storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


หัวร่อร่า น้ำตาริน: อนุสติจากชีวิตตลกเอกของโลก – ชาลี แชปลิน

- ธีรภาพ โลหิตกุล -


คำปรารภ

“อนุสติ” หมายถึง ความระลึกถึง หรืออารมณ์ที่ควรระลึกถึงเนือง ๆ ซึ่ง “พจนานุกรมพุทธศาสน์” โดย “พระธรรมปิฎก” ระบุว่า อนุสติ มี ๑๐ ประการคือ

พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม สังฆานุสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ สีลานุสติ ระลึกถึงศีลที่ตนรักษา จาคานุสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาค เทวตานุสติ ระลึกถึงคุณที่ทำคนให้เป็นเทวดา มรณัสสติ ระลึกถึงความตายที่จะต้องมีเป็นธรรมดา กายคตาสติ ระลึกทั่วไปในกายให้เห็นว่าไม่งาม อานาปานสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก และ อุปมานุสติ ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบระงับกิเลสและความทุกข์ คือนิพพาน

คนทั่วโลกรู้จักชาลี แชปลิน ในฐานะตลกเอกผู้สร้างเสียงหัวเราะจากความหฤหรรษ์ที่ได้ชมภาพยนตร์ของเขา แต่น้อยคนจะรู้ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ คือหยดน้ำตาที่ไหลรินจากหัวใจดวงร้าว ทั้งจากชีวิตลำเค็ญแสนสาหัสในวัยเด็ก และจากคำประณามหยามเหยียดของผู้คนที่เข้าใจเจตนาของเขาผิด จนชีวิตพลิกผันจากดาราที่มีคนชื่นชอบมากที่สุด สู่การเป็นบุคคลที่สหรัฐอเมริกา “ไม่พึงปรารถนา”

กว่าที่เมฆหมอกแห่งอวิชชาและความงมงายจะพัดผ่าน ชาลี แชปลิน ต้องหลบไปรักษาแผลใจ ณ บ้านพักริมทะเลสาบเจนีวาในสวิตเซอร์แลนด์นานเกือบ ๒๐ ปี ก่อนที่จะได้รับการยกย่องอีกครั้งในฐานะ “ศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ให้กับวงการภาพยนตร์ในรอบศตวรรษ”

พุทธศักราช ๒๕๔๖ ผมมีโอกาสเดินทางไปคารวะหลุมศพ ชาลี แชปลิน ที่ “เวเวย์“ เมืองเล็ก ๆ ริมทะเลสาบเจนีวา ซึ่งดาราตลกเอกใช้ชีวิตในบั้นปลาย ก่อนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ.๒๕๒๐ พร้อม ๆ กับได้ศึกษาชีวิตของเขาจากหนังสือ “ชาลี แชปลิน ความรุ่งโรจน์แห่งยุคสมัย” ฉบับแปลและเรียบเรียงโดย เตือนตา สุวรรณจินดา จึงตระหนักว่าชีวิตของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ เป็น “อนุสติ” ที่ชนรุ่นหลังควรค่าแก่การเรียนรู้และระลึกถึงอย่างยิ่ง

ดังพุทธพจน์บทที่ว่า ...เอกนุตํ นินฺทิโต โปโส เอกนุตํ วา ปสํสิโต... คนที่ถูกนินทาและสรรเสริญโดยส่วนเดียวไม่มี... จึงได้นำมาถ่ายทอดเป็นข้อเขียนที่ท่านจะได้สัมผัส ณ บัดนี้

..............................

หัวร่อร่า น้ำตาริน: อนุสติจากชีวิตตลกเอกของโลก – ชาลี แชปลิน


“ไม่ว่าโง่ หรือฉลาด ทุกคนต้องต่อสู้ด้วยตัวของตัวเอง…”

ชาลี แชปลิน (พ.ศ. ๒๔๓๒-๒๕๒๐)


๑.

คืนนั้น บนเที่ยวบิน LX ๑๘๒ ของสายการบินสวิสแอร์ จากนครซูริคมุ่งหน้าสู่กรุงเทพ มหานคร นาฬิกาบอกเวลาตีสามตามมาตรฐานเวลาภาคพื้นยุโรป แต่หมายถึงเก้าโมงเช้าแล้วตามเวลาในไทย แน่นอนว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่กำลังหลับใหล ทว่า มันเป็นการยากเหลือเกินที่จะหาคำอธิบาย ว่าเหตุใด น้ำตาผมจึงไหลพรากออกมาโดยมิทันตั้งตัว เสียงสะอื้นแม้มิอาจดังเล็ดรอด แต่มันก็เต็มตื้นอยู่ภายใน เมื่อหนังสือที่พกติดตัวเป็นเพื่อน เดินทางมาถึงหน้า ๑๐๙ ของการอ่านรอบที่สอง

“…แชปลินขังตัวเองอยู่กับแม่เป็นเวลาหลายชั่วโมง…ใบหน้าของแม่เต็มไปด้วยริ้วรอยของความเจ็บปวด แม้จะไร้ชีวิตแล้ว เขาประคองใบหน้านั้นไว้ด้วยมือทั้งสอง พลันเหตุการณ์ในอดีตก็พรั่งพรูเข้ามาสู่ความสำนึก ชีวิตอันแร้นแค้นของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยวิญญาณ และชีวิตจิตใจของหญิงที่กล้าหาญ มีอารมณ์ขัน มีอารมณ์เศร้า บัดนี้ได้ปิดฉากสุดท้ายของเธอไปแล้วอย่างเงียบเชียบและว้าเหว่….”

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า นี่ผมกำลังอ่านชีวิตของศิลปินผู้สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้คนทั้งโลก หรือว่าวลี…หัวร่อร่า น้ำตาริน… จะเป็นนิยามของทุกคนที่ถูกเรียกขานว่า “ดาวตลก” ผู้ที่ทำให้คนอื่น “หัวร่อร่า” แม้ตนเองจะกำลัง “น้ำตาริน” ไม่เว้นแม้แต่…ชาลี แชปลิน

“ชาลี แชปลิน ความรุ่งโรจน์แห่งยุคสมัย” แปลและเรียบเรียงโดย เตือนตา สุวรรณจินดา ฉบับพิมพ์ครั้งสอง โดยสำนักพิมพ์เคล็ดไทย คือหนังสือที่ผมตัดสินใจไม่ยากเลย ที่จะหยิบพกติดตัวไป เมื่อรู้ตัวว่าจะได้สัญจรสู่สวิตเซอร์แลนด์เป็นครั้งแรก เพราะถึงแม้ชาลี แชปลินจะเป็นศิลปินสายเลือดอังกฤษ ที่ไปโด่งดังเป็นพลุแตกที่สหรัฐอเมริกา แต่ชีวิตของเขาก็ผูกพันกับสวิสเซอร์แลนด์อย่างแนบแน่น โดยเฉพาะ “เวเวย์” [Vevey] เมืองเล็ก ๆ ริมทะเลสาบเจนีวา…

ที่ซึ่งชาลี แชปลิน ฝากหัวใจไว้ให้ชาวเมืองนี้ดูแลในห้วง ๒๐ ปีสุดท้ายของชีวิต

๒๐ ปีแห่ง “วันชื่น” กับครอบครัวอันอบอุ่น ระคนความ “ขื่นขม” ด้วยข้อหา “บุคคลผู้ไม่พึงปรารถนา” จากประเทศที่เคยทำให้เขารู้ว่ามีคนรักและชื่นชมเขามากมาย จากหนังที่เขากำกับและนำแสดง และในเวลาต่อมา ยังเป็นประเทศที่ทำให้เขารู้ว่ามีคนจงเกลียดจงชังเขาเหลือเกิน จากหนังที่เขากำกับและนำแสดงอีกเช่นกัน

“…ความผิดร้ายแรงของข้าพเจ้าคือการเป็นคนหัวแข็ง ไม่ยอมทำตามคนอื่นที่ข้าพ เจ้าไม่เห็นด้วย…” (หน้า ๑๙๕)

บ่ายวันฝนพรำในฤดูใบไม้ร่วงที่สุสานคอร์ซิเยร์ [Cemetery of Corsier] ชานเมืองเวเวย์ คำของชาลี แชปลิน ผุดพรายขึ้นในความทรงจำ ขณะผมยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงคารวาลัยแด่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์โลก หรืออย่างน้อยก็เป็นมุทิตาจิตจากคนเล็ก ๆ ที่เติบโตขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะจากการดูหนังของเขา ได้เติบกล้าทางปัญญาจากการซึมซับแง่คิดที่เชิดชูสันติภาพ เทิดทูนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่สอดแทรกอยู่ในหนังของเขา แล้วมีโอกาสข้ามน้ำข้ามทะเลมายืนอยู่เบื้องหน้าสถานที่ซึ่งฝังร่างและวิญญาณแห่งเสรีชนคนนี้ไว้เป็นนิรันดร

มันมิใช่อนุสรณ์สถานอันโอฬารตระการตา ก็แค่เป็นเฉกเช่นหลุมฝังศพแห่งสามัญชน ที่มีเพียงดอกไม้แห่งความอาลัยวางไว้ช่อหนึ่ง ทว่า ในส่วนลึก กลับให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่สุดพรรณนา

จะว่าไปแล้ว เวเวย์ก็ไม่ใช่เมืองที่ใหญ่โตและสลักสำคัญอะไรในประวัติศาสตร์ ดั้ง เดิมก็เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงอันสงบเงียบ กระทั่งสักร้อยกว่าปีมานี้เอง ที่มีคนค้นพบว่าแสงแดดที่สะท้อนจากผิวน้ำอันสงบนิ่งของทะเลสาบเจนีวา จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็นทะเลสาบที่ “นุ่มนวลดั่งปุยฝ้าย” นั้น ช่างเหมาะกับการปลูกองุ่นสำหรับผลิตไวน์ นานวันเข้าก็กลายเป็นเมืองที่จัดเทศกาลไวน์อันโด่งดัง ดึงดูดผู้คนมาเที่ยวแล้วก็ไม่ค่อยอยากจะกลับ เพราะลุ่มหลงอากาศ ความสงบงามและมิตรไมตรีผู้คนพลเมือง ร่ำลือว่าถึงขนาดมีคนมาแล้วก็ฉีกตั๋วรถไฟขากลับทิ้งยังมี

หมู่บ้านแซงต์ ซาฟอแรง [St. Saphorin] เป็นตัวอย่างของหมู่บ้านที่ผลิตไวน์มาเก่าแก่มาก ผมสัญจรไปเยือนเพราะอยากไปเห็นภัตตาคารที่ชาวเวเวย์รู้ดี ว่าเป็นร้านโปรดของชาลี แชปลิน และครอบครัว ชื่อร้าน “โอแบร์ก เดอ ลองด์” [Auberge de L’onde] ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านนี้ ไม่ไกลจากตำบลคอร์ซิเยร์ [Corsier] ที่ตั้งคฤหาสน์ของชาลี ผมซอกแซกเข้าไปตามซอกซอยของหมู่บ้าน ยังได้เห็นเครื่องบดองุ่น อันเป็นอุปกรณ์เก่าแก่ในการผลิตไวน์ตั้งไว้โดดเด่น แต่ละบ้านมีตู้โชว์ผลผลิตไวน์ตู้เล็ก ๆ ติดไว้หน้าบ้าน ใครสนใจหาซื้อไวน์ ก็เคาะประตูขอลองชิมดูก่อนได้

แต่ถ้าเป็นวันเสาร์ในฤดูร้อน ท่านว่าให้ถือแก้วไวน์ไป “ปลาซ ดู มาร์กเช่” [Place du Marce] ตลาดริมทะเลสาบซึ่งถือเป็นใจเมืองเวเวย์ ที่นั่นจะมีผู้ผลิตไวน์มาออกร้านให้ชิมไวน์ฟรีตั้งแต่เช้าไปจนถึงเที่ยง แน่นอนว่าชาลี แชปลิน ไม่พลาดที่จะชวน อูนา [Oona O’Neil] ภรรยาสุดที่รักออกไปเที่ยวชม แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าการชิมไวน์ คือการได้พบปะผู้คนที่จะช่วยชุบชูใจเขาให้ชุ่มชื่นขึ้นบ้าง

“…อูน่ามักจะเข็นเก้าอี้เลื่อนไปตามถนน โดยมีแชปลินนั่งอย่างสบายอารมณ์อยู่ตอนหน้า ตลอดทางที่ผู้คนผ่านไปผ่านมา มักร้องทักว่า “สวัสดี…ชาลี” เมื่อแชปลินได้ยิน เขาจะมีใบหน้าที่แดงสร้าน พร้อมกับโบกไม้โบกมือให้แก่ผู้นั้น เขายังคงต้องการไมตรีจิตจากคนแปลกหน้าที่รู้สึกคุ้นเคยกับเขา เหมือนเขาเป็นเพื่อนเก่าแก่คนหนึ่ง…” (หน้า ๒๐๔-๒๐๕)

สำหรับชาวเวเวย์ นั่นอาจเป็นมิตรไมตรีสามัญที่พึงมีต่อกัน โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นคนดัง แต่สำหรับชาลี แชปลิน ในห้วงยามนั้น มันคือโอสถอันวิเศษยิ่งกว่ายาอายุวัฒนะใด ๆ ที่ช่วยสมานบาดแผลในใจที่ขาดวิ่นของเขาให้ทุเลาลง


๒.

เส้นทางแห่งความสำเร็จของผู้มีชื่อเสียงส่วนใหญ่มิได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ แต่สำหรับชาลี แชปลิน ตลอดรายทางที่ก้าวเดิน นอกจากจะขรุขระแล้ว ยังดารดาษด้วยขวากหนามแหลมคมที่พร้อมจะฉีกผิวเท้าออกเป็นริ้ว ๆ

๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๓๒ ชาลี แชปลิน หรือ ชาร์ลส์ สเปนเซอร์ แชปลิน [Charles Spencer Chaplin] ลืมตาดูโลกในครอบครัวเล็ก ๆ แห่งกรุงลอนดอน แม่เป็นนักร้องและนางระบำ พ่อก็เป็นดาราละครที่มีชื่อเสียง แต่ติดเหล้างอมแงมและชอบใช้ความรุนแรง จนแม่ต้องขอแยกทางตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ ชาลีเติบโตมากับแม่ เห็นทั้งชีวิตที่รุ่งเรืองและร่วงโรยของแม่ โดยเฉพาะเมื่อแม่ล้มป่วยด้วยอาการเจ็บคออย่างรุนแรง จนไม่สามารถร้องเพลงได้ และที่สุดก็มีอาการทางประสาท ชีวิตวัยเด็กของเขาจึงทั้งระหกระเหิน ลุ่ม ๆ ดอน ๆ บางวันอดมื้อ กินมื้อ ผ่านชีวิตการเป็นเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า เด็กส่งของ ลูกมือแม่ครัว คนงานเป่าหลอดแก้วในโรงงาน ฯลฯ

แต่ดูเหมือนพ่อกับแม่จะถ่ายเทเลือดแห่งศิลปินไว้ให้เขาเต็มตัว จึงไม่มีงานใดที่เขาชื่นชอบเท่ากับการเป็นนักเต้นระบำสลับฉาก อันเป็นบันไดก้าวแรกสู่การแสดงละครเวทีเรื่อง “เชอล็อค โฮล์ม” บทเด็กส่งหนังสือพิมพ์ส่งตัวเขาให้โด่งดังในฐานะตัวตลกประจำคณะ มีโอกาสติดตามคณะละครไปตระเวนแสดงในปารีสและสหรัฐอเมริกา จนบริษัทหนังในสหรัฐฯ อย่าง คีย์สโตนทาบทามไปแสดงหนัง

ถึงเวลานั้นก็ไม่มีอะไรฉุดรั้งชาลี แชปลินไว้ได้อีก เขากลายเป็น “สิ่งมหัศจรรย์ของโลกภาพยนตร์” ยิ่งเสียงหัวเราะของผู้ชมดังมากเท่าไร ก็หมายถึงเงินทองที่ไหลมาเทมา จากเด็กเกือบจะอนาถา กลายเป็นดาราที่เยื้องกายไปทางใด ก็คึกโครมราวกับเป็นบุคคลสำคัญของชาติ และทำสถิติได้รับจดหมายจากแฟน ๆ ๗๓,๐๐๐ ฉบับภายในเวลา ๔ วัน!

ถึงเวลานั้น ก็แทบจะมีคนเอาเงินมากองให้เขาเป็นผู้กำกับ เพื่อสร้างหนังอย่างที่ชาลี แชปลิน ต้องการให้เป็น

จาก A Dog’ s Life หนังเรื่องแรก สู่ The Kid, The Circus, City Lights ฯลฯ ชาลี แชปลิน มักหยิบยกประสบการณ์ชีวิตที่เคยเป็นเด็กข้างถนนมาสะท้อนในหนังของเขา จนภาพชายหนวดจิ๋ม สวมสูทคับติ้ว สวมกางเกงหลวมโพรก ใส่รองเท้าซอมซ่อ ถือไม้เท้าเดินเหมือนนกเพนกวิน กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่ติดตาคนทั้งโลก บัดนี้ เขาคือ “ราชาหนังตลกเงียบ” ที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ กล่าวถึงในสุนทรพจน์เปิดรอบปฐมทัศน์หนัง City Lights ว่า

“…ข้าพเจ้าขอสดุดีผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งข้ามแม่น้ำเทมส์แห่งนี้ เพื่อที่จะทำให้คนทั้งโลกรัก เขาคือ ชาลี แชปลิน…” (หน้า ๑๑๓)

แต่เพราะเคยมีชีวิตที่ลำบากมามาก ชาลีจึงรู้ซึ้งถึงจิตใจของคนยากคนจน เขาไม่อาจแยกศิลปะการสร้างหนังออกจากกระแสสังคม ความเป็นจริงข้อนี้ชัดเจนขึ้นในหนัง Modern Time ที่เขาพยายามชี้ให้เห็นว่าการผลิตในระบบอุตสาหกรรม มันทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์ลงอย่างเลวร้าย ภาพที่ผู้ชมติดตาอันนำมาซึ่งเสียงฮาครืน คือภาพ “ชาลี” คนงานที่ได้รับหน้าที่ขันน็อต อย่างเดียวจนเบลอ เห็นกระดุมเสื้อผู้หญิงก็วิ่งเข้าไปขัน และภาพเจ้าของโรงงาน สร้างเครื่องป้อนอาหารให้คนงานอย่างชาลีกินระหว่างการทำงาน เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาการผลิต

แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนดู ก็เริ่มมีสัญญาณร้ายบางอย่างดังขึ้นมาว่า หนังของชาลีเป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้หลงนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์!

ถึงต้นทศวรรษ ๒๔๘๐ สถานการณ์โลกเริ่มเลวร้าย เมื่อจอมเผด็จการฮิตเลอร์กำลังเหลิงอำนาจ กองทัพนาซีเยอรมันกำลังฮึกเหิม ชาลี แชปลิน ไม่ใส่ใจต่อเสียงนกเสียงกา เขาประกาศสร้างหนัง The Great Dictator หรือ “จอมเผด็จการ” เพื่อล้อเลียนนาซี และประท้วงความบ้าระห่ำของฮิตเลอร์ หนังสร้างระหว่างที่สงครามกำลังปะทุ เมื่ออังกฤษประกาศสงครามกับเยอรมัน และฝรั่งเศสก็กำลังถูกเยอรมันบุกขยี้อย่างมันมือ

ชาลีได้รับโทรเลขสั่งจองหนังจากสายหนังอย่างคึกคัก พร้อม ๆ กับจดหมายขู่จากผู้นิยมนาซีว่าหนังออกฉายเมื่อไร ก็เตรียมรับลูกระเบิดได้เลย แต่แทนที่จะหวั่นวิตก ชาลีกลับยิ่งใส่วิญญาณของผู้เรียกร้องสันติภาพ ผ่านตัวละครที่เป็นช่างตัดผมหมวดจิ๋มคล้ายฮิตเลอร์ ซึ่งถือเป็นตัวละครคนแรกที่มีบทพูด ในรอบสองทศวรรษนับแต่เขาเริ่มสร้างหนัง

“…จงอย่าสิ้นหวัง ความทุกข์ทรมานที่เราได้รับอยู่นี้ เกิดจากความละโมบและบ้าคลั่งของคนที่ไม่อยากเห็นความเจริญของมนุษย์ด้วยกัน วันหนึ่งความเลวร้ายของเขาจะสิ้นสุดลง…พวกเผด็จการจะต้องตาย อำนาจที่เขาปล้นจากประชาชนจะต้องกลับไปสู่มือประชาชน แม้ว่าเราทั้งหลายจะตายไป เสรีภาพก็ยังคงอยู่ชั่วกาลนาน… ณ บัดนี้ เราจงมาร่วมกันต่อสู้เพื่อโลกเสรีของเราในนามของประชาธิปไตย เราจงร่วมมือกัน...” (หน้า ๑๓๙-๑๔๐)

แต่ผลที่ได้รับคือ ชาลี แชปลิน ถูกตราหน้าว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” ในทันที่ที่รอบปฐมทัศน์ของหนังเรื่องนี้จบลง เขาถูกทำเนียบขาวตำหนิว่ากำลังสร้างความยุ่งยากให้อเมริกา ซึ่งขณะนั้นวางตัวเป็นกลางจากความขัดแย้ง แต่ครั้นเมื่อกองทัพนาซีบุกรัสเซียใน พ.ศ.๒๔๘๒ ชาลีก็ยิ่งถลำลึกด้วยการออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯยื่นมือเข้าช่วยรัสเซีย ซึ่งเวลานั้นเป็นประเทศคอมมิวนิสต์

“…ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมิวนิสต์ หากเป็นปุถุชนคนหนึ่งที่รู้ว่า คนเราควรจะปฏิบัติต่อคนด้วยกันอย่างไร คอมมิวนิสต์ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่น เมื่อเขาแขนขาด เขาก็เจ็บปวดเหมือน ๆ กับเรา และตายเหมือน ๆ กับที่เราตาย และแม่ที่เป็นคอมมิวนิสต์ก็เหมือนกับแม่ทั้งหลาย เธอร้องไห้เมื่อได้ข่าวว่าลูกชายของเธอจะไม่กลับบ้านเหมือน ๆ กับแม่คนอื่น ๆ ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อที่จะรู้ซึ้งถึงสิ่งเหล่านี้…” (หน้า ๑๔๕-๑๔๖)

จากดาราที่มีคนรักมากที่สุด บัดนี้ ชาลีกลายเป็นศิลปินคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับคนทั้งประเทศ และความเกลียดชังก็ยิ่งถมทับทวีคูณ เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าทำร้าย โจน แบรี่ อดีตคู่นอนที่กำลังตั้งท้องอย่างไร้ศีลธรรม ยิ่งเมื่อสังคมอเมริกันก้าวเข้าสู่ยุคมืด จากการปลุกปั่นให้เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ โดยแมกคาร์ที ผู้ก่อตั้ง “ลัทธิแมกคาร์ที” [McCarthyism] และผู้ฉวยโอกาสกำจัดศัตรูทางการเมืองโดยอาศัยกฎหมายว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ จุดยืนของชาลีบนแผ่นดินอเมริกาก็แคบลงทุกที

“…เตะแชปลินไปอยู่รัสเซียเสีย…ไล่เจ้าคนต่างด้าวออกไปจากประเทศของเรา…ชาลี แชปลิน ผู้เผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์…”

คือส่วนหนึ่งของข้อความในป้ายที่มีคนกลุ่มหนึ่งถือประท้วงอยู่หน้าโรงหนังที่ฉายMonsieur Verdoux หนังเรื่องใหม่ของเขา แล้วหลังจากนั้น ในระหว่างนั่งเรือกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ลอนดอน ก็มีข่าวคึกโครมว่ารัฐบาลอเมริกาประกาศให้ ชาลี แชปลิน ถูกเนรเทศในข้อหา

“เป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนา!”


๓.

สายวันนั้นที่หมู่บ้านคอร์ซิเยร์ ชานเมืองเวเวย์ ผมยืนอยู่เบื้องหน้าคฤหาสน์ของชาลี แชปลิน นี่ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ผมคงมีโอกาสได้ค้อมคารวะศิลปินในดวงใจ ระหว่างที่อูนาพาเขาออกมาเดินเล่น เพราะวันนี้อากาศดีเหลือเกิน แสงแดดอ่อนทอดทาบใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี ก่อนจะปลิดปลิวลงไปปูเป็นพรมสลับสีที่พื้นถนน

นี่คือสถานที่ซึ่งชาลี แชปลิน พักวางหัวใจที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน สมานแผลที่บาดลึกถึงก้นบึ้งจากข้อครหาและคำประณามสาปแช่ง โดยมีอูนา ภรรยาที่เขาตั้งใจฝากชีวิตไว้ พร้อมด้วยลูก ๆ อีก ๘ คน คอยประคบประหงมและเป็นกำลังใจ มันคือคฤหาสน์บนพื้นที่ ๓๗ เอเคอร์ ริมทะเลเจนีวา ที่อูนาแนะนำให้เขาซื้อไว้เมื่อครั้งที่เคยมาพักผ่อนกับเพื่อนดาราด้วยกัน

ชาลี แชปลิน ใช้ชีวิตในคฤหาสน์ที่แวดล้อมด้วยต้นไม้ร่มครึ้ม และมีสนามเทนนิส กับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ครบครัน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือ บันทึกอัตชีวประวัติ และดูแลเรื่องการเรียนของลูก ๆ โดยมีกิจกรรมที่โปรดปรานคือชักชวนลูก ๆ ดูหนังที่เขาสร้างเองเกือบ ๘๐ เรื่อง โดยมิรู้เบื่อ และคราใดที่หยิบ The Great Dictator ขึ้นมาฉาย เขาก็มักจะเรียกเสียงหัวเราะจากลูก ๆ ด้วยการโอ่ว่า

“…เห็นไหมล่ะ ฮิตเลอร์ไว้หนวดเลียนแบบพ่อ เพราะเขาอยากจะดังเหมือนพ่อนะสิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”

บั้นปลายชีวิตอันอบอุ่นที่เวเวย์ เหมือนจะตอกย้ำคำพูดที่เขาเคยบอกนักข่าวว่า เขาคงแก่เกินไปสำหรับการจะกลับไปสหรัฐอเมริกาอีก แต่แล้วในปี พ.ศ.๒๕๑๕ ซึ่งหมายถึงเกือบ ๒๐ ปีแล้วที่เขามาใช้ชีวิตที่เวเวย์ ก็มีเหตุการณ์บางอย่างทำให้เขาต้องกลับคำพูด เมื่อ แมกคาร์ที จอมปลุกผีคอมมิวนิสต์ตัวเอ้มีอันเป็นไป เหมือนเป็นสัญญาณปลุกให้อเมริกันชนตื่นขึ้นจากความลุ่มหลงงมงายอีกครั้ง ชาลี แชปลิน ในวัย ๘๓ รับคำเชิญของฮอลลีวู้ดให้กลับไปรับรางวัลตุ๊กตาทองพิเศษ ในฐานะ “ศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ให้กับวงการภาพยนตร์ในรอบศตวรรษ”

นิตยสารไทม์วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ว่า

“…เป็นรางวัลที่มีความหมายมากกว่าการตอบแทนผลงานดีเด่น เป็นคำขอโทษที่มีตัวตน มันมีความหมายว่า อเมริกาทั้งประเทศได้ลบล้างความผิดพลาดที่น่าเศร้าของคนรุ่นเก่า ในการกระทำ (ต่อชาลี แชปลิน) ที่เปรียบเสมือนการเตะขาตัวเอง…” (หน้า ๒๐๐)

จากนั้นอีกสามปีต่อมา ทางการอังกฤษก็ไม่น้อยหน้า ด้วยการประกาศว่าสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบท พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวิน (Knight Commander of the Order of the British Empire) โดยทรงแตะคทาลงบนไหล่ของอดีตเด็กชายมอมแมมจากย่านสลัมกรุงลอนดอน ให้กลายเป็น “เซอร์ ชาร์ลส สเปนเซอร์ แชปลิน” [Sir Charles Spencer Chaplin] ในฐานะศิลปินผู้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าต่อสาธารณชนเป็นเวลายาวนาน

ดั่งเครื่องหมายว่าเขาก้าวสู่หลักชัยแห่งชีวิตแล้ว หลังจากนั้นเพียงสองปี เซอร์ ชาลี แชปลิน ก็สิ้นลมอย่างสงบด้วยวัย ๘๘ ปี ณ คฤหาสน์ริมทะเลสาบเจนีวา ชานเมืองเวเวย์ เมื่อเวลาสี่นาฬิกาของวันคริสต์มาส พ.ศ.๒๕๒๐ โดยมีอูนาและลูก ๆ อยู่เคียงข้าง

“…ท่ามกลางวันเวลาแห่งความสุขของชีวิต บางครั้ง ข้าพเจ้า พึงใจจะนั่งเล่นที่ระเบียงบ้านในยามอาทิตย์อัศดง เพ่งพิจารณาถึงความกว้างใหญ่ของสนามหญ้าสีเขียวขจี และความตระการตาของทะเลสาบเจนีวาอันไกลลิบ ที่ดูอบอุ่นมั่นคงด้วยขุนเขาซึ่งตั้งตระหง่าน ณ ฝั่งตรงกันข้าม…” (บางตอนจาก “My Autobiography” โดย ชาลี แชปลิน)

เย็นวันนั้น ที่สวนสาธารณะเมืองเวเวย์ ริมทะเลสาบเจนีวา เพื่อนร่วมทางของผมเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว หลังภารกิจของพวกเขาเสร็จสิ้น จึงมีเพียงผมที่ยังเตร็ดเตร่อยู่โดยลำพัง ไม่ไกลจากรูปปั้นชาลี แชปลิน ที่ชาวเมืองเวเวย์พร้อมใจกันสร้างไว้ให้ ความน่าสนใจของรูปปั้นขนาดเท่าตัวคน ที่หันหน้าออกไปหาทะเลสาบ คือมันวางอยู่บนพื้นธรรมดา ๆ หามีแท่นโอ่อ่าพร้อมคำจารึกดั่งวีรชนหรือบุคคลสำคัญไม่ สะท้อนความคิดที่คนเมืองนี้มองชาลี แชปลิน เป็นเพื่อน… เพื่อนที่ให้เกียรติมาใช้บั้นปลายแห่งชีวิตในเมืองของพวกเขา ขณะที่ชาลีก็มองคนเมืองนี้ว่าเป็นเพื่อน… เพื่อนผู้โบกมือทักทายเขาอย่างสนิทใจ ทั้งในยามสุขและยามยาก

ทำให้ผมคิดถึงนิยามคำว่า “เพื่อน” ของชาลี แชปลิน ที่ผมถือเป็น “วรรคทอง” จนต้องจดใส่สมุดบันทึกไว้ เมื่อตอนอ่านหนังสือ “ความรุ่งโรจน์แห่งยุคสมัย” ของ เตือนตา สุวรรณจินดา จบรอบแรก ตั้งแต่ครั้งยังเป็นนิสิตมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๓

“คุณรู้จัก Hans Eisler ไหม?” ผู้สื่อข่าวถามชาลี แชปลิน

“เขาเป็นเพื่อนที่ดีของผม และเป็นนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

“แต่เขาเป็นคอมมิวนิสต์”

“ผมไม่สนใจ ความเป็นเพื่อนของผมไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานความคิดทางการเมือง”

“แต่คุณก็มักจะชอบคบหาสมาคมกับพวกที่เป็นคอมมิวนิสต์”

“ไม่มีใครที่จะมาสั่งให้ผมชอบ หรือไม่ชอบใคร ชีวิตเรายังไม่ตกต่ำขนาดนั้นไม่ใช่หรือ?”

เอกสารอ้างอิง

๑. เตือนตา สุวรรณจินดา แปลและเรียบเรียง. ชาลี แชปลิน ความรุ่งโรจน์แห่งยุคสมัย. กรุงเทพมหานคร: เคล็ดไทย, ๒๕๒๓

๒. สมร นิติทัณฑ์ประภาศ. “ยุคบีต (พ.ศ. ๒๔๙๓-๒๕๐๓)” ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากล: สหรัฐอเมริกา เล่ม ๑. กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๘


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือ “หัวร่อร่า น้ำตาริน” (๒๕๔๙) ในโครงการหนังสือเล่มเล็ก โดย ธีรภาพ โลหิตกุล

อนึ่ง โครงการหนังสือเล่มเล็กในอดีต ได้แก่ พ.ศ.๒๕๔๖ เรื่อง “เมื่อฉันนิ่งเงียบ” พ.ศ.๒๕๔๗ เรื่อง “ดอกไม้ในใจเรา” พ.ศ.๒๕๔๘ เรื่อง “ไร้กาลเวลา ๑+๕ พิพิธภัณฑ์น่าชม”



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter