storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


Salzburg: Mozartstadt & The Sound of Music

- ปาลีรัฐ ศรีวรรณพฤกษ์ -


สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดแผ่วเบา แสงแดดสว่างจ้าปลุกเร้าขับไล่ผมออกจากความง่วงงุนตลอดเวลาสามชั่วโมงที่ขดบ้างเอนบ้างมาในรถไฟ จิตใจผมแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าขึ้นเมื่อสองเท้าก้าวเหยียบสถานีรถไฟเมือง Salzburg เมืองเล็กๆ ในหุบเขา เมืองเล็กๆ ที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตว่าจะมาเยี่ยมชมพยานหลักฐานเรื่องราวความรักของคุณยายของผม ความรักพิลึกพิลั่นที่ผมได้ยินได้ฟังมาเสมอในวัยเด็ก

พวกคุณเคยทราบเรื่องความรักโรแมนติกของคุณตาและคุณยายของผมไหมครับ ความรักพิลึกพิลั่นแต่โรแมนติกเป็นบ้าของทหารเรือนอกประจำการและแม่ชีที่ถวายตัวรับใช้ภายใต้อุ้งพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า แม่ชีที่ดำเนินการตามคำสั่งของคุณแม่อธิการให้มาเป็นผู้ปกครองบุตรชายหญิงจำนวนเจ็ดคนของนายทหารเรือนอกประจำการผู้นั้น แม่ชีที่ไม่เคยมั่นใจในตัวเองเสียทีว่าตนเองจะเป็นแม่ชีได้ดีหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เธอมั่นใจเสมอว่าเธอสามารถร้องเพลงได้ดี แต่งเพลงได้เก่งโดยมีขุนเขาแห่งเมือง Salzburg เป็นแรงบันดาลใจ แม่ชีที่ครวญเพลง the hills are alive with the sound of music แม่ชีที่รับมือกับความเฮี้ยวของเด็กชายหญิงเจ็ดคนด้วยเสียงเพลง แม่ชีที่รับมือกับปัญหาทุกปัญหาได้ด้วยเสียงเพลง และสุดท้าย...ก็เสียงเพลงอีกนั่นแหละที่พาแม่ชีและครอบครัวใหม่ของเธอหนีออกมาจากเงื้อมือของเหล่าพวกเชิดชูตราสวัสดิกะได้

คุณยายมาเรียของผมคือแม่ชีคนนั้นครับ และแน่นอนอย่างที่ไม่น่าสงสัยเลย คุณตาของผมมีชื่อว่า Georg Van Trapp หรือจะเรียกให้ถูกก็คือ Baron Van Trapp ตามศักดินาของท่าน คุณตาเป็นหนึ่งในนายทหารเรือนอกประจำการที่หลบหนีการเรียกเข้าไปร่วมสงครามในตอนนั้น คุณตากับคุณยายตกหลุมรักกันตอนที่คุณยายมารับหน้าที่เป็น governess หมายเลขสิบสองของบ้าน Van Trapp แน่นอนที่สุด ผมจึงมีคุณลุงและคุณป้ารวมกันเป็นจำนวนหกท่าน แม่ของผมเป็นลูกสาวคนสุดท้องของคุณตากับภรรยาเก่า ซึ่งก็คือคุณยายแท้ๆ ของผมที่เสียชีวิตไปนานแสนนานมาแล้ว แม่เล่าให้ฟังว่าตอนที่พบคุณยายมาเรียครั้งแรกนั้นแม่มีอายุเพียงห้าขวบปี แม้จะจำเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้มากนักเพราะตัวเองยังเป็นเด็กน้อย แต่แม่และผมก็เหมือนกัน คือเติบโตและถูกขับกล่อมด้วยเรื่องราวของคุณตายคุณยายโดยอาศัยความทรงจำของคุณลุงคุณป้าในการบอกเล่า

