สอบ ‘นอมินี’ เพิ่ม 16 บริษัท: ปฏิบัติการจับเศรษฐกิจไทยเป็นตัวประกัน?
- ‘ม้านอก’ และ ‘เด็กนอกกรอบ’ -
ผู้เขียน “25 คำถาม SHIN Corp – เบื้องหลังดีลเทคโอเวอร์ชินคอร์ป” สำนักพิมพ์ openbooks, 2549
ผลการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกี่ยวกับการใช้ตัวแทนถือหุ้น (นอมินี) ในธุรกรรมการขายหุ้น บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (“ชินคอร์ป”) ที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับอย่างไม่เป็นทางการ ก่อให้เกิดกระแสข่าวและการถกเถียงกันในวงกว้าง ตลอดจนทำให้นักลงทุนต่างด้าวหลายรายที่ประกอบกิจการในไทยเริ่มวิตกกังวลว่า การตรวจสอบธุรกรรมในกรณีนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทต่างด้าวรายอื่นอย่างไรบ้าง
แม้ว่าผู้เขียนทั้งสองจะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่ความที่เราเป็นนักการเงินที่เคยศึกษา พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (“พ.ร.บ. ต่างด้าว”) มาบ้างในรายละเอียด ทำให้เรารู้สึกว่าการที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า กระทรวงฯ จะขยายประเด็นการตรวจสอบเรื่องนอมินีไปยังบริษัทอีก 16 แห่ง อาจมีเป้าหมายทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง แทนที่จะเป็นการบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ตามปกติ โดยเฉพาะเมื่อเราพบว่า บริษัทส่วนใหญ่ในจำนวน 16 แห่งที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศว่าจะเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างนั้น มิได้ประกอบธุรกิจภายใต้ พ.ร.บ. ต่างด้าวด้วยซ้ำ ซึ่งนี่เป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจาก พ.ร.บ. ต่างด้าวเป็นกฎหมายที่มีข้อห้ามการใช้ตัวแทนถือหุ้นแทนคนต่างด้าว อย่างชัดเจนที่สุดในบรรดากฎหมายต่างๆ ของไทย
เนื่องจาก พ.ร.บ. ต่างด้าวมีความซับซ้อนพอสมควร ผู้เขียนขออธิบายหลักการและมาตราที่สำคัญในกฎหมายฉบับนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นสรุปผลการตรวจสอบชินคอร์ป และการขยายขอบเขตการตรวจสอบของกระทรวงพาณิชย์
พ.ร.บ. ต่างด้าวกำหนดเพดานการถือหุ้นสูงสุดสำหรับคนต่างด้าวที่ประสงค์จะดำเนินธุรกิจบางประเภทในไทย โดยแบ่งธุรกิจเหล่านี้ออกเป็นสามประเภทหรือ “บัญชี” แนบท้ายกฎหมาย ธุรกิจในบัญชีหนึ่งคือธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการโดยสิ้นเชิง ซึ่งบัญชีนี้รวมกิจการวิทยุกระจายเสียง สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ การประมงในน่านน้ำไทย ฯลฯ โปรดสังเกตว่าชินคอร์ปเป็นเจ้าของกิจการสถานีโทรทัศน์ (ไอทีวี) ซึ่งเป็นธุรกิจในบัญชีหนึ่งดังกล่าว
บัญชีสองแนบท้าย พ.ร.บ. ต่างด้าว ประกอบด้วยธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ (เช่น อาวุธปืน) ศิลปวัฒนธรรมและจารีตประเพณี (เช่น การผลิตเครื่องดนตรีไทย) หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (เช่น การทำเหมือง) คนต่างด้าวที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจในบัญชีสองจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีก่อน
บัญชีสามแนบท้าย พ.ร.บ. ต่างด้าว ประกอบด้วยธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันกับคนต่างด้าว เช่น การค้าปลีกและการค้าส่งขนาดใหญ่ บริการทาง บัญชี วิศวกรรม และบริการอื่นๆ โดยทั่วไปยกเว้นธุรกิจที่กระทรวงพาณิชย์อนุญาตเป็นกรณีพิเศษ คนต่างด้าวที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจในบัญชีสามจะต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก่อน
แม้ว่าดูเหมือน พ.ร.บ. ต่างด้าว จะจำกัดเพดานการถือหุ้นของคนต่างด้าวในหลากหลายธุรกิจ กฎหมายฉบับนี้ก็เต็มไปด้วยข้อยกเว้นที่ช่วยอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ข้อยกเว้นเหล่านี้กำลังถูกผู้สังเกตการณ์หลายฝ่ายมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
ประการแรก มาตรา ๑๒ ใน พ.ร.บ. ต่างด้าวระบุว่า ธุรกิจของคนต่างด้าวที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาสร้างและเป็นเจ้าของ (ผู้ถือหุ้นใหญ่) โรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งซื้อและเป็นเจ้าของที่ดินในนิคมฯ ด้วย มาตราเดียวกันนี้ใน พ.ร.บ. ต่างด้าวยังอนุญาตให้ธุรกิจของคนต่างด้าวตามบัญชีสองและสามที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ได้รับการยกเว้นข้อจำกัดเรื่องเพดานการถือหุ้น
มาตราถัดไปคือมาตรา ๑๓ ใน พ.ร.บ. ต่างด้าว ระบุว่า “ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดเรื่องการถือหุ้น การเป็นหุ้นส่วนหรือการลงทุนของคนต่างด้าว... ให้ใช้บังคับตามกฎหมายดังกล่าว และมิให้นำความตามพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับในส่วนที่มีกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว” ดังนั้น บริการในธุรกิจโทรคมนาคม เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม และธุรกิจการบินในประเทศจึงอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. การเดินอากาศ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวมีข้อกำหนดเรื่องการถือหุ้นของคนต่างด้าวไว้เป็นการเฉพาะ
นอกจากนี้ มาตรา ๑๐ ใน พ.ร.บ. ต่างด้าว ระบุชัดเจนว่า คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามกรณี ได้รับยกเว้นจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ แม้ว่าจะประกอบธุรกิจตามบัญชีแนบท้ายก็ตาม ข้อยกเว้นข้อนี้เอื้อประโยชน์ให้บริษัทต่างด้าวในธุรกิจบริการหลายประเภท เช่น ธุรกิจที่ปรึกษา และที่ปรึกษากฎหมาย เข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเพดานการถือหุ้น
......
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสรุปผลการตรวจสอบธุรกรรมขายหุ้นชินคอร์ปว่า การถือหุ้นของคุณสุรินทร์ อุปพัทธกุล (เงินลงทุน 2.72 พันล้านบาท) เป็นการลงทุนแทนนิติบุคคลต่างด้าว คือ Fairmont Investments Group Inc. ซึ่งจดทะเบียนในหมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น การถือหุ้นดังกล่าว “น่าจะพอเชื่อได้ว่าเป็นการถือหุ้นแทนบริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อให้บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท แอสแพน โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเข้าถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยหลีกเลี่ยงมิให้บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นคนต่างด้าวเพื่อประกอบธุรกิจการเป็นที่ปรึกษาและบริหารงาน บริการให้เช่าและบริการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจบริการตามบัญชีสาม (21) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบ และเพื่อให้บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าไปถือหุ้นในบริษัทอื่นเพื่อประกอบธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบอีกด้วย”
รายงานฉบับดังกล่าวยังสรุปว่า “การถือหุ้นของนายพงส์ สารสิน นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ในบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นการถือหุ้นแทนหรือไม่” เนื่องจากบุคคลทั้งสองใช้แหล่งเงินทุนในประเทศในการซื้อหุ้นของบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด หนึ่งใน “บริษัทเฉพาะกิจ” ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อซื้อหุ้นชินคอร์ป
ในหนังสือเรื่อง 25 คำถามฯ ผู้เขียนได้วิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับสิทธิออกเสียงของหุ้น อำนาจการควบคุม และแหล่งเงินทุนของผู้ถือหุ้นฝ่ายต่างๆ จากมุมมองของนักการเงิน และสรุปว่าบริษัทกุหลาบแก้ว จำกัด และผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยบางราย น่าจะเป็นนอมินีให้กับบริษัทต่างด้าว แต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจำกัดนิยามของ “นอมินี” ไว้เพียงความเป็นเจ้าของเงินที่ใช้ในการลงทุนในหุ้น (ทุนจดทะเบียน) เท่านั้นในการตรวจสอบธุรกรรมชินคอร์ป ไม่ได้สรุปผลการใช้นอมินีจากอำนาจการควบคุมหรือสิทธิออกเสียง (แม้ว่าจะตรวจสอบประเด็นทั้งสองด้วย)
เรามองว่า การสรุปผลนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้องตามหลักการ เนื่องจาก พ.ร.บ. ต่างด้าวให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์ในการดู “ทุน” เท่านั้น นอกจากวิธีการตัดสินของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในธุรกรรมนี้จะตรงตามตัวบทกฎหมายแล้ว ยังเป็นการสะท้อนความระมัดระวังอย่างน่าชมเชย เนื่องจากหากกรมฯ สรุปผลการตรวจสอบจากประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากความเป็นเจ้าของเงินทุนแล้ว อาจก่อให้เกิดความสับสนและวุ่นวายในหมู่นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งก็จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม หลังจากคุณสุรินทร์ อุปพัทธกุล บุคคลซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าสรุปในรายงานว่า “น่าจะพอเชื่อได้ว่า” เป็นผู้ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการตรวจสอบชุดใหม่ให้ตรวจสอบประเด็นการถือหุ้นของคนต่างด้าวในบริษัทอีก 16 แห่ง กระทรวงพาณิชย์ก็ตกลงดำเนินการตามคำร้องดังกล่าว เราสามารถแบ่งบริษัททั้ง 16 แห่งที่คุณสุรินทร์เรียกร้องให้ตรวจสอบ เป็น 7 กลุ่มเพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ได้ดังนี้
กลุ่มที่หนึ่ง กิจการโทรคมนาคม ประกอบด้วย บริษัท ยูคอม บริษัท Bolero-Tak Wu Holdings บริษัท เทเลนอร์ และบริษัท Hutchison CAT Wireless Multimedia ผู้เขียนมองว่า การถือหุ้นของคนต่างด้าวในบริษัททั้งสี่นี้ไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ต่างด้าวเลย แต่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้นอมินี และหน่วยงานรัฐที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลของกฎหมายนี้คือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์
กลุ่มที่สอง สายการบินในประเทศ ประกอบด้วย บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (ไทยแอร์เอเชีย) และไทยสกายแอร์ไลน์ การถือหุ้นของคนต่างด้าวในธุรกิจนี้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. การเดินอากาศ ไม่ใช่ พ.ร.บ. ต่างด้าว (แม้ว่าธุรกิจการบินในประเทศจะอยู่ในบัญชีสองของ พ.ร.บ. ต่างด้าว แต่เนื่องจาก พ.ร.บ. การเดินอากาศมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการถือหุ้นของคนต่างด้าว จึงทำให้ต้องใช้กฎหมายนั้นแทน ตามมาตรา ๑๓ ที่ผู้เขียนอธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้) พ.ร.บ. การเดินอากาศยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้นอมินี และอย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่กำกับดูแลคือคณะกรรมการการบินพลเรือน กระทรวงคมนาคม ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์
กลุ่มที่สาม บริษัทค้าปลีก ประกอบด้วย บริษัท เซ็นคาร์ (คาร์ฟูร์) และบริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเต็ม (เทสโก้-โลตัส) บัญชีสามใน พ.ร.บ. ต่างด้าวกำหนดชัดเจนว่า กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมเฉพาะบริษัทในธุรกิจค้าปลีกที่มีทุนทั้งสิ้นน้อยกว่า 100 ล้านบาท เนื่องจากบริษัททั้งสองแห่งนี้เป็นบริษัทขนาดยักษ์ จึงไม่น่าจะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ต่างด้าว
กลุ่มที่สี่ วัสดุก่อสร้าง ประกอบด้วย บริษัท ซีเม็กซ์ (ประเทศไทย) และบมจ. ปูนซีเมนต์นครหลวง ทั้งสองบริษัทเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งไม่อยู่ในบัญชีหนึ่ง สอง หรือสามแนบท้าย พ.ร.บ. ต่างด้าว ธุรกิจในบัญชีเหล่านี้ที่ใกล้เคียงที่สุดคือ “ปูนขาว” ไม่ใช่ปูนซีเมนต์ การถือหุ้นของคนต่างด้าวในบริษัททั้งสองแห่งนี้อาจอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับอื่น แต่ไม่ใช่ พ.ร.บ. ต่างด้าว
กลุ่มที่ห้า การขนส่งทางบก บริษัทในกลุ่มนี้มีเพียง บริษัท ดีเอชแอล โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) ในรายชื่อบริษัท 16 แห่งที่กระทรวงพาณิชย์รับตรวจสอบ ธุรกิจของบริษัทนี้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. การขนส่งทางบก โดยหน่วยงานรัฐที่ควบคุมคือกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์
กลุ่มที่หก ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ประกอบด้วย บริษัท เคี่ยน หวู มาร์เก็ตติ้ง และบริษัท เอ็นเอ็นทีแอล (ประเทศไทย) ซึ่งบริษัททั้งสองแห่งนี้เป็นบริษัทในเครือของบริษัท เคี่ยน หวู (Qian Hu Corporation) บริษัทสิงคโปร์ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้ให้บริการปลาเลี้ยงสวยงามแบบครบวงจร” ธุรกิจสัตว์เลี้ยงไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ต่างด้าว โดยตรง แต่อาจเข้าข่ายเป็นส่วนหนึ่งของ “การเลี้ยงสัตว์” หรือ “การประมง” ซึ่งเป็นธุรกิจต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว (บัญชีหนึ่ง) ภายใต้ พ.ร.บ. ต่างด้าว
กลุ่มที่เจ็ด บริษัทอื่นๆ ประกอบด้วย บริษัท วิลลิช เซลส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง (ผลิตฉนวนสำหรับโรงงาน) บริษัท อิซูมิ เซนโคชะ (ประเทศไทย) (จัดโชว์และงานแสดงต่างๆ), และบริษัท บูรพาลุมพินีแลนด์ จำกัด (อสังหาริมทรัพย์) ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าธุรกิจทำฉนวนของบริษัท วิลลิชฯ นั้นอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ต่างด้าว หรือไม่ ถ้าอยู่ก็อาจนับเป็น “การก่อสร้าง” หรือ “บริการทางวิศวกรรม” ซึ่งเป็นธุรกิจในบัญชีสามของ พ.ร.บ. ต่างด้าว ในทำนองเดียวกัน ธุรกิจจัดโชว์และงานแสดง (event organizer) ของบริษัท อิซูมิฯ อาจนับเป็นส่วนหนึ่งของ “กิจการโฆษณา” ซึ่งอยู่ในบัญชีสามเช่นกัน
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าธุรกรรมหลักของบริษัท บูรพาลุมพินีแลนด์ นั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง พ.ร.บ. ต่างด้าวห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจ “ค้าที่ดิน” (เช่น เป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน) โดยเด็ดขาด (บัญชีหนึ่ง) แต่การถือครองที่ดินและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่ภายใต้กฎหมายที่ดินหลายฉบับ ซึ่งมีกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์
เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ในจำนวน 16 แห่ง (11 บริษัทในกลุ่มที่หนึ่งถึงห้า ตามการจัดหมวดหมู่ของผู้เขียนที่อธิบายไปแล้ว) ที่กระทรวงพาณิชย์รับว่าจะตรวจสอบการถือหุ้นตามคำร้องเรียนนั้น ไม่ได้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ต่างด้าว และหน่วยงานที่กำกับดูแลหลายบริษัทในธุรกิจเหล่านี้ก็ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้เขียนมองว่า การที่กระทรวงพาณิชย์รับตรวจสอบบริษัทดังกล่าว อาจเป็นเทคนิคการประวิงเวลาโดยคณะกรรมการตรวจสอบชุดใหม่ที่มีคุณยรรยง พวงราช เป็นประธาน มากกว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลและเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นทำให้เราเชื่อว่า การขยายขอบเขตการตรวจสอบเรื่องนอมินีไปสู่บริษัท 16 แห่งนั้น อาจเป็นความพยายามของหน่วยงานรัฐที่จะ “กลับลำ” ผลการตรวจสอบธุรกรรมชินคอร์ปของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือไม่ก็เป็นการทำให้ผลการตรวจสอบดังกล่าว ซึ่งน่าชื่นชมในการยึดมั่นในตัวบทกฎหมายทุกประกาศ กลายเป็นรายงานที่ “ไร้ความหมาย”
นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการตรวจสอบชุดใหม่ได้รับการแต่งตั้งในระดับกระทรวง ไม่ใช่ระดับกรม ทำให้ผู้สังเกตการณ์หลายรายมองว่า การตรวจสอบครั้งใหม่นี้เป็นการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ใครที่อ่าน พ.ร.บ. ต่างด้าว เพียงผิวเผินแล้วนำมาเทียบกับกิจการของบริษัททั้ง 16 แห่ง ก็จะเห็นแล้วว่า บริษัทเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้
การตัดสินใจของกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติจำนวนมากเกิดความสับสนและไม่มั่นใจในความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของกฎหมายไทย เสมือนเป็นการ “พนัน” เศรษฐกิจไทยทั้งระบบ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม “ใบสั่ง” มากกว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายตามครรลองคลองธรรมที่ถูกต้อง
หากความข้อนี้เป็นจริง ประชาชนทุกคนควรจะร่วมมือกันต่อต้าน และติดตามผลการตรวจสอบในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเงินลงทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจของชาติไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่เราควรจะยอมให้ใครมาจับเป็นตัวประกันเพียงเพื่อหวังผลทางการเมือง ด้วยการบิดเบือนกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ หรือด้วยวิธีการอื่นใดก็ตาม.
หมายเหตุ open online: ผลการตรวจสอบประเด็น ‘กุหลาบแก้ว’ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมข้อสังเกตบางประการ สามารถอ่านได้ ที่นี่



