การศึกษาแนวเสรี: เป้าหมายในอุดมคติของการศึกษาไทย?
- สฤณี อาชวานันทกุล -
วิธียกระดับคุณภาพของการศึกษาไทย เป็นประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานและกว้างขวาง ทั้งในแวดวงนักวิชาการ นักการเมือง ผู้ปกครอง และนิสิตนักศึกษา การประกาศใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพิ่มแรงผลักดันให้การปฏิรูปการศึกษาไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าที่ผ่านมาในอดีต
หากมองอย่างผิวเผิน อาจดูเหมือนแวดวงการศึกษาไทยในปัจจุบันกำลังก้าวหน้า เพราะมีทางเลือกที่หลากหลายกว่าเดิม และหลักสูตรวิชาเฉพาะด้านใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นและทันสมัย ในกรุงเทพ โรงเรียนนานาชาติผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดหลักสูตรปริญญาที่สอนด้วยภาษาอังกฤษล้วน ค่าเล่าเรียนเรือนแสนของสถาบันเหล่านี้ ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยถอยห่างจากกันขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อมองดูพฤติกรรมฉาบฉวย ขาดสำนึกทางสังคม และบริโภคนิยมสุดขั้วของลูกหลานชนชั้นกลางส่วนใหญ่ ที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของหลักสูตรแพงๆ เหล่านี้แล้ว ก็น่าคิดว่า การปฏิรูปการศึกษาของเรา กำลังเดินมาถูกทางหรือไม่?
การแจกคอมพิวเตอร์ฟรีให้สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ให้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรี มีประโยชน์ขนาดไหน ในเมื่อนักเรียนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เก่งภาษาอังกฤษพอที่จะได้รับประโยชน์จากขุมความรู้แห่งนี้ ซึ่งยังมีเว็บไซต์ภาษาไทยดีๆ จำนวนเพียงเศษเสี้ยวของเว็บไซต์ลามก?
การสอนวิชาต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษล้วน มีประโยชน์ขนาดไหน หากวิชาเหล่านั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการ “ถอดความ” เนื้อหาที่ “แย่” อยู่แล้ว (เช่น ล้าหลัง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นกลาง ฯลฯ) จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษทั้งดุ้น?
คำขวัญวันเด็กของนายกฯ ปี 2549 ที่ว่า “อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด” มีประโยชน์ขนาดไหน ถ้าเราได้บัณฑิตที่ฉลาดจริง แต่ใช้ความฉลาดนั้นเพียงเพื่อกอบโกยประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง ขยันอ่านขยันคิดแต่ไม่ขยันทำความดี ฉลาดแต่ปลิ้นปล้อนตลบตะแลง เหมือนที่ “ผู้ใหญ่” ผู้มีอำนาจหลายคนกำลังทำตัวเป็นเยี่ยงอย่างอยู่ในขณะนี้?
เราต้องการให้บัณฑิตปริญญาตรีไทยเป็นคนฉลาด เก่งภาษาอังกฤษ มีทักษะความรู้พอที่จะหางานทำ เอาตัวรอดในโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้ เท่านั้นเองหรือ?
เราคิดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ มีหน้าที่ “ป้อน” ลูกจ้างที่มีศักยภาพให้กับตลาดแรงงาน เท่านั้นเองหรือ?
ถ้าเป้าหมายของการศึกษาระดับอุดมศึกษามีเพียงแค่นี้ เราจะหา “พลเมืองดี” รุ่นใหม่ ที่มีคุณธรรม มีสำนึกทางสังคม รู้ทันนักการเมืองขี้โกง พร้อมสละเวลามาช่วยวิเคราะห์แก้ไขปัญหาบ้านเมืองเมื่อชาติต้องการ ได้จากที่ไหน?
หรือเราจะโทษแต่พ่อแม่และผู้นำทางศาสนา ว่าอบรมบ่มนิสัยเยาวชนมาไม่ดีพอ โทษสภาพแวดล้อม ค่านิยม และนามธรรมอื่นๆ ที่จับต้องไม่ได้ ว่าทำให้เขาเสียคน หรือโทษตัวเด็กเองว่า ไม่เข้มแข็งพอที่จะทนแรงดึงดูดอันเย้ายวนของลัทธิบริโภคนิยมสุดขั้วได้?
ขอบข่าย “ความรับผิดชอบ” ของสถาบันการศึกษาไทย เริ่มต้นและสิ้นสุดตรงไหน?
ถึงเวลาหรือยังที่สังคมไทยจะเริ่มอภิปรายกันอย่างจริงจังว่า “เป้าหมาย” หรือ “ปรัชญา” ของการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้น คืออะไรกันแน่?
ทุกคนรู้ดีว่า ระบบการศึกษาไทยต้องมีการปฏิรูปขนานใหญ่ แต่มีน้อยคนที่เสนอว่า เป้าหมายของการปฏิรูปนั้นคืออะไร รูปแบบของการศึกษาที่เราอยากเห็นนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร
ผู้เขียนเชื่อว่า การศึกษาระดับปริญญาตรีในไทย ควรพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่ฝรั่งเรียกว่า liberal arts education หรือเรียกสั้นๆ ว่า liberal education ซึ่งในที่นี้จะขอแปลว่า “การศึกษาแนวเสรี”
บทความนี้แบ่งเป็นสามตอน ตามลำดับความคิดดังนี้:
1) การศึกษาแนวเสรีคืออะไร?
2) เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาแนวเสรี: ทักษะในการคิด คุณธรรมที่มั่นคง และวุฒิภาวะทางอารมณ์
3) จุดเริ่มต้นของการศึกษาแนวเสรีในไทย
……
1) การศึกษาแนวเสรีคืออะไร?
การศึกษาแนวเสรี คือปรัชญาการศึกษาระดับอุดมศึกษาปรัชญาหนึ่ง ที่มีอิทธิพลครอบงำมหาวิทยาลัยเก่าแก่ชื่อดังของอเมริกาหลายแห่ง ปรัชญานี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า นอกเหนือจากวิชาเฉพาะด้านที่เลือกเรียน นักศึกษาปริญญาตรีควรได้รับความรู้เบื้องต้นในสาขาวิชาพื้นฐานต่างๆ ที่หลากหลาย ครอบคลุม ตลอดจนมีความสนใจ เข้าใจ และนับถือใน วิธีคิด ของแต่ละสาขาวิชาเหล่านั้น เพื่อให้สามารถคิดได้อย่าง “บูรณาการ” คือสามารถนำความรู้จากสาขาวิชาอื่น มาประยุกต์ใช้ในสาขาที่ตนมีความชำนาญ
ในความหมายของปรัชญานี้ “liberal arts” ไม่ได้หมายความเฉพาะวิชาด้าน “ศิลปศาสตร์” ดังคำแปลปกติของศัพท์คำนี้ในภาษาไทย แต่มีความหมายครอบคลุมวิชาด้านวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นแนวคิดที่สะท้อนข้อเท็จจริงว่า “วิทยาศาสตร์” และ “ศิลปศาสตร์” นั้น ไม่สามารถแยกจากกันได้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันอันซับซ้อน ที่ต้องอาศัยความรู้ และความเชี่ยวชาญหลายแขนงประกอบกัน ในการเข้าถึงสัจธรรมที่เป็นองค์รวม แก้ไขปัญหา และคิดค้นกระบวนการพัฒนาโลก ทั้งในมิติด้านวัตถุ และมิติด้านจิตใจ
หากมองอย่างผิวเผิน มหาวิทยาลัยของอเมริกาส่วนใหญ่ดูไม่ต่างกันมาก เพราะแต่ละแห่งก็บังคับให้นักศึกษาเรียน “วิชาบังคับ” จำนวนหนึ่ง ควบคู่ไปกับวิชาอื่นๆ ในภาควิชาที่ตนเลือก แต่ในความเป็นจริงแล้ว มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนโดยปรัชญาการศึกษาแนวเสรีอย่างเข้มข้น แตกต่างจากมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนโดยปรัชญาการศึกษาอื่นเป็นหลัก (ซึ่งในที่นี้จะนิยามว่า “การศึกษาแนววิชาชีพ” คือการศึกษากระแสหลัก ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของตลาดแรงงาน) หลายประการด้วยกัน เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ที่อนุรักษ์ปรัชญาการศึกษาแนวเสรีอย่างเหนียวแน่น ไม่อนุญาตให้นักศึกษาปริญญาตรี เลือกเรียนเอกในสาขาที่ถือว่าเป็น “วิชาชีพ” โดยตรง ดังนั้นนักศึกษาที่รู้อยู่แล้วว่าตัวเองต้องการประกอบอาชีพอะไรหลังรับปริญญา จึงจำต้องเลือกเอกในสาขา “วิชาการ” ที่ใกล้เคียงที่สุดกับอาชีพเป้าหมายแทน เช่น ใครอยากเป็นหมอก็ต้องเอกชีวเคมี (biochemistry) อยากเป็นนักการเงินก็ต้องเอกเศรษฐศาสตร์ และถ้าอยากเป็นทนาย ก็ต้องเอกรัฐศาสตร์ (government) แทน
หลักสูตรการศึกษาแนวเสรีของฮาร์วาร์ด – ซึ่งวิชาทั้งหมดคิดเป็นหนึ่งในสี่ของหน่วยกิตทั้งหมดที่นักศึกษาต้องเรียนก่อนจบปริญญาตรี – เรียกรวมๆ ว่า “Core Program” มีเป้าหมายที่อธิบายไว้ในเว็บไซต์ Core Program ดังนี้:
“ปรัชญาของหลักสูตร Core ของเรา ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า บัณฑิตปริญญาตรีจากฮาร์วาร์ดทุกคนควรได้รับการศึกษาในมุมกว้าง ควบคู่ไปกับความชำนาญเฉพาะด้านทางวิชาการสาขาใดสาขาหนึ่ง ปรัชญานี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า นักศึกษาทุกคนควรได้รับคำชี้แนะในการบรรลุเป้าหมายนี้ และคณาจารย์มีหน้าที่นำพวกเขาไปสู่ความรู้ ทักษะทางปัญญา และนิสัยทางความคิดที่เป็นคุณลักษณะของชายหญิงผู้มีการศึกษาทุกคน ...แต่หลักสูตร Core ของเรา แตกต่างจากโปรแกรมการศึกษาทั่วไปที่อื่น ตรงที่เรามิได้กำหนดขอบเขตทางวิชาการไว้ที่ความรอบรู้เรื่องวรรณกรรมอมตะชุดใดชุดหนึ่ง ความรู้ลึกซึ้งด้านใดด้านหนึ่ง หรือแม้แต่ความรู้รอบตัวทันสมัยในบางสาขาวิชา แต่เราต้องการแนะนำกระบวนการค้นหาความรู้ ในสาขาวิชาที่เราเชื่อว่าขาดไม่ได้สำหรับการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรนี้ต้องการแสดงให้นักศึกษาเห็นว่า มีความรู้ และวิธีการสืบค้นความรู้แบบใดบ้าง ในสาขาวิชาเหล่านี้ ตลอดจนชี้ให้เห็นวิธีการวิเคราะห์ ประโยชน์ และคุณค่าของแต่ละวิธี คอร์สต่างๆ ในแต่ละสาขาของหลักสูตรนี้ “เหมือนกัน” ตรงที่เน้นให้เข้าใจมุมมองและวิธีคิด แม้ว่าหัวข้อจะแตกต่างกัน”
ปรัชญาของการศึกษาแนวเสรี สะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมในการออกแบบคอร์สต่างๆ ใน Core Program ของฮาร์วาร์ด ซึ่งปัจจุบันบังคับให้นักศึกษาเรียนอย่างน้อยหนึ่งคอร์ส ในแต่ละสาขาต่อไปนี้:
– วัฒนธรรมต่างชาติ (Foreign Cultures) – ประวัติศาสตร์ศึกษา (Historical Study) – วรรณกรรมและศิลปะ (Literature and Arts) – การใช้เหตุผลเชิงคุณธรรม (Moral Reasoning) – การใช้เหตุผลเชิงตัวเลข (Quantitative Reasoning) – วิทยาศาสตร์ (Science) – สังคมวิทยา (Social Analysis)คอร์สที่บรรจุอยู่ใน Core Program ของฮาร์วาร์ดส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็น “วิชาพื้นฐาน” เช่น ประวัติศาสตร์โลก 101 หรือ วรรณกรรม 101 หรือ ศิลปะ 101 แบบที่นักเรียนไทยคุ้นเคย แต่เป็นวิชาเกี่ยวกับหัวข้อหรือประเด็นแคบๆ เช่น “ฟลอเรนซ์สมัยเรอเนสซองส์” หรือ “แนวคิดเรื่องฮีโร่ในวรรณกรรมกรีกโบราณ” หรือ “สถาปนิกเอก แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์” คอร์สเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้น่าติดตาม สอนโดยอาจารย์ที่เก่งที่สุดของภาควิชาต่างๆ เปรียบเสมือนเป็น “คอร์สแม่เหล็ก” ดึงดูดให้นักศึกษาใหม่เลือกเรียนเอกในภาควิชาของตน
นอกจากนี้ Core Program ยังเป็น “พื้นที่แนวร่วม” ให้อาจารย์ต่างสาขา ต่างคณะ มาร่วมสอนนักเรียนด้วยกันแบบ “บูรณาการ” เพื่อชี้ให้เห็นวิธีมองประเด็นต่างๆ จากมุมมองของแต่ละสาขา คอร์สแบบนี้ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมมาก อาทิเช่น คอร์ส Core ชื่อ “Thinking about Thinking” (“คิดเกี่ยวกับคิด”) สอนพร้อมกันโดยอาจารย์สามคนจากสามภาควิชา ได้แก่ กฎหมาย วิทยาศาสตร์ และเทววิทยา (theology) มุ่งเน้นการตีกรอบ ให้นิยามคำว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” และ “ความจริง” ในแต่ละสาขา ตลอดจนกระบวนการต่างๆ สาขาเหล่านี้ใช้ค้นหาความจริงเหล่านั้น สไตล์การสอนของคอร์สนี้คือ ในแต่ละวันอาจารย์สามคนจะหยิบยกประเด็นขึ้นมาถกกันหนึ่งเรื่อง เช่น ความยุติธรรม ความเป็นตัวของตัวเองของมนุษย์ การแสดงความเห็นต่างของพลเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล และความน่าจะเป็น ฯลฯ กว่าคอร์สนี้จะจบ นักศึกษาไม่เพียงแต่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีคิดของนักคิดในสามสาขานี้เท่านั้น แต่ยังได้รับความรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่างๆ ในโลก ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักวิชาการหลากหลายสาขา ในการสำรวจ วิเคราะห์ และอภิปรายเพื่อพัฒนาสังคมมนุษย์
……
2) เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาแนวเสรี: ทักษะในการคิด คุณธรรมที่มั่นคง และวุฒิภาวะทางอารมณ์
เพราะวิธีปฏิบัติของปรัชญาการศึกษาแนวเสรีคือการบังคับให้นักศึกษาเรียนคอร์สต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยเชื่อว่า จะช่วยให้พวกเขามี “...ความรู้ ทักษะทางปัญญา และนิสัยทางความคิด” ในภาษาของฮาร์วาร์ด เป้าหมายของการศึกษาแนวเสรี จึงเป็นได้มากกว่า – และ ควรเป็น มากกว่า – การศึกษาแนววิชาชีพ
กล่าวคือ ถ้าเราคิดว่านักศึกษาควรมีคุณสมบัติอื่น นอกเหนือจากทักษะการใช้เหตุผล เช่น คุณธรรมหรือศีลธรรม และวุฒิภาวะทางอารมณ์ เราก็ควรรวมคุณสมบัติเหล่านี้เข้าเป็น “เป้าหมาย” ของการศึกษาแนวเสรี และออกแบบหลักสูตรมาให้สอดคล้องกับเป้าหมายนี้
การ “ขยาย” ขอบเขตของเป้าหมาย และโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาแนวเสรีไปในแนวนี้ จะไม่กระทบกระเทือนหลักสูตรการศึกษาแนววิชาชีพ ซึ่งเป็นส่วนของ “วิชาเอก” ที่นักศึกษาต้องเรียนอยู่แล้วก่อนจบปริญญา
หากเป้าหมายของหลักสูตรการศึกษาแนววิชาชีพ (สามในสี่ของหน่วยกิตทั้งหมด) คือการผลิต “ผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพ” ในสาขาต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของตลาดแรงงาน เป้าหมายของหลักสูตรการศึกษาแนวเสรี (หนึ่งในสี่ของหน่วยกิตทั้งหมด) ควรเป็นการผลิต “ปัญญาชนผู้ทรงคุณธรรม” เพื่อสนองความต้องการของสังคมและโลก ซึ่งกำลังถูกกลบด้วยเสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ของตลาดแรงงาน
เพราะ “ผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพ” และ “ปัญญาชนผู้ทรงคุณธรรม” นั้น ควรเป็นคุณสมบัติของคนคนเดียวกัน ไม่เช่นนั้นสังคมก็จะมีแต่ผู้เชี่ยวชาญที่ไร้คุณธรรม ใช้ความฉลาดและความรู้เพื่อรักษาและเพิ่มพูนผลประโยชน์ของตัวเองถ่ายเดียว
ดังนั้น คอร์สที่บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาแนวเสรี จึงไม่ควรเป็นแค่ “วิชาเบื้องต้น” ของภาควิชาต่างๆ เท่านั้น หากควรถูกออกแบบมาอย่างประณีต เฉพาะเจาะจง และคำนึงถึงมิติด้านคุณธรรม และอารมณ์เป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น คอร์สสาขา Moral Reasoning ใน Core Program ของฮาร์วาร์ด เป็นตัวอย่างของความพยายามให้นักศึกษามองเห็นมุมมองด้านศีลธรรม ในการดำรงชีวิตประจำวัน ในขณะที่คอร์สสาขา Foreign Cultures พยายามสอนให้นักศึกษามองเห็น เข้าใจ และนับถือแนวคิดและคุณค่าต่างๆ ในวัฒนธรรมที่ต่างจากพื้นเพของตน
หลักสูตรการศึกษาแนวเสรีที่ดี ไม่ควรพยายาม “บังคับ” ให้คนเป็นคน “ดี” ในกรอบที่อาจารย์หรือสังคมตีความ (เช่น ด้วยการบังคับให้จำว่าศีล ๕ มีอะไรบ้าง ฯลฯ) แต่เน้นที่หลักเหตุผล และบริบทของประเด็นทางคุณธรรมมากกว่า ว่าทำไมมุมมองนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับที่ไม่ควรบังคับให้นักศึกษาท่องจำปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในประวัติศาสตร์ แต่เน้นการอภิปรายเรื่องบริบท เหตุผล และประเด็นต่างๆ ในเหตุการณ์เหล่านั้นแทน
ซึ่งแน่นอน ก่อนที่เราจะสอนแบบนี้ได้ สังคมไทยและสถาบันการศึกษาเองจะต้องเลิก “ยึดติด” อยู่กับแบบแผนการสอนในอดีต ซึ่งสอนเพียง “ประวัติศาสตร์กษัตริย์ไทย” ในฐานะ “ความจริงตายตัว” ที่ไม่อนุญาตให้ใครซักถามหรือตีความ ไม่ใช่ “ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยในขอบเขตประเทศไทย” อย่างที่วิชาประวัติศาสตร์ควรจะเป็น
การปฏิรูปการศึกษาไทยทั้งระบบโดยใช้ปรัชญาการศึกษาแนวเสรีเป็นหลัก น่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนและจำเป็นมาก เพราะคนรุ่นใหม่กำลังเป็นปัจเจกชนเต็มขั้นที่ไร้ซึ่งสำนึกทางสังคม และสิ่งที่เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เรียกว่า “สำนึกทางประวัติศาสตร์” ในหนังสือชื่อเดียวกัน ดังที่ กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์ สรุปความ ไว้ดังต่อไปนี้:
“...เสกสรรค์เน้นว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาทั้งหมด ส่งผลสำคัญต่อความเสื่อมทรุดทางจิตวิญญาณของคนไทย โดยปรากฏชัดเจนในหมู่ลูกหลานคนชั้นกลาง ซึ่งสะท้อนว่าการได้เปรียบในเชิงโครงสร้างไม่ได้ช่วยให้มนุษย์วิวัฒน์ไปสู่ขั้นตอนที่สูงขึ้นในด้านจิตใจและจิตวิญญาณเสมอไป เขาเชื่อว่า การเสื่อมสลายของจินตภาพในเรื่อง ‘ส่วนรวม’ ของสังคม ซึ่งเคยประกอบขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนรุ่นเก่า ทำให้คนหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบันเลิกยึดถือในเรื่องผิดถูก และการมีชีวิตรวมหมู่ไม่ว่าจะในสังกัดไหน ๆ รวมทั้งจงใจเพิกเฉยต่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ เพราะไม่เห็นทั้งคุณค่าและความสำคัญ
“สุดท้าย การไม่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ทำให้เราไม่มีจุดหมายทางยุทธศาสตร์สำหรับขับเคลื่อนสังคมที่ตนเองสังกัด หากจะมีก็แค่กลยุทธ์ในการค้นหาความอยู่รอดไปวันๆ”
เสกสรรค์เห็นว่า การพัฒนาประเทศที่ผ่านมากระตุ้นให้คนเรายึดติดกับเปลือกนอกของชีวิตมากเกินไป เราแยกการศึกษาออกจากคุณธรรม และตัดขาดมิติทางด้านจิตวิญญาณออกจากวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง”
ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียว ที่อุดมการณ์ของแวดวงการศึกษากำลังถูกกัดกร่อนด้วยผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ แอนดรูว์ ครักกี้ (Andrew Chrucky) อาจารย์ปรัชญา มหาวิทยาลัยชิคาโก เขียนบทความเรื่อง “เป้าหมายของการศึกษาแนวเสรี” ซึ่งนอกจากจะตีแผ่ปัญหาที่เขามองเห็นในอุดมศึกษาอเมริกาแล้ว ยังเรียบเรียงเหตุผลที่ชัดเจนเป็นลำดับว่า เหตุใดการศึกษาแนวเสรี ควรส่งเสริมให้นักศึกษามีคุณธรรมและวุฒิภาวะทางอารมณ์ นอกเหนือจากทักษะทางความคิด
……
เป้าหมายของการศึกษาแนวเสรี
โดย แอนดรูว์ ครักกี้
แปลจาก The Aim of Liberal Education
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยชิคาโกมีประเพณีให้โอวาทกับนักศึกษาใหม่ เรื่องเป้าหมายของการศึกษา บทโอวาทของอาจารย์สามคนที่ทุกคนสามารถดาวน์โหลดได้จากอินเตอร์เน็ตคือ ของจอห์น เมียร์ไชเมอร์ (John Mearsheimer) อาจารย์รัฐศาสตร์ ปี 2540 โรเบิร์ต พิพพิน (Robert Pippin) อาจารย์ปรัชญา ปี 2543 และแอนดรูว์ แอบบ็อท (Andrew Abbott) อาจารย์สังคมศาสตร์ ปี 2545 ผมคิดว่า ไม่มีใครในนี้เลยที่เข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการศึกษาแนวเสรี ผู้ให้โอวาททั้งสามคนเน้นประโยชน์ของปริญญาจากมหาวิทยาลัยชิคาโกในตลาดแรงงาน และคิดว่าการศึกษาแนวเสรีไม่เกี่ยวกับคุณธรรมเลย โดยเฉพาะสำหรับเมียร์ไชเมอร์ เมื่อผนวกแนวคิดเรื่องความสำเร็จ [ด้านการงาน] เข้ากับการไม่พูดเรื่องคุณธรรมแล้ว เราก็อดคิดไม่ได้ว่า อาจารย์เหล่านี้กำลังเสนอและปกป้องการสอนให้คนใช้แค่ตรรกศิลป์ (sophistry) แบบที่เพลโตเข้าใจ
สมมติฐานร่วมของอาจารย์ทั้งสามคนคือ เราทุกคนมีชีวิตอยู่ในภาวะที่มีการแข่งขันสูง และจุดมุ่งหมายของการศึกษาคือ ช่วยให้เราเป็นผู้ชนะ ทั้งสามคนใช้สถิติจากผลการวิจัยมากมายเพื่อแสดงให้นักเรียนเห็นว่า การที่พวกเขาเข้าโรงเรียนนี้ได้นั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาได้งานที่ให้ผลตอบแทนดีเมื่อจบการศึกษา ไม่ว่าเขาจะเรียนอะไรก็ตาม แอบบ็อทเสริมว่า นักเรียนจะมีความมั่นคงด้านการเงินสูงขึ้นถ้าเลือกอาชีพเป็น แต่เขาก็ออกตัวว่า แต่ละอาชีพมีเส้นทางเรียนหลายสาย ดังนั้น จะเรียนอะไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ บทสรุปนี้มีเหตุผลถ้านายจ้างอยากหาแต่ลูกจ้างที่ฉลาดหลักแหลม สถาบันแบบมหาวิทยาลัยชิคาโกทำงานเป็น “ตะแกรงร่อน” คัดสรรปัญญาชนระดับหัวกะทิ [ของประเทศ]
อาจารย์เหล่านี้เน้นว่า การเข้ามหาวิทยาลัยชิคาโกได้ ทำให้นักเรียนได้เปรียบในตลาดแรงงาน ด้วยเหตุผลสามข้อด้วยกัน เหตุผลข้อแรกที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้คือ สถิติแสดงให้เราเห็นแล้วว่า นักเรียนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิคาโกส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าเขาจะเลือกเรียนอะไร เหตุผลข้อที่สองคือ พวกเขาจะได้รับความรู้อันน่าทึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ทฤษฎี และเทคนิคต่างๆ เหตุผลข้อสุดท้ายคือ พวกเขาจะสามารถเอาชนะในการถกเถียง และหว่านล้อมให้คนอื่นคล้อยตาม เพราะได้รับการฝึกฝนวิธีการโต้แย้งมาอย่างดี
เมียร์ไชเมอร์เน้นประโยชน์ของทักษะในการถกเถียงเมื่อเขาชี้ให้เห็นว่า ทักษะเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับทนาย แพทย์ นักธุรกิจ และอาชีพอื่นๆ เพราะเขาไม่คิดถึงแง่มุมของคุณธรรม และเน้นทักษะการโต้แย้งแทน เมียร์ไชเมอร์จึงมองว่าการศึกษาแนวเสรีเป็นการฝึกวาทศิลป์ในการโต้วาทีให้ชนะ และทักษะในการโต้วาทีที่ปราศจากกรอบของคุณธรรมกำกับนั้น ก็เป็นได้เพียงตรรกศิลป์และเล่ห์เหลี่ยมเท่านั้น หน้าที่ของทนายในฐานะนักโต้วาทีเหลี่ยมจัดคือเถียงให้ชนะ
ข้อสรุปสำคัญของอาจารย์ทั้งสามคน โดยเฉพาะในโอวาทของเมียร์ไชเมอร์คือ การศึกษาไม่ควรเกี่ยวกับคุณธรรม เขาเสนอข้อสรุปนี้ว่าเป็นลักษณะของการศึกษาแนวเสรีที่มหาวิทยาลัยชิคาโกสอน แอบบ็อทเห็นด้วยกับเมียร์ไชเมอร์ว่า เป้าหมายของการศึกษาแนวเสรีคือการพัฒนาทักษะในการคิด แต่แสดงความเสียดายนิดหน่อยว่า การศึกษาแนวเสรีไม่สอนคุณธรรม (moral education) และวุฒิภาวะทางอารมณ์ (emotional education) อย่างไรก็ตาม ทั้งสามคนมองว่า การศึกษาแนวเสรีมุ่งพัฒนาทักษะในการคิด (cognitive skills) เท่านั้น
ผมถามตัวเองว่า การศึกษาจะไม่เกี่ยวกับคุณธรรมเลยได้อย่างไร? มันไม่เกี่ยวในแง่ที่เป็นกระบวนการการเรียนรู้ข้อเท็จจริงและทฤษฎี ซึ่งความรู้เหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้กับเป้าหมายทั้งที่มีคุณธรรม ไร้คุณธรรม หรือไม่เกี่ยวกับคุณธรรมเลยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาวิธีสร้างระเบิด และความรู้ว่าระเบิดตึกอย่างไรนั้น ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับคุณธรรม แต่ถ้าคุณเอาความรู้นั้นไปใช้ระเบิดตึกที่มีคนอยู่จริง เราต้องนับว่านั่นเป็นการกระทำที่ไร้คุณธรรมมากทีเดียว
จากมุมมองที่ไม่เกี่ยวกับคุณธรรม ด้านหนึ่งของการศึกษาคือ การเรียนรู้ข้อเท็จจริงและทฤษฎีต่างๆ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ การเรียนรู้วิธีโต้แย้งด้วยเหตุผล และเทคนิคการใช้วาทศิลป์ในการหว่านล้อมผู้อื่นให้คล้อยตาม จากมุมมองนี้ คำถามว่านักเรียนจะเอาความรู้เหล่านี้ไปใช้ทำอะไร เป็นเรื่องสำคัญรองลงมา – ความรู้นี้อาจใช้โดยนักธุรกิจ ภาครัฐ หรือมาเฟียใหญ่ก็ได้
ในทางกลับกัน ผมคิดว่าการศึกษาแนวเสรีในความเข้าใจที่ถูกต้องนั้น ต้องมีองค์ประกอบทั้งสามด้านคือ ทักษะในใช้การคิด คุณธรรมอันดีงาม และวุฒิภาวะทางอารมณ์ เฉพาะในกรณีที่คนเข้าใจผิดเท่านั้น ที่เขาจะแยกองค์ประกอบด้านคุณธรรมและอารมณ์ออกจากกระบวนการการศึกษาได้ ถ้าการศึกษาแนวเสรีเป็นเรื่องของทักษะการคิดอย่างเดียว อย่างที่อาจารย์สามคนบอกล่ะก็ นักเรียนที่จบการศึกษาออกมาจะเป็นแบบไหน? ผมว่าพวกเขาจะเป็นได้แค่โซฟิสต์ (Sophist) เท่านั้น โซฟิสต์คือคนที่สามารถโน้มน้าว และเถียงชนะคนอื่น หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ คนที่เอาตัวรอดในสังคมเก่ง แต่เพลโตต้องการฝึกนักปรัชญา ซึ่งหมายถึงนักตรรกวิทยาที่มีคุณธรรม หมายความว่าคนดีที่มีทักษะในการใช้เหตุผล และใช้ทักษะนั้นในการส่งเสริมคุณธรรมด้วยอารมณ์ การศึกษาแนวเสรีไม่เกี่ยวกับการประดิษฐ์ระเบิด แต่เกี่ยวกับการคำนึงว่า เมื่อไหร่ที่เราควรใช้ระเบิด และใช้มันเพื่ออะไร
โรบินสัน ครูโซ
เพื่อทำให้ข้อสรุปของผมชัดเจนขึ้น ผมอยากจะใช้โมเดลกติกาสังคมเป็นตัวอย่าง ลองสมมุติว่าผมเป็นนักผจญภัยชื่อโรบินสัน ครูโซ ที่เรือล่มและติดเกาะอยู่คนเดียว ผมต้องหาทางเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมนี้ ผมต้องการน้ำดื่ม อาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และที่พักอาศัย สมมุติด้วยว่า ผมสามารถค้นคว้าสารานุกรมบริตันนิกาที่อยู่ในห้องสมุดของเรือได้ สิ่งที่ผมต้องการคือ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ว่า อะไรกินได้ ต้องเตรียมอาหารอย่างไร เย็บเครื่องนุ่งห่มและสร้างที่พักอาศัยได้จากวัสดุอะไรบ้าง ตลอดจนกระบวนการทำสิ่งเหล่านี้ ผมจะเรียกความรู้เหล่านี้ว่าเป็น “ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค” แน่นอน ก่อนที่ผมจะใช้สารานุกรมได้ ผมต้องเข้าใจภาษาเขียนในนั้นก่อน และก็ต้องมีทักษะในการอ่านด้วย ผมอยากเน้นว่าทักษะในการอ่านและใช้สารานุกรมเป็นนั้น ไม่ได้เป็นองค์รวมของการศึกษาแนวเสรี ที่จริงแล้วในกรณีนี้ ผมไม่ต้องการการศึกษาแนวเสรีเลยด้วยซ้ำ: ผมจะกังวลและหมกมุ่นอยู่กับแค่การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของผมจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งผมจะได้รับส่วนหนึ่งจากการอ่านสารานุกรม
ผมจะต้องการการศึกษาแนวเสรีจริงๆ ก็ต่อเมื่อมีคนอีกคนโผล่มาขึ้นเกาะ สมมุติว่าเขาชื่อ “วันศุกร์” นะครับ วันศุกร์นี่คงอยากอยู่รอดเหมือนผม ถ้าเขาไม่พูดภาษาเดียวกับผม เขาจะต้องฝึกให้เป็น ไม่เช่นนั้นผมก็ต้องเรียนภาษาของเขา แม้การรู้ภาษาจะเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการใช้ห้องสมุด ตอนนี้มันได้กลายเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการสื่อสารด้วย ทำไมผมจึงจะอยากสื่อสารกับวันศุกร์หรือครับ? ประการแรก วันศุกร์และผมอาจไม่รู้ว่า เราจะคาดหวังอะไรจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ ผมจะไว้ใจได้หรือไม่ว่า วันศุกร์จะไม่ขโมยอาหาร เสื้อผ้า หรือเพิงของผม หรือแม้แต่ฆ่าผม? ถ้าผมสื่อสารกับวันศุกร์ไม่ได้ ไม่ไว้ใจเขา และรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อเขาอยู่ใกล้ๆ – โดยเฉพาะถ้าเขาทำร้ายผม ผมอาจพยายามฆ่าหรืออย่างน้อยก็ขังเขาไว้ แต่สมมุติว่าผมสื่อสารกับเขารู้เรื่อง และคิดว่าเขาเป็นคนดี เราจะประพฤติตัวต่อกันอย่างไร? ลองสมมุติต่อไปว่าวันศุกร์พูดได้ แต่อ่านไม่ออก ในกรณีนั้น ผมจะเป็นคนเดียวที่ใช้สารานุกรมได้ เมื่อเทียบกับวันศุกร์ ผมจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เขาต้องพึ่ง แต่มันเป็นไปได้ว่าวันศุกร์อาจมีความรู้อยู่แล้ว อย่างน้อยก็พอที่จะจัดการกับธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด ซึ่งแปลว่าเขาอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยผม พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ผมกับวันศุกร์มีทักษะในการเอาตัวรอดพอๆ กัน ในกรณีนั้น เราต้องตกลงกันว่า จะอยู่ร่วมกันอย่างไร ข้อตกลงพื้นฐานเหล่านี้ ซึ่งจำเป็นต่อสันติสุขของเรา จะกลายเป็น “คุณธรรม” เราจะตกลงกันดังนี้:
1. ไม่ฆ่าฟันกัน
2. ไม่ทำร้ายกัน
3. ไม่ขโมยของกัน
4. ไม่โกหกกัน
5. ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกที่นั่งลำบาก
6. แสวงหาประโยชน์จากธรรมชาติเพื่อเอาตัวรอด และเท่าที่เราจะกักตุนได้ ตราบใดที่เกาะมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับเราทั้งสองคน
สำหรับการใช้พื้นที่ดินและแหล่งน้ำ มีหลายวิธีที่เราจะตกลงกันได้ เราอาจกำหนดให้พื้นดินและน้ำทั้งหมดเป็นพื้นที่สาธารณะ หรือแบ่งเกาะออกเป็นสองส่วน เรียกครึ่งหนึ่งว่าเป็นเขตของวันศุกร์ อีกครึ่งเป็นของผม หรือไม่เราอาจแบ่งเกาะเป็นสามส่วน คือของวันศุกร์ ของผม และพื้นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกัน นอกจากนี้เรายังสามารถตกลงกันเรื่องการใช้แรงงานด้วย สมมุติว่าวันศุกร์ตกปลาเก่ง ในขณะที่ผมสร้างเพิงที่พักเก่ง เราก็ตกลงกันได้ว่าจะทำงานแลกกันอย่างไร
ตามความเข้าใจของผม การศึกษาแนวเสรีจำเป็นสำหรับการบรรลุข้อตกลงต่างๆ ทั้งวันศุกร์และผมต่างต้องควบคุมอารมณ์และความประพฤติ ในการปฏิบัติตามข้อตกลงของเรา จริงๆ แล้ว การเจรจาของเราก่อนจะบรรลุข้อตกลงเหล่านี้จะออกมาแย่มาก ถ้าเราทั้งคู่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ดังนั้นเราจึงต้องตกลงกันก่อนว่า จะถกประเด็นต่างๆ ด้วยความสุขุมเยือกเย็น ยิ่งเราใช้สติไตร่ตรองมากขึ้นเท่าไหร่ว่า เงื่อนไขอะไรที่จะทำให้การอภิปรายมีประสิทธิผล เราจะยิ่งตระหนักว่าเราทั้งคู่ต้องวางตัวอย่างไร
สมมุติว่าผมกับวันศุกร์แบ่งเกาะออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ต่างคนต่างอยู่ เพราะผมเข้าถึงสารานุกรมได้ ผมสามารถสร้างเครื่องจักรต่างๆ ได้ ผมสร้างแก๊สมีเทนจากทรัพยากรน้ำและอากาศ ใช้เป็นเชื้อเพลิง ฯลฯ พอวันศุกร์สังเกตเห็น ก็ถามว่าผมทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ผมบอกเขาว่าผมเรียนรู้จากสารานุกรม วันศุกร์ขอให้ผมสอนเขาให้อ่านหนังสือออก และอนุญาตให้เขาใช้สารานุกรมด้วย ผมควรจะทำยังไง? ผมอาจปฏิเสธไม่สอนหนังสือให้เขา และไม่ให้เขาเข้าห้องสมุด นอกจากนี้ สมมุติว่าวันศุกร์มีความเชื่อทางศาสนาที่ทำให้เขาไม่กินเนื้อสัตว์ และพืชบางประเภท การสอนวันศุกร์ให้อ่านหนังสือออก ให้เขาใช้ห้องสมุด หรือคุยกับเขาเรื่องศาสนา จะเป็นผลดีกับผมหรือเปล่า?
ผมอยากเสนอว่า ผมมีพันธะ –ทั้งในแง่คุณธรรมและเพื่อความรอบคอบ – ที่จะให้การศึกษาแนวเสรีกับวันศุกร์ หมายความว่าสอนวันศุกร์ถึงวิธีการใช้ภาษาในการอภิปรายและอ่าน รวมทั้งการควบคุมอารมณ์ นั่นคือทำให้วันศุกร์มีความสามารถทัดเทียมกับผมในศิลปะแห่งการอภิปราย ถ้าวันศุกร์มีความสามารถในด้านนี้เท่ากับผม เราก็จะสามารถเสาะหาความจริงที่เป็นภววิสัย (“dialectical truths”) ร่วมกันได้ เราจะตกลงกันใช้วิธีปฏิบัติและความเชื่อชุดหนึ่ง ที่เกี่ยวเนื่องกับสมมุติฐานของเรา ที่จริงแล้วมีโลกทัศน์แบบหนึ่งที่บอกว่า การอภิปรายด้วยเหตุผลนั้นเป็นหนึ่งในคุณค่าสูงสุดของความเป็นมนุษย์ (ultimate human good) – นี่เป็นมุมมองของโซเครตีส ชีวิตหลังความตายในทัศนะของโซเครตีสคือ ดินแดนที่เขาสามารถสนทนากับบุคคลสำคัญต่างๆ ต่อจากตอนที่มีชีวิตอยู่ได้ และเมื่อมีผู้เสนอให้เขาดำรงชีวิตที่ปราศจากการถกเถียง โซเครตีสโต้กลับว่า ชีวิตที่ไร้การพินิจพิจารณาเป็นชีวิตที่ไร้ค่า (the unexamined life is not worth living) ผมคิดว่า ชีวิตที่ “ไร้การพินิจพิจารณา” ในความหมายของโซเครตีสคือ ชีวิตที่ปราศจากการอภิปรายด้วยเหตุผลกับผู้อื่น ถ้าผมไม่ช่วยให้การศึกษาแนวเสรีกับวันศุกร์ ผมจะตัดสิทธิ์ตัวเองจากการอภิปรายอย่างมีเหตุผล ซึ่งแปลว่าผมจะตัดสิทธิ์ตัวเองไม่ให้ได้รับคุณค่าชนิดหนึ่ง ดังนั้น การอภิปรายด้วยเหตุผลเพื่อบรรลุข้อตกลง จึงมีคุณค่าทั้งในตัวมันเอง และคุณค่าเชิงปฏิบัติในฐานะเครื่องมือชนิดหนึ่ง
มาถึงตรงนี้ ผมพร้อมแล้วที่จะบัญญัติแนวคิดของผมเกี่ยวกับการศึกษาแนวเสรี ในบริบทของสังคม:
“เป้าหมายหลักของการศึกษาแนวเสรีคือ การสร้างคนให้มีทั้งความสามารถและอุปนิสัยที่จะพยายามบรรลุข้อตกลงในประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริง ทฤษฎี และการปฏิบัติ โดยใช้การอภิปรายอย่างมีเหตุผล”
ไม่มีทางที่เราจะหลีกเลี่ยงมุมมองด้านคุณธรรม
อาจารย์ชิคาโกทั้งสามคนอ้างว่า เราสามารถคิดเรื่องวิธีการศึกษาได้โดยไม่เกี่ยวกับคุณธรรม แต่ผมไม่เห็นว่าเราทำอย่างนั้นได้ ถ้าเมียร์ไชเมอร์ หรืออาจารย์คนไหนก็ตาม ไม่ให้ความสนใจกับโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษา พวกเขาก็ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ในทางกลับกัน ถ้าพวกเขามีความเห็นเกี่ยวกับหลักสูตร แต่ไม่พูดอะไรเพราะเหตุผลทางการเมือง พวกเขาก็เป็นคนขลาด และถ้าพวกเขาไม่มีความเห็นจริงๆ พวกเขาก็ไร้ความสามารถ ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม พวกเขาทำผิดคุณธรรมด้วยการอ้างตัวว่าเป็นอาจารย์ แม้เราอาจหลอกลวงตัวเองและคนอื่นว่า มุมมองด้านคุณธรรมไม่มีบทบาทใดๆ ต่อการกระทำของเราเพราะเราไม่ได้คิดถึงมัน มุมมองนี้ก็มักโผล่ขึ้นมาในห้วงความคิดเมื่อเราครุ่นคิดถึงการกระทำนั้นภายหลัง มีเพียงสองคำถามที่ทุกคนควรตั้ง: ประการแรก ทำไมคนอย่างเมียร์ไชเมอร์ พิพพิน และแอ็บบ็อท จึงเป็นอาจารย์? แน่นอน เราจ่ายเงินให้เขาเป็นอาจารย์ – พวกเขาต้องทำมาหากิน ประการที่สอง ทำไมนักเรียนอยากมีการศึกษา? เพราะมันสัญญาว่าจะเปิดช่องทางทำมาหากินให้กับพวกเขา ดังนั้น อาจารย์และนักเรียนทำงานร่วมกันเพราะเห็นแก่การทำมาหากิน
การสาบสูญของที่ดินอิสระและภาวะทาสเงินเดือน
แต่ทำไมเราต้องกังวลกับการทำมาหากินด้วย? ทำไมไม่ใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกิน เลี้ยงตัวเองจากแผ่นดินเหมือนชาวอินเดียนแดงสมัยก่อน? และทำไมเราไม่เห็นชาวอินเดียนแดงออกตระเวนในทุ่งกว้าง และล่าวัวกระทิงอย่างอิสระแล้ว? เพราะรัฐบาลอเมริกันไม่อนุญาต ที่ดินอิสระ (frontier) ทั้งหมดในประเทศถูกครอบครองอย่างช้าๆ เปลี่ยนสถานภาพเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว – ไม่ว่าจะเป็นของปัจเจกบุคคล หรือของรัฐ ดินแดนอิสระในอเมริกาหมดไปราวๆ พ.ศ. 2433 เทียบได้กับถ้าวันศุกร์เพิ่งขึ้นเกาะมา แล้วพบว่าโรบินสัน ครูโซประกาศว่าเกาะทั้งเกาะเป็นของเขา ยอมให้วันศุกร์อยู่บนเกาะได้เฉพาะในฐานะทาส หรือคนรับใช้เท่านั้น
เมื่อทั้งประเทศไม่มีที่ดินอิสระอีกต่อไป เรามีทางเลือกอะไรเหลือที่จะหาเลี้ยงชีพ? คำตอบคือ: ต้องเป็นลูกจ้างหรือนายจ้าง และสำหรับคนส่วนใหญ่ หนทางเริ่มต้นและสิ้นสุดลงด้วยการเป็นลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อมองจากสภาพความเป็นจริง คนส่วนใหญ่จึงมองการศึกษาว่าเป็นเครื่องมือในการแสวงหางานทำ แต่ถึงตรงนี้เราต้องเผชิญกับปัญหาที่สอง: งานในระบบทั้งหมดมีไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะงานที่ให้ผลตอบแทนสูง ดังนั้น จึงจำเป็นที่คนต้องเอาชนะการแข่งขันในตลาดแรงงาน ทำให้คนต้องใช้วุฒิการศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานทำ และในเมื่อการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอันมีชื่อเสียงช่วยในการแข่งขันนี้ นักเรียนจึงแข่งกันเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด เช่นมหาวิทยาลัยชิคาโก
วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นสถานที่ที่มีการแข่งขันสูงมาก โจทย์แรกคือความอยู่รอดของภาควิชา สมาชิกของแต่ละภาคจึงมีผลประโยชน์ส่วนตัวในการพยายามช่วยให้ภาควิชาของตนเจริญรุ่งเรือง ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน ไม่ใช่เพื่ออยู่รอดเท่านั้น แต่เพื่อให้อยู่ได้อย่างดีที่สุด
การปลดปล่อยของการศึกษาแนวเสรี
ในบรรดาอาจารย์ผู้ให้โอวาททั้งสามคน พิพพินเป็นคนเดียวที่เน้นคุณสมบัติการปลดปล่อย (liberating nature) ของการศึกษาแนวเสรี แต่เขากลับเน้นคุณสมบัติที่สำคัญรองลงมา เหมือนชาวยิวในปาเลสไตน์หลังจากสิ้นสงครามระหว่างยิวกับโรมัน (พ.ศ. 609 – 613) กล่าวคือ ชาวยิวพบว่า พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลัทธิจักรวรรดินิยมของโรมันได้ – จริงๆ แล้ว เสียงต่อต้านทุกประเภทเป็นเรื่องต้องห้าม – พวกเขาจึงเน้นการไถ่บาปของปัจเจกชน และการปลดปล่อยชั่วนิรันดร์ (eternal salvation) แทน แต่ไม่มีใครห้ามพิพพินไม่ให้พูดถึงความจำเป็นที่จะปลดปล่อยตัวเราจากภาวะทาสเงินเดือน (wave-slavery) เขาก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ตรงๆ แต่พูดแบบอ้อมๆ ถึงความไร้เสรีรูปแบบอื่น เช่น เขาพูดว่าเราต้องปลดปล่อยตัวเองจากความเชื่อที่ได้รับเป็นมรดกมาจากรุ่นปู่ย่าตายาย ผมเห็นด้วย แต่การปลดปล่อยแบบนี้ยังไม่พอนะครับ
การปลดปล่อยแบบเดียวที่เป็นประโยชน์จริงๆ คือการปลดปล่อยจากภาวะการแข่งขันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ระหว่างอาจารย์ด้วยกัน ในการแสวงหาตำแหน่งทางวิชาการ และระหว่างบัณฑิตจบใหม่ในการหางานทำ ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดในระบบทุนนิยม แต่พิพพินไม่เคยนึกถึงความเป็นทาสข้อนี้ หรือไม่เขาก็จงใจที่จะไม่พูดถึงมัน เขาสนใจแต่เรื่องเสรีภาพในการเลือกมุมมองต่างๆ ที่อยู่ในกรอบอันเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พิพพินและอาจารย์คนอื่นๆ ต้องการให้นักศึกษาได้รับอิสระเชิงญาณวิทยา (epistemic autonomy) เท่านั้น [ญาณวิทยา เป็นปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยกำเนิดลักษณะ และความถูกต้องแห่งความรู้ ตลอดจนวิธีหาความรู้] ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษาคนหนึ่งที่ได้รับอิสระแบบนี้ อาจเลิกนับถือศาสนาของพ่อแม่ หันมาเชื่อมั่นในหลักวิทยาศาสตร์แทน ในมุมมองของพิพพิน นักศึกษาคนนี้ปลดปล่อยตัวเองสำเร็จแล้ว เขาสำเร็จการเรียนรู้ตรรกะของปรัชญาศาสนา และสามารถใช้เหตุผลได้ด้วยตัวเอง
นี่หรือคือสิ่งที่การศึกษาแนวเสรีหยิบยื่นให้กับนักศึกษา? ความสามารถในการใช้เหตุผลยืนยันความคิดของตัวเองในการโต้วาที? พิพพินบอกว่านี่ถือเป็นการปลดปล่อยแล้ว แต่สำหรับผม นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แม้ใครๆ อาจมองว่า การศึกษาแนวเสรีเป็นการฝึกนักศึกษาให้ต่อสู้ในสนามประลองปัญญา การต่อสู้ที่แท้จริงในความเห็นของพิพพินและเมียร์ไชเมอร์ เกิดขึ้นในโลกแห่งความจริงที่ทุกคนต้องแข่งกันทำมาหากิน ในความเห็นของพวกเขา นี่เป็นเป้าหมายของการฝึกนักเรียนในการศึกษาแนวเสรี
สำนึกแห่ง “การปลดปล่อย” ที่เข้มแข็งกว่าเดิมในการศึกษาแนวเสรี
ในความเห็นของผม จุดมุ่งหมายของการศึกษาแนวเสรีคือ กำจัดการแข่งขันส่วนตัวเพื่อความอยู่รอด ผมอยากอธิบายดังนี้ครับ ผมไม่ได้หมายความว่า การศึกษาแนวเสรีจะปลดปล่อยเราออกจากภาระการยังชีพได้ เราต้องสู้รบปรบมือกับธรรมชาติตลอดเวลาในการดำรงชีวิตวันต่อวัน และสิ่งที่เราต้องใช้ในภารกิจนึ้คือ องค์ความรู้ทั้งหมดที่วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มอบให้เรา นี่เป็นสถานการณ์ของโรบินสัน ครูโซ ก่อนที่วันศุกร์จะมาติดเกาะเป็นเพื่อน แต่นอกเหนือจากธรรมชาติ เรายังต้องอยู่ร่วมกับมนุษย์คนอื่นๆ ที่ต้องการครอบครองที่ดินทั้งหมดแบบผูกขาด นั่นคือสาเหตุพื้นฐานของสงครามส่วนใหญ่ในโลก
ถึงแม้ว่าเราไม่ต้องการผูกขาดที่ดิน แต่คนอื่นอยากทำเช่นนั้น ซึ่งก็จะทำให้เราตกเป็นเหยื่อของพวกเขา กฎแห่งเกมนี้คือ: ทุกคนต้องใช้ที่ดินเพื่อหาอาหาร และสร้างที่พักอาศัย ถ้าเราหาวิธีให้คนอื่นเอาอาหารให้เราและทำงานให้เราได้ เราก็จะไม่ต้องทำงานหรือพะวงกับการยังชีพ แต่จะข้ามไปคิดเรื่องการใช้ชีวิตอย่างหรูหราและมั่งคั่งแทน เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว เราก็ต้องหาคำตอบว่า เราจะทำให้คนอื่นทำงานแทนเราได้อย่างไร? วิธีหนึ่งคือการใช้กำลังบังคับให้เขาเป็นทาส หรือไม่ก็ยึดครองที่ดินทั้งหมด (เหมือนถ้าครูโซประกาศว่าเกาะทั้งเกาะเป็นของเขา) แล้วประกาศว่าทุกคนที่อยากอาศัยอยู่บนที่ของเราต้องทำตามกฎที่เราตั้ง – ซึ่งรวมถึงการส่งส่วยและใช้แรงงาน แน่นอน ยิ่งเรามีที่ดินในครอบครองเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเก็บส่วยและใช้แรงได้มากขึ้นเท่านั้น ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของมนุษย์คือ สงครามแย่งชิงดินแดนระหว่างเจ้าของที่ดินผู้ละโมบทั้งหลาย
ลองย้อนดูการจัดสรรที่ดินในอเมริกานะครับ เนื่องจากไม่มีการแก้ไขกฎหมายที่ดินแบบอังกฤษ หลังอเมริกาประกาศอิสรภาพแล้ว ผลที่ตามมาคือ การฆ่าชาวอินเดียนแดงแบบล้างเผ่าพันธุ์ การบังคับให้ชาวแอฟริกันเป็นทาส และระบบทาสเงินเดือนในปัจจุบัน ผมใช้คำว่า “ทาสเงินเดือน” เพราะทุกคนถูกบังคับให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูงแบบนี้ ใครเป็นคนบังคับเรา? คำตอบคือรัฐ รัฐเป็นผู้บังคับให้ชาวอินเดียนแดงอาศัยอยู่แต่ในพื้นที่สงวน (reservations) และบังคับคนอื่นๆ แทบทุกคนให้กลายเป็นลูกจ้างใช้แรงงาน ทำไมหรือครับ? เพราะรัฐเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจผูกขาด และพวกเขาเป็นผู้ก่อตั้งและสืบสานรัฐบาลแบบนี้
คนหมู่มากตกเป็นเบี้ยไร้ความสำคัญในเกมผูกขาดเกมนี้ แต่เราเป็นประเทศประชาธิปไตยมิใช่หรือ? ใช่ครับ แต่เราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่ได้รับการศึกษาแนวเสรี การศึกษาแนวเสรีจำเป็นต่อการให้ประชาชนตกลงเลือกใช้นโยบายที่มีเหตุผล ทว่าตอนนี้เสียงจากประชาชน ผสมปนเปกันอย่างสับสนแตกแยก สะท้อนเพียงความเชื่อที่คุ้นเคยและน่าตื่นเต้น มวลชนถูกชักจูง เบี่ยงเบนความสนใจให้ไขว้เขวไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอันซ้ำซากจำเจ ที่สื่อมวลชนและวงการบันเทิงโหมโปรโมทกันอย่างครึกโครม และถึงแม้คนเหล่านี้จะหันมาสนใจประเด็นที่สำคัญต่างๆ พวกเขาก็ไม่รู้วิธีอภิปรายที่จะนำไปสู่ข้อตกลงที่มีเหตุผลได้ ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ เรามีประชากรประมาณ 300 ล้านคน ในจำนวนนี้ กว่า 8 ล้านเป็นคนว่างงาน และอีก 2 ล้านคนเป็นนักโทษในคุก ประชากรจำนวนเท่าไหร่ที่เรารองรับได้หรือพึงประสงค์? ทำไมบางคนจึงว่างงาน? อัตราการว่างงานและอัตรานักโทษติดคุก มีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่?
ในโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน นายจ้างได้ประโยชน์จากการมีกลุ่มผู้สมัครงานที่ “มีการศึกษา” ให้เลือก รูปแบบของการศึกษาที่นายจ้างเหล่านี้ต้องการ คือการรู้หนังสือ ซึ่งทำให้คนสามารถทำตามคำสั่งและคู่มือทางเทคนิคได้ สิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการคือการศึกษาทางการเมือง นั่นเป็นต้นเหตุของความเชื่ออันแพร่หลายว่า การเมืองไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา แต่เป้าหมายของการศึกษาแนวเสรีควรอยู่ตรงข้ามกับเป้าหมายเหล่านี้ มันควรเป็นการศึกษาเรื่องการเมือง – เพราะเป้าหมายควรเป็นการปลดปล่อยเราจากภาวะทาสเงินเดือน และวัฒนธรรมของการแข่งขันทั้งหมด
สิ่งที่ยังขาดอยู่ในการศึกษาแนวเสรีปัจจุบัน คือการฝึกปรือทักษะ และอุปนิสัย – หรือความอยาก – ที่จะบรรลุข้อตกลงต่างๆ [ร่วมกับคนอื่น] แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เป้าหมายของการศึกษาแนวเสรีถูกเบี่ยงเบนไปเน้นการช่วยปัจเจกชนให้เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง (personal autonomy) อย่างที่พิพพินต้องการ และเมื่อปัจเจกชนทุกคนต่างเป็นตัวของตัวเอง พวกเขาก็จะรังแต่จะเถียงเอาชนะ ไม่ค่อยมีใครอยากตกลงกัน และดูเหมือนอาจารย์ทั้งสามคนจะพอใจที่เห็นบรรยากาศของความขัดแย้งเบ่งบานในมหาวิทยาลัยชิคาโก และไม่มีใครแสดงความกังวล ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะพวกเขาคิดถึงแต่ประเด็นทางวิชาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณธรรม ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับประเด็นทางวิชาการ: ประเด็นเหล่านั้นไม่มีผลลัพธ์ใดๆ ในทางปฏิบัติ อย่างน้อยก็โดยตรงหรือที่เห็นชัด แต่นอกเหนือจากประเด็นทางวิชาการแล้ว ยังมีประเด็นที่สำคัญและยิ่งใหญ่มากมายที่เราต้องตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น สภาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยชิคาโกเองลงมติให้ลดจำนวนวิชาศึกษาทั่วไป [Common Core คือวิชาที่นักศึกษาทุกคนต้องเรียน ไม่ว่าจะเอกอะไร] ในปี 2541 และเพิ่มจำนวนนักศึกษาระดับปริญญาตรี พวกเขาบรรลุข้อตกลงนี้โดยผ่านกระบวนการอภิปรายอย่างมีเหตุผลหรือเปล่า? คำตอบขึ้นอยู่กับว่า เป้าหมายของการอภิปรายอย่างมีเหตุผลนั้น ใช้ความสะดวกหรือคุณธรรมเป็นที่ตั้ง? ถ้าใช้เป้าหมายด้านคุณธรรม เราต้องวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเป็นผลดี หรือผลเสียกับนักเรียน แต่เท่าที่ผมทราบ ประเด็นนี้อาจไม่อยู่ในการหารือด้วยซ้ำ ประเด็นใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ น่าจะเป็นความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยชิคาโก และความอยู่รอดของอาจารย์ – หมายถึงเงินเดือนของพวกเขา คณาจารย์มองว่า ถ้าลดความเคร่งครัดของหลักสูตรลง จะมีผู้สมัครมากขึ้น และมี “ลูกค้า” จ่ายค่าเล่าเรียนมากขึ้น เพราะความต้องการพื้นฐานของอาจารย์ ก็คงหนีไม่พ้นการเอาตัวรอด
แล้วการศึกษาแนวเสรีล่ะ? จากการอ่านบทโอวาทของอาจารย์คณะต่างๆ ผมคิดว่าพวกเขาพอใจกับการผลิตเหล่าโซฟิสต์ และการลดจำนวนวิชาศึกษาทั่วไปไม่น่าจะส่งผลอะไรกับกระบวนการนี้ ในเมื่ออาจารย์เหล่านี้ไม่รู้ว่าการศึกษาแนวเสรีคืออะไร หรือถ้าพวกเขารู้ พวกเขาก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้พวกเขาไม่คิดว่าการปรับเปลี่ยนหลักสูตรทีละน้อยแบบนี้เป็นผลเสียมากมายนัก แต่จากมุมมองด้านคุณธรรม – ซึ่งอาจารย์เหล่านี้ไม่ใช้ หรือไม่กล้าใช้ – การศึกษาแนวเสรีควรช่วยให้ปัจเจกชนสามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างกัน อย่างน้อยก็ในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง
สิ่งที่เรียกกันว่า “หลักสูตรแนวเสรี”
วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ประกอบด้วยภาควิชามากมาย ที่ต่างต้องการอยู่รอดและเจริญรุ่งเรือง ด้วยการโน้มน้าวให้นักศึกษาสมัครเรียนวิชาต่างๆ ในภาคของตน ไม่ว่าจะในรูปวิชาบังคับ หรือวิชาเลือก ถ้าคุณเรียกคณบดีของแต่ละภาคมาประชุมร่วมกันเรื่องหลักสูตรวิชาศึกษาทั่วไป (core curriculum) แต่ละคนก็จะบทยืนยันว่า วิชาเบื้องต้นของภาคของเขาควรบรรจุเป็นวิชาบังคับ ผลลัพธ์ของวิธีคิดแบบต่างคนต่างเอาตัวรอดแบบนี้คือ การประนีประนอมกันด้วยการกระจายวิชาบังคับไปตามภาควิชาต่างๆ: เท่านี้เครดิตจากภาควิชาอังกฤษ เท่านั้นเครดิตจากภาควิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังคมศาสตร์ ภาษา ฯลฯ และเราก็เรียกทั้งหมดนี้ว่าเป็น “การศึกษาแนวเสรี” คณบดีเคยถกกันเรื่องลักษณะของการศึกษาแนวเสรีหรือเปล่า? ผมคิดว่าไม่เคย และตราบใดที่สภาอาจารย์เป็นผู้กำหนดนโยบายการศึกษา ผลที่เกิดขึ้นย่อมหนีไม่พ้นการเกลี่ยวิชาไปตามภาคต่างๆ
ในมุมมองของผม สาระของการศึกษาแนวเสรีควรประกอบด้วยปัญหาด้านคุณธรรม โดยเฉพาะปัญหาทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น ในภาควิชาประวัติศาสตร์ ผมคิดว่าข้อเขียนของชาร์ลส์ เบียร์ด (Charles Beard) โดยเฉพาะหนังสือเรื่อง “บทตีความรัฐธรรมนูญอเมริกา แนวเศรษฐศาสตร์” (Economic Interpretation of the U.S. Constitution) คือสิ่งที่เราต้องการ ในบรรดานักคิดและนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ ผมคิดว่าทั้งฮาวเวิร์ด ซินน์ (Howard Zinn) และโนม โชมสกี้ (Noam Chomsky) กำลังพูดถึงประเด็นที่สำคัญ พวกเขาเป็นคนสำคัญเพราะกำลังมองประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ต่างๆ จากมุมมองด้านคุณธรรม
แก่นสารของการศึกษาแนวเสรีควรประกอบด้วยประเด็นคำถามด้านคุณธรรม ในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ และการเมือง นักศึกษาและอาจารย์ควรถกประเด็นเหล่านี้ควบคู่ไปกับการถกประเด็นเรื่องลักษณะของคุณธรรม และลักษณะของการอภิปราย นั่นคือด้วยการศึกษาวาทศิลป์ และตรรกวิทยา และเมื่อการอภิปรายต้องใช้ภาษา ก็ควรมีการฝึกทักษะด้านนี้ด้วย
การอภิปรายคืออะไร?
เท่าที่ผมทราบ ตัวอย่างเดียวของการอภิปรายที่แท้จริงคือบทสนทนาของเพลโต (Platonic dialogues) ซึ่งเป็นบทสนทนา (ระหว่างคนสองคนเท่านั้น) ที่มีลักษณะพื้นฐานดังต่อไปนี้: คนหนึ่งยกข้ออ้างขึ้นมาหนึ่งข้อ แล้วคู่สนทนาตอบว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ขอให้คนพูดอธิบายให้ชัดเจนขึ้น หรือไม่แสดงข้อคิดเห็นใดๆ ข้ออ้างทุกข้อได้รับคำตอบหนึ่งในสี่แบบนี้ ตราบใดที่คู่สนทนาเห็นด้วยกับคนพูด ก็ไม่มีการอภิปราย การอภิปรายเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่สองคนไม่เห็นพ้องต้องกัน จุดประสงค์ของการอภิปรายแบบโซเครตีส (Socratic discussion) ไม่ใช่ชัยชนะ แต่เป็นการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน
สิ่งที่เรียกกันว่าการอภิปรายในงานสัมมนาหรือการอภิปรายสาธารณะส่วนใหญ่ เหมือนกับเลกเชอร์ชุดย่อยๆ ที่มีหรือไม่มีการโต้แย้ง คนหนึ่งแสดงความคิดเห็น แล้วคนต่อไปก็ทำอย่างเดียวกัน เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีใครพยายามแม้แต่จะค้นหาว่า อีกคนเห็นด้วยหรือเปล่า ในขณะที่การอภิปรายที่แท้จริงนั้นต้องมีการโต้ตอบทุกข้อ ตัวอย่างเช่น ถ้าคนหนึ่งอ้างอะไรมาข้อหนึ่ง แล้วคู่อภิปรายไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของเขา ความไม่เห็นด้วยนี้ต้องเป็นเพราะข้ออ้างนั้นใช้ข้อมูลผิดพลาด (invalidity) หรือใช้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น (unsoundness) หรือไม่ก็ต้องเป็นเพราะคู่อภิปรายไม่ยอมรับข้อสมมุติฐานหรือปัจจัยแวดล้อม (premise) ที่อยู่ภายใต้ข้ออ้าง แต่ก่อนที่ใครจะแยกแยะประเด็นเหล่านี้ได้ เขาก็ต้องมีความรู้ ทักษะ และความเชื่อมั่นในตรรกะอยู่แล้ว ดังนั้นการศึกษาแนวเสรีควรสอนนักศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญด้านการใช้ตรรกะด้วย.
……
3) จุดเริ่มต้นของการศึกษาแนวเสรีในไทย
แม้หลักสูตรการศึกษาแนวเสรีตามแนวทางที่กล่าวมาแล้ว จะดูเหมือนเป็นเป้าหมายอันห่างไกลเมื่อเทียบกับระดับการศึกษาของบ้านเราในปัจจุบัน ผู้เขียนเชื่อว่าเป้าหมายนี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ก่อนอื่น เราต้องเห็นพ้องต้องกันว่า เป้าหมายของการศึกษาระดับปริญญาตรีของไทย ยังไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยปรัชญาของการศึกษาแนวเสรีอย่างแท้จริง รายงานแนวทางการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตามพ.ร.บ. การศึกษา พ.ศ. 2542 จากเว็บไซด์สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) ระบุว่า เป้าหมายของการศึกษาระดับปริญญาตรีคือ:
“...[การ]มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถในสาขาวิชาต่างๆ ในระดับสูง โดยเฉพาะการประยุกต์ทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ การริเริ่มการพัฒนาทั้งทางวิชาการและวิชาชีพ”
เป้าหมายนี้เน้นเฉพาะเป้าหมายของ “การศึกษาแนววิชาชีพ” เท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึง “ความรู้พื้นฐาน” ที่นักเรียนพึงมี และก็ไม่ได้กล่าวถึงคุณธรรม และวุฒิภาวะทางอารมณ์เลยแม้แต่น้อย
หากระดับนโยบายได้รับการแก้ไขปรับเปลี่ยน การปฏิรูปการศึกษาไปในแนวเสรี – ซึ่งแปลว่าไม่ถูกครอบงำด้วยความต้องการของตลาดแรงงาน หรือผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ไปหมด – ก็จะทำได้ง่ายขึ้น
การศึกษาแนวเสรี จำต้องมีบุคลากรครูที่มีคุณภาพ เพราะเป็นการสอนแบบ “เปิด” คือส่งเสริมให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น อภิปรายประเด็นต่างๆ กันอย่างเต็มที่ ดังนั้นการขึ้นเงินเดือนครูทั่วประเทศ จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนแรกๆ ที่เราควรทำ บนเส้นทางสู่การศึกษาแนวเสรี เพราะเงินเดือนครูที่แสนน้อยนิด เป็นอุปสรรคสำคัญที่ไม่ค่อยมีคนฉลาดอยากมาเป็นครู
ถ้ารัฐบาลหันมาเอาจริงกับการปราบปรามคอรัปชั่นในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะในการจัดซื้อจัดจ้างคอมพิวเตอร์ หนังสือเรียน และอุปกรณ์เรียนต่างๆ เม็ดเงินที่ “ได้คืน” จากการคอรัปชั่นเหล่านี้ น่าจะเพียงพอต่อการขึ้นเงินเดือนให้ครูได้หลายเท่าตัว
นอกจากนั้น เราต้องหันมาเอาใจใส่กับพัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีนักคิดนักพัฒนาหลายคน ใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่แนวคิด หลักสูตร เลคเชอร์ หนังสือเรียน และเอกสารประกอบการเรียนการสอนมากมาย หลายแห่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เช่น มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, OpenCourseWare ของ MIT, Stanford on iTunes, Wikibooks, และ Public Library of Science
ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะเริ่มอภิปรายเรื่องการศึกษาแนวเสรีกันอย่างจริงจัง ก่อนที่บัณฑิตปริญญาตรีรุ่นใหม่ๆ จะมีเพียงสองแบบที่ต่างกันตรงระดับสติปัญญาเท่านั้น: นักธุรกิจผู้ฉลาดหลักแหลมในการหาช่องทางเลี่ยงกฎหมาย และกอบโกยประโยชน์ส่วนตัว และลูกจ้างบริษัทที่ใช้ชีวิตไปวันๆ หลงใหลไปกับสิ่งบันเทิง และมหกรรมบริโภคนิยม
เมื่อถึงเวลานั้น ใครจะทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ส่วนรวม?