คุณป้าใหญ่หรือ คุณป้า Liesl เป็นพี่คนโตที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยคุณยายมาเรียในการดูแลเหล่าน้องสาว ในขณะที่คุณลุง Freiedrich เป็นหัวเรียวหัวแรงฝั่งผู้ชายในการช่วยคุณตาดูแลน้องชายและทำงานหนักต่างๆ ที่ผู้ชายควรจะรับผิดชอบ แม่บอกว่าตอนนั้นคุณป้าใหญ่อายุสิบหกปี เธอเป็นคนสวยมากๆ ผมเชื่อแม่ เพราะในตอนนี้ผมก็ยังคิดว่าคุณป้าใหญ่เป็นสาวใหญ่ที่สวยสะพรั่งอยู่เสมอ แต่เวลาชมให้เธอได้ยินทีไร คุณป้าใหญ่จะหยิกแก้มผมด้วยความขวยเขินทุกครั้งไป แม่บอกว่าคุณป้าใหญ่ตัดสินใจครองตัวเป็นโสดเพราะยังลืมเจ้าหนุ่มออสเตรียนที่ขโมยจุมพิตของเธอไปในตอนที่เธออายุสิบหกปีไม่ได้ เจ้าหนุ่มคนเดียวกันนี้แหละที่เกือบทำให้ครอบครัว Van Trapp ทั้งเก้าคนมีปัญหาเสียแล้ว เพราะคุณลุง Rolfe แฟนเก่าคุณป้า Liesl นี้เองที่เป็นคนตะโกนบอกเหล่าทหารที่มีคำทักทายกันว่า Heit Hitler ถึงที่ซ่อนตัวของทั้งเก้าคนในวันสุดท้ายขณะเตรียมตัวหลบหนี

ทุกวันคริสมาสต์ ในขณะที่ผมนั่งเพลิดเพลินแกะของขวัญอยู่ใต้ต้นสนจำลอง สิ่งหนึ่งที่ผ่านเข้าหูมาตลอดก็คือเรื่องราวการเล่าขานชีวิตที่หรูหราที่ผ่านมาของพวกผู้ใหญ่หลายชีวิต คุณตาจะนั่งบนเก้าอี้ไม้โยกเยก สูบกล้องกลิ่นหอมปนเหม็น มองดูลูกหลานด้วยสายตาอ่อนโยน แม่บอกว่าคุณตาดีใจนักที่ตัดสินใจถูกในวันนั้น โดยใช้เสียงเพลงพรางตัวหลบหนีออกมาจากการปฎิบัติภารกิจในฐานะราชนาวีออสเตรียในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง แม้คุณตาจะออกจากประจำการแล้ว แต่เมื่อชาติเรียกรับใช้..ท่านจะปฎิเสธอย่างไรได้ เมื่อรู้ความผมได้คุยกับคุณตามากขึ้น ท่านจะบอกเสมอว่าแม้สงครามจะพรากชีวิตสะดวกสบายของท่านไป แต่ก็ได้ให้บทพิสูจน์เรื่องความรักอันแท้จริงกับท่านมาด้วย ปากพูดกับผมแต่สายตาของคุณตาก็จะมองไปที่คุณยายที่สบตามา คุณยายมาเรียร้องเพลงเก่งเสมอในความคิดของผม คุณยายเล่าว่าเธอได้ประสบการณ์การร้องเพลงมาจากการร้องเพลงประสานเสียงในโบสถ์ แม่บอกว่าคุณยายแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการร้องเพลง จะสุขจะทุกข์อย่างไรคุณยายก็ร้องเพลง ดูเหมือนกับว่าเสียงเพลงจะเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในความเห็นของคุณยาย จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต คุณยายก็ยังขอให้พวกเราคนที่เหลืออยู่จัดงานศพที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงให้กับเธอ แน่นอนว่าคำขอของคุณยายในครั้งนี้หมายถึงการร้องเพลงที่ยากลำบากที่สุดของแม่และคุณลุงคุณป้า ทุกคนอยู่ในความเศร้าแต่ต้องร้องเพลงด้วยอาการเบิกบาน ผมคิดว่าคุณยายคงอยากให้เพลงขับกล่อมให้ความเศร้าออกไปจากจิตใจทุกคนมากกว่า

ผมตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินของสายการบินออสเตรียนแอร์ไลน์บินมาฉลองปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิที่ที่ Vienna แวะนอนเล่นที่บ้านคุณตา Max Deitweiler เพื่อนสนิทของคุณตาของผม เจ้าของความคิด “ร้องเพลงบังหน้าเพื่อหลบหนี” ในคืนงานเทศกาล Salzburg Folk Festival เมื่อวันที่นานแสนนานวันนั้นได้สองสามวัน ก็ตัดสินใจนั่งรถไฟมาที่ Salzburg ภายหลังรับปากไว้กับแม่ว่าจะมาเยี่ยมเยียนตึกรามบ้านช่องที่ Salzburg แทนแม่ รถไฟจากเมืองหลวงอย่าง Vienna มาที่ Salzburg มีเกือบทุกชั่วโมงด้วยสนนราคาไม่แพงนักหากเทียบกับระยะทางสามชั่วโมงแห่งการเดินทาง ผู้โดยสารในรถไฟก็ดูจะมีจุดมุ่งหมายในการไป Salzburg ที่เดาได้โดยไม่ยากนัก อาจจะเป็นการกลับไปเยี่ยมบ้านในวันหยุด อาจจะเป็นการเดินทางเพื่อไปเดินดูและถ่ายรูปบ้านสีเหลืองสถานที่เกิดของโมสาร์ท คีตกวีของโลก แต่หากไม่ใช่สองจุดมุ่งหมายนี้ ผมแน่ใจว่าพวกเขาต้องเดินทางไปเพือไปตามรอยหลักฐานความรักของคุณตาคุณยายตามตำนานที่เรียกขานกันด้วยชื่อ The Sound Of Music เป็นแน่

Salzburg เป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนตะวันตกของประเทศออสเตรีย และเป็นหนึ่งในสามของเมืองท่องเที่ยวของออสเตรียที่ทำรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยว จะว่าไปก็น่าเศร้าใจนักที่ออสเตรีย ประเทศเล็กๆในหุบเขาที่มีแม่น้ำดานูบไหลผ่านแห่งนี้มักจะถูกคนหลงลืมอยู่เสมอว่าเป็นที่มาของการกำเนิดประวัติศาสตร์โลกที่น่าสนใจ ดินแดนในแถบลุ่มแม่น้ำดานูบแห่งนี้เป็นน้ำแข็งทั่วไปหมดเมื่อสมัยสองล้านปีก่อนคริสต์ศักราช เมื่อยุคน้ำแข็งผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไป ดินแดนแถบนี้ก็กลายเป็นที่กำเนิดวิวัฒนาการของพืชและสัตว์หลายชนิด ซึ่งรวมทั้งถึงต้นกำเนิดมนุษย์สายพันธุ์ที่ครองยุโรปในปัจจุบันด้วย ในปีสองหันหกร้อยหลังคริสตกาลนี้ เจ้าแม่น้ำที่เคยเป็นน้ำแข็งเมื่อสองร้อยล้านปีก่อนกลับมีสีน้ำตาลขุ่นข้น มีมนต์ขลังทรงเสน่ห์ด้วยบทเพลง Blue Danube หรือ An der schönen blauen Danau ของ Johann Strauss บทเพลงในจังหวะวอลซ์ที่แต่งขึ้นในปี 1867 บทเพลงที่สร้างความกังขาให้แก่คนรุ่นหลังเสมอว่าแม่น้ำดานูบมีสีใดกันแน่

ออสเตรียมีเมืองท่องเที่ยวอยู่ด้วยกันสามเมือง คือ Vienna ในฐานะเมืองหลวง Salzburg ในฐานะเมืองบ้านเกิดของโมสาร์ต และ Innbuck ในฐานะเมืองแห่งพิพิธภัณฑ์ของเครื่องประดับคริสตัลที่มีโลโก้เป็นรูปหงส์อย่าง Swarovski คิดไปก็อดที่จะเปรียบเทียบไปไม่ได้ว่า คงไม่มีประเทศในประหลาดแหวกแนวเท่าสหรัฐอเมริกาไปอีกแล้วที่มีเมืองใหญ่อย่าง New York โดดเด่นกว่าเมืองหลวงคือ Worshinton DC พูดถึงสหรัฐอเมริกาแล้วก็อดยิ้มขันไปไม่ได้กับการตั้งชื่อเมืองที่ล้ออังกฤษมาทั้งดุ้น อย่าง York หรือ Hamshire มิไยสหรัฐอเมริกาจะประกาศอิสรภาพมานานแสนนานแล้วก็ตาม แต่กลิ่นไอความเป็น “ลูก” ของสหราชอาณาจักรก็น่าจะยังไม่หายไปง่ายๆ จากแผนที่ แต่ยังไงก็ดี น่ายกย่องชมเชยที่สหรัฐอเมริกาสลัดความเป็นพิธีรีตรองออกไปได้มากมายหากจะเทียบกับสหราชอาณาจักร ผมยังจำได้ดีถึงการสะกดภาษาอังกฤษแบบอังกฤษและแบบอเมริกาของคำว่า coleur และ color ที่สร้างคะแนนมากน้อยให้ผมได้เสมอในการแข่งขันเกมส์สแครบเบิ้ลในวัยเยาว์

Salzburg เป็นเมืองเล็กๆ แอบซ่อนตัวในหุบเขา ถนนหนทางที่นี่ดูเปลี่ยนไปหมดหากจะเทียบจากการบอกเล่าของแม่ที่กล่อมหูผมมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก รถม้าที่แม่เคยนั่งเข้าเมืองไปกับคุณยายมาเรียได้เปลี่ยนรูปไปเป็นเพียงรถม้าเพื่อการท่องเที่ยวชมเมืองโดยมีเวลาเป็นรอบๆ ให้เลือก รถยนต์และรถบัสกลายเป็นสัญลักษณ์ประกาศความชาญฉลาดของมนุษย์ในการประดิษฐ์รถยนต์ ขนถ่ายน้ำมันและเทคโนโลยีการทำถนน จะว่าไปมนุษย์ก็ประหลาด แต่ก่อนมีรถม้าก็เรียกร้องอยากมีรถบัส สงสัยว่าออโตโมบิลล์อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยในสมัยนั้นก็เป็นได้ แต่ในทุกวันนี้เมือออโตโมบิลล์มากมายเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด คนทั้งหลายก็หันมาเรียกร้องการทำรถรางกันเป็นแถวๆ นั่งบนรถไม่ถึงสิบห้านาทีจากสถานีรถไฟ เจ้ารถบัสก็พาผมมาส่งถนน Getreidegrasse ถนนนี้เรียกได้ว่าเป็นเส้นหลักของเมือง นอกจากจะมีร้านรวงยี่ห้อดังๆ บ่งบอกถึงการเชื่อมกันของโลกและความเป็นศูนย์กลางธุรกิจของพรมแดนที่พร้อมจะเปิดไปยังประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆของออสเตรียแล้ว ในบ้านเลขที่ 9 แห่งถนน Getreidegrasse แห่งนี้ก็ยังมีประวัติสำคัญในการที่จะถูกเรียกว่า Mozart Geburthaus หรือบ้านเกิดของโมสาร์ท

ผมแหงนหน้ามองบ้านสีเหลืองติดธงยาวสีแดงมีแถบตรงกลางสีขาว บ้านสีเหลืองดูโดดเด่นเหลือเกินหากจะเทียบกับตึกรามบ้านช่องข้างเคียงและสีเหลืองของบ้านที่ตัดกันกับสีแดงแห่งธงชาติออสเตรีย เมื่อสองร้อยห้าสิบปีที่แล้วที่เด็กชายคนหนึ่งเกิดขึ้นมา จะมีคนคิดบ้างไหมนะว่าเด็กชายน้อยผู้ได้รับการเรียนดนตรีจากบิดาผู้นั้นจะกลายมาเป็นคีตกวีของโลก แถมยังจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ทำรายได้มหาศาลให้กับการท่องเที่ยวออสเตรียในเวลาต่อมา ผมแอบคิดขันๆ ไปไม่ได้ว่า หากนายกัลลิเวอร์นักผจญภัยเผอิญหลุดเข้ามาในเมืองออสเตรียแทนที่จะหลุดเข้าไปในเมืองคนแคระอย่างลิลิพุต ไม่น่าจะเกินห้านาที กัลลิเวอร์ต้องรู้จักโมสาร์ทแน่ๆ หรือถ้าแม้จะไม่รู้จัก ก็คงต้องเกิดความสงสัยในใจแล้วหันไปถามเพื่อนข้างๆให้จงได้ โมสาร์ทปรากฎตัวอยู่ในทุกที่ของออสเตรีย และปรากฎตัวมากมายเหลือเกินในร้านชอกโกแลตใน Salzburg อยากจะหลับตาหนีหายจากโมสาร์ทไปสักพัก สองมือที่ล้วงกระเป๋าอยู่ก็สัมผัสได้ถึงเหรียญหนึ่งยูโรกลมๆ ที่ด้านหลังเป็นภาพนูนของโมสาร์ท น่าเสียดายเหลือเกินที่อัจฉริยะผู้นี้จากโลกไปตั้งแต่อายุยังน้อย มิฉะนั้นบางทีลูกหลานเหลนของโมสาร์ทอาจจะเดินเล่นสวนกันกับนักท่องเที่ยวอย่างผม และบอกเล่าเรื่องราวของต้นตระกูลของเขาบ้างก็ได้

บ้านเลขที่ 9 ถนน Getriedegrasse ในวันนี้ถูกดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์โมสาร์ทโดยผลงานการออกแบบของ Robert Wilson สถาปนิกชาวอเมริกัน โดยมีแนวทางการออกแบบจำลองให้บรรยากาศภายในเหมือนสมัยยามที่โมสาร์ทยังมีชีวิตอยู่ให้มากที่สุด การจัดการพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของมูลนิธิโมสาร์ท ภายในตึกหลังนี้มีการแบ่งออกเป็นเก้าห้องตามการใช้งานของบ้านหากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อสองร้อยห้าสิบปีก่อนได้จริง เราจึงพบห้องนั่งเล่น ห้องเก็บของ ห้องซ้อมเปียโน ห้องไวโอลิน ห้องของเล่นของโมสาร์ท อีกทั้งการจัดแสดงเตาทำครัวเมื่อสมัยนั้น ทางมูลนิธิพยายามจัดบรรยากาศภายในตึกหลังนี้ให้เป็นโมสาร์ทมากที่สุดด้วยการเปิดดนตรีคลาสสิคแสนไพเราะเพลงต่างๆ ที่โมสาร์ทเป็นคนแต่ง สองตาของผมเหลือบมองรูปวาดของโมสาร์ทและครอบครัว ในขณะที่สองหูดื่มด่ำไปกับดนตรีอันไพเราะ และสองเท้าเก้าย่างกลับเข้าไปในโลกเมื่อสองร้อยห้าสิบปีก่อน

Sacher

Apple Strudel

ชั้นล่างสุดของตึกนี้เป็นร้านกาแฟส่งกลิ่นหอมกรุ่น แล้วกาแฟเวียนนาก็ตามมาทักทายผมที่นี่ กาแฟสายพันธ์อาราบิกาปรุงด้วยวิปปิ้งครีมนุ่มๆ ปรับรสอันร้อนแรงของกาแฟให้ละมุนลิ้น หัวใจแอบคิดถึงคุณป้า Martha คุณป้าที่อายุใกล้แม่มากที่สุดขึ้นมา จำได้อย่างแม่นยำว่าขนมหวานและเครื่องดื่มที่คุณป้ามาร์ธาโปรดปรานนักมักจะมีส่วนประกอบของวิปปิ้งครีมเสมอ ในขณะที่คุณลุง Kurt บุตรหมายเลขสี่ของคุณตาชอบพายแอปเปิ้ลนุ่มๆ ทีมีชื่อว่า Apple Strudel หนักหนา คุณลุงและคุณป้าของผมดูจะสืบทอดความเป็นออสเตรียไว้ได้อย่างเต็มสายเลือด แม้จะเติบโตในต่างแดนที่แสนไกล นิยามของความรักชาติของใครสักคนจะมีความหมายรวมถึงการรับประทานอาหารประจำชาติของตนในแดนไกลเช่นเดียวกับคุณลุงคุณป้าของผมหรือไม่นะ

กลิ่นกรุ่นของกาแฟยังติดตามเสื้อผ้าของผมขณะที่สองเท้าเดินทางต่อ Salzburg เป็นเมืองที่เต็มไปด้วย โบสถ์ โบสถ์ และ โบสถ์ เมื่อสองร้อยปีก่อนบ้านเหลืองๆ ของโมสาร์ทแห่งนี้ก็เป็นอาณาบริเวณหนึ่งของโบสถ์ ผมเดินเรื่อยๆไปตามร้านรวงต่างๆ อดใจที่จะเข้าไปถ่ายรูปและซื้อชอกโกแลตฝากแม่ไม่ได้ แม่โปรดปรานชอคโกแลตของที่นี่มากชนิดที่ว่าหากรู้ว่าใครจะมา Salzburg แม่จะยอมเอาเงินเก็บสะสมยื่นให้เพื่อฝากซื้อชอคโกแลตทันที ชอกโกแลตที่นี่แปลกกว่าที่อื่นตรงที่ว่ามีไส้ถั่วข้างใน จะมีปริมาณไส้มากหรือน้อยก็แล้วแต่จะเลือก เจ้าถั่วพิตาชิโอนัทสีเขียวๆ นี้เองที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมประหลาดน่าลิ้มลอง

หลังจากอิ่มใจกับร้านชอคโกแลตและร้านขายขนมขดพันหน้าตาประหลาดที่ชื่อ เพรทเซล ตามภาษาอังกฤษหรือ brezen ตามภาษาถิ่นแล้ว สองเท้าพาผมก้าวย่างไปยังสวน Mirabelle สวนที่คุณยายมาเรียพาคุณลุงคุณป้าและแม่มาปิคนิคร้องเพลงกันเสมอ สวนสีเขียวสไตล์บารอคนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ Fischer von Erlach แม่บอกว่าคุณยายมาเรียชอบพามาร้องเพลงที่นี่เป็นประจำ ผมเดินทักทายรูปปั้นเล็กใหญ่ในหมู่ทิวไม้ของสวนแล้วก็อดคิดไปไม่ได้ว่า สมัยเด็กๆ แม่จะร้องเพลงเพราะหรือเปล่านะ แม่บอกว่าคนที่เสียงดีที่สุดคือ คุณป้าใหญ่กับคุณลุง Kurt ยิ่งไปกว่านั้น คุณลุง Kurt ยังมีความรู้ด้านภาษาดีพอใช้เสียด้วย คุณลุง Kurt นี่เองที่เป็นคนช่วยคุณยายมาเรียแต่งเพลง goodbye ที่ใส่ภาษาต่างประเทศเข้าไปถึงสามภาษาคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ เยอรมัน โดยไม่ขัดเขินด้วยชุดศัพท์ง่ายๆในการพูดกล่าวลาอย่าง so long/ farwell/ Auf Wiedersechen/ goodbye/ Adieu/ Au revoir และก็เป็นคุณลุง Kurt อีกนั่นแหละที่สอนผมให้พูดภาษาต่างประเทศประโยคสั้นๆเสมอ

Brezen

ผมทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้เล็กๆ ในสวน อดใจไม่ได้ที่จะถอดรองเท้าออกให้สองเท้าสัมผัสหญ้า เมืองที่สงบและสวยงามด้วยขุนเขาแห่งนี้เองที่สร้างแรงบันดาลใจมากมายให้คุณยายมาเรียในการร้องเพลง วันอาทิตย์อันแสนสุขอย่างนี้คงจะเป็นวันที่แสนสนุกของเด็กน้อยในการออกมาร้องเพลงเริ่มต้นความรู้จักกับตัวโน๊ตอย่าง Doe, a dear, a female dear Rae, a drop of golden sun Me, a name, i call myself, Far, a long long way to run … ใจอดคิดไปไม่ได้ว่าหากแม่ไม่ต้องหนีออกจากที่นี่ ผมเองก็คงเป็นอีกหนึ่งเด็กน้อยที่เติบโตมากับการร้องเพลงไล่โน๊ตในสวนสวยแห่งนี้เหมือนพวกเด็กๆพวกนี้แล้วกระมั้ง

สายตาผมทอดยาวไปยังส่วนปิดของ Mirabelle Garden ในนั้นมีพรรณไม้ต่างๆ ที่ไม่ได้ตัดแต่งอยู่มากมาย กลีบสีขาวของดอก Edelweiss ล่อตาผมให้พินิจพิจารณา ดอกไม้สีขาวกลีบบางๆเหล่านี้ดูไร้ค่าไปถนัดใจหากเปรียบเทียบกับสีฉุดฉาดของดอกไม้อื่นในฤดูใบไม้ผลิ แต่สำหรับคุณตาแล้ว เจ้า Edelweiss นี้เองเป็นที่มาของบทเพลงไพเราะที่สืบทอดมาเป็นการละเล่นล้อมวงของเด็กๆในเวลาต่อมา คุณตาจะบอกผมเสมอว่าดอกไม้ Edelweiss เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของออสเตรียที่คนมักจะมองข้าม ทั้งที่ในความเชื่อเดิมของชาวออสเตรียแล้ว Edelweiss เป็นดอกไม้คู่กับออสเตรียที่หาได้ตามเนินเขาทั่วไป กลีบสีขาวของมันดูอ่อนโยนบริสุทธิ์เหมือนจิตใจคนออสเตรียที่ไม่ชอบสงคราม คำว่า Edelweiss ในดิกชันนารีปัจจุบันเองก็สืบทอดเจตนานี้มาโดยบัญญัติศัพท์คำว่า Edelweiss เอาไว้ว่าหมายถึงของหายากและมีค่า น่าเสียดายที่คุณตาสิ้นไปก่อนที่จะได้ชื่นใจว่าทางการออสเตรียได้จัดเจ้า Edelwiess เอาไว้ในรายการพันธ์ไม้คุ้มครองเสียแล้ว

Edelweisse

ผมเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ ได้เวลาที่ผมจะออกจากสวนแห่งนี้เพื่อกลับไปยังสถานีรถไฟเพื่อให้ทันเที่ยวรถไฟกลับ Vienna ผมคิดว่าคงจะใช้บริการถบัสสายเดิมซึ่งก็น่าจะง่ายกว่าตอนขามาที่ไม่รู้จักทางเอาเสียเลย แดดอุ่นๆทำให้รู้สึกกระหายเบียร์เย็นขึ้นมาทันทีทันใด อดยิ้มกับตัวเองไปไม่ได้ว่าสุดท้ายผมก็เลือกเบียร์ยี่ห้อ Edelweiss ตามประสาสายเลือดของคุณตา Georg Van Trapp สายเลือดออสเตรียที่ดีอยู่ดี

มือซ้ายของผมถือเบียร์ที่หมดไปค่อนกระป๋อง ในขณะที่มือขวาถือกล้องถ่ายรูปลั่นชัตเตอร์ ผมถ่ายรูปไปประมาณร้อยรูปแล้วละมั้งในวันนี้ แม่จะต้องดีใจแน่ๆที่ได้เห็นภาพเมืองเก่าที่แม่เคยอยู่มาเจ็ดปีก่อนจะย้ายมาอยู่ที่บ้านในปัจุบัน การเดินเข้าไปในอดีตที่ทิ้งมานานจะเป็นยังไงกันนะ แม่จะนึกอะไรใหม่ๆออกแล้วเล่าอะไรให้ผมฟังไหม แต่ที่แน่นอนโดยไม่ต้องสงสัยก็คือ บรรยากาศของพี่น้องเจ็ดคนที่มุงดูรูปถ่ายที่ทำการดาวน์โหลดลงคอมพิวเตอร์แล้ววิพากษ์วิจารณ์รวมทั้งเล่าเรื่องเปิ่นๆของแต่ละคนคงทำให้ทุกอณูรอบตัวพวกเขาอบอุ่นขึ้นมาได้จากความสวยงามของความทรงจำ

ผมทอดสายตามอง Salzburg ให้เต็มตาอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย แม่พูดถูกจริงๆ ที่ว่าที่นี่มีมนต์ขลังบางอย่างที่จะดึงคนเอาไว้ให้คิดถึงเสมอ ผมไม่รู้ว่าจะได้มาที่นี่อีกเมื่อไหร่ หรือว่าการเดินทางครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของผม ณ ที่แห่งนี้ก็เป็นได้ ผมเดินทางมาตามความฝันในความทรงจำของแม่เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ต้องเป็นการเดินทางตามความฝันในความทรงจำของผมบ้าง ภายหลังเรียกแผนที่โลกใบใหญ่ที่ในอยู่ในความทรงจำของผมทุกเช้าค่ำออกมากางแผ่ตรงหน้า ผมก็ได้เป้าหมายการเดินทางในครั้งใหม่

แล้วคุณล่ะครับ กำลังจะเดินทางไปตามหาความฝันในความทรงจำที่ไหน?


หมายเหตุ: ภาพยนตร์ The Sound Of Music มีความยาว 2 ชั่วโมง 47 นาที นำแสดงโดย Julie Andrew และ Christopher Plummer ออกฉายครั้งแรกในปี 1965 โดยลิขสิทธิ์ของบริษัท Twentieth Century Fox และกวาดห้ารางวัลออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม เพลงประกอบยอดเยี่ยม เสียงยอดเยี่ยม ทิวทัศน์ยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากหนังสือชื่อ The Von Trapp Family ซึ่งเขียนโดย Maria Von Trapp (ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดความมีตัวตนจริงของ The Von Trapp Family ได้จาก http://en.wikipedia.org/wiki/The_Sound_of_Music หรือ http://en.wikipedia.org/wiki/Maria_von_Trapp ในส่วนของ Maria Von Trapp หรือ http://en.wikipedia.org/wiki/Georg_Ritter_von_Trapp ในส่วนของ Georg Von Trapp ) โดยผู้เขียนมีเจตนาเพียงแต่งเติมจินตนาการต่อจากในภาพยนตร์ดังกล่าวและบอกเล่าถึงความประทับใจในความสวยงามของเมือง Salzburg โดย มิได้มีจุดประสงค์ในการล่วงละเมิดประวัติจริงของครอบครัว Von Trapp แต่ประการใด



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter