storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


เบี้ยกุดชุม บุญกุดชุม

- ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ -


ชื่อของอำเภอ “กุดชุม” จังหวัดยโสธร เป็นที่รู้จักในหมู่เอ็นจีโอและคนทำงานชุมชน เพราะที่นั่นมีกลุ่มชาวบ้านที่เข้มแข็งและมีชื่อเสียงมากว่าสองทศวรรษ กลุ่มชาวบ้านตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม มีกลุ่มสมุนไพร มีโรงสีชุมชนเป็นของตนเองมานาน มีการทำข้าวอินทรีย์ส่งออกไปประเทศยุโรป ที่สำคัญคือ มีผู้นำชาวบ้านที่เป็นปราชญ์และเป็นที่รู้จักอย่างพ่อมั่น พ่อวิจิตร

แต่สำหรับภาครัฐแล้ว กุดชุมเคยเป็นแดนสีชมพูในยุคปราบคอมมิวนิสต์ และเมื่อเกือบทศวรรษที่ผ่านมา กุดชุมก็มีชื่อเสียงอีกครั้งจาก “เบี้ยกุดชุม” ที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องลงมาดูด้วยความตื่นตระหนกว่า ชุมชนเขาทำอะไรกันอยู่

“เพิ่งตนเอง ส่างมิตรไมตรี
พืชผักมีพ้อมกับของใซ่
เก็บออมแลกเปลี่ยนกะได่
เงินบ่ไหลออกไปทางนอก”

บทกลอนสั้นๆ นี้ ชาวบ้านเขียนขึ้นและปรากฎอยู่ที่มุมบนขวาของกระดาษเคลือบมันฉบับหนึ่งขนาดเท่าๆ ธนบัตร ครั้งหนึ่งชาวบ้านเรียกบัตรนี้ว่า “เบี้ยกุดชุม” ส่วนทางด้านซ้ายของบัตรเป็นภาพชาวบ้านกำลังทำบุญที่วัดซึ่งวาดโดยเด็กหญิงชาวกุดชุมคนหนึ่ง ทั้งบทกลอนและภาพวาดนั้นสะท้อนวิถีชีวิตเรียบง่ายและสงบสุขของชาวบ้านที่มีแนวคิดพึ่งตนเอง พอมีพอใช้ และเก็บออมเงินบาท

สิ่งที่ชาวบ้านทำในครั้งนั้นคือ สร้าง “เบี้ยกุดชุม” เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนเพื่อใช้ในชุมชนของตนเอง น่าตกใจที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ปี 2542) ตีความว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายและห้ามชาวบ้านใช้ “เบี้ยกุดชุม” นี้ ต่อมาเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยพอเข้าใจเจตนาของชาวบ้าน จึงมีการผ่อนผันให้ชาวบ้านใช้ “สื่อในการแลกเปลี่ยน” ของพวกเขาเองได้ แต่ชาวบ้านต้องเปลี่ยนการใช้ภาษาจากคำว่า “เบี้ยกุดชุม” เป็น คำว่า “บุญกุดชุม” ไม่ใช้คำว่า “ธนาคาร” และ “เงิน” และยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อีก ก่อนที่ชาวบ้านจะสามารถใช้ “บุญกุดชุม” ได้อีกครั้งเมื่อประมาณปี 2546

ในขณะที่คำว่า “เบี้ย” ในภาษาอีสานหมายถึง “ต้นกล้า” การเปลี่ยนมาใช้คำว่า “บุญ” ก็ยังสื่อความหมายของหลักการสร้างระบบแลกเปลี่ยนชุมชน คือการให้ การช่วยเหลือกันในชุมชน

แม้เหตุการณ์จะล่วงเลยมาหลายปี แต่น่าเสียใจที่คำพิพากษาครั้งนั้นสร้างบาดแผล ความหวาดระแวง และทำให้ชาวบ้านขาดความเชื่อมั่นในตนเองมาจนทุกวันนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็คงมิได้รับรู้ถึงผลทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านเคยมีแผนว่าจะใช้ “เบี้ย” ในหลายหมู่บ้านของตำบลนาโส่ ในปัจจุบันมีการใช้ “บุญ” แต่ที่หมู่บ้านสันติสุข มีผู้ถือบุญเพียงประมาณ 20 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 200 บุญ

ตามหลักการ “บุญกุดชุม” ทำหน้าที่เป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการภายในชุมชน เงินบาทเป็นสิ่งหายากสำหรับชาวบ้าน เดิมเมื่อชาวบ้านได้เงินบาท ก็มักจะใช้จ่ายออกไปนอกชุมชน แต่ถ้าชาวบ้านใช้ “บุญ” บุญนี้ใช้นอกชุมชนไม่ได้ ชาวบ้านก็จะใช้บุญเพื่อหาซื้อสิ่งของในชุมชนแทน เกิดการกระตุ้นการผลิตในชุมชนให้หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนเอง เป็นการลดการไหลออกของเงินบาทและสร้างการพึ่งตนเองในชุมชน

ชาวบ้านกุดชุมมีแนวคิดชัดเจนเรื่อง ชุมชนเข้มแข็ง การพึ่งตนเอง และการลดการไหลออกของทุนชุมชน (คน ทรัพยากรธรรมชาติ และเงินตราที่ไหลออกไปสู่ภาคเมือง) มาตั้งแต่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ก่อนที่ใครต่อใครรวมทั้งภาครัฐจะหันมาตระหนักถึงความสำคัญของแนวทางชุมชนเข้มแข็ง เมื่อชาวบ้านกุดชุมกำลังหา “เครื่องมือ” เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ก็ประจวบเหมาะกับการได้แนวคิดเรื่องการสร้าง “เงินตราชุมชน” มาจากเอ็นจีโอต่างประเทศที่ลงมาอยู่ในหมู่บ้าน

การสร้างเงินตราชุมชนไม่ใช่ของใหม่ ในต่างประเทศทั้งแคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา และอีกหลายประเทศ (แต่นักวิชาการไทยที่ไปเรียนสูงๆ จากต่างประเทศก็ไม่เคยรู้ เพราะไม่มีโอกาสได้สัมผัสชาวบ้านเท่าไร) ที่ญี่ปุ่น มีเงินตราชุมชนรูปแบบต่างๆ มากมายกระจายอยู่กว่า 100 ชุมชนทั่วประเทศ โทรทัศน์เอ็นเอชเคของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้ถ่ายทำเรื่องเงินตราชุมชนออกเผยแพร่ทั่วประเทศ ทำให้หมู่บ้านอื่นๆ ทดลองทำตาม รวมทั้งหมู่บ้านท่องเที่ยวแห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโออิตะต้นตำรับหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ “รัฐบาลไม่ได้เข้ามายุ่งอะไร” ประธานกลุ่มซึ่งใช้เงินตราชุมชน “ยูฟุ” บอก

ชาวบ้านกุดชุมอาจจะก้าวหน้าเกินไปที่เริ่มระบบนั้นในประเทศไทยตั้งแต่ที่รัฐยังไม่พูดถึงเรื่อง ชุมชนเข้มแข็ง

“ชาวบ้านถูกฝรั่งหลอก บอกให้ทำแล้วก็ทิ้งไป” ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งบอก เราฟังแล้วได้แต่อึ้ง บางทีท่านผู้นั้นคงไม่รู้ว่า ชาวบ้านโดยเฉพาะปราชญ์จากกุดชุมคิดอะไรลึกซึ้งกว่าที่ท่านคิดมาก

ทุกวันนี้ ชาวบ้านสันติสุขยังคงใช้ “บุญ” อยู่ โดยใช้ที่ตลาดนัดแลกเปลี่ยนในหมู่บ้านสัปดาห์ละครั้ง ขนาดของตลาดเล็กเกินกว่าที่จะส่งผลจริงจังต่อเศรษฐกิจชุมชน แต่ชาวบ้านบางคนก็เห็นว่าได้ลดรายจ่ายจริง เพราะใช้เงินบาทคู่กับ “บุญ” ในการซื้อสิ่งของที่ผลิตหรือหาได้ในพื้นที่ เช่น แทนที่จะซื้อน้ำเต้าหู้ 5 บาท ก็จ่ายเพียง 4 บาท กับ 1 บุญ เหมือนกับได้ส่วนลด 1 บาท สำหรับคนที่ขยัน ประหยัด อดออม อย่างแม่สอน ส่วนลด 1 บุญนี้มีความหมายมาก

มีความคาดหวังที่จะนำ “บุญ” ไปใช้ที่ร้านสหกรณ์ รวมถึงการนำ “บุญ” จากบ้านสันติสุขไปใช้ซื้อแกลบรำที่โรงสีชุมชนจากบ้านโสกขุมปูนเพื่อนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนโรงสีก็จะได้ใช้ “บุญ” ที่รับมานั้น ไปซื้อผักปลาจากบ้านสันติสุขเพื่อนำมาประกอบอาหารเป็นสวัสดิการให้แก่สมาชิกที่มาช่วยแรงงานที่โรงสี “บุญ” จะเป็นสื่อในการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ในชุมชน และสร้างความสัมพันธ์อันดี การช่วยเหลือกันของคนในชุมชนด้วย

ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เราเข้าไปเยี่ยมชาวบ้านที่ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุมอีกครั้ง บ้านโสกขุมปูนเป็นหมู่บ้านใหญ่ ส่วนบ้านสันติสุขเป็นหมู่บ้านเล็ก เงียบสงบ และสันติสุขสมชื่อ ไม่มีโรงเรียน ไม่เห็นเด็กเล็กๆ ตอนกลางวันทุกคนออกไปนา จนกระทั่งย่ำค่ำทุกคนจึงกลับมา

คืนหนึ่งเราคุยกันเรื่องการเชื่อมโยงการใช้ “บุญ” ไปที่ร้านสหกรณ์เล็กๆ ในหมู่บ้านและที่โรงสีชุมชนขนาดใหญ่ที่บ้านโสกขุมปูน

“จะเอา ‘บุญ’ ไปใช้นอกหมู่บ้าน(สันติสุข)ได้หรือ ไม่ผิดหรือ?” แม่พรถามขึ้นด้วยความกังวลเมื่อเราคุยกันในคืนนั้น เหตุการณ์ที่เหมือนฝันร้ายครั้งนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของแม่พร

“ไม่หรอกนะ” อีกคนหนึ่งในที่ประชุมกรรมการ “บุญกุดชุม” ตอบแล้วเสริมต่อว่า

“ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นมาดูเรื่อง ‘บุญ’ ทางการเขาอยากจะมาต่อยอด” ต่อยอดก็คือทำให้ดีขึ้นและอาจรวมถึงขยายผล

แม่พรทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

วันรุ่งขึ้น เราตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า เตรียมตัวออกจากบ้านสันติสุขไปเยี่ยมชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่บุรีรัมย์ แต่ตื่นเช้าของเราก็ยังสายกว่าชาวบ้านคนอื่นๆ สมาชิกกลุ่มแม่บ้านตื่นตั้งแต่ตีสี่ไปช่วยกันทำน้ำเต้าหู้ส่งตามบ้าน (ทำให้นึกเทียบกับสาวยาคูลท์) หลายบ้านลงนาไปถอนหญ้าแล้ว เรานึกถึงยายคนหนึ่งที่เคยบอกว่า แกไม่มีวัวจึงไม่รู้จะเอาหญ้าที่ถอนไปทำอะไร แต่ตอนนี้แกเกิดความคิดขึ้นว่า จะถอนหญ้าไปแลก “บุญ” จากเจ้าของวัว หากทว่า...จนบัดนี้ แกก็ยังไม่ได้ทำอย่างที่คิดสักที

บ้านสันติสุขเงียบสงบเมื่อเราจากมา นาข้าวเขียวขจีดูสวยสบายตา คนที่เป็นเจ้าของหยาดเหงื่อแรงงานคงจะปลื้มใจ แต่ความรู้สึกดีๆ นั้นก็เปลี่ยนเป็นความเศร้าใจได้ทันทีเมื่อคิดว่า นาข้าวสวยๆ นี้จะอยู่งอกงามจนถึงวันเก็บเกี่ยวหรือไม่ หากคืนพรุ่งนี้ฝนตกห่าใหญ่เหมือนเมื่อสองวันก่อนและตกอย่างต่อเนื่อง...ก็อาจจะไม่มีอะไรเหลือเลย

ชีวิตของชาวบ้านอยู่กับความเสี่ยงที่ตัวเองกำหนดไม่ได้ ทั้งดินฟ้าอากาศ ราคาตลาด แล้วยังนโยบายของรัฐอีก

นายกรัฐมนตรีโชคดีที่ได้แรงเหวี่ยงจากกระแสชุมชนท้องถิ่นนิยม สามารถเอาความคิดแนวทางที่สั่งสมงอกงามจากปราชญ์ชาวบ้านและเอ็นจีโอหลายอย่างมา “ดัดแปลง” เป็นนโยบายของรัฐ แต่แท้จริงแล้วนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้รู้จักชาวบ้านสักเท่าไร จึงได้ยกตนเองเป็นตัวอย่างว่า รวยได้เพราะเคยเป็นหนี้ นายกฯอาจจะทำเป็นไม่รู้ว่า เป็นหนี้โดยทำธุรกิจที่มีสิทธิ์ผูกขาด กับเป็นหนี้เพราะทำนาที่ไม่สามารถกำหนดอะไรได้เลยนั้น ทางรอดจากกับดักหนี้มันต่างกันโดยสิ้นเชิง

เราออกจากกุดชุมมาด้วยความหวังว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยุคนี้ คงจะช่วยลดรอยแผลเก่าให้กับชาวบ้านกุดชุมได้บ้าง เผื่อว่าชาวบ้านจะได้ลองใช้ “บุญ” เป็นเครื่องมือไว้สู้กับรอยแผลใหม่ที่กลายเป็นเรื้อรังจากภาวะค่าใช้จ่ายและหนี้สินที่งอกเงยขึ้นทุกวัน.. ทุกวัน




  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter