storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


จาก United 93 ถึง SNAKES ON A PLANE อะไรอยู่บนฟ้า

- วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา -


ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง

เช้าวันที่ 11 เดือนกันยายน 2001 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบิน United Airlines ออกจากสนามบินล่าช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เหมาะแก่การเดินทาง เช้านั้นไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาจะไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง เพราะในเที่ยวบินนั้น มีผู้ก่อการร้ายสี่คนขึ้นเครื่องไปด้วย พวกเขามีระเบิดผูกติดตัว จี้ และสังหารนักบิน โดยมีเป้าหมายจะพาเครื่องบินพุ่งชนสถานที่สำคัญในอเมริกา อย่างไรก็ดี พวกเขาทำไม่สำเร็จ เครื่องบินตกลงบนทุ่งหญ้าในเพนซิลวาเนีย และเป็นเครื่องบินลำเดียวที่ไปไม่ถึงจุดหมาย

ทั้งหมดนี้คือเรื่องเล่า

หนุ่มนักโต้คลื่นนายหนึ่ง บังเอิญไปเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมอำมหิต เขาจึงต้องหนีตายไปพึ่งตำรวจ ร้อนถึง เอเย่นต์ ฟลินน์ FBI สุดเท่ ต้องพาตัวหนุ่มนายนี้ไปให้การที่ LA ไม่คาดคิด ระหว่างเดินทาง เจ้าพ่อ คิม กลับส่งงูพิษจำนวนมหาศาลขึ้นเครื่องมาด้วย โดยหวังว่ามันจะทำให้เกิดอุบัติโหดกลางอากาศ!

United 93 เป็นผลงานของ PAUL GREENGRASS เจ้าของหนังแอ็คชั่นเท่ๆ อย่าง BOURNE IDENTITY และ BOURNE SUPREMACY หนังถ่ายทำในรูปแบบราวกับสารคดี ไม่มีการเร้าอารมณ์ ไม่มีวีรบุรุษ ไม่มีผู้ร้าย ไม่มีพระเอก ไม่มีสาวเซ็กซี่ มีเพียงเหล่าผู้คนที่ในเช้าวันนั้นต่างตกใจทำอะไรไม่ถูก พวกเขาเพียงพยายามเอาชีวิตรอด พยายามที่จะช่วยเหลือกันและกัน หนังทำขึ้นโดยการประกอบชิ้นส่วนจากบันทึกของทางการ คำให้การของญาติผู้เสียชีวิต และข้อมูลที่มีอยู่ ค่อยๆประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อพาเราย้อนกลับไปร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น เผื่อว่าเราจะมองเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดบอดของโลกใบนี้

SNAKES ON APLANE เป็นผลงานของ DAVID R. ELLIS เจ้าของหนังเกรดบีมันๆอย่าง FINAL DESTINATION 2 (ที่มีวิธีตายเปรี้ยวๆ มากกว่าภาคแรก) หนังสร้างขึ้นตามแนวทางของหนังเกรดบีราคาถูก โหมประโคมตัวเองด้วยการโชว์ห่วยตั้งแต่ชื่อเรื่อง (ที่ฟังดูตลกๆ) พล็อตเรื่อง (งูบนเรือบิน .. อ้าว นี่มันชื่อหนังนี่หว่า) นักแสดง (SAMUEL L.JACKSON กับมาดเท่เถื่อน) สร้างชื่อตั้งแต่หนังยังไม่ออกฉายจนมีแฟนหนังคลั่งไคล้กลายเป็นกระแสในอินเทอร์เน็ต (ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องแรกนับจาก THE BLAIR WITCH PROJECT ที่มีกระแสรุนแรงขนาดนี้)

หลังจากออกฉาย ตัวหนังก็เป็นไปตามที่ต้องการจะเป็น มันเป็นหนังเกรดบีขนานแท้ที่สร้างจากคนที่รักหนังเกรดบี และดูหนังเกรดบีมาเป็นร้อยๆ เรื่อง หนังที่ว่าด้วยอะไรๆ ไร้เหตุผล แต่เดินหน้าสร้างความบันเทิงอย่างสุดตีน หนังอาจเต็มไปด้วยตัวละครงี่เง่า พล็อตเรื่องบ้าๆ บอๆ ที่ไม่สมจริง มีระเบิดภูเขาเผากระท่อม และฉากโป๊เล็กน้อยพอกระชุ่มกระช่วยคอหนัง (ซึ่งมักเป็นเด็กวัยรุ่นชาย) โดยมีกฎเหล็กคือ มันต้องบันเทิง (และระเบิดเถิดเทิง)อย่างมาก !!! (อัศเจรีย์ หลายๆตัว เป็นเทคนิคการเพิ่มความเป็นเกรดบี ให้กับบทความนี้)

นอกจากพล็อตที่เกี่ยวกับเหตุการณ์เลวร้ายบนเครื่องบินแล้ว หนังสองเรื่องนี้ก็เแทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน จะว่าไปแล้วหนังทั้งสองเรื่องแทบจะเรียกได้ว่าอยู่ในขั้วตรงข้ามของกันและกันเสียด้วยซ้ำ หากแต่ใช่หรือไม่ว่า สิ่งของที่เป็นขั้วตรงข้ามล้วนเป็นกระจกสะท้อนซึ่งกันและกันอยู่!

วิธีการของสารคดีคือวิธีการนำเสนอโดยตัดทอนการสร้างอารมณ์ร่วมทั้งหมด เพื่อมุ่งนำเสนอความจริงให้มากที่สุด ปล่อยให้ผู้ชมเสพรับ นำข้อมูลที่ได้ไปสร้างชุดความจริงในหัวเอาเอง ขณะที่ภาพยนตร์ (โดยเฉพาะหนังแอ็คชั่นจากฮอลลีวู้ด) นั้นมุ่งเน้นการเร้าอารมณ์อย่างโจ่งแจ้ง โดยใช้ทุกเทคนิคที่ทำได้ ทั้งการตัดต่อ การใช้ดนตรีประกอบ การสร้างสถานการณ์ special effect โหมประโคมเพื่อนำพาคนดูขึ้นไปอยู่ร่วมในจุดขีดขั้นของเหตุการณ์ตรงหน้า สองวิธีการนี้อาจมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่สะท้อนกันและกันอยู่ การรับรู้อารมณ์ร่วมถึงขีดสุด จะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวละครและผู้ชม และสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์นั้นที่ผู้ชมอาจไม่เคยมีส่วนร่วม (แม้บ่อยครั้งจะเป็นเพียงความฉาบฉวยลวงตา) ในขณะที่งานสารคดี จะให้ผู้ชมประกอบรวมชิ้นส่วนของเหตุการณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจด้วยการมองจากหลายๆ มุมมอง หลายๆ ตำแหน่ง

หาก United 93 คือหนังที่สร้างด้วยรูปแบบของสารคดี (แม้ไม่ใช่สารคดีจริงๆ) มันคือภาพสะท้อนความเป็นจริงของอเมริกา ทั้งในขณะนั้น และในขณะปัจจุบัน หลังหนังออกฉาย มีผู้ชมมากมายปฏิเสธที่จะเข้าชมหนังเรื่องนี้เพราะมันจริงเสียจนพวกเขาไม่คิดว่าจะทนรับได้ เพราะความจริงท้ายเรื่องคือเครื่องบินตก ผู้โดยสารทุกคนเสียชีวิต ขณะที่ SNAKES ON A PLANE ซึ่งมีผู้รอชมเป็นจำนวนมาก (และขึ้นอันดับหนึ่งใน box- office ทันทีที่ออกฉาย) ได้ทำหน้าที่เข้ามาเติมเต็ม จินตนาการของผู้ชมด้วยการสร้าง ฮีโร่พิทักษ์โลก ที่ยื่นมือเข้ามากอบกู้สถานการณ์ได้ทันเวลา คนที่สมควรตายตายลง คนดีๆ อาจต้องเสียสละบ้าง แต่โดยมากก็มีชีวิตรอด

ดังนั้น หนังทั้งสองเรื่องจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนภาพสะท้อน ระหว่างความจริงกับความฝันของผู้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชมชาวอเมริกัน ซึ่งมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้มากที่สุด แม้ว่าผู้เขียนไม่บังอาจวิเคราะห์สภาพสังคมเปราะบางของอเมริกาหลังเหตุการณ์ 11 กันยา ได้อย่างชัดเจน เพราะไม่ได้เป็นคนอเมริกันและไม่ได้อยู่ในสังคมนั้นจริงๆ แต่พิจารณาจากข่าวสาร และงานศิลปะ (ทั้งเพลง หนัง และหนังสือ) ก็จะพบว่า สังคมอเมริกันเต็มไปด้วยความหวั่นไหว หลายคนมุ่งเสพความบันเทิงชนิดสุดขั้ว (นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนคิดว่าทำให้ CHICAGO เฉือนชนะภาพยนตร์เรื่องอื่นไปคว้าออสการ์ในปีนั้น ) หลายคนมุ่งแสวงหาความดีงามอ่อนโยน (เหตุการณ์เดียวกันเกิดซ้ำใน A BEAUTIFUL MIND ภาพยนตร์ออสการ์ปีต่อมา) การมุ่งหาภาพฝันถูกตอบสนองด้วยอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างเต็มที่ ด้วยการสร้างหนังพาฝันชนิดเต็มที่ (เราจึงได้เห็นซุปเปอร์ฮีโร่อีกมากมายกลับมาโลดแล่นบนจอ) และ SNAKES ON A PLANE ก็เป็นหนึ่งในความพาฝันเหล่านั้น หนังเต็มไปด้วยความเร้าใจ เราถูกผลักเข้าไปสู่เหตุการณ์นั้น ก่อนที่หนังจะจบลงอย่างสมบูรณ์สวยงามเราจะกลับบ้านและคิดว่าเรื่องเลวร้ายผ่านไปแล้ว ดังนั้นในบางแง่มุม UNITED 93 และ SNAKES ON A PLANE จึงคือส่วนกลับระหว่างความจริงกับความฝัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 11 กันยา นั้น

หากพิจารณาเช่นนี้ SNAKES ON A PLANE ก็เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกที่อ่อนเหตุผล และพาฝัน แต่หากมองผ่านแง่มุมของภาพยนตร์ล้วนๆ โดยไม่เกี่ยวกับนัยยะทางสังคม SNAKES ON A PLANE เป็นหนัง Cult สุดขีดชนิดที่รอขึ้นทำเนียบหนัง Cult classics ได้เลย

หนัง Cult คืออะไร? จริงแล้วเป็นการยากที่จะพิจารณาว่าหนังเรื่องใดเป็นหนัง Cult และเอาเข้าจริงหนัง Cult ไม่ใช่ประเภทของหนัง หากแต่เป็นชื่อเรียกหนังที่สร้างปรากฏการณ์บางอย่างอย่างรุนแรงต่างหาก หนัง Cult มักเป็นหนังเล็กๆ ที่ขาดพร่องไปเสียทุกส่วน มีบทแย่ๆ การแสดงแข็งๆแบบ Over acting มีทุนน้อยจนข้าวของประกอบฉากดูกระจอกงอกง่อย บางเรื่องอาจเต็มไปด้วยความหยาบคาย อนาจาร หรือบางเรื่องเป็นหนังที่ออกมาแย่มากๆ จนชวนขำขณะดู แต่ในขณะเดียวกันภายใต้ความป่าเถื่อนของหนังเหล่านี้ หลายเรื่องเป็นความพาฝันที่แฝงนัยยะวิพากษ์สังคมอย่างเผ็ดร้อน บางเรื่องก็อาจไม่มีอะไรแต่ทำได้ถึงอารมณ์

คำว่า Cult อาจแปลตรงตัวได้ว่า การบูชาถึงระดับคลั่งไคล้ในลัทธิทางศาสนาซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง (1) ในทางภาพยนตร์เราก็อาจแปลได้ว่าเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน ดังนั้นหนัง Cult จึงมักถูกปฏิเสธโดยคนหมู่มาก แต่คนที่ชอบหนังมักชอบอย่างคลั่งไคล้ จนมีการสร้างกลุ่มก้อนเข้มแข็ง และพร้อมจะมีส่วนร่วมกับทุกกิจกรรมของหนัง หากจะยกตัวอย่าง ลองนึกถึงหนังลามกอนาจารที่มีฉากเด็ดคือ divine กะเทยร่างยักษ์ กินอุจจาระสุนัขสดๆ อย่าง PINK FLAMINGOS ของ JOHN WATERS หรือหนังเชือดเลือดสาดสุดเถื่อนของ TOBE HOOPER อย่าง THE TEXAS CHAINSAW MASSACRE หรือกระทั่งหนังศิลปะหนักของ ANDY WORHOL ก็สามารถจัดเป็นหนัง Cult ได้ช่นกัน

SNAKES ON A PLANE ก็ครบสูตรหนัง Cult เต็มที่ หนังถูกสร้างขึ้นโดยคนที่น่าจะเป็นแฟนและรู้รอบหนังเกรดบีจริงๆ หนังแอ็คชั่นประเภทที่หาเช่าได้ตามร้านเช่า หรือขายเป็นซองในราคา 39 บาท แต่ที่เหนือชั้นกว่าคือ SNAKES ON A PLANE ถูกสร้างเพื่อเย้ยหยันและล้อเลียนตัวมันเองอย่างเต็มที่ หากแต่การล้อเลียนกลับเป็นไปในแนวทางบูชาครูมากกว่าเหยียดหยาม ( เช่นเดียวกับที่ SCREAM ถูกสร้างขึ้นเพื่อล้อเลียนหนังสยองขวัญเกรดบีโดยเป็นหนังสยองขวัญเกรดบีด้วย)

หนังเปิดฉากด้วยภาพระยะไกล และสาวนุ่งน้อยห่มน้อยแบบเดียวกับหนังเกรดบีขายเซ็กซ์เป๊ะๆ แถมหนังยังเดินเรื่องอย่างฉับไว (และไม่ใส่ใจเหตุผล) เต็มไปด้วยฉากยั่วล้อมันๆ เช่น วิธีฉกของงู ที่ดู เถื่อน บ้า ฮา กว่าที่หนังประเภทเดียวกันจะกล้า เราสามารถเดาเหตุการณ์แทบจะทั้งหมดใน SNAKES ON APLANE ได้ รู้ได้เลยว่าใครจะตายจะรอด แถมหนังยังมีตอนจบแบบสุดแสนพิมพ์นิยมที่ทำกันมาในหนังแอ็คชั่นบนเครื่องบินนับร้อยเรื่อง หากแต่นั่นไม่ได้ทำให้หนังลดคุณค่าลง มันยั่วล้อตัวเองอย่างสะใจด้วยช่องโหว่ ที่ -จงใจ- ให้มีขึ้น (เพราะจนถึงตอนจบเราก็ไม่รู้ว่า งูขึ้นเครื่องมาด้ายยางงายยย!!!) และขณะเดียวกันก็พร้อมจะเป็นหนังขายอารมณ์ร่วมเต็มที่ ด้วยฉากสุดระทึกประดามีในหนัง!

ในขณะที่ UNITED 93 เดินหน้าด้วยวิธีการของสารคดีเต็มที่ ตลอดเวลาของหนังเราจะแทบไม่ผูกพันกับตัวละครตัวใดเลย ครึ่งแรกของหนังเป็นการอธิบายโครงสร้างคร่าวๆของหน่วยงานด้านการบินในเช้าวันนั้น ภาพการทำงานและศัพท์แสงเทคนิค แบ่งแยกผู้ชมออกจากหนังโดยสิ้นเชิง และเมื่อเรื่องดำเนินสู่ครึ่งหลัง หนังก็ยังคงเฉลี่ยบทให้กับนักแสดงถ้วนหน้า หนังเข้มข้นขึ้นตามความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมเต็มที่ทั้งที่รู้จุดจบ (ซึ่งอาจหมายความได้ว่าในช่วงครึ่งหลังหนังเริ่มละทิ้งความเป็นสารคดี มาสร้างอารมณ์ร่วมด้วยการตัดต่อ และสถานการณ์)

เมื่อเรื่องจบลงเราก็แทบไม่รู้จักชื่อตัวละครเลย ไม่ว่าผู้โดยสาร หรือผู้ก่อการร้าย เราเพียงจดจำว่าพวกเขาคือผู้โดยสารในเที่ยวบินมรณะที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนในช่วงวินาทีสุดท้าย แต่ใช่ว่าหนังจะแตะต้องตัวละครเพียงผิวเผิน เพราะหนังให้เราได้เห็น ตัวละครมนุษย์ที่เจ็บปวด หวาดกลัว ฉากท้ายๆ ของหนังทุกคนเรียกร้องหาพระเจ้าของตน ทั้งผู้ก่อการร้ายและผู้โดยสาร ไม่ว่าเขาจะมีพระเจ้าองค์เดียวกันหรือไม่ ในวินาทีนั้นทุกคนเสมอเหมือนและเท่าเทียมกัน เป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่พ่ายแพ้เท่าๆ กันความไม่พยายามสร้างอารมณ์ร่วมใดๆ ทำให้หนังสร้างอารมณ์มากมายให้กับผู้ดู และตั้งคำถามมากมายทิ้งไว้ในหัว

อย่างไรก็ดี หนังทั้งสองเรื่องนี้กลับเป็นหนังที่เราต้องรับชมอย่างระวังระไวอย่างยิ่ง!

MICHEAL HANEKE ผู้กำกับชาวออสเตรีย นักทำหนังตบกะโหลกคนดูอย่าง HIDDEN หรือ FUNNY GAMES เคยให้สัมภาษณ์ถึงหนังสารคดีไว้ว่า ในบรรดาหนังทุกประเภทหนังที่เขารู้สึกกลัวที่สุดคือหนังสารคดี เพราะสารคดีมักอ้างตัวถึง -ความจริง- หนังสารคดีมักเสนอตัวในฐานะการประกอบเหตุการณ์ขึ้นจากความจริงพวกเขาเพียงถ่ายข้อเท็จจริงมานำเสนอ แต่ -ข้อเท็จจริง- แต่ข้อเท็จจริงนั้นคือความจริงหรือไม่

เพราะที่แท้สารคดี คืองานที่พูดถึงความจริงซึ่งถูกคัดกรองเรียบร้อยโดยทรรศนะของผู้สร้าง ชุดความจริงที่ปรากฏในสารคดี ไม่ใช่อื่นใดนอกจากชุดความจริงลวงที่นำมาตะล่อมให้เป็นไปตามความคิดความตั้งใจและสมมติฐานของคนทำ ปัจจัยแม้เพียงเล็กน้อยที่หายไปจากจอ อาจส่งผลบิดเบือนความจริงอย่างรุนแรง หากแต่เพราะสารคดี ปิดฉลากที่เรียกว่า -ความจริง- นั่นทำให้มันถูกยึดถือในฐานะความจริง (ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) และผลลัพธ์ไม่ใช่อื่นใดนอกจาการยึดติดอยู่ใน ความจริงลวง

ใน United 93 (ซึ่งเราอนุมานวิธีการว่าเป็น รูปแบบของสารคดี แต่ต้องไม่ลืมว่ามันเป็นหนัง!) การฉายเพียงภาพตัวละครพยายามเอาตัวรอดบนเที่ยวบินมรณะ ทำให้หนังละเลยประเด็นที่มาที่ไปออกไปทั้งหมด ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นี้ เบื้องหน้าเบื้องหลังเที่ยวบินมรณะเกิดอะไรขึ้น มันถูกแล้วที่หนังเป็นเช่นนั้นเพราะมันทำขึ้นเพื่อร่วมรำลึกถึงผู้โดยสารในเที่ยวนั้น แต่หากพิจารณาเพียงเฉพาะตัวหนัง แม้ไม่ได้จงใจแต่อดสร้างความรู้สึกไม่ได้ว่าผู้ก่อการร้ายคือผู้ร้ายที่คร่าทำลายชีวิตผู้คนเพื่อรับใช้พระเจ้าที่อาจไม่มีจริง แน่นอน หนังไม่ได้ขับเน้น หรือแม้แต่ตั้งใจ แต่นี่คือความรู้สึกที่ควรระวังระไวไม่ให้มันกลายเป็นอคติไม่ใช่หรือ

ขณะเดียวกัน ใน SNAKES ON A PLANE แม้หนังจะยืนพื้นเป็นความบันเทิงไร้สาระ แต่การสนุกไปกับหนังอย่างเต็มที่ อาจทำให้เราเผลอไผลถึงความจริงที่ว่า ฮีโร่นั้นไม่มีจริง เราต้องไม่ลืมว่าลักษณะการคลั่งซุปเปอร์ฮีโร่ เป็นลักษณะ ที่อเมริกามอมเมาผู้คนของตนและโลกเสมอมา นับจากการทำตัวเป็นผู้พิทักษ์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ตำรวจโลกในปัจจุบัน ล้วนถูกหล่อเลี้ยงโอบอุ้มด้วยทัศนคติเรียกร้องหาวีรบุรุษมาโดยตลอด เราถูกทำให้เชื่อว่าจะมีใครสักคนเข้ามาจัดการเรื่องราวเลวร้ายในโลกนี้ เราคิดว่า บางทีโลกเราควรมีซุปเปอร์แมน โดยลืมคิดไปว่า เราต่างหากที่ควรช่วยเหลือตัวเอง เอเยนต์ ฟลินน์ในหนังอาจเป็นคนเถื่อนถ่อย แต่เขาช่วยทุกคน เราได้รับความบันเทิงเริงใจและฝันเอาว่าเราคือเอเย่นต์ฟลินน์บนจอ แต่พอเราเจอเรื่องเลวร้าย เจองูบนเรือบินชีวิตของเราเอง ที่เราทำ ไม่ใช่การแปลงร่างเป็นเอเยนต์ฟลินน์ หากคือการเรียกร้องหาเอเยนต์ฟลินน์ โดยไม่พยายามจะช่วยตัวเอง และนั่นคือความระวังระไวในหนังที่เราควรตื่นตัวไว้ตลอดเวลา!

5 ปีล่วงมาแล้ว นับจากเหตุการณ์เลวร้ายในวันที่ 11 กันยา หลายคนยังคงเฝ้าฝันถึงวีรบุรุษ บางคนตั้งคำถามซ้ำซากถึงความดีความงามความจริง บางคนก็พ่ายแพ้ บางคนพยายามจะมีชีวิตอยู่สืบต่อไป ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ที่เราต้องทำมากที่สุด อาจคือการสร้างความเข้าใจ ทั้งต่อความจริง และความฝัน


หมายเหตุ

(1) อ่านเรื่องหนังคัลท์ได้ ที่นี่



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter