเป็นการซื้อขายสินค้าตามปกติตามมาตรา 453 ป.พ.พ. “ส่วนต่าง” ราคาหุ้นหรือราคาสินค้าจึงไม่เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ประมวลรัษฎากร

แต่ปริศนาดังกล่าวคลี่คลายลงทันที เมื่อมีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 73,300 ล้านบาทให้ เทมาเส็ก และกรมสรรพากรออกมาแถลงรับรองเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ว่า การที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ซื้อหุ้นชินคอร์ปในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาทจากบริษัท Ample Rich ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด เป็นการซื้อทรัพย์สินในราคาถูกซึ่งเป็นเรื่องของการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย อันเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไป จากการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาตลาด จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร(หนังสือของกรมสรรพากร ที่ กค.0706/7896 ลงวันที่ 21 กันยายน 2548)

เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า การวินิจฉัยว่านายเรืองไกรซื้อหุ้นบริษัททางด่วนกรุงเทพในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นไปตามมาตรา 453 ป.พ.พ. ในภายหลัง เป็นการหาพวกให้แก่การซื้อขายซื้อหุ้นระหว่าง Ample Rich กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทาเพื่อสร้างความชอบธรรมว่า ไม่ได้วินิจฉัยเฉพาะครอบครัวชินวัตร แต่ใช้กับประชาชนทั่วไปด้วย

จากข้อมูลทั้งหมดเห็นได้ชัดว่า ผู้บริหารระดับสูงในกรมสรรพากร พยายามทุกวิถีทางเพื่อสร้าง “คู่มือ” มิให้ครอบครัวชินวัตรต้องเสียภาษีทุกกรณีเป็นมูลค่าเป็นเงิน 11,411.6 ล้านบาท (ยังไม่รวมเบี้ยปรับ 2 เท่าของเงินต้นและเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน รวมแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 22,000 ล้านบาท ถ้ามีการประเมิน)

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทางการจะตามเก็บภาษีครอบครัวชินวัตรได้หรือไม่ เพราะเวลาล่วงเลยมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีกำหนดอายุความสิบปี”

ดังนั้น เมื่อดูจากการซื้อขายหุ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 มีอายุความในการประเมินภาษีถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 ขณะที่ครั้งต่อๆ มาก็มีอายุความถึงปี 2553 และ 2559 ตามลำดับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้งจะเป็น นายก “นอมินี” หรือไม่



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter