storythai diary blog directory
home about openbooks openhouse october opendragon


อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล มนุษย์ทดลอง

- นราวุธ ไชยชมภู เรื่อง ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ภาพ -


จอเบื้องหน้าว่างเปล่า

ผู้คนทยอยเข้ามาในแสงมืดปนสว่าง สองเท้าก้าวลงบนผืนพรมสีแดง ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศพัดกระทบร่างกาย แต่ละคนต่างสอดส่ายสายตาหาที่นั่ง พอเดินไปถึงเก้าอี้ที่มีหมายเลขตรงกับตั๋วในมือแล้ว ก็ค่อยๆ จ่อมจมตัวเองลงบนเบาะ

ความกระหายในภาพเคลื่อนไหวอันหรรษาลอยเกลื่อนในบรรยากาศ

28 ธันวาคม พ.ศ. 2438, ภาพยนตร์ของพี่น้องลูมิแยร์ออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ณ Grand Café ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

“ภาพยนตร์เป็นประดิษฐกรรมที่ไร้อนาคต” หลุยส์ ลูมิแยร์วิจารณ์ผลงานตัวเอง

110 ปีต่อมา, แม้เวลาจะพิสูจน์ไม่ได้ทุกอย่าง แต่การเดินทางของเข็มสั้น-ยาวก็ตัดสินแล้วว่าคำพูดดังกล่าวไม่จริง ภาพเคลื่อนไหวยังเคลื่อนที่ต่อไปโดยไม่มีทีท่าจะหยุด

วันพรุ่งนี้ของภาพยนตร์จะตื่นตาตื่นใจหรือน่าเบื่อหน่าย ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาพยนตร์ทดลอง ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาพเคลื่อนไหวให้ก้าวหน้าอย่างสร้างสรรค์

ขณะที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเดินย่ำอยู่กับที่จนน่ารำคาญ มนุษย์ในสายพันธุ์ทดลองกลับพยายามเสาะแสวงหาทางสายใหม่

จากภาพยนตร์เงียบขาวดำในยุคแรก ภาพเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ทั้งเนื้อหาและวิธีนำเสนออย่างไม่หยุดหย่อน จนตอนนี้โลกภาพยนตร์กำลังตื่นเต้นกับ ‘แมชินีม่า’ หนังดิจิตอลที่ใช้ตัวละครและฉากของเกมคอมพิวเตอร์

ตัดมาที่วงการภาพยนตร์ไทย

หลายคนเชื่อว่าวงการหนังบ้านเรากำลังคึกคักคึกครื้น เนื่องจากการ ‘โกอินเตอร์’ ไปกอบโกยรายได้ในต่างประเทศ แต่เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุลมองว่าวงการหนังบ้านเราน่าเบื่อมาก

เจ้าของทรรศนะนอกคอกคนนี้เป็นหนึ่งในนักทำหนังไม่กี่คนในบ้านเราที่ทำงานนอกระบบสตูดิโอ ‘สัตว์ประหลาด’ ภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่สี่ของเขาได้รับรางวัล Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2547 ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติของวงการภาพยนตร์โลก

นอกจากทำภาพยนตร์ขนาดยาวแล้ว อภิชาติพงศ์ยังทำหนังสั้น และงานศิลปะวิดีโอแนวติดตั้งจัดวางด้วย โดยทุกผลงานของผู้กำกับไทยที่ได้รับเสียงชื่นชมในระดับนานาชาติล้วนมีส่วนผสมของการทดลอง

ความสว่างลดลงทีละน้อย ทีละน้อย จนเหลือเพียงความมืด

เครื่องฉายหนังสาดแสงผ่านแผ่นฟิล์มไปยังจอขนาดใหญ่

แล้วภาพเคลื่อนไหวก็โลดแล่น


1

ฉาก สำนักงาน คิก เดอะ แมชชีน ซอยลาดพร้าว 15

กลางวัน

ภาพ long shot ถ่ายให้เห็นเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมโดยรวม

ห้าหกเจ็ดคนต่างง่วนอยู่กับงานของตัวเองตามมุมต่างๆ ของออฟฟิศ มุมหนึ่ง-อภิชาติพงศ์กำลังสุมหัวคุยกับพนักงานขายรถยนต์ เขาเพิ่งกลับจากการไปเขียนบทภาพยนตร์เรื่องใหม่ ที่จังหวัดกาญจนบุรี

หลังเสร็จธุระ ผู้กำกับหนุ่มเดินมานั่งที่โต๊ะ ซึ่งมีนักข่าวนิตยสารรออยู่ก่อนแล้ว

ภาพ medium shot ถ่ายประมาณครึ่งตัว เพื่อให้เห็นรายละเอียดของตัวละครมากขึ้น

อภิชาติพงศ์ยิ้มใจดี พลางบอกว่า “พร้อมแล้ว ถามได้เลยครับ”

“เขียนบทถึงไหนแล้วครับ” นักข่าวนิตยสารเริ่มต้นการพูดคุยด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย เพราะตื่นเต้น

“เสร็จแล้ว” เขาตอบทันที

“โล่งอกเลยใช่ไหม”

ผู้กำกับหนุ่มหัวเราะแทนคำตอบ

“ทำไมถึงต้องไปเขียนบทที่เมืองกาญจน์ ที่นั่นเป็นโลเกชั่นถ่ายทำหรือเปล่า”

“ไม่ๆ จะถ่ายที่กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด แต่ยังไม่สรุปว่าที่ไหน ขอความสงบเฉยๆ”

“คุณมีวิธีการเขียนบทอย่างไร”

“มันจะค่อยๆ ชัดขึ้น เรื่องนี้ผมกะทำงานกับนักแสดงเยอะๆ ให้เขาเป็นคนทำให้หนังเป็นจริงมากขึ้น ดังนั้นพอเลือกตัวแสดง ได้เห็นบุคลิกและการพูดคุยของนักแสดงแล้ว ผมจะรู้เรื่องของหนังมากขึ้น หนังจะพัฒนาตลอด ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่ามุมกล้องเป็นแบบไหน ระหว่างถ่ายทำน่าจะรู้ ค่อนข้างสดพอสมควร

“ผมจะคุมในสิ่งที่จำเป็นต้องคุม เพราะงบมีจำกัด ต้องดูงบด้วยว่ามีเท่าไหร่ หนังเรื่องนี้อาจขึ้นไปถ่ายภาคเหนือไม่ได้ อาจได้แค่ภาคกลาง บทหนังจะถูกกำหนดโดยงบประมาณด้วย แล้วการถ่ายทำค่อนข้างจะตามตาราง แต่เวลานักแสดงแสดง ผมค่อนข้างเรื่องมากพอสมควร สิ่งที่อยากได้ที่สุดคืออยากมีเงินเหมือน” เขาหยุดนิดหนึ่ง “เหมือนท่านมุ้ย ได้เงินจากราชินีช่วย ถ้าได้แบบนั้น ผมจะรอจนกว่าอารมณ์นักแสดงจะพร้อมจริงๆ เพราะผมเน้น บางทีทำแบบนั้นไม่ได้ มีเงินเท่านี้ ถ้าวันนี้ไม่ถ่ายให้ได้ตามตาราง หนังจะล่ม

“แต่ก่อนรู้สึกว่ายิ่งหนังทุนต่ำ ยิ่งข้อจำกัดเยอะ ก็จะยิ่งหลีกหนีวิธีเดิมๆ แล้วทำให้หนังสดขึ้น ตอนนี้ถ้ามีเงินเยอะก็ดีวะ เพราะทำให้ปัญหาบางอย่างหายไป และมีพื้นที่ในการทดลองมากขึ้น รอแป๊บหนึ่งนะ ผมต้องไปทำงานก่อน”

อภิชาติพงศ์ลุกจากเก้าอี้ เดินออกไปจากเฟรมภาพ

ภาพ long shot

เขาเปิดประตู แล้วก้าวเข้าอีกห้อง


2

“ภาพยนตร์คือความมหัศจรรย์”

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล


3

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กชายคนหนึ่งลืมตาดูโลกที่เมืองแซลเบิร์ก ประเทศออสเตรีย เด็กน้อยเริ่มเรียนดนตรีตอน 3 ขวบ เริ่มแต่งเพลงตอน 5 ขวบ พออายุ 13 ปีก็จัดคอนเสิร์ตของตัวเอง พร้อมกับตะเวนแสดงทั่วยุโรป เขาเรียบเรียงดนตรีทุกชนิด ทั้งซิมโฟนี โอเปร่า เพลงเต้นรำ และดนตรีที่ใช้ในศาสนา มีผลงานเกือบ 800 ชิ้น ก่อนจะเสียชีวิตเมื่ออายุ 35 ปี จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าหลุมฝังศพของโวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท อยู่ที่ไหน

กาลครั้งหนึ่งที่กำลังจะถึงนี้-พ.ศ. 2549 รัฐบาลออสเตรียจะจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบวันเกิด 250 ปีของโมสาร์ท โดยการจัดกิจกรรมศิลปะหลากแขนง ไม่ว่าละครเพลง ดนตรี และภาพยนตร์ ซึ่งหนึ่งในหกภาพยนตร์ที่ได้ทุนสร้างจากงานนี้คือภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่ 5 ของอภิชาติพงศ์

“หนังเรื่องใหม่ชื่อ Intimacy แปลว่าความอบอุ่น ความใกล้ชิด ยังคิดชื่อภาษาไทยไม่ออก ใครคิดได้ ช่วยส่งมาให้ด้วย” เขาหัวเราะ

ผู้กำกับวัย 35 ปีเล่าว่าโจทย์ที่ได้รับพร้อมทุนสร้างคือภาพยนตร์จะต้องมีแก่นเรื่องที่สื่อถึงความเป็นโมสาร์ทด้วย

“ผมไม่อยากใช้ดนตรีของโมสาร์ท เพราะไม่ใช่คนที่ชอบฟังเพลงคลาสสิก แต่ผมรู้สึกว่าดนตรีของโมสาร์ทพูดถึงการเวียนว่ายตายเกิด การมองอนาคตเพื่อก้าวสู่โลกใหม่ด้วยการเรียนรู้จากโลกเก่า ซึ่งโดนใจมาก ผมเลยเลือกตีมนี้ แล้วโมสาร์ทก็พูดถึงความมหัศจรรย์ ความลึกลับด้วย ผมเลยเสนอว่าการมีชีวิตธรรมดาคือความมหัศจรรย์ โดยเอาความทรงจำของตัวเองที่มีต่อพ่อแม่ ซึ่งเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลขอนแก่น เป็นเรื่องราวก่อนที่หมอสองคนจะรักกัน

“หนังเรื่องนี้จะทดลองนิดหนึ่งในแง่สถาปัตยกรรม เปรียบเทียบเรื่องราวที่เกิดในสถาปัตยกรรมแบบเก่ากับแบบใหม่ เรื่องจะซ้ำกัน แต่เปลี่ยนสถานที่เฉยๆ อยากให้คนดูรู้สึกถึงการที่มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตัวละครจะพูดถึงความทรงจำ แล้วจินตนาการถึงอนาคตว่าชีวิตจะเป็นยังไง หรือชีวิตที่ผ่านมามีค่ายังไง เน้นเกี่ยวกับความสุขง่ายๆในชีวิต เช่น การคุย การเดิน”

“ทำไมถึงสนใจประเด็นนี้”

“มันเป็นสิ่งที่ผมสนใจมาตลอดอยู่แล้ว ผมสนใจมนุษย์ อยากรู้ว่าความเป็นมนุษย์คืออะไร อย่างสุดเสน่หาหรือสัตว์ประหลาดก็พูดถึงความไร้สาระของชีวิต เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ถึงเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ให้คนดูรู้สึกถึงความเป็นไปของชีวิต รู้สึกถึงความจริงของชีวิต

ขณะที่ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันพูดถึงความโกรธ ความเกลียด ความรุนแรง แต่ ‘Intimacy’ จะเล่าถึงความดีงาม และมีความขัดแย้งในเรื่องน้อยมาก

ผมอยากทำในสิ่งที่ต่างจากคนอื่น ในกรณีที่ตรงกับความสนใจของตัวเองด้วย ไม่ค่อยมีคนทำเกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตที่ธรรมดา โดยเฉพาะหนังไทย ผมอยากเห็นอะไรที่แตกต่างในวงการหนังบ้านเรา การทำหนังที่เกี่ยวกับความรุนแรงมันง่าย ผูกพล็อตง่าย เป็นจุดขายของหนังด้วย เพราะผู้คนสนใจความหายนะ แต่ผมไม่เคยเจอความรุนแรงเหมือนในหนัง เจอบ้าง 5-10% แล้วอีก 90% ล่ะ

ตอนนี้สังคมไทย material มาก ความง่ายของชีวิตหายไป ไม่มีความนิ่ง ไม่มีการมองเข้าไปในจิตใจตัวเอง ไม่ใช่ไม่อยากมอง แต่อาจลืม เพราะมีสิ่งกระตุ้นเยอะ ตอนเขียนบทอยู่ที่เมืองกาญจน์ โห มีความสุขมาก เงียบ ได้อยู่กับตัวเอง พอกลับกรุงเทพฯ นั่งสมาธิไม่ได้เลย เพราะอะไรไม่รู้ อย่างน้อยหนังเรื่องนี้จะทำให้คุณคิดถึงการมีชีวิตอยู่ คิดถึงคุณค่าของความเงียบ บางคนอาจบอกว่า Intimacy ไม่มีอะไรเลย แค่คนไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ แต่นี่คือสิ่งที่เราเจอทุกวัน ถ้ามองลึกๆ แล้ว การทำสิ่งเหล่านี้มีความสุขมาก ความสุขง่ายๆ”

“ทุกวันนี้คนเรามีความสุขยากขึ้นใช่ไหม”

“พี่จีๆ ความสุขในปัจจุบันหายากกว่าในอดีตหรือเปล่า” อภิชาติพงศ์หันไปถามศจีทิพย์ นิ่มวิจิตร ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ

“บรรทัดฐานต่างกันไง สมัยก่อนได้อ่านหนังสือดีๆเล่มหนึ่งก็มีความสุขแล้ว ทุกวันนี้รู้สึกว่าการอ่านหนังสือดีๆ น่าจะมีบรรยากาศดีๆด้วย มีปัจจัยอื่นเข้ามา” เพื่อนและหนึ่งในผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ทดลองร่วมกับอภิชาติพงศ์ยกตัวอย่าง

“บางทีจำเป็นด้วย” ผู้กำกับหนุ่มเสริม “ผมอยากเสพศิลปะชิ้นนี้มาก แต่หนังเรื่องนี้ออกเป็นดีวีดี ผมก็ต้องซื้อเครื่องเล่น ปัจจัยหลักสูงขึ้นเรื่อยๆ หนังของผมก็เป็นส่วนหนึ่งในตลาดเหมือนกัน แต่อย่างน้อยสิ่งที่ผมทำก็พูดถึงเรื่องนี้ ขณะที่บางเรื่องกลับเสริมความละโมบ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

“หากเรามองเข้าไปในตัวเอง ก็คงเจอความสุขง่ายๆ ของตัวเอง แต่ถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมันจะยาก อย่างทำหนังก็ต้องมีออฟฟิศ มีค่าตอบแทนให้พนักงาน แล้วออฟฟิศที่ดีเป็นยังไง ไม่อย่างนั้น ฉันไปทำงานที่อื่นดีกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เทียบกับคนอื่น มันเป็นปัญหาโลกแตก”


4

ประตูเปิดออก / อภิชาติพงศ์ก้าวเข้ามา/ ร้านกาแฟ/ ซอยอารี/ หัวเกรียน/ แว่นกันแดด / เสื้อยืดสีขาวสกรีนรูปสุนัข / ยิ้ม / ไหว้ / วางเป้ / นั่ง / เทปในเครื่องบันทึกเสียงหมุน / หนังทดลองมีการนิยามความหมายหลายแบบ / แล้วแต่ใครจะมองว่าทดลองคืออะไร / อิสระเต็มที่ ไม่มีกฎใดๆ ทั้งสิ้น

ศิลปะอาจเป็นแค่ภาพสะท้อน/ จี้จุดให้คนคิดเอง/ แทนที่จะบอกว่าแบบนี้ถูกหรือผิด/ ไม่ใช่ตำราเรียน เป็นเรื่องจิตใจ/ ไปไหน แล้ว โห มีความสุขมาก สื่อออกมาเป็นภาพยนตร์/ แต่ก่อนยาก คนชอบถามว่าเรื่องนี้หมายความว่า / จุดหมายอาจแค่ถ่ายทอดความรู้สึก/ ศิลปะมีคุณค่า/ ชี้ให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ / การใช้ชีวิตยุคนี้/ ทุกข์/ สุข / การเมือง / เห็นคุณค่าของชีวิต / แม้เป็นภาพไม่สวยงาม/ อาจกระตุ้นต่อม/ หัวเราะ/ นิพพาน

ศิลปะเป็นหนึ่งในสื่อบันเทิง / บันเทิงสมอง / บันเทิงการใช้ชีวิต / ต้มยำกุ้ง / ช้างหายไปไหน ศิลปะป้องกันตัวของไทยเป็นยังไง / ดูจบ ได้แค่นี้ / ฝรั่งชอบ / หนังไทยทำเงิน / อาจมีหนังอีกแบบที่ทำให้รู้ว่าคนไทยยุคนี้ไม่เกี่ยวกับช้างแล้ว / แต่เกี่ยวกับความจริงที่ทุกคนเจอ / ความรัก / ภาพสะท้อนชีวิตตัวเอง

หนังทดลองสมัยก่อนเหมือนดูไม่รู้เรื่อง / อะไรวะตัดภาพเร็วมาก/ ส่งผลต่ออุตสาหกรรมหนังปัจจุบัน / ฉากนางเอกถูกฆ่าใน psycho / คนสมัยก่อนกรี๊ด / ตอนนี้เฉยๆ / อัลเฟรด ฮิทซ์ค็อก / มองไปข้างหน้า กล้าลอง / ถ้าคิดว่าคนจะกลัว ไม่กล้าดู / ไม่มี psycho / ถ้าเอาหนังบางเรื่องในปัจจุบันไปให้คนดูเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว อาจดูไม่รู้เรื่อง / เอ็มทีวี / เกิดจากหนังทดลอง / หนังทดลองคือการมองไปในอนาคต / เพื่อคนรุ่นต่อไป

ผมมั่นใจว่าหนังแต่ละเรื่องที่ทำจะต้องมีความใหม่ / ถ้าเรื่องไหนไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้โลกภาพยนตร์ / ผมไม่ทำดีกว่า / หยุดนิดหนึ่ง/ ไม่มั่นใจขนาดว่าไม่ทำ แต่สู้หาเรื่องอื่นที่มีอะไรใหม่ๆ มาทำดีกว่า


5

ศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ. ศ. 2548, คิก เดอะ แมชชีน

ตอนนี้ความสนใจในการทำหนังของผมมุ่งไปที่เรื่องส่วนตัว เรื่องที่สนใจในชีวิตประจำวัน อยากให้หนังเป็นเหมือนไดอารี่ที่บันทึกสิ่งที่ผมประทับใจ สะท้อนภาพตัวเองออกไป ใครอยากรู้จักผมก็ดูหนังของผม อย่าง ‘Intimacy’ บางส่วนเป็นเรื่องพ่อแม่ อาจเป็นเรื่องธรรมดาๆ เช่น ไปเที่ยวเขื่อนแล้วมีความสุข ไม่มีอะไรมากมาย แต่ยังไงก็ต้องมีประเด็นที่ดึงให้คนอยากดู

อนาคต ผมหวังว่าตัวเองจะเป็นคาแรกเตอร์หนึ่งที่ดึงคนเข้าไปดู ใช้ตัวเองเป็นจุดขาย รู้จักอภิชาติพงศ์แล้ว ไปดูไดอารี่ภาคต่อของคนนี้เรื่อยๆ


6

ฉาก คิก เดอะ แมชชีน

กลางวัน

ภาพ long shot ถ่ายให้เห็นบรรยากาศโดยรวมในห้อง

อภิชาติพงศ์กำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับนักแสดงชาย-หญิงที่มาคัดเลือกตัวแสดง

(ผมต้องการนักแสดงที่ไม่เขินกล้อง เป็นตัวของตัวเอง เวลาคุยกันก็ไม่เกร็ง ไม่กังวลว่ามีคนมอง เพราะตอนทำงานจะมีทีมงาน 20-30 คน ดูอยู่ ถ้านักแสดงคนนั้นเป็นธรรมชาติมาก แต่มีบางอย่างไม่ตรงกับบท ผมก็ยอม เพราะตัวคนจริงๆ มีค่ามากกว่า)
มุมหนึ่ง มีกล้องวีดีโอกำลังถ่ายนักแสดง

ภาพ medium shot ถ่ายนักแสดง

นักแสดงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เริ่มสวมบทบาทสดๆ ในสถานการณ์สมมติ โดยมีศักดิ์ดา แก้วบัวดี นักแสดงนำจาก ‘สัตว์ประหลาด’ มาเป็นคนแคสต์ติ้ง

(ให้ด้นสดเพื่อดูไหวพริบ ตอนเล่นจริงก็พยายามให้มีด้นสดด้วย อย่างเรื่องใหม่จะพยายามมาก ถ้ามีเวลาเยอะ อยากอิมโพรไวซ์ทั้งเรื่อง แต่ขึ้นอยู่กับงบด้วย)

ภาพ medium shot ถ่ายอภิชาติพงศ์

ผู้กำกับหนุ่มนั่งอยู่ที่เก้าอี้ มองกิริยาท่าทางของนักแสดงอย่างตั้งใจ

(ตอนกำกับ บางทีก็ละเอียดถึงขั้นว่าต้องเดินตรงนี้หนึ่งก้าว แล้วหยุด หันมา บางทีก็อิสระ แล้วแต่บท แล้วแต่สถานการณ์ จะดูความเป็นธรรมชาติ ก็เล่นเป็นตัวเองนั่นแหละ ไม่ต้องการให้ร้องไห้ หรือใส่อารมณ์เยอะๆ ซึ่งไม่เหมาะกับหนังของผมอยู่แล้ว ถ้าไม่เหมือนละครก็เอาแล้ว เพราะหนังจอใหญ่ เห็นทุกรูขุมขนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องโอเวอร์แอคติ้ง ไม่ต้องสวมคาแรกเตอร์ตลอดเวลา แค่ตอนอยู่หน้ากล้อง แล้วทำให้ผมเชื่อก็โอเคแล้ว)

ภาพ medium shot ถ่ายนักแสดง

ภาพยนตร์เรื่องที่ผ่านมาของอภิชาติพงศ์มักใช้นักแสดงที่ไม่มีประสบการณ์หรือไม่มีชื่อเสียง

นักแสดงที่กำลังอ่านบทอยู่ก็เช่นกัน

(นักแสดงหน้าใหม่จะให้เวลากับหนังได้เยอะ ไม่ติดถ่ายละคร ถ่ายเกมโชว์ มีเวลาศึกษา เอ่อ ไม่ใช่บท การทำงานร่วมกับทีมงาน เวลาอยู่หน้ากล้องจะได้ไม่พะวงว่าต้องถ่ายไปละคร หรือเล่นเรื่องนี้ไม่คุ้มเลย ต้องได้ 8 ล้าน)

ภาพ long shot ถ่ายบรรยากาศโดยรวมในห้อง

นักแสดงเริ่มสวมบทบาทอีกครั้ง

(นักแสดงบ้านเราจะไม่เป็นมืออาชีพ เพราะระบบไม่เอื้อ ประเทศไทยเล็ก จำเป็นต้องเป็นพิธีกร ต้องทำนั่นทำนี่ ยากมากที่จะได้พัฒนาความสามารถ ไม่ใช่นักแสดงอย่างจูเลีย โรเบิร์ต ที่มีเวลาให้บทจริงๆ เพราะฉะนั้นเมืองไทยจึงไม่มีนักแสดงมืออาชีพจริงๆ)

ภาพ close up ใบหน้าของอภิชาติพงศ์

สายตาของผู้กำกับหนุ่มยังคงจับจ้องไปที่กิริยาท่าทางของนักแสดง

(การแสดงที่ดีต้องไม่แสดง นักแสดงที่ดีต้องรีแลกซ์ ต้องลืมว่ามีทีมงานอยู่รอบตัว แล้วไม่ต้องคิดถึงคนดู นักแสดงบ้านเราส่วนใหญ่จะคิดถึงคนดูมาก ต้องเอาอารมณ์ออกมาทุกอย่าง กลัวคนไม่เข้าใจ หรือต้องทำแบบนี้ๆ เพื่อบอกอารมณ์ เพื่อบอกคาแรกเตอร์ ซึ่งผมไม่ต้องการแบบนั้น ผมต้องการแค่เป็นตัวเอง อยู่หน้ากล้อง คุณเป็นตัวเองได้ไหม ถ้าเป็นได้ คุณก็เก่งแล้ว เพราะน้อยคนจะเป็นได้)


7

เกลียวคลื่นสีครามสาดซัดไหวกลางท้องทะเล

บางคนบอกว่าหนังทดลองดูไม่เรื่อง ไม่รู้จะทดลองทำไม ทดลองเพื่ออะไร นี่แหละยิ่งดี เป็นความเห็นที่แตกต่าง มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ”

เกลียวคลื่นสีใสไหลเอื่อยลัดเลาะเทือกเขานับพันกิโลเมตร ก่อนจะหลอมละลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกับผืนทะเล

“ถ้าคนชอบหมดก็ผิดแล้ว กลายเป็นเครื่องแบบ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำตาม ไม่กล้าแตกต่าง หนังทดลองเหมือนกับการคนน้ำไม่ให้นิ่ง เฮ้ย มีแบบนี้ด้วย บางคนหมั่นไส้ ดูยาก อีกคนสนุก อยากทำบ้าง”

น้ำที่เหลือในแก้วกระเพื่อมออกเป็นวงกว้าง

หากยึดแค่เสียงที่บอกว่าไม่ดี แล้วไม่ทำ มันจะไม่มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น คนที่ทำงานดีๆ ก็หนีไปเมืองนอก เพราะได้รับความสนใจจากทางโน้นมากกว่า สังคมก็จะขาดความหลากหลาย น่าเศร้าเพราะชีวิตมัน

จู่ๆ อภิชาติพงศ์ก็หยุดพูดดื้อๆ คล้ายกำลังครุ่นคิดถึงบางอย่าง ก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม



8

8.1 ขณะที่ผู้กำกับหลายคนกำกับหนังเกือบเสร็จตั้งแต่เขียนบทแล้ว แต่อภิชาติพงศ์จะเน้นไอเดียสดๆ ตอนถ่าย

8.2 “หนังของผมพูดถึงความจริง มันจึงจำเป็นมากที่ต้องได้ความจริงจากนักแสดง ถ้าไม่ให้เวลากับตรงนี้ก็ไม่รู้จะทำหนังทำไม เพราะนี่คือหัวใจของเรื่อง แม้ว่าหนังจะเป็นภาพลวง แต่เราต้องทำภาพลวงให้เนียนที่สุด จะได้ตรงตามคอนเซ็ปต์ที่ตั้งไว้”

8.3 หากเทียบกับกองถ่ายอื่นที่อภิชาติพงศ์เคยไปดู กองของเขาถือว่าถ่ายช้ามาก

8.4 “เสียเวลาตอนอุ่นเครื่อง กว่าเครื่องจะร้อน กว่าจะพอใจ บางทีนักแสดงใส่อารมณ์หลายแบบ ก็ต้องรอ ข้อเสียคือเปลืองเงิน” ผู้กำกับหนุ่มยิ้ม “ถ้าดาราดังมาเล่นหนังผมจะยากมาก อย่างติ๊ก-เจษฎาภรณ์ (ผลดี) หรือใครต่อใคร คนดูจะไม่เชื่อ ติดภาพดารา ดึงความเป็นคนธรรมดาออกมาลำบาก เพราะเขาไม่ใช่คนธรรมดา ถ้าให้ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ มาเล่นหนังผม ก็คงให้เล่นเป็นตัวเองเลย ถึงจะสนุก”

8.5 ภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์มักเล่าเรื่องแบบสารคดี ไม่เร้าอารมณ์แบบอึกทึกครึกโครม อย่างที่ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดนิยมชมชอบ

8.6 “บางคนอาจเบื่อ แต่ผมรู้สึกว่าการเล่าเรื่องแบบนี้ต่างหากที่เร้าอารมณ์กว่า มีพลังมากกว่า มันกันคนละแบบ บางคนสนุกกับฮอลลีวู้ด ผมดู ผมก็สนุก แต่ให้ทำแบบนั้น ผมไม่ทำ ถึงตอนนี้ชอบเล่าเรื่องแบบสารคดี แต่ปีหน้าอาจเล่าอีกแบบก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสนใจในแต่ละช่วง”

8.7 หลายคนดูหนังของอภิชาติพงศ์แล้วงง-งงว่าต้องการสื่ออะไรครับเพ่ ขณะเดียวกันก็ติดตาติดใจในภาพและบรรยากาศของหนัง

8.8 “หนังของผมเน้นที่อารมณ์กับสภาวะแวดล้อมมากกว่าโครงเรื่อง ความจริงก็มีเรื่องอยู่ แต่ไม่ชัด เป็นสิ่งที่แทรกอยู่ในชีวิต” เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง “ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำแบบนี้ คงเพราะชอบนำเสนอความจริงหรือความสุขบางอย่างที่ไม่มีเรื่อง แล้วหนังไม่ใช่นิยาย ซึ่งสิ่งที่ผมต้องการถ่ายทอดจะเป็นความรู้สึก ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือไม่ได้ ถ้าเขียนได้ ผมเขียนหนังสือไม่ดีกว่าเหรอ”


9

9 การตัดต่อมหัศจรรย์มาก พอเปลี่ยนปุ๊บ เอาคัทนี้ชนตรงนี้ แล้วความหมายเปลี่ยนไปเลย

9 ถ้าหนังต้องการจะเป็นแบบไหน มันจะบอกเอง

9 ส่วนใหญ่ที่ชัดๆ คือตอนตัดต่อ เพราะหนังจะเปลี่ยนจากบทพอสมควร

9 ผมเปิดกว้างตอนตัดต่อ บางทีอาจรื้อใหม่หมด หรือตัดใหม่ให้เป็นคนละเรื่อง

9 หนังก็มีชีวิตของมันเอง


10

“เฮ้ย ทำไมประเทศนี้ไม่พัฒนาเลยวะ มีแต่คนคิดให้ว่าบาร์หรือปั๊มจะปิดกี่โมง โอเค การปิดปั๊มก็มีเหตุผล แต่สิ่งที่หนังทดลองให้คือความอิสระ ออกจากโรงแล้วมีความสุขจัง อยากหายใจต่อ มีแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งบ้านเราต้องการมาก ไม่ใช่แค่หนัง แต่ทุกอย่าง เพราะเราถูกป้อนตลอด ไม่เปิดโอกาสให้คิดเอง ต้องทำตามกัน อะไรๆ ก็ไม่เร้าใจ (หัวเราะ) การศึกษาไม่สอนให้คิดหรือวิเคราะห์ มันเกินไป อย่างผมทำหนัง ตอนนี้หนังไทยน่าเบื่อมากๆ เพราะคิดให้เสร็จสรรพ ฮอลลีวูดยังมีความคิดมากกว่า วิธีการทำหนังยังมีความใหม่บ้าง ยังมีพื้นที่สำหรับการสร้างสรรค์ ขณะที่หนังไทยมีน้อยเหลือเกิน ทุกอย่างสำเร็จรูปมากๆ จนผมสงสัยว่า เอะ แล้วความคิดสร้างสรรค์อยู่ตรงไหน ผมไม่มองว่าเป็นหนังขายหรือไม่ขาย แต่อย่างน้อยควรจะประเทืองปัญญาหน่อย ถ้าหนังเป็นตัวแทนสังคม ซึ่งผมคิดว่าสังคมด้านอื่นก็เหมือนกัน คือมันยังไม่มัน ไม่เห็นอะไรที่สร้างสรรค์เกินกว่าความต้องการที่จะขายๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามผลักดันนโยบายที่เป็นวัตถุนิยมมากๆ น่ากลัวมากๆ ความสุขง่ายๆที่ไม่ต้องใช้เงินถูกละเลย หรือการไม่สะสมทรัพย์สินมันก็โอเค แต่กระแสสังคมกลับไม่โอเค ไม่หมายความว่าต้องไปอยู่ป่า แต่กลัวคนรุ่นใหม่ไม่มีความคิดตรงนี้ ทีวีทุกช่องก็มีแต่โฆษณา ไม่มีรายการบันเทิงใจ เอะ แล้วทีวีคืออะไร แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ หนึ่ง-คนทำอยู่ไม่ได้ ต้องพึ่งโฆษณา หรือสอง-คนทำตะกละเกินไปหรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าข้อไหน แต่มันเป็นแบบนี้ในหลายส่วนของสังคม เด็กเลยไม่รู้จะไปไหน ไปสวนสาธารณะก็ไม่เร้าใจ มีลำโพง มีการก่อสร้างอะไรใหม่ๆเยอะ เฮ้ย นี่มันสวนนะเว้ย จะสร้างอะไรอีก พื้นที่สีเขียวน้อย ถ้าอย่างนั้นไปห้างสรรพสินค้าดีกว่า แล้วไปไหนก็มีแต่เสียงดัง ผมกลัวว่าคนรุ่นใหม่จะกลัวความเงียบ ไม่ว่าไปไหน ทำอะไร ต้องมีอะไรฟังตลอด ผู้คนซาบซึ้งในความเงียบน้อยลงทุกวัน ผู้คนไม่อ่านเข้าไปในจิตใจตัวเอง มันยากเหลือเกินที่จะอยู่ในสังคมนี้”


11

ฉาก คิก เดอะ แมชชีน

กลางวัน

ภาพ long shot สวนต้นไม้

เสียง : พอทีมงานเยอะ แล้วผมไม่ค่อยมีความสุข นี่คือปัญหาในหนังแต่ละเรื่องที่ผ่านมาซึ่งพยายามแก้อยู่ เรื่องที่มีความสุขที่สุดคือสุดเสน่หา ถามว่าทำยังไงถึงจะกลับไปเป็นแบบเดิมได้ โอเค ทุนเยอะกว่าสุดเสน่หาอยู่แล้ว ถ้าทำแบบกันเองมากๆ บางคนอาจมองว่าไม่เป็นมืออาชีพ ตรงนี้เป็นเส้นบางๆ อยู่ โดยเฉพาะทีมงาน บางทีไม่เข้าใจ เอะ ทำไมผมไม่ถ่ายแบบคนอื่น ไม่ใช้ไฟ ไม่บรีฟนักแสดง ผมเลยต้องวางตัวให้บาลานซ์ระหว่างความเป็นครอบครัวในกองถ่ายกับการทำงานที่เป็นระบบ ส่วนเนื้อหาของหนังไม่เป็นปัญหา เพราะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองอยากได้อะไร

ภาพ long shot ประตูกระจกใสค่อยๆ เลื่อนเปิดออก

เสียง : พอคนเยอะแล้ววุ่นวาย ผมไม่ใช่นักบริหาร เลยจัดการไม่ค่อยเป็น แต่หน้าที่ของผู้กำกับต้องกึ่งบริหารด้วย มันเลยตีกันนิดหน่อย ถ้าอย่างนั้นก็จ้างผู้ช่วยสัก 10 คน แต่หนังก็จะเริ่มไม่เป็นแบบที่ต้องการแล้ว คุมไม่อยู่ ซึ่งมันจะปรากฏในฉาก ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของหนัง ขณะที่ผมอยากดูแลทั้งหมด ถ้าทำหนังอย่างสุริโยไท เป็นไปไม่ได้ที่ท่านมุ้ยจะดูทุกอย่าง ต้องพึ่งคนนั้นคนนี้ จะสูญเสียความเป็นส่วนตัว

ถ้าเทียบกับผู้กำกับคนอื่น ผมค่อนข้างเจ๊าะแจ๊ะมาก ยุ่งกับทุกฝ่ายเลย ถึงขั้นว่ารถตู้เป็นยังไง ใครขับคันนี้ อยากรู้หมด มันอดไม่ได้ อาจเป็นเพราะความไม่ไว้ใจหรือความกลัว กลัวหนังจะออกมาไม่ดี

ภาพ long shot ทีมงาน คิก เดอะ แมชชีน นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ข้างๆมีโทรศัพท์และแฟกซ์วางอยู่

เสียง : ความจริงผมเป็นคนขี้อายมาก (เน้นเสียง) แต่กิเลสเยอะ ความอยากเห็นหนังเยอะ เลยลืมทุกอย่าง แล้วพออยู่หลังกล้อง ผมค่อนข้างมั่นใจ เหมือนเข้าสงคราม ยังไงก็ต้องเอาสิ่งที่ต้องการให้ได้ ซึ่งมันจะเกิดจากความร่วมมือของหลายคน ก็ต้องมีจิตวิทยา คนที่สไตล์การทำงานไม่เข้ากับผมก็ออกไปเยอะ เพราะผมค่อนข้างอิสระ บางทีไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร บางคนอาจรู้สึกว่าไอ้นี่ตัดสินใจช้าก็ร่วมงานกันไม่ได้ เพราะสไตล์ผมเป็นแบบนี้

ภาพ long shot เครื่องถ่ายเอกสารกับทีวี

เสียง : ผมพยายามให้บรรยากาศการทำงานเป็นแบบครอบครัว แต่บางเรื่องก็ทำไม่ได้ เพราะงบน้อย ตารางถ่ายบีบมาก ต้องเร่ง แต่ผมมีผู้ช่วยดีก็ช่วยได้เยอะ ชื่อสุชาดา สิริธนาวุฒิ ทำหนังด้วยกันทุกเรื่อง บางทีไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจกันแล้ว หรือต่อว่ากันเรื่องงานก็ชินแล้ว ผมค่อนข้างเป็นคนไม่มองภาพรวม มีหลายครั้งมากที่เลิกถ่าย ฉันไม่ทำเรื่องนี้แล้ว เครียด เพราะบางคนขี้เกียจจริงๆ ไม่เตรียมงานที่ตัวเองรับผิดชอบมา ผมก็ไม่เข้าใจ โอ้ย อะไรเนี่ย เอ้า เลิกๆ ผู้ช่วยจะดึงไว้ตลอดว่าอย่าเพิ่งๆ

ภาพ long shot ตู้เก็บของ ชั้นล่างสุดเรียงซ้อนแฟ้มเอกสารไว้อย่างเป็นระเบียบ ชั้นกลางกับชั้นบนเก็บรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ

เสียง : ถึงตอนออกกองจะเครียดมาก ต้องตื่นตี 4 ตี 5 ไม่อยากลุกจากเตียงเลย พอมองย้อนกลับไป โห สนุกมาก ผมมีความสุขในทุกขั้นตอนของการทำหนัง เพราะผมชอบทำหนัง

ภาพ medium shot อภิชาติพงศ์กำลังให้สัมภาษณ์อยู่ที่โต๊ะ


12

หนังส่วนใหญ่ของคุณพูดถึงอะไร

ความสุขของการมีชีวิต และความสุขในการทำหนัง ไม่ได้พูดถึงตรงๆ อย่างทหารที่เดินอยู่ในป่าครึ่งหลังของ ‘สัตว์ประหลาด’ ก็มีความสุขนะ สุขที่ตัวละครมีอิสระ สุขที่ได้เห็นความงามของธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังที่หัวเราะก๊าก แต่สุขได้

ทำไมสนใจเกี่ยวกับความสุข

อยากเก็บไว้ ผมเป็นคนความจำสั้น แล้วเขียนหนังสือไม่เป็นด้วย ความสุขน่าเก็บ น่าบันทึกไว้ ถึงเนื้อหาของหนังจะเครียดมากๆ แต่ผมก็มีความสุขที่ได้ถ่ายทอดประเด็นนี้ สุดท้ายแล้วเป็นความสุขทั้งหมด เพราะการทำงานคือความสุข

แล้วเนื้อหาของหนังล่ะ อยากทำเกี่ยวกับเรื่องอะไร

ขึ้นอยู่กับความสนใจแต่ละช่วง อย่างตอนนี้ผมสนใจความสุขในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องต่อไป ผมอาจสนใจเรื่องอื่นแล้ว แต่ผมเพิ่งทำหนังยาวไม่กี่เรื่องเอง รู้สึกว่าตัวเองยังเบบี๋ว่ะ


13

“ผมกลัวว่าจะไม่มีคนสนใจด้านจิตใจ ถ้าสร้างห้างสรรพสินค้า 20 แห่ง คุณน่าจะมีสวนสาธารณะหรือพิพิธภัณฑ์ให้บาลานซ์กันได้ไหม ไม่ใช่เพื่อคนรุ่นนี้ เพราะผมหมดหวังในคนรุ่นนี้แล้ว บางครั้งผมก็หมดหวังกับตัวเองด้วย รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความคิดสร้างสรรค์เลย เราต้องปลูกอะไรให้คนรุ่นใหม่ อย่าให้เป็นแบบนี้อีก เพราะมันตันมาก ผมอยากขึ้นไทม์แมชชีนไปดูงานศิลปะในอนาคต มันน่าจะบริสุทธิ์มากกว่าทุกวันนี้ ถ้าหากคนในยุคนั้นมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ ลึกๆแล้วผมหวังว่าต่อไปคงจะมีความน่าสนใจมากขึ้น แล้วที่บอกว่าไม่หวัง คือพูดเพื่อให้มีแรงกระตุ้น

“ผมเพิ่งกลับจากเกาหลี ที่นั่นมีพิพิธภัณฑ์ใหญ่มากเท่าเซ็นทรัลเลย ไม่ได้อยู่ที่กรุงโซลด้วย งานเปิดนิทรรศการศิลปะมีคนเป็นหมื่น ศิลปะร่วมสมัยนะ ไม่ใช่จิตรกรรมโบราณ เด็กๆกรูเข้ามาจดๆ ไม่ได้ทำส่งอาจารย์ด้วย แต่ทำด้วยความสนใจจริงๆ ไม่ได้ถูกบังคับให้สนใจ ผมแสดงงานที่นั่นด้วย มีเด็กๆมาจับเล่นเต็มเลย จนงานเกือบพัง เฮ้ย อยากให้เด็กไทยมีโอกาสแบบนี้ มี attitude กล้าบ้าเลือดแบบนี้ กล้าทำอะไรตามใจตัวเอง น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีคนเห็นความสำคัญเรื่องนี้มากพอ คนที่เห็นคุณค่ามีน้อย แล้วก็ไม่มีอำนาจ

“สิ่งหนึ่งที่ทำให้เด็กไทยไม่กล้าแตกต่างคือระบบการศึกษา คนที่จะเป็นครูต้องอยู่ระดับเดียวกับหมอ ไม่ได้หมายความว่าต้องเรียนเก่ง พ่อผมเคยบอกว่าเป็นคนเรียนไม่เก่งเลย แต่ชอบเรียนหมอเฉยๆ ค่านิยมหนึ่งในสังคมคือถ้าเรียนเก่ง ต้องเรียนหมอ ทำให้ไม่มีการกระจายสมองไปสู่งานที่ตัวเองชอบ ถ้าคุณเรียนเก่ง คุณควรเรียนครูดีไหม ถ้าคุณชอบ ทำอะไรถ้าทำด้วยใจรัก มันจะมีความสุข ไม่ว่าจะทำงานอะไร ต้องเป็นคนที่รักอาชีพนั้น แล้วคุณภาพชีวิตในสังคมจะดี หลายคนชอบสอน อยากเป็นครู แต่พอคิดถึงอนาคต เงินเดือนน้อยจัง เลยท้อ

“ตอนผมเรียนก็ต้องท่องสูตรเคมีบ้าบอเต็มไปหมด ซึ่งก็ต้องทำตามน้ำไป แล้วทุกวันนี้ก็ไม่ได้ใช้ แต่ทั้งๆที่ไม่มีใครบังคับ ผมกลับจำชื่อผู้กำกับหนังได้หมด ดังนั้นถ้าคนชอบฟิสิกส์ก็คงจำสูตรได้เอง โดยไม่ต้องบังคับ ทำยังไงระบบการศึกษาของบ้านเราถึงจะเป็นแบบนี้ได้”


14

อภิชาติพงศ์ลุ้นหอศิลป์ กทม. จะมีพื้นที่แสดงงานมากกว่าร้านขายของหรือเปล่า

ค่ำวันที่ 19 สิงหาคม 2548 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ยืนยันว่าจะมีการก่อสร้างหอศิลป์กทม. อย่างแน่นอน ในงานเปิดตัวหอศิลป์ฯ อย่างเป็นทางการ ณ สวนเบญจสิริ

“มีศิลปินไทยหลายคนเก่งมาก อย่างฤกษ์ฤทธิ์ (ตีระวณิช) ได้รับการยอมรับในระดับโลก แต่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก แทบไม่ได้เสพผลงาน โอ้โห น่าเศร้าใจมาก”

บรรยากาศในงานมีการสาธิตการสร้างงานประติมากรรมของนักศึกษาเพาะช่าง, ละครใบ้ ‘คนหน้าขาว’, แฟชั่นโชว์ของนิสิตจุฬาฯ, หนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย และฉายวีดีทัศน์เกี่ยวกับความเป็นมาของหอศิลป์ฯ ที่รอคอยมากว่า 7 ปี

นอกจากนี้ยังมีการเชิญศิลปิน 9 สาขา ขึ้นเวที เพื่อร่วมลงนามกับผู้ว่าฯ ในปฏิญญา “ข้อตกลงความร่วมมือทางด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างกรุงเทพมหานครและพันธมิตรด้านศิลปวัฒนธรรม” โดยศิลปิน 9 สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์, การแสดง, คีตศิลป์และขับร้อง, วรรณศิลป์, สถาปัตยกรรม , มัณฑนศิลป์, เรขศิลป์และการออกแบบผลิตภัณฑ์, ภาพยนตร์ และแฟชั่น

“ศิลปะเป็นเรื่องของจิตใจที่วัดยาก อย่างกีฬา คุณยกน้ำหนัก คุณยกได้กี่กิโลกรัม พอกลับบ้าน ได้รถยนต์ เป็นฮีโร่ของประเทศเลย แต่ศิลปินไม่ใช่ไง กว่ารัฐบาลจะเห็นคุณค่า กว่าจะสร้างมิวเซียมได้”

ประชาชนและคนทำงานศิลปะหลากแขนงมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

“ผมกำลังลุ้นว่าสร้างหอศิลป์เสร็จแล้วจะมีพื้นที่แสดงงานมากกว่าร้านขายของหรือเปล่า มันยากสำหรับคนทำงานศิลปะ แต่อาชีพนี้ก็ต้องกินใช่ไหม (หัวเราะ) มวยถึงดังในเมืองไทย เพราะคุณเก่งกว่า อึดกว่า แต่สมองล่ะ ไม่รู้ว่ะ ต้องคณิตศาสตร์นานาชาติเหรอ ไอ้ห่า สมองก็มีสองซีกนะ


15

“บ้านเราต้องบาลานซ์ระหว่างลายกนกกับสิ่งใหม่ๆ ตอนนี้เมืองไทยขายไม่กี่อย่าง นักท่องเที่ยวมาดูวัดพระแก้ว แล้วก็จะไม่มาอีก ทะเลก็เน่าหมดแล้ว ภาพจิตรกรรม ลายไทย ก็ได้แค่บางส่วน แต่ความคิดสร้างสรรค์เหมือนพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานที่เปล่งประกายได้ในทุกช่วงชีวิตของคนเรา น่าจะเอามาใช้ ขณะที่โบราณสถานเน่าไปเรื่อยๆ (หัวเราะ) หนังเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งใหม่ ซึ่งต้องมีเงินซับพอร์ตไม่ว่าจากรัฐบาล องค์กร หรือที่ไหนก็ตาม อย่างฮ่องกง ถ้าคุณมีหนังสั้นเอาไปทำดีวีดีที่ศูนย์ภาพเคลื่อนไหวได้ แล้วมีการแนะนำว่าควรส่งไปเทศกาลไหน โปรโมตให้ ส่งให้ มันช่วยสร้างคนทำงาน พอทำหนังเสร็จแล้วก็รู้ว่าควรเอาไปไว้ไหน คนที่ทำหนังเก่งๆ เลยอยู่ได้ อย่างน้อยผมอยากให้บ้านเรามีแบบฮ่องกง มีศูนย์ภาพเคลื่อนไหว เป็นองค์กรที่มีอิสระพอสมควร ไม่ใช่ว่าหนังมีจู๋ไม่ได้ เสียภาพพจน์เมืองไทย แล้วมึงไม่มีจู๋เหรอ มันคือความเป็นมนุษย์ คณะกรรมการต้องเป็นคนที่เข้าใจศิลปะว่าเกิดอะไรขึ้นในโลก เมืองไทยอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ ขายลายกนกไม่ได้แล้ว รับรองว่าทุกคนจะได้ประโยชน์ ทั้งสตูดิโอ สมาคมผู้กำกับ สมาคมภาพยนตร์ เป็น win win situation ศูนย์นี้จะพัฒนาคนดูหนัง คนทำหนัง ให้แอคทีฟ เหมือนกวนน้ำให้ขุ่นตลอด ซึ่งจะช่วยวงการหนังทั้งระบบ มันจำเป็นมากๆกับสังคมไทย ทุกวันนี้ละครทีวีมีแต่ความโกรธ ความอิจฉา ความรุนแรง แล้วไม่มีเรตติ้ง เด็กก็ดู ผู้ใหญ่ก็ดู คุณภาพชีวิตน่ากลัวมาก ต้องปลูกฝังแล้วว่าอะไรคือความจรรโลงใจ ประเทศอื่นมีศูนย์ภาพเคลื่อนไหวหมดแล้ว บ้านเราก็ควรจะมี แต่คนธรรมดาทำไม่ได้ ต้องรัฐบาล ซึ่งก็คือภาษีประชาชน แต่มันถูกกุมอำนาจโดยคนที่ไม่เห็นคุณค่า อ้างว่าคนอดตายกันหมดแล้ว จะมาทำอะไรเกี่ยวกับศิลปะ ทำไมไม่มองระยะยาว คุณอยากให้คนจิตใจหยาบกระด้างหมดใช่ไหม (ยิ้ม) แล้วศิลปะที่ดีคล้ายกับศาสนาตรงที่ทำให้คนมองเข้าไปในตัวเอง มันช่วยทุกๆ ด้านของสังคม พร้อมกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย ผมไม่อยากให้บ้านเราในอนาคตเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนมาก ก็รู้ว่าคนอดตาย แต่มีด้านอื่นที่ต้องมอง คุณจะหาเงินอีกเท่าไหร่วะ ทำยังไงถึงจะมีนักธุรกิจที่มีเมตตา มีหิริโอตัปปะ ตอนนี้ก็พยายามผลักดันให้ศูนย์ภาพเคลื่อนไหวเป็นส่วนหนึ่งในหอศิลป์กทม. แต่พื้นที่เล็กมากๆ ถ้าเทียบกับศูนย์การค้าในประเทศไทย ลองดูไหม ทำศูนย์ภาพเคลื่อนไหวใหญ่เท่าสยามพารากอน รับรองว่าทุกคนต้องชอบ”


16

ทำไมหนังของคุณมักได้รับทั้งเสียงชมและเสียงด่า

ถ้าชมหมดก็เป็นหนังที่ไม่ดีแล้ว (หัวเราะ) เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเอาใจทุกคน ผมไม่ทำหนังแบบนั้นอยู่แล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่มีศัตรูเลย คุณก็เป็นคนที่น่าสงสัยแล้ว หนังก็เหมือนคน มีบุคลิกของตัวเอง ซึ่งมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แล้วมันทำให้คนคนนี้น่าสนใจมากกว่าคนที่ได้รับแต่การชื่นชมบูชา ศิลปะที่ดีต้องมองได้หลายมุม

รู้สึกอย่างไรตอนคนดูเดินออกจากโรง

โอ้ย ต้องเสียใจอยู่แล้วเป็นธรรมชาติ แต่ใจหนึ่งก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเกิดขึ้น ตัวเองทำหนังแบบนี้ แล้วจะให้คนชื่นชมทุกคน บ้าหรือเปล่า สมัยก่อนเสียใจมาก ตอนนี้เฉยๆ จุดประสงค์คือขอให้ตัวเองกับนายทุนพอใจหนังที่ออกมาก็มีความสุขแล้ว ต้องพูดภาษาเดียวกับนายทุน มันถึงสบายใจด้วยกันทั้งคู่

เป็นไปไม่ได้ที่จะวัดกระแสหนังของผมเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ สองวันแรกได้กี่ล้าน ผมไม่ต้องการลุ้นแบบนี้ ผมต้องการทำหนังที่ขายได้อยู่แล้ว อย่างเรื่องใหม่ ก่อนถ่ายหนังควรจะขายให้ทีวีเมืองนอกได้แล้ว ต้องมีการการันตีระดับหนึ่ง ซึ่งรวมๆแล้วก็ได้เงินไม่เยอะ แต่มันมี ผมไม่หวังเปอร์เซ็นต์จากการขายหนังอยู่แล้ว เพราะได้ค่าจ้างตอนทำงานแล้ว ก็เหมือนอาชีพทั่วไป

ผมอยากทำหนังแบบที่ตัวเองชอบ ถามว่าทำไมถึงทำได้ ก็เพราะมีระบบซับพอร์ต แล้วเราต้องวิ่งหาระบบด้วย บางทีท้อ ไม่รู้จะหาเงินจากไหน สมมติหาปีละ 30 ล้าน มันก็ไม่ง่าย แต่โชคช่วย สุดท้ายก็เจอทุกที มีกลุ่มคนดูที่สื่อสารกันได้ มีนายทุนที่ทำให้ผมทำหนังแบบนี้ต่อไปได้ วันหนึ่งอาจไม่มีคนให้เงิน ผมก็ต้องเลิกหรือปรับตัว แต่ตอนนี้ยังไม่ปรับ

ว่ากันว่าคุณเป็นผู้กำกับหัวดื้อ ในการทำงานจริงคุณประนีประนอมบ้างหรือเปล่า

ประนีประนอมมาก ถ้าเทียบกับผู้กำกับคนอื่นในต่างประเทศ ผมถือว่าธรรมดามาก ไม่มีอะไรเลย หนังเมืองนอกหลายเรื่องปัจเจกกว่านี้อีก มีหลายโปรเจ็กต์มากที่ผมเสนอนายทุน เรื่องนี้ยังไม่ได้ ก็ต้องทำอีกเรื่องก่อน เหมือนตกปลา ไม่ใช่ว่าอยากทำเรื่องนี้แล้วต้องทำให้ได้ นี่ถึงจะเรียกว่าไม่ประนีประนอม


17

“ถ้าทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี ผมเชื่อว่ามันจะต้องมีคนเห็นคุณค่า”

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล


18

บริษัท คิก เดอะ แมชชีน ฟิล์ม จำกัด มีพนักงานประจำ 1 คน

เปล่า, ไม่ใช่อภิชาติพงศ์ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท แต่คือพนักงานการเงิน

โมเดลธุรกิจของคิก เดอะ แมชชีน เป็นแบบพิระมิด พอมีโปรเจ็กต์ แล้วค่อยจ้างคนตามขั้นตอนการทำงาน

“ผมทำหนังยาวปีละเรื่อง ไม่ทำจุกจิก แต่ทำใหญ่ การจ้างฟรีแลนซ์เลยคล่องตัวกว่า ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นระบบสตูดิโอ การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้บริหาร ฉายแล้วไม่พอใจ สั่งได้ว่าต้องแก้ตรงไหน แต่ระบบที่ผมทำอยู่ให้ความสำคัญกับผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ ถ้าผมชอบ แต่โปรดิวเซอร์ไม่ชอบก็ไม่ผ่าน”

ระบบการทำงานแบบนี้ ผู้กำกับหัวเกรียนไม่ได้ออกแบบเอง แต่มันก่อรูปร่างขึ้นจากการบีบบังคับของสถานการณ์ โดยงบทำหนังแต่ละเรื่องของอภิชาติพงศ์มักจะรวบรวมจากการร่วมทุนของหลายแหล่ง เช่น องค์กรศิลปะ นายทุนต่างประเทศ

“พอได้รางวัลจากคานส์ คนก็รู้จักมากขึ้น ตอนทำหนังจะมี sales agent เข้ามา ไม่ต้องไปหาเงินเองแล้ว ซึ่งถือว่าดีขึ้นมาก แฮปปี้แล้ว อย่างตอนนี้ก็ขายหนังให้นายทุนตลาดทีวี ซึ่งต่างประเทศถือเป็นตลาดใหญ่ มีช่องทางเยอะ จี้ถึงจุดที่คนดูอยู่จริงๆ นายทุนรู้ว่าคนดูหนังแบบนี้อยู่ที่ไหน เคเบิ้ลทีวีช่องอะไร แต่บ้านเราเล็ก ขายให้ทีวีก็ได้ไม่กี่บาท เลยยังไม่มีนายทุนทีวี”

อภิชาติพงศ์มองว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าถึงความเป็นส่วนตัวสูง ทำให้หนังมีคนดูเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ดังนั้นโปรดิวเซอร์เฉพาะทางที่จะหาทุนให้หนังที่ตอบสนองความต้องการของคนดูที่หลากหลายก็น่าจะมีมากขึ้น

“ไม่จำเป็นต้องฉายในโรงเท่านั้น บางประเทศอาจแค่ดีวีดีอย่างเดียว เพราะถ้าฉายโรง นายทุนสู้ราคาไม่ไหว แต่ค่าดีวีดีที่ได้มาก็โอเคแล้ว จริงๆอยากให้ฉายโรงแต่ในเมื่อจะได้เงินมาทำหนังก็ถือว่าดีแล้ว เพราะสุดท้ายก็ถ่ายหนังด้วยฟิล์มเหมือนเดิม ได้ฉายประเทศหลักๆ ฉายตามเทศกาล ผมก็พอใจแล้ว”


19

แม่ผมเป็นเซียนดูหนัง ทำหนังเอง ถ่ายหนัง super 8 เอง และตัดหนังเองด้วย

เกิดที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2513

ที่บ้านจะฉายหนังอาทิตย์ละครั้ง เป็นหนังแปดมิลลิเมตร แล้วทุกคนในบ้านจะมารวมตัวกัน มีความสุขมาก

ผมสนใจหนังตั้งแต่เด็กๆ เวลาดูหนังแล้วรู้สึกว่ามันเป็นอีกโลกหนึ่งที่ไม่ใช่ขอนแก่น เป็นอีกโลกหนึ่งที่มหัศจรรย์

หนังสมัยก่อนจะเวอร์ๆ อย่างตึกนรก แผ่นดินวิปโยค หรือคนภูเขา ความอลังการในหนังดึงให้เราเข้าไปในโลกใบนั้นอย่างง่ายดาย น่าเสียดายที่หนังสมัยนี้ดึงดูดเด็กด้วยความรุนแรง ความอิจฉา ไม่ได้ดึงด้วยศิลปะภาพยนตร์ ยุคผมคลาสสิกกว่าเยอะ (หัวเราะ)

จบปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับสอง) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ตอนอยู่ที่ชิคาโก้ ผมไปดูหนังของอับบาส เคียรอสตามิ ดูทุกเรื่องเลย ถึงจะต่างเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม แต่กลับเชื่อมโยงกันได้ด้วยภาพยนตร์ รู้สึกว่านี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต แต่เปลี่ยนตอนนั้นนะ ไม่ใช่ตอนนี้ (ยิ้ม)

จบปริญญาโทวิจิตรศิลป์ สาขาภาพยนตร์ จาก The School of the Art Institute of Chicago ประเทศสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2542 ก่อตั้งบริษัท คิก เดอะ แมชชีน ฟิล์ม จำกัด

พ.ศ. 2543 ทำภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกชื่อ ‘ดอกฟ้าในมือมาร’ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ดีเด่นประจำปีของ US Publication Film Comment และ The Village Voice

‘สุดเสน่หา’ ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่สองได้รับรางวัล Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2545

โอ้ย เบื่อมาก ดูหนังอาร์ตเยอะแล้ว (ยิ้ม) ว่างๆ ผมชอบอ่านนิยายของนักเขียนญี่ปุ่น อย่างจุนนิชิโร ทานิซากิ, ฮารุกิ มุราคามิ, บานานา โยชิโมโต ขณะที่ยาสึนาริ คาวาบาตะก็ดี คลาสสิกมาก อ่านทุกเรื่องเลยของแต่ละคน ชอบมาก ไม่รู้เพราะอะไร

เดือนที่ผ่านมา ผมเพิ่งได้เจอเคียรอสตามิตัวจริงที่เกาหลี มีคนแนะนำให้รู้จัก นี่อภิชาติพงศ์ ชอบหนังของคุณมาก เคียรอสตามิก็ลุกขึ้นมากอด

ยากมาก (พูดเบาๆ) ชอบผู้กำกับคนไหนวะ โห ยากว่ะ (หยุดคิดนาน) ไช่หมิงเลี่ยง, เปโดร อัลโมโดวาร์ ชอบหลายคนเลย ผมชอบผู้กำกับที่มีเอกลักษณ์ พอดูหนังของเขาแล้วรู้ว่าตัวคนทำเป็นอย่างไร


20

ทุกวันนี้ความอยากในการทำหนังลดลงหรือเพิ่มขึ้น

น้อยกว่าสมัยก่อน ตอนทำ ‘ดอกฟ้าในมือมาร’ ผมขับรถขึ้นเชียงใหม่ แบกกล้องเอง ถ่ายเองครึ่งเรื่อง ตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว แรงผลักดันแบบนั้นไม่มีแล้ว คงแก่แล้วด้วย

สมัยก่อนคิดแต่ว่าจะทำเป็นอาชีพได้ไหม อยากทำหนังเป็นอาชีพมาก ทุกวันนี้ได้ทำเป็นอาชีพแล้ว มันเลยกลายเป็นวงจร แรงผลักดันก็ยังเยอะเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่บ้าระห่ำเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ทำไม

มันเริ่มเป็นระบบขึ้น ลงตัวมากขึ้น สมัยก่อนต้องทำทุกอย่างเอง พอเคยทำมาหมดแล้ว ความตื่นเต้นก็ลดลง

แล้วทุกวันนี้ เอาแรงผลักดันในการทำหนังมาจากไหน

หนังของผมพูดถึงเรื่องส่วนตัว แล้วเรื่องส่วนตัวก็มีอะไรใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน มีอันนี้ด้วย อันนั้นด้วย น่าทำหนังเว้ยๆ การทำหนังสนุก ไม่ได้คิดว่าเป็นงานมาก

ตอนนี้ชีวิตกับหนังก็ไปด้วยกัน การตัดสินใจส่วนใหญ่ในชีวิตก็เกี่ยวกับหนัง ซึ่งมันท้าทายที่คนไม่กล้าทำแบบนี้ ถ้าเราทำ แล้วมันจะเป็นยังไง เป็นการค้นหาสิ่งใหม่ๆ


21

เครดิตนักแสดงและทีมงานเลื่อนขึ้นอย่างช้าเชือน ก่อนจะลับเลือนหาย

ท่วงทำนองเนิบนาบก้องกังวานเกลื่อนก้อนอากาศ

ผู้คนทยอยลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวลงบนผืนพรมสีแดง มุ่งหน้าสู่ประตูทางออก แต่อีกบางคนยังไม่ละสายตาจากจอขนาดใหญ่ คล้ายยังจ่อมจมอยู่ในห้วงหฤหรรษ์ของภาพเคลื่อนไหว

หนังทดลองก็เหมือนกับการสืบพันธุ์ของมนุษย์ เป็นสัญชาตญาณ เป็นความอยากมีชีวิตอยู่ เป็นกระแสเลือดแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างของทุกคน เพียงแต่ไม่ได้เกิดเป็นลูกหลานของเรา แต่เกิดเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้วัฒนธรรมก้าวหน้า

ความสว่างสาดส่องทีละน้อย

คนคนหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะเดินออกไปจากโรงหนังอย่างกระตือรือร้น

“ตอนดูหนังทดลอง ผมเห็นการก้าวไปข้างหน้าของมนุษย์ ไม่รู้จะอธิบายยังไง เหมือนโดนตีหัว ประหลาดใจอยู่เรื่อยๆ แล้วมีความสุข เฮ้ย มนุษยชาติไม่สิ้นหวัง”

จอเบื้องหน้ามีสีขาว

แววตาของคนคนนั้นไม่ว่างเปล่า


ขอบคุณมากครับ : กฤติยา กาวีวงศ์, ศจีทิพย์ นิ่มวิจิตร, ธิดา ผลิตผลการพิมพ์, สุภาพ หริมเทพาธิป และกุลยา กาศสกุล


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร mars ฉบับเดือนธันวาคม 2548 และเป็นบทหนึ่งในหนังสือ นกของพระเจ้า (openbooks, มีนาคม 2549)



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter