Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon


ย้อนเยือนหุบเขาฝนโปรยไพร สนทนาข้างกองไฟกับกนกพงศ์ สงสมพันธุ์

อำลา กนกพงศ์ สงสมพันธุ์


- สุรชัย พิงชัยภูมิ และธาตรี แสงมีอานุภาพ -


ในบรรดารูปถ่ายบุคคลที่ผมเคยถ่ายมาจนถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่ารูปชุดนี้ เป็นชุดที่ผมรักมากที่สุดชุดหนึ่ง และเป็นการทำงานในฃ่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตเช่นกัน (รูปส่วนใหญ่ที่นำมาร่วมไว้อาลัยในที่นี้ เป็นรูปที่ไม่ได้ตีพิมพ์ในบทสัมภาษณ์ open ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2547)

ตอนนั้นแม้จะเป็นเวลาห้วงสั้นๆ เพียงสองสามวันที่ผมและพี่นก – สุรชัย พิงชัยภูมิ นักเขียน ได้อาศัยกินนอนอยู่ที่บ้านพี่หนก – กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ในช่วงปลายฝนของปี 2547 ในบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้หน้าตาน่ารักหลังนั้น (ผมบอกพี่หนกอยู่เลยว่า บ้านหลังนี้มันดูเหมือนโรงเรียนอนุบาลตามชนบทมากกว่านะ)

ผมเพิ่งรู้ว่าพี่หนก นักเขียนซีไรต์คนนี้ นอกจากเขียนแล้วยังชอบถ่ายภาพด้วย ถ่ายไปตามอารมณ์และความรู้สึกที่อยากถ่ายในขณะนั้น เขาใช้กล้องนิคคอน แบบแมนนวลที่จะใส่ฟิล์มทิ้งไว้ตลอด เพื่อจะหยิบใช้ได้ตลอดเวลา กับเลนส์ มุมกว้าง 28 มม.เพียงตัวเดียว เขาใช้ถ่ายทุกอย่าง สิ่งที่เขาถ่ายไว้มากที่สุดน่าจะเป็น “ท้องฟ้า” เท่าทีดูมีอัลบัมภาพท้องฟ้าเพียงอย่างเดียว 2-3 อัลบัม นับรวมรูปได้เป็นร้อยๆ ใบ ภาพท้องฟ้าที่เขาบันทึกจากมุมเดียวกันเกือบทุกวัน คล้ายจะถ่ายไว้เป็นไดอารี่ ด้วยฤดูกาล และความอัศจรรย์ในธรรมชาติ ท้องฟ้าจึงมีสีสันระบายทาไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน นี่ยังไม่รวมถึงก้อนเฆมหลายทรง หลากสี มองรูปถ่ายเพลินอยู่นาน ยังยุพี่หนก ว่าน่าจะได้จัดนิทรรศการสักวันหนึ่ง เสียดายเพราะความชื้นของที่นี่ จึงทำให้รูปหลายใบเสื่อมสภาพไปเพราะเชื้อรา

คล้ายงานเลี้ยงต้อนรับผู้มาเยือน ค่ำคืนหนึ่งที่ลานฟืนใต้ร่มไม้ข้างบ้าน เราได้ร่วมนั่งล้อมวงกินข้าวกันที่นั่น ผมคิดว่าใครที่เคยชิมกับข้าวฝีมือพี่หนก คงจะรู้ดีว่ามันพิเศษอย่างไร พี่หนกทำกับข้าวได้หลากหลายทั้งต้ม ผัด แกง ทอด ผัดผักบางจานเด็ดมาจากสวนป่าธรรมชาติหลังบ้าน สารภาพตามตรงสำหรับคนเมืองอย่างผมเกิดมาก็เพิ่งเคยกินข้าวสวยที่ยังใช้หม้อดินเผาหุงกับเตาถ่าน ถึงได้รู้ว่าข้าวที่หอมดินกลิ่นถ่าน นุ่มและหวานละมุนเพียงใด จำได้ว่าผมตักกินไปเปล่าๆอยู่หลายคำ นอกจากคำข้าว พี่หนกยังแถมเอามุข อำ ขำๆให้เราได้ฮาครืน อยู่เป็นระยะ

ในบ่ายอีกวันหนึ่งพี่หนกพาเราและเพื่อนของเขา รวมไปถึงพี่ ชมพู – อุรุดา โควินท์ หญิงสาวข้างกาย ไปเยี่ยมเยือนผืนดินริมน้ำที่เขาจับจอง แผ่นดินที่พี่หนกบอกกับเราว่าวันหนึ่งเขาจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มองไปรอบๆกับกรวดทรายริมลำธาร และฉากทิวเขาทะมึนยามอาทิตย์อัสดง มันเป็นความงดงามของหุบเขาฝนโปรยไพรจริงๆ

เราช่วยกันเก็บฟืนมาทำอาหาร เรื่องเก็บผัก เก็บฟืนนี่พี่หนกคล่องมือมากจริงๆ จนบางทีพวกเราได้แต่มอง และเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ จากนั้นเราแยกย้ายกันไปนอนแช่ตัวเล่นน้ำในลำธารใสเย็นจนสบายตัว สบายใจ

ก่อนค่ำ ลมแรงเริ่มหอบฝนมาห่มป่า เราช่วยกันตอกกิ่งไม้ขึงผ้าใบบังข้าวของ กว่าจะยึดโยงได้เราก็เปียกปอนไปตามกัน

มื้อค่ำ.. ข้าวสวยกับคั่วกลิ้งไก่หอมฉุย ใบหน้าเราอาบด้วยแสงเทียนผสมแสงจันทร์ นั่งนอนล้อมกองไฟ เรื่องเล่ามากมายผุดพรายในคืนนี้ คืนในความทรงจำที่ผมและพี่นักเขียนที่ไปด้วยกันคงไม่มีวันลืม เป็นช่วงเวลาแสนสั้น แต่มิตรภาพ ที่พี่หนกมีให้กับพวกเรานั้น จะยังคงอบอุ่น และยืนยาว อยู่ในใจเราตลอดไป เช่นคืนนั้น ในหุบเขาฝนโปรยไพร...

จาก “เขียน” – ธาตรี แสงมีอานุภาพ


“ความเหงา ความโดดเดี่ยว ความทุกข์ มันแก้ได้ด้วยความรัก”

ผมยังจำคำนี้ของพี่ไม่ลืม..

ไว้อาลัยแด่ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ พี่ชายที่เคารพรัก

จาก “นก” – สุรชัย พิงชัยภูมิ

......................


เยือนหุบเขาฝนโปรยไพร สนทนาข้างกองไฟกับ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์


– สุรชัย พิงชัยภูมิ เรื่อง ธาตรี แสงมีอานุภาพ ภาพ -


กล่าวกันอย่างรวบรัด, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เริ่มต้นงานเขียนด้วยบทกวี นับชิ้นเขาจำไม่ได้ ถ้านับปีก็น่าจะสัก 6-7 ปี รวมบทกวี ‘ป่าน้ำค้าง’ เป็นหนังสือเล่มแรกของเขา

หลังจากเขียนบทกวีมาได้สักสองสามปีเขาก็ลองเขียนเรื่องสั้น เขาเขียนบทกวีเมื่อตอนเรียน ม.2 แล้วพอ ม.4 ก็มีเรื่องสั้นเรื่องแรกตีพิมพ์ในมติชน ชื่อเรื่อง “ดุจดวงตะวันอันเจิดจ้า” เป็นเรื่องสั้นที่เขาเรียกว่า “แนวเพื่อชีวิต” เขาบอกว่ายุคนั้นเป็นยุควรรณกรรมเพื่อชีวิต

เป็นแค่เด็ก ม.2 หลายคนอาจมองไม่ออกว่าเขาไปได้สิ่งแวดล้อมหรือบรรยากาศการอ่านหนังสือจากไหน?

“บรรยากาศที่บ้าน และก็แวดล้อมบ้าน คือที่ที่ผมเกิดมันเป็นอำเภอที่มีลักษณะเด่นอยู่อย่างหนึ่ง คือคนเขาใฝ่เรื่องการศึกษา แต่ละบ้านจะรับหนังสือแมกกาซีนอะไรพวกนี้เยอะ คนเขาชอบอ่านหนังสือกัน รวมที่บ้านผมด้วย อ่านที่บ้านแล้วก็ไปเวียนอ่านบ้านคนโน้นคนนี้ อย่างพวกนิตยสารเขาก็เขาก็จะรับกันบ้านละเล่มๆ ไม่เหมือนกัน ก็ใช้วิธีเวียนกันไปอ่าน”

และทำไมถึงมีปรากฏการณ์แบบนั้น?

“ที่อื่นก็น่าจะมีแบบนี้บ้างเหมือนกันนะ บ้านที่ผมอยู่เป็นต่างอำเภอของจังหวัดพัทลุง ถือว่าเป็นจังหวัดบ้านนอก เพียงแต่อำเภอที่ผมอยู่อาจจะใหญ่กว่าตัวจังหวัดเสียอีก แต่ว่าเรื่องการศึกษาของคนที่นั่นมันมีมาก่อน เขานิยมให้ลูกไปเรียน”

กนกพงศ์เรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ แต่ว่าไม่จบ เรียนไปได้สามปีเขาบอกว่าเกิดความรู้สึกขี้เกียจ

เรื่องสั้นชื่อ “สะพานขาด” ของเขาได้รับรางวัลช่อการะเกด ปีถัดมา เรื่องสั้น “โลกใบเล็กของซัลมาน” ก็ได้รางวัลช่อการะเกดอีก เขาเป็นนักเขียนคนแรกที่ได้ “ช่อการะเกด” สองสมัย (พ.ศ. 2532-2533)

หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของเขาคือ “สะพานขาด” เป็นเรื่องสั้นที่เขียนช่วงเดียวกับเล่มที่สองคือ “คนใบเลี้ยงเดี่ยว” เพียงแต่จังหวะการออกไม่พร้อมกัน เขียนในระยะเดียวกัน ตอนเขียนเขาบอกว่าเขียนโดยที่ไม่ได้คิดว่ามันจะรวมเล่มยังไง เป็นการเขียนในระยะแรก ระยะฝึกหัด เขียนไปเรื่อยๆ ได้สัก 50-60 เรื่อง เขาก็คิดเรื่องรวมเล่มขึ้นมา คัดได้สองเล่ม และที่ทิ้งไปก็มีเยอะ

เขาเว้นระยะไปประมาณ 4-5 ปี จึงค่อยมีรวมเรื่องสั้น ‘แผ่นดินอื่น’ ในปี 2539 และรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ของเขาได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี พ.ศ. 2539


หุบเขาฝนโปรยไพร-พรหมคีรี

บ้านที่กนกพงศ์เช่าอยู่ที่พรหมคีรี ค่าเช่าเดือนละหกร้อยบาท บ้านหลังนี้เจ้าของเขาไม่อยู่เป็นสิบปีแล้ว กนกพงศ์มารื้อทำใหม่อีกเยอะพอสมควร ฝาบ้านเป็นไม้จำปา เป็นไม้เนื้อดี ปลวกกินไม่ได้ ส่วนพวกโครงสร้างเป็นไม้แดงกับไม้ตะเคียน

ต้นมังคุด ลองกอง ทุเรียน เงาะ ยืนต้นแทรกสลับกันอยู่ล้อมรอบตัวบ้าน เรานั่งจิบกาแฟจิบชาพูดคุยพูดคุยกันอยู่บนม้านั่งไม้ยาวข้างบ้าน ลานทรายปนกรวดถูกปัดกวาดจนสะอาด เราสามารถเดินเท้าเปล่าชมนกชมไม้ได้อย่างสบายใจ กองไฟถูกจัดวางไว้ในที่ที่เหมาะสมไม่ห่างจากตัวบ้าน ดูจากเศษซากเถ้าถ่านแล้วมันคงถูกก่อขึ้นในทุกค่ำคืน เช่นเดียวกับเปลที่ถูกผูกตายอยู่กับต้นเงาะ

ชมพู – หญิงสาวข้างกายของเขา คอยเสิร์ฟขนมหวาน เติมชา กาแฟให้อยู่เรื่อยๆ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร พูดคุยทำความรู้จักกันไม่นาน ผมรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยกับเจ้าบ้านทั้งสอง ผมเหลือบมองดูเพื่อนช่างภาพ เขาก็น่าจะรู้สึกไม่ต่างกัน พวกเราพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ผมเชื่อว่ามิตรภาพระหว่างเราเริ่มต้นที่ตรงนั้น

เท้าของกนกพงศ์มีบาดแผลที่เกิดจากทากตอนไปเดินป่า เป็นแผลเก่าที่เรื้อรังมานาน ยิ่งกินอาหารแสลงเข้าไปยิ่งทำให้แผลหายยาก

“ถ้าคนแพ้ทาก... เขาบอกว่ามันจะมีแบคทีเรียเข้าไปในเลือด” กนกพงศ์บอกว่ามันกลายเป็นโรคประจำตัวของเขาไปแล้ว “ช่วงนี้ก็เลยหาผักหาหญ้าไม่ค่อยได้ อดอยาก (หัวเราะ)”

ช่วงนี้กนกพงศ์ไม่ดื่มเหล้าดื่มเบียร์

“กินแต่ผักก็สงสารฝรั่งที่เขามากินข้าวกับเรา” ชมพูเอ่ยขึ้น

“ฝรั่งอะไรครับ?” ผมถาม

“เป็นชาวออสเตรเลียชื่อปีเตอร์ ร็อสส์ เขามาเช่าบ้านอยู่แถวนี้” ชมพูชี้มือลัดสวนเงาะไปทางบ้านหลังที่ว่า “เขามาแปลงาน”

“งานอะไร วิจัยหรือ?”

“แปลหนังสือ”

“เนี่ย!...” ชมพูพยักหน้าไปทางกนกพงศ์

“แผ่นดินอื่น” เธอบอก

“อ๋อ!” พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนั้นร้องออกมาพร้อมกัน

“เขาก็เลยมาอยู่ใกล้ๆ เพื่อจะถามภาษาไทยวันละคำเวลากินข้าว” ชมพูอธิบาย

กนกพงศ์บอกว่าก็ดีเหมือนกันที่เขาตัดสินใจมาอยู่ แต่เขาก็กลัวว่าภาษาจะออกมาแปลกๆ

“รอบแรกที่แปลเขาเอาไปให้แม่อ่าน แม่เขาบอกว่า นี่มันเป็นภาษาอังกฤษหรือเปล่า นั่นอาจเป็นเพราะว่าเขาแปลทุกคำ และคงต้นฉบับไว้มาก แม่เขาก็เลยงง” ชมพูให้ความเห็น

“เขาบอกว่าจะพยายามสร้างภาษาใหม่ขึ้นมาสำหรับหนังสือเล่มนี้ เป็นภาษาอังกฤษเหมือนที่พวกอินเดียเขาสร้างภาษาอังกฤษใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้เขียนงานของเขา เขาเรียนปริญญาเอกด้านภาษาไทย เคยเป็น บ.ก. วรรณกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์” ชมพูเล่าให้เราฟังพร้อมกัยรอยยิ้มแบบสาวบ้านป่านาดอน เขินและอายนิดๆ ดูน่ารัก ได้อารมณ์และความรู้สึกแบบเป็นกันเอง จนเราลืมไปว่าเธอเป็นสาวเชียงราย เคยเป็นพนักงานธนาคาร ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ก่อนตัดสินใจทิ้งอาชีพที่ฟังดูหรูหรา มาจับปากกาเขียนหนังสือโดยไม่ลังเล เธอมีผลงานเป็นรวมเรื่องสั้นและเรื่องเล่าเชิงนวนิยายแล้วสองเล่มคือ “มิตรภาพยังอยู่กับเรา” และ “ลูกสาวของดอกไม้” เธอยังทำงานปั้นและวาดภาพเป็นงานอดิเรกสนุกๆ ชมพูใช้ชีวิตในเมืองหลวงได้พักใหญ่ก่อนที่จะละทิ้งความศิวิไลซ์ไปเป็นสาวชาวสวน อยู่เคียงข้างเขา ณ ดินแดนที่เขาขนานนามมันว่า “หุบเขาฝนโปรยไพร” แต่เธอกลับเรียกล้อมันเล่นๆ ว่า “หมู่บ้านฝนป๊อกแป๊ก”

กนกพงศ์บอกว่า ไพวรินทร์ ขาวงาม เพิ่งกลับไปเมื่อไม่กี่วัน ผมบังเอิญเหลือบไปเห็นลายเซ็นของแอ๊ด คาราบาว ที่ฝาบ้าน กนกพงศ์บอกว่า แอ๊ด คาราบาว ก็เคยมาที่นี่ วงมาลีฮวนน่าก็เคยมาเที่ยวที่บ้านหลังนี้

ตอนที่นั่งรถมา เราเห็นช้างเดินอยู่ข้างทาง เราจึงคุยเรื่องช้างกับเขา

“แถวนี้มีหลายตัว เมื่อวานก็ขึ้นมาตัวหนึ่ง” กนกพงศ์บอก

“ที่นี่ค่อยดูเหมือนช้างหน่อย ไม่เหมือนที่กรุงเทพฯ มัน เอ่อ...?” ผมไม่รู้จะพูดยังไงต่อ

“ก็ที่นี่มันช้างทำงาน” กนกพงศ์ช่วยอธิบาย

“ถ้าเราตั้งร้านเหล่าตรงนี้ มันจะมาขอตังค์” เพื่อนอีกคนพูดติดตลก

“ไม่นะ ช้างที่นี่ไม่ขอตังค์นะ!” ชมพูค้านทันที

“พูดเล่น” เพื่อนคนนั้นรีบแก้ตัว

“สวนผมที่กรุงชิง พอพักงานเขาก็จะเอาช้างไปปล่อยไว้ที่นั่น” สวนที่กนกพงศ์ว่าเป็นสวนที่เขาไปซื้อไว้ ด้านหลังของสวนมีลำธารไหลผ่าน

เขาเอามาปล่อยไว้ในลำธารอย่างนั้นแหละ ไม่มีโซ่ไม่มีอะไรล่าม”

“มันดุไหมครับ เวลาเจอคนแปลกหน้า เหมือนหมาที่เจอคนแปลกหน้าแล้วมันเห่า?” ผมถามด้วยความสงสัย

“ถ้าเราไม่เข้าใกล้มันคงไม่เป็นไร ไม่ถึงขั้นกับไล่ แต่มันไม่เห่านะ! (หัวเราะ)”

กนกพงศ์เอาภาพที่เขาถ่ายเก็บไว้มาให้เราดู มีหลายอัลบั้ม (มาก) ส่วนมากจะเป็นภาพท้องฟ้า ส่วนบนบ้านกนกพงศ์มีเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เวลาเขียนงาน ตั้งแต่ร่างแรก กนกพงศ์ยังใช้พิมพ์ดีด เวลาขัดเกลาตกแต่งตั้นฉบับจึงค่อยเอามาทำในคอมพ์

“ผมชินกับพิมพ์ดีดมากกว่า มันมีจังหวะ มีเสียง อย่างกับคอมพ์เราไม่สบายใจ เวลากำลังเขียนๆ อยู่... มันไม่มีตัวตน เราไม่ไว้ใจมัน ประโยคหนึ่งก็มีค่า ถ้ามันหายไปก็คิดไม่ได้อีก” ผมเข้าใจ เวลาพิมพ์ดีดเราพิมพ์กับกระดาษ สามารถจับต้องได้ แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าโชคไม่ดีมันก็มีสิทธิ์สูญหายได้เหมือนกัน

กนกพงศ์ตัดสินใจไม่ใช้โทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์บ้าน ใจจริงเขาก็อยากมีอินเตอร์เน็ตไว้ใช้งาน แต่เมื่อนึกถึงปัญหาที่จะตามมากับสายโทรศัพท์ เขาบอกว่าไม่มีดีกว่า

“ฉากในหนังสือ ‘ยามเช้าของชีวิต’ เป็นเรื่องจริงไหมครับ?” บางคำถามก็แทรกเข้ามาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่เขาก็ตอบแบบอารมณ์ดีและเป็นกันเอง

“เป็นเรื่องจริง แต่เขียนในอารมณ์ของเรื่องแต่ง”

กนกพงศ์บอกว่าตอนนี้ยังมีอยู่ที่ชาวบ้านเข้าใจว่านักเขียนคือคนที่... “เลือกตั้ง อบต. ที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้เขายังมาขอให้ผมเขียนป้ายให้เลย”

เรานั่งพูดคุยกันบนม้านั่งยาวใต้ร่มไม้ข้างบ้าน จิบกาแฟยามสายแกล้มกับขนมหวานบริการจากเจ้าของบ้านใจดี ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเรารู้สึกรื่นรมย์และชื่นชมในน้ำจิตน้ำใจ

เราชี้ชวนกันดูสิ่งต่างๆ รอบๆ บ้าน กนกพงศ์จะเป็นผู้อธิบายให้เราเข้าใจ ให้ความรู้พร้องกับเป็นไกด์นำเที่ยวไปด้วยในตัว ถึงเราจะนั่งฟังอยู่กับที่ แต่ก็เหมือนเราได้ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ตามคำบอกเล่าของเขา อะไรที่น่าสนใจ เขาจะเล่าให้เราฟังพร้อมกับคำอธิบายอย่างผู้ที่รู้จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ต้นไม้ สายธาร บ้านช่อง อาชีพ ประเพณี วัฒนธรรม ชุมชน ก้อนหิน ไปจนถึงนายพรานบนภูเขาที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือประกอบการล่าสัตว์ (ประมาณว่าเมื่อพรานล่าสัตว์ได้แล้ว เขาจะโทร.ให้พวกที่อยู่ข้างล่างขึ้นมาเอาซากสัตว์ จะได้ไม่เน่าเสีย) ...และ ฯลฯ

กนกพงศ์อยู่ที่นี่พร้อมกับการศึกษาวิถีชีวิตชุมชน ปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน เขาจะจดจำและเก็บซับเรื่องเล่าและเรื่อราวต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังจากชาวบ้าน ไว้เป็นข้อมูลในการเขียนหนังสือ เขาจึงมีเรื่องเล่าให้เราฟังมากมาย

“อยู่ที่นี่ตื่นเช้าไหมครับ” ผมถามขึ้นมาลอยๆ หลังจากมองสำรวจดูสิ่งต่างๆ

“ราวๆ หกโมงก็ตื่นแล้ว”

“ตื่นขึ้นมากวาดลานบ้าน?” ผมถามต่อ มองออกไปทางหลังบ้านจะเห็นเขาหลวงทอดเทือกสูงเสียดฟ้า เดินออกจากหลังบ้านไปไม่ไกลจะมีลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่าน ส่วนถนนสายเล็กๆ หน้าบ้านตรงไปจนสุดทางจะเป็นน้ำตกสายใหญ่ นี่คือหมู่บ้านเล็กๆ ของอำเภอพรหมคีรี

“กวาดลานบ้านจะทำตอนเย็น เป็นช่วงรีแลกซ์ ออกกำลังกาย ผมตื่นเช้ามาต้องทำงานเขียนเป็นอันดับแรก เพราะว่าผมสูบบุหรี่และดื่มกาแฟเยอะ ช่วงที่ตื่นขึ้นมามันจะแจ่มใสที่สุด สองสามชั่วโมงแรกมันจะเขียนได้ดีที่สุด หลังจากสามชั่วโมงไปแล้วมันจะเหมือนกับนั่งเล่นอยู่กับโต๊ะทำงานมากกว่า”

เวลาขับรถออกมาข้างนอก ไม่ว่าจะไปไร่ไปสวน หรือเข้าไปทำธุระในเมือง กนกพงศ์จะมีสมุดบันทึกติดตัวอยู่ตลอดเวลา แต่เขาบอกว่าตนเองเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเขียนไดอารี่ มันเป็นนิสัยส่วนตัว

“ผมรู้สึกอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าผมเขียนเรื่องที่กำลังคิดอยู่ออกไป เสร็จแล้วมันจะไม่คิดอีก”

“แล้วพกสมุดบันทึกทำไม?”

“กันลืม” เขาตอบเร็ว “เพราะลืมบ่อย ส่วนมากจะคิดพล็อตเรื่องสั้น เวลาทำสวนสมาธิมันเยอะ เวลาเราออกแรง ลองไปออกแรงดู เวลาออกแรงเราจะไม่รู้กับสิ่งที่เราทำ อย่างเช่นว่า เรากำลังขุดดินอยู่ เราก็เพียงแค่ขุดเป็นจังหวะ แต่ในหัวเราจะเป็นเอกเทศ เหมือนกับว่างานทำให้เราอยู่ในโลกลำพังของเรา เป็นห้วงสมาธิหนึ่ง ผมชอบเวลาทำงานออกแรง มันจะคิดงานได้เยอะ”

กนกพงศ์คิดว่าจังหวะที่ออกแรงออกเหงื่อเป็นจังหวะที่ร่างกายตื่นเต็มที่ และความคิดอะไรต่างๆ ก็ย่อมตื่นไปด้วย แทนที่ตื่นขึ้นมาแล้วนั่งซึมสูบบุหรี่ กนกพงศ์บอกว่าแบบนั้นมันคิดอะไรไม่ค่อยออก

ใกล้เที่ยง, กนกพงศ์ขับรถไปเราไปทางน้ำตก เบื้องหน้าเขาหลวงทอดตัวยาวไปจนสุดขอบฟ้า เมฆขาวห่มคลุมอยู่เหนือหุบเขา บางช่วงยอดแหลมของเขาหลวงทะลุเมฆ มองดูเหมือนปราสาทราชวังในเทพนิยาย รถกระบะบรรทุกวัยรุ่นไปเที่ยวน้ำตกแซงหน้าเราไป ตามด้วยมอเตอร์ไซค์ที่พุ่งปราดมาเร็วราวกับจรวด มันกลายเป็นสัจธรรมที่ต้องทำใจแล้วว่า วัยรุ่นที่ไหนก็เหมือนกัน กนกพงศ์ชี้ให้เราดูบ้านเช่าของฝรั่งคนนั้น “นั่นบ้านของปีเตอร์” ก่อนขับรถวนออกจากน้ำตก เราชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรถเข้าเทียบจอดหน้าร้านข้าวแกง เป็นร้านข้าวแกงแบบชนบท ที่นั่งทำเป็นซุ้มหลังคามุงจากอยู่ใต้ร่มไม้เย็น ข้าวแกงปักษ์ใต้หลายชนิด ที่ผมพอจะรู้ก็มีแกงเนื้อ แกงส้ม แกงไตปลา ทอดไข่ ไข่เค็ม ขนมจีน และสารพัดผัก ส่วนมากจะเป็นผักพื้นบ้านที่จำชื่อยากๆ ทั้งนั้น เป็นข้าวมื้อที่ผมกินอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เหงื่อตกยางออก แต่ก็อร่อยที่สุดมื้อหนึ่งในชีวิต และแว่วๆ มาว่าเย็นนี้จะมีกับข้าวมื้อที่ผมจะได้อร่อยที่สุดในชีวิตอีกมื้อ โดยฝีมือกุ๊กใหญ่ที่เคยได้รับรางวัลซีไรต์มาแล้ว และผมก็ตั้งตารอ...

กองไฟถูกก่อขึ้น แสงเทียนประดับประดาตามมุมต่างๆ อย่างสวยงาม เราปูเสื่อข้างๆ กองไฟ และแล้วทั้งกับแกล้มและกับข้าวก็ค่อยๆ ทยอยมาชุมนุมกัน ผมเปิดเบียร์เรียกน้ำย่อย แก้วแรกมันกร่อยๆ ชอบกล อาจเป็นเพราะยังไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศและสถานที่ พอแก้วที่สี่ อืม...! ชักหวานแฮะ! “พอๆ !... กินข้าวก่อน” เสียงใครคนหนึ่งปรามมาจากด้านหลัง ผมหันไปมอง โอ... เพื่อนช่างภาพบังเกิดเกล้าของผมนั่นเอง

ไม่นาน ปีเตอร์เดินเข้ามาสมทบ แล้วพวกเราก็ครบองค์

แกงใต้ฝีมือกนกพงศ์นั้น ถ้าไม่ติดว่าจะเป็นการยกย่องกันเกินไป ผมอยากจะบอกว่า มันเยี่ยมยอด อร่อยจริงๆ และถ้าไม่ติดตรงที่เขาเป็นนักเขียนล่ะก็ ผมว่าเขาทำแกงใต้ขายได้สบาย หลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จ (ใช่ครับ มีปลาด้วย) เราจึงหอบหิ้วเหล้า-เบียร์ ชา-กาแฟ มานั่งดื่มกินและสนทนารอบกองไฟ เรานั่งดื่มกินพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน กองไฟในค่ำคืนนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า บ้าน คนรัก และมิตรสหาย เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิต...

“พรุ่งนี้เราจะไปแคมปิ้งกัน” กนกพงศ์บอก ขณะที่ความง่วงกำลังเข้าครอบครองดวงตาของทุกคน


กรุงชิง กองไฟ สายธาร และเสือ

สัมภาระบรรจุเต็มอยู่บนกระบะหลัง อีซูซุสีขาวควบโขยกไปบนถนนขรุขระ ถ้ามองมาจากด้านล่างจะเห็นมันกำลังไต่อยู่บนภูเขา เส้นทางคดเคี้ยววกวน สูงชัน และอันตราย ข้างทางคือโตรกผาลึก หากคนขับไม่เชี่ยวและชำนาญทาง พลัดตกลงไปมีหวังได้แยกย้ายกันไปนรก-สวรรค์แน่ๆ ...

กนกพงศ์พาเราไปดูที่เขาทำเหมืองแร่เก่า เราจอดรถแวะ ปีนเนินเขาขึ้นไปชมจุดชมหมอก กล้วยไม้ป่าบานสะพรั่ง ดูคล้ายกับว่ามันกำลังขึ้นมาจากหิน เพราะผืนดินที่เรากำลังเหยียบยืนอยู่ก็ดูคล้ายมันปูลาดไปด้วยหินทั้งนั้น กนกพงศ์หยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาให้ผมดู ผมหยิบมาถือ ถ้ามันก้อนใหญ่กว่านี้หน่อย ไหล่ผมเป็นต้องหลุดแน่ๆ “มันหนักยังกะเหล็ก!” ผมว่า “หินนี่มันกำลังจะกลายเป็นเหล็ก” คลับคล้ายคลับคลาว่าผมได้ยินกนกพงศ์บอกอย่างนั้น อาจใช่-เพราะนี่มันเหมืองแร่เก่า เราเดินขึ้นมาจนถึงจุดหมาย เสียดายที่แดดจ้า ไม่มีหมอกให้เห็น เราอยู่สูงมากจนมองไปไกลจนสุดสายตา กนกพงศ์ชี้ให้ดูค่ายคอมมิวนิสต์เก่า ขุนเขาทอดทะมึนอยู่เบื้องหน้า ผมนึกถึงการเดินทัพในสมัยก่อน คนโบราณน่าจะมีร่างกายที่แข็งแรงบึกบึน ไม่เหมือนคนสมัยนี้อย่างผม เดินขึ้นสะพานลอยก็จะเป็นลมแล้ว...

กนกพงศ์ขับรถพาเราไปทุกที่ที่เป็นสถานที่สำคัญและน่าสนใจ พร้อมกับคำอธิบายชัดเจนอย่างผู้ที่รู้จริง มีน้อยคำถามที่เขาจะตอบไม่ได้ ไม่ใช่ศาสดาพยากรณ์ และยิ่งไม่ใช่พระเจ้า เขาเพียงแต่เป็นนักเขียนที่ต้องเก็บซับข้อมูลไว้ให้มากที่สุด มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานเขียน สิ่งไหนที่ไม่รู้เขาก็จะตอบเราตรงๆ ว่าไม่รู้ ไม่ซี้ซั้วมั่วตอบเหมือนใครหลายคน บางทีผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ยุติธรรมกับเขา ที่ไปคาดหวังว่าเขาต้องตอบได้ทุกอย่างที่เราถาม กระทั่งเกิดความรู้สึกผิดหวังในตัวเขาก็ยังมี แต่เมื่อคิดดูดีๆ บางคำถาม ผมบอกตัวเองว่า เก็บไว้ถามพระเจ้าเถอะ!

ไม่เคยมีอยู่ในความคิดของผมเลยว่านักเขียนอย่างกนกพงศ์จะขับรถยนต์เป็น กระทั่งเขาขับรถได้อย่างนิ่มนวล ถ้ามีคนแก่นั่งมาด้วย เขาจะกลายเป็นขวัญใจของคนแก่ไปในทันที เราตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ อยู่หลายชั่วโมง จนกระทั่งรถเข้ามาจอดอยู่ในสวนเวลาบ่ายแก่ๆ เราช่วยกันขนของลงไปยังหาดทรายริมลำธาร คืนนี้ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง เราก็จะปักหลักอยู่ที่นี่! ขณะเดียวกันเมฆดำก็ตั้งเค้าทะมึนมาแล้ว...

เราจัดการขึงผ้าใบผืนใหญ่ปูลงไปบนพื้นทราย และขึงอีกผืนทำเป็นหลังคา ผูกมุมทั้งสี่ข้างเข้ากับไม้ไผ่ เอามีดเหลาปลายให้แหลม ปักลงไปในพื้นทราย เป็นอันเสร็จ แล้วเราก็แอบเรียกมันว่าเต้นท์ หรือบางคนอยากได้บรรยากาศของชนเผ่า เขาก็แอบเรียกมันว่ากระโจม แต่ถ้าพายุมา แน่นอนว่ามันต้องโบยบินไปกับพายุแหงๆ

นั่งพักเหนื่อยได้สักพัก เสียงน้ำไหลรินเหมือนเรียกเร้าให้เราอดใจไม่ไหว ผมแช่ตัวเองลงในลำธารใส ผืนทรายสะอาดสบายเท้า ผมนอนแช่ตัวเองอยู่อย่างนั้น...

เดินขึ้นจากลำธาร เสียงทำอาหารดังแว่วมาแต่ไกล เดินเข้าไปใกล้ๆ กนกพงศ์กำลังทำคั่วกลิ้งไก่เป็นอาหารเย็นของค่ำคืนนี้ ผมมองไปที่กองฟืน ผืนเสื่อ สัมภาระบางส่วนถูกจัดเก็บไว้ในเต้นท์เป็นที่เรียบร้อย เขาจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ กระทั่งเดินเข้าไปแบกฟืนในป่า ผมรู้สึกผิดที่ไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ทุกอย่างพร้อมแล้วสำหรับค่ำคืนนี้

...และแล้วกองไฟก็ลุกโชนขึ้น ผมรู้สึกระทึกอยู่ในอก เรานั่งลงจัดการกับข้าวปลาอาหารพร้อมกับการสนทนาปราศรัย บทสนทนาดำเนินไปเรื่อยๆ สลับแทรกกับเสียงหัวเราะหยอกเย้า เราจัดแจงเก็บกวาดทำความสะอาด ล้างถ้วยล้างชามเมือกินเสร็จ และหันมาประกอบพิธีกรรมอื่นต่อไป กาแฟและมันเผา เรากำลังรอให้น้ำในกาเดือดและมันสุก แต่บทสมทนาก็ยังดำเนินต่อไป...

“มาจนถึงวันนี้ผมยังไม่ได้พิสูจน์อะไรมากมายนัก แต่เมื่อวันหนึ่งสังคมมันหนักหน่วงยิ่งขึ้น หมายถึงว่ามีปัญหามากขึ้น คนเรามีธรรมชาติอย่างหนึ่งก็คือ คิดว่าเราจะทำอะไร อย่างไร แล้วสิ่งเหล่านี้มันเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เขาทำมันขึ้นมาเอง

“ซึ่งถ้าหากว่ามันเป็นทางออกของสังคมอย่างที่น้ายงค์ (ประยงค์ รณรงค์) ทำมันก็ดี แต่เราต้องไม่ลืมอย่างหนึ่งว่า ชาวบ้านหรือคนระดับรากหญ้า เมื่อปัญหาของสังคมมันกดดันมากขึ้น มันมีทางออกหลายทาง ทั้งทางที่ดีแบบน้ายงค์ก็มี ก็คือการพยายามคิดแก้ปัญหา และจัดการอะไรต่างๆ ตามวิถีของวัฒนธรรมดั้งเดิมให้ตัวเองอยู่ได้ กับอีกส่วนหนึ่งก็คือ การแตกปะทุ ซึ่งมันน่ากลัว”

“เหมือนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือเปล่า” ใครคนหนึ่งเอ่ยถามแทรกขึ้นมา

“ภาคใต้ก็เป็นกรณีหนึ่ง... คือผมอยู่ที่นี่ถึงเวลานี้ผมก็เหมือนกับคนทั้งประเทศ ก็คือเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เราไม่รู้เลยว่าความรุนแรงนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร เขาเจ็บแค้นเรื่องอะไรถึงได้ก่อเหตุเช่นนั้น ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าน้อยใจที่เรามีรัฐบาลอยู่ แล้วรัฐบาลต้องเป็นผู้ทำความเข้าใจกับคนทั้งประเทศว่า สาเหตุมันมาจากอะไร ให้สังคมร่วมกันตัดสินว่า เออ แล้วเราจะมีทางออกทางแก้กันอย่างไร แต่นี่มันกลายเป็นว่าทุกคนไม่รู้ความจริงเลยว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น แล้วทีนี้ถ้าหากว่าเราอยู่ในสังคมที่ไม่รู้ความจริง แล้วเราจะมาร่วมคิดร่วมแก้ปัญหากันอย่างไร ปัญหามันก็เลยคาราคาซังอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็มีแต่เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ หรือว่าทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น”

หลังจากเงียบไปสักพัก ผมถามเขาว่าชีวิตตอนนี้ลงตัว นิ่ง หรือว่ายังมีเรื่องวุ่นวายอยู่?

“ผมพยายามไม่วุ่นวายกับกิจกรรม หมายถึงกิจกรรมการเคลื่อนไหวไปโน่นไปนี่ ผมมีระเบียบวินัยมากขึ้น ผมเป็นคนที่เดินทางเยอะแล้วมันทำงานไม่ได้ เพราะว่าผมติดนิสัยต้องมีมุมทำงาน เราไม่พร้อมที่จะเขียนในขณะที่รอบๆ ตัวมันเคลื่อนไหววุ่นวาย มันเคลื่อนไหวเร็ว เราไม่ค่อยพร้อม”

“แต่เวลาเขียนกลับเคลื่อนไหวตลอด เดี๋ยวเดินๆ ไม่รู้เดินอะไร เดินไปโน่นไปนี่” ชมพูตั้งข้อสังเกต

“เดินเผื่อเจอ เขาเรียกว่าเดินหาประโยค” กนกพงศ์ตอบยิ้มๆ

ผมนึกถึงคำพูดของกนกพงศ์ที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า ‘ศิลปะมันไม่มีผลเปลี่ยนแปลงโน้มน้าวสังคมในทันทีทันใด แต่ว่ามันมีความมหัศจรรย์บางอย่าง’ ผมถามเขาว่าความมหัศจรรย์บางอย่างมันเป็นอย่างไร?

“ผมเชื่อว่าศิลปะมันไปกระทำต่อจิตใจคน ซึ่งงานศิลปะทุกอย่างมันเป็นเรื่องของสุนทรียะหรือว่าเรื่องของอารมณ์ มันจะไปกระเทือนอารมณ์ของคน ผมเชื่อในเรื่องอารมณ์ของคนว่า เมื่อมันเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดแรงกระตุ้นจากข้างใน มันสามารถที่จะก่อผลอะไรข้างนอกได้มหาศาล

“นอม ชอมสกี้ กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงในโลกนี้มาจากคนเล็กๆ ไม่กี่คน ผมก็เชื่อด้วย มันก็คือกลุ่มคนไม่กี่คนที่เสนออะไรออกมาในภาวะที่สอดคล้องกับสังคม อย่างเช่นว่าสังคมมีปัญหาอยู่ แล้วก็มีความคิดของคนสักคนหนึ่งถ่ายทอดมาสู่อีกคนหนึ่ง และคนอีกคนหนึ่งเห็นด้วย แล้วมันก็ค่อยๆ ขยายขึ้นจนนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้ มันต้องมีสภาพปัญหาที่คนอึดอัดอยู่ และก็มีคนมานำเสนออะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อเคลื่อนย้ายจากจุดเดิมไป”

บนฟ้ามีแต่ดวงจันทร์ดวงเดียว ไม่มีดาวให้เห็นเลยสักดวง ตรงที่เราก่อไฟกันอยู่นั้นเป็นบริเวณที่มีภูเขาล้อมรอบ หมอกก็เลยมาลอยวนอยู่เต็ม บางคืนเขาบอกว่าต้องจอดรถข้างทาง หมอกลงหนัก และรถไม่มีไฟตัดหมอก

“มีคืนหนึ่งที่เขายิงกัน รถขวางถนนอยู่เลย แบบว่าเลือดกำลังไหล และรถคันนั้นเพิ่งแซงเราขึ้นไป พออีกแป๊บเดียวเราตามมาเจอ ผมเห็นคนขับมือห้อยลง แล้วเลือดมันก็ไหล ผมเลิกเข้าสวนตอนกลางคืนตั้งแต่วันนั้น”

อยู่ที่นี่กนกพงศ์บอกว่าเขาเจอเรื่องยิงกันเยอะ “กลัวไหม?” ผมถาม

“ชินกับมันมากกว่า” เขาตอบเร็ว แต่หยุดคิดนาน “ที่นี่มันมีชื่อเสียงเรื่องคนดุคนเกเร เพราะว่ามันเป็นเมืองในป่า และก็เป็นชุมชนใหม่ คนมาจากทุกสารทิศเข้ามาตั้งถิ่นฐาน มันไม่มีรากวัฒนธรรมอะไร นโยบายท่องเที่ยวที่พยายามเหลือเกิน แต่ไม่ติดก็เพราะว่าชื่อเสียงตรงนี้ คนไม่กล้าเข้ามาค้างคืน มีแต่ประเภทเที่ยวแบบเช้ามาเย็นกลับ”

“ไม่สามารถทำอะไรได้เลยหรือ?”

“ที่นี่มันมีอำนาจท้องถิ่นเยอะ เรื่องอิทธิพล เรื่องอะไรต่างๆ เยอะ เพราะว่าความที่ทรัพยากรมันเยอะ”

เราหยุดพักเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ กนกพงศ์เดินหายเข้าไปในป่าทางด้านหลัง พร้อมจะกลับออกมาพร้อมไม้ฟืนท่อนโต เขายกกาน้ำร้อนขึ้นเพื่อซุกท่อนฟืนเข้าไป ผมรู้สึกตึงๆ ตรงกระเพาะปัสสาวะ อยากไประบายมันออกสักหน่อย แต่ก็กล้าๆ กลัวๆ เพราะ หนึ่ง มันมืด สอง กนกพงศ์เล่าให้ฟังตอนหัวค่ำว่า วันดีคืนดีจะมีเสือลงมากินกบที่ลำธาร ไม่รู้ว่าจริงหรือหลอก แต่ผมเริ่มมองหาเพื่อช่างภาพ แล้วสบตากับเขาเป็นเชิงอ้อนวอน แบบว่า... คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อน (ช่างภาพ) ตาย!

สะเก็ดไฟแตกปะทุเป็นประกาย กาต้มน้ำกำลังเดือดได้ที่ กนกพงศ์ชวนพวกเราเติมชา-กาแฟ

กนกพงศ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ ‘ขี้ไต้’ ว่าการทำงานเขียนทำให้เขามาเจอช่องว่างชองสังคมมากมาย ช่องว่างของการใช้ชีวิต รูปแบบของชีวิตมีช่องว่างให้ใช้มากมาย ผมขอให้เขาช่วยอธิบายเพิ่มเติม

“มันก็เหมือนกับงานเขียนชักนำผมมาจนถึงที่นี่ มาสู่รูปแบบชีวิตแบบนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่งานเขียนมันให้กับเราก็คือจินตนาการ ผมอยู่กับจินตนาการที่หลากหลายตลอดเวลาในการพยายามที่จะคิดจะเขียนอะไรแบบนี้ เราก็สร้างจินตนาการขึ้นในการทดลองตัวละคร การทดลองสร้างเรื่องราว จนมันเป็นวิธีคิดวิธีหนึ่งที่อยู่ในหัว

“แล้วทีนี้ในสังคมปัจจุบันมันค่อนข้างที่จะไม่มีจินตนาการในการดำเนินชีวิต เพราะว่ามีคนบอกเรามา ระบบการศึกษาหรือระบบอะไรต่างๆ มันบอกเรามาว่า ชีวิตต้องเป็นแบบนี้ ก็คือคุณต้องเรียน คุณต้องจบปริญญา คุณต้องทำงานแบบนั้น คุณต้องใช้ชีวิตแบบนั้น ต้องมีไลฟ์สไตล์แบบนั้น คุณจะเป็นแบบอื่นไม่ได้ เรากลัวถ้าหากว่าเราไม่ทำตามที่เขาบอก เรากลัวว่าเราจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ เราก็เลยหงอ ไม่กล้าที่จะคิดออกนอกทางไป แต่ว่าผมเป็นศิลปิน ผมมีสิทธิ์ที่จะจินตนาการแค่นิดเดียวว่า ถ้าไม่ชอบแบบนั้นแล้วมันมีแบบไหนบ้าง ผมก็เลยเจอช่องว่างมากมายเลยว่า โลกนี้มันต้องมีที่ว่างให้สำหรับเรา ถ้าหากว่าเรากล้าที่จะคิดออกไป กล้าที่จะไม่ตามจินตนาการของคนอื่น

“ผมว่ามันก็แปลก ที่เราพูดกันเรื่องความหลากหลาย เราเรียกร้องคำว่า ‘หลากหลาย’ กันเยอะ หลายหลายทางชีวภาพ หลากหลายทางอะไรก็แล้วแต่ แต่ในขณะเดียวกันรูปแบบชีวิตคนทั้งโลก คุณพยายามทำให้คนมีรูปแบบชีวิตรูปแบบเดียว ตามจินตนาการของเขา ตามสิ่งที่เขาคิด คิดให้มันเป็น เพื่อให้เราเป็นตัวหนึ่งในทุน”

เห็นเขาพูดถึงเรื่องทุนอยู่บ่อยๆ ผมถามเขาว่ามีปัญหาอะไรกับทุนนิยม?

“เพราะทุนนิยมมันจำกัดจินตนาการของมนุษย์ลง” กนกพงศ์ตอบเร็ว “ผมมีปัญหาข้อเดียวตรงนี้”

ใครคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่อมองดวงจันทร์ แล้วก็มีเสียงใครอีกคนเอ่ยขึ้นว่า “โอ้... อารมณ์ศิลปินจัง!”

ศิลปิน? ผมมองเขาแบบขอความเห็น?

“หลังๆ นี้ผมเข้าใจว่า คำว่า ‘ศิลปิน’ มีความหมายว่าผู้สร้างอะไรขึ้นมาด้วยน้ำมือของตนเอง”

“ไม่! ไม่! ศิลปินคือผู้ทำงานสร้างสรรค์ ผู้ทำงานศิลปะ ไม่ใช่ว่าปลูกผักเองก็เป็นศิลปิน” ใครคนหนึ่งแย้งขึ้น บทสนทนาเริ่มและเพิ่มความเข้มข้น

“มันคล้ายๆ กัน” กนกพงศ์ว่าต่อ

“คล้ายเหรอ?” ใครคนนั้นทำหน้าสงสัย

“มันก็อาจจะนับเป็นสิ่งเดียวกันได้ เพราะเขาสร้างขึ้นมากับมือ แต่เราก็ยืนยันนะว่าปรัชญาลึกๆ ของการเกษตรมันเป็นแบบนั้นจริง คือเป็นเหมือนคนทำงานศิลปะตรงที่ว่าเขาสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมากับมือโดยที่หวังจะเห็นความงามในสิ่งนั้น มันไม่ได้หวังอย่างอื่น อย่างเช่นว่า ชาวนาปลูกข้าว เขาก็มีความสุขที่รวงข้าวของเขาโตเต็มนา เช่น ผมเจอหลายคนที่เป็นชาวสวนรุ่นลุง อย่างคนหนึ่งแกมีมังคุดที่ลูกมันสวยมันโต แล้วแกก็จะเที่ยวเอามาแจกคนโน้นคนนี้ แกมีความสุขกับผลผลิตของแก มันไม่เกี่ยวกับราคาหรือกำไรอะไรเลย

“คือเรามีสิ่งที่เรารักไง แล้วเราทำมันขึ้นมาได้ เราก็อยากให้คนอื่นชื่นชมเหมือนกับที่เราชื่นชมของของเรา จะเป็นงานอะไรก็ได้”

เราเว้นช่วงสนทนา นั่งมองสะเก็ดไฟที่กำลังแตกปะทุ ผมคั่นอารมณ์ตรงนี้โดยถามเขาว่าได้อ่านหนังสือที่ได้ซีไรต์ปีนี้ (2547) หรือยัง?

“ผมยังไม่ได้ลงมืออ่าน เลยไม่รู้จะพูดยังไง” เขาตอบ “แต่ผมชอบงานของเขา (เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์) ชอบทั้งเรื่องสั้นและบทกวี อย่างน้อยเขามีตัวตนของเขาชัดเจน)

“แล้วถ้าเทียบกับนักเขียนต่างประเทศ นักเขียนบ้านเราสู้เขาได้ไหม” ใจจริงผมไม่อยากเอามาเปรียบเทียบกัน แต่ก็อดฟังความเห็นของเขาไม่ได้ คงไม่เป็นเรื่องเสียหายอะไร

“ถ้าตั้งใจจริง” กนกพงศ์นิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนตอบออกมา “เพราะว่าถ้าเราค้นหาสิ่งที่เป็นตัวของเราเจอ แล้วนำเสนอสิ่งนั้นออกไป เราก็เทียบใครก็ได้ แต่ว่าทุกวันนี้ที่เรามีความรู้สึกว่าเราเทียบเขาไม่ได้ เพราะว่าเราวิ่งในลู่ของเขา เช่น เราเชื่อว่าเราไม่มีความรู้มากพอแบบเขา ไม่มีพื้นฐานที่ดีแบบเขา หรือว่าอะไรต่างๆ ที่ด้อยกว่าเขา ซึ่งคำว่า ‘ด้อยกว่าเขา’ เราไปคิดจากเขา แต่อย่าลืมว่าเราเขียนเรื่องของเรา สังคมของเรา ถ้าหากว่าเราเสนอในสไตล์ที่เป็นตัวของเราเอง เรื่องราวของเราเอง ผมว่ามันไม่มีปัญหา อย่างเช่นว่าเราเอามโนราห์ไปแข่งกับไมเคิล แจ๊คสัน ผมว่าสู้ได้ แต่ถ้าหากว่ามโนราห์ไปเต้นแบบไมเคิล แจ๊คสัน เราก็ไม่มีทาง ถ้าหากว่าเราเสนอสิ่งที่เป็นเราออกไป คนอื่นก็ต้องมาดูว่านี่มันอะไร นี่มันศิลปะประเภทหนึ่ง”

คนไทยมักจะรู้สึกว่าตัวเองตามเขาอยู่เรื่อย เช่น เทคโนโลยี และ ฯลฯ ผมถามเขาว่ารู้สึกอย่างนั้นไหม?

“เราถูกทำให้ตามเขาอยู่ในจิตสำนึก”

“แล้วเรื่องงานเขียนล่ะ?” ผมถามต่อ

“เราเพียงแต่ยังค้นพบวิธีเขียนไม่ได้แค่นั้นเองว่า เรื่องของเรามันเป็นแบบนี้ เราควรจะเขียนแบบไหน เพราะว่าในทางวรรณกรรมเราเรียนรู้มาจากฝรั่ง และเราก็ใช้วิธีของฝรั่งมาเขียนเรื่องของเราอยู่ แต่ถ้าวันไหนที่เราพยายามค้นหาน้ำเสียงของเรา วิธีเขียนแบบเรา มันก็เหมือนมาร์เกซ (กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ) เขียน หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว (One Hundred Years of Solitude) วิธีเขียนของเขาก็สะท้อนความเป็นประเทศของเขาออกมา เป็นชนชาติของเขาออกมา”

เรื่องซีไรต์ปีหน้า (2548) ที่เป็นปีของเรื่องสั้น กนกพงศ์บอกว่าเขายังไม่ได้คิดอะไรเลย เพราะเขายังคิดอยู่แค่ว่าทำยังไงเขาถึงจะมีงานครบเล่มออกไปในช่วงเร็วๆ นี้มากกว่า

“ผมมีเรื่องสั้นอยู่เยอะที่ยังไม่ได้รวม เป็นเรื่องสั้นในช่วงหลังๆ ประมาณสักสามสิบกว่าเรื่อง แต่ถ้าจะรวมง่ายๆ ประเภทว่า ครบสิบเรื่องแล้วก็รวมเป็นเล่ม มันก็ได้อย่างน้อยสามสี่เล่ม แต่ผมคิดอย่างหนึ่งก็คือว่า งานที่เราเขียนมันค่อนข้างที่จะตั้งใจกับมัน เรารู้สึกว่ากว่าจะเขียนได้มันยากลำบาก ถ้าหากว่ารวมออกไปแล้วมันไม่เป็นน้ำเป็นเนื้อ มันก็จมหายไปอย่างน่าเสียดาย รวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งมันควรที่จะมีคุณภาพเท่ากับนิยายเล่มหนึ่ง ก็คือมันต้องบอกอะไรสักอย่างที่เป็นความคิดรวมต่อคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมก็พยายามทำเรื่องสั้นแต่ละเล่มให้มันเป็นคอนเซ็ปต์เล่ม พอผมคิดเรื่องคอนเซ็ปต์ มันก็เลยยังไม่ครบเล่มสักเล่ม”

กนกพงศ์บอกว่าเรื่องนิยายของเขานั้นอยู่ในขั้นเตรียมตัวมากกว่า “เขาบอกว่านิยายที่ยังไม่ได้ออกไปไม่ควรพูดถึงมัน เพราะว่ามันจะไม่ได้ออก จะเขียนไม่จบ (หัวเราะ)”

ผมนั่งคุยกับกนกพงศ์จนดึก เริ่มรู้สึกมึนๆ ในหัว อาจเป็นเพราะกาแฟที่ผมเสิร์ฟตัวเองหลายถ้วยเกินไป หัวใจผมเต้นเร็วและแรง ผมรู้สึกเกร็งๆ บทสนทนาเริ่มไม่ค่อยลื่นไหล คิดอะไรไม่ค่อยออก เราตกลงกันว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยคุยกันต่อ เพื่อนบางคนนอนหลับอุตุอยู่กับผ้าห่ม บางคนผมไม่อยากเชื่อว่าเขาลงไปเล่นน้ำในลำธาร บางคู่กำลังนั่งจับเข่าคุยกันอย่างออกรส กองไฟเริ่มริบหรี่ ผมนึกกังวลเรื่องเสือตัวนั้นขึ้นมาจับจิตจับใจ


เช้าวันต่อมา

ตื่นเช้าขึ้นมา เราลงสนานกายว่ายแหวกอยู่ในลำธารจนฉ่ำชื่น ก่อนจะขึ้นมาต้มกาแฟกิน กองไฟตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่มอดดับ เพียงเราซุกท่อนฟืนเข้าไปไฟก็ติดแล้ว ลมพัดเบาๆ หมอกขาวกำลังจางสาย กลิ่นอายของป่าเขา แมกไม้ลำธาร อากาศบริสุทธิ์ ผมรู้สึกโปร่งโล่ง ทุกคนก็น่าจะรู้สึกไม่ต่างกัน ผมเห็นพวกเขายิ้มแย้มแจ่มใส ต่างจากเมื่อคืน กาแฟดำทำเอาผมเกือบตาย บทสนทนากำลังลื่นไหล เช้าสวยกับเสียงใสของนกร้อง ผมอยากตะโกนก้องไปทั้งขุนเขา ป่าวร้องให้มันดังไปจนถึงกรุงเทพมหานครว่า “อากาศบริสุทธิ์จริงๆ!”

พวกเราเดินถือกาแฟคนละถ้วยมานั่งรวมตัวกันอีกครั้ง

“สวนนี้ถ้ากะจริงๆ แล้วผมอยากให้มันเป็นที่อยู่มากกว่า สักช่วงหนึ่งก็มาอยู่ที่นี่ อีกสักพักหนึ่ง อาจจะอีกสี่ห้าปีแล้วแต่ความพร้อม ที่นี่มันมีเรื่องสภาพสังคมด้วย จู่ๆ เราจะมาอยู่เลย อาจจะมีปัญหากับคนเยอะ ที่นี่มันขึ้นชื่อในเรื่องของคนดุ หรือว่ามีปัญหาในพื้นที่ค่อนข้างเยอะ อันนี้เป็นคำร่ำลือ ทำให้เรากลัว มันก็ต้องใช้ความคุ้นเคยอยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยมาอยู่ แต่ว่าอารมณ์จริงๆ ตอนที่ผมตัดสินใจมาที่นี่ ก็คืออยากทดลองอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับการใช้แรง การปลูกต้นไม้ เป็นที่เรียนรู้บางอย่าง”

เราเริ่มบทสนทนาได้อย่างมีจังหวะและเป็นธรรมชาติ ต่างกับเมื่อคืน เสียงนกร้อง ลำธารไหล ใบไม้ร่วง ลมพัด เสียงหัวเราะและบทสนทนาของเรา คล้ายมันเข้าจังหวะกันไปหมด

“ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหนแล้ว ?” ผมขัดจังหวะ

“ยังไม่รู้ แต่เป็นบรรยากาศและสถานที่ที่อย่างน้อยก็ต้องเป็นสถานที่หนึ่งที่ผมมาอยู่ อีกอย่างหนึ่งก็คือสภาพสังคมที่นี่ด้วย...เออ! ผมลืมประเด็นนี้ไปว่า การคิดที่จะมีที่ดินอยู่ที่นี่ เหตุผลแรกที่จูงใจผมจริงๆ ก็คือ ผมสนใจสังคมที่นี่ อยากที่จะเอาตัวลงมาสู่พื้นที่ เพราะที่นี่ด้านประวัติศาสตร์มันก็คือ พื้นที่สู้รบในสงครามคอมมิวนิสต์ ซึ่งผมมีความสนใจเรื่องนี้แต้ดั้งเดิมอยู่”

“ที่เขาบอกว่าเป็นพื้นที่สีแดง ?”

“เป็นพื้นที่สีแดงจัดเลยล่ะ เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหญ่จุดหนึ่ง คือมีการส่งกำลังทหารเข้ามาโจมตี เป็นยุทธการ”

“เห็นมีป้ายต่อต้านเขื่อนติดอยู่ทุกหน้าบ้าน?”

“เขื่อนคลองกราย”

สายลมเย็นหอบพากลิ่นฝนจางๆ มาด้วย หลังจากที่ตั้งเค้ามาเมื่อเย็นวาน แต่ก็ไม่เห็นมันจะตกลงมา เรารู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย ทุกคนอยู่ในท่าที่สบายที่สุดของตัวเอง กนกพงศ์กึ่งนั่งกึ่งนอน เอาหัวหนุนฝ่ามือ ข้อศอกปักลงในผืนทราย ดูเขารู้สึกสบายอารมณ์ เราคุยกันได้ทุกเรื่อง บางเรื่องที่เขาเล่า มันเหมือนจะเศร้า แต่เราก็อดขำไม่ได้ ไม่รู้จะหัวเราหรือร้องไห้ อะไรประมาณนั้น ต้องโทษเขา อย่างเช่นเรื่องเล่าเรื่องนี้

“มีปลาวาฬตัวเบ้อเริ่มมาเกยหาด แล้วคนทั้งหมู่บ้านก็ไปแล่เนื้อกัน มียายแก่คนหนึ่งแกอยู่คนเดียว แกก็ถือจานไปกับเขา แกขอให้เขาช่วยแล่ให้ แกบอกว่าแกไม่อามากหรอก ขอแค่ชิ้นเดียวก็พอ...แต่ยายขอหัวมันไปให้แมว!” ใบหน้าของทุกคนกำลังสลดเศร้า บางคนอาจน้ำตาคลอเบ้าก็มี แต่พอถึงท่อนจบเท่านั้นละ ใครบางคนอยากวิ่งไปกระโดดลำธารตาย

“เชื่อไหมเรื่องนี้” กนกพงศ์ถามพวกเราแบบยิ้มๆ

เราคุยกันหลายเรื่องรวมทั้งเรื่อง...”เขื่อนมันก็เป็นรูปแบบการแย่งชิงทรัพยากรอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน สำหรับที่นี่ก็คือปัญหาที่ผมบอกเมื่อกี้ว่า ผมสนใจที่นี่ในประเด็นนี้ มันเป็นตัวอย่างให้เราเห็นว่าการแย่งชิงทรัพยากรเขาทำกันอย่างไรบ้างในพื้นที่จริง เขื่อนคลองกรายมันก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการดึงทรัพยากรจากท้องถิ่นไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมหรือว่าในภาคเมือง ซึ่งเขื่อนคลองกรายมันไม่ใช่เขื่อนชลประทาน ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการเกษตร เป็นเขื่อนที่เชื่อมโยงกับโครงการ southern seaboard ที่จะเกิดที่ขนอม โครงการนั้นมันมีนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรื่อ มีอะไรต่างๆ นานาเยอะแยะ ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล

“ชาวบ้านเขาก็เลยมีความรู้สึกขึ้นมาว่า เขาโดนปล้นทรัพยากรเอาไปเฉยๆ เขายอมไม่ได้ แล้วเผอิญว่าหมู่บ้านที่จะสร้างเขื่อนเป็นหมู่บ้านผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ซึ่งเขายังหลงเหลือความคิดเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมเกี่ยวกับอะไรต่างๆ เหล่านี้อยู่ ตอนนี้รู้สึกว่าเขื่อนจะล้มเลิกไปแล้วด้วยเหตุผลหลายอย่าง”

ท้องฟ้าสีขาวหม่น แต่ก็ไม่ถึงกับดูเศร้าหมอง เสียงนกร้องอยู่ไกลๆ เสียงน้ำใสไหลริน และสายลมยังโชยพัดให้ความฉ่ำเย็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ โลกยังดูสว่างไสว แม้ว่าเช้าวันนี้เรายังไม่ได้เห็นแสงตะวันก็ตาม และอีกอย่างอยู่ที่นี่เราจะเอาแน่เอานอนกับฝนไม่ได้ แน่ะ โอ! แล้วฝนมันก็ตกลงมาจริงๆ

เราขยับหาที่หลบฝน มันเพียงแต่โปรยปรายบางเบา ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสนทนาของเราแต่อย่างใด “เวลาผมคิดกับชีวิตผมจะยึดถือการเขียนหนังสือเป็นหลัก” กนกพงศ์เริ่มเล่า “เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ในชีวิตผมมันจะโยงไปสู่จุดเดียวก็คือ เพื่อเขียนหนังสือ แล้วการเขียนหนังสือของผมมันเป็นแนววิเคราะห์วิจารณ์สังคม หรือว่าสะท้อนสังคม เสนอภาพของสังคม ซึ่งสังคมที่ผมถนัดก็คือ สังคมภาคใต้ ผมเคยเจอคำถามเยอะว่า ทำไมไม่เขียนเรื่องภาคอื่นบ้าง ทำไมไม่เขียนเรื่องอีสานบ้าง ทำไมไม่เขียนเรื่องเหนือบ้าง เลยดูกลายเป็นว่า หรือผมจะเป็นคนประเภทท้องถิ่นนิยม เพราะคนใต้ส่วนมากจะโดนข้อหานี้ นักการเมืองหรือว่าอะไรก็แล้วแต่จะโดนข้อหาภาคนิยมหรือท้องถิ่นนิยม”

กนกพงศ์บอกว่าตัวเองเป็นคนที่มีเรื่องเล่าเยอะ เป็นคนชอบฟังเรื่องเล่า เรื่องชาวบ้านนินทากัน เรื่องชาวบ้านเล่านิทาน “ภาคใต้มันดีอยู่อย่างหนึ่ง ชาวบ้านเขาชอบโม้” กนกพงศ์ว่า “เขาโม้ เขามีเรื่องอะไรหน่อยเขาก็เพิ่มเสริมแต่งเข้าไป” กนกพงศ์บอกว่าเรื่องเล่ามีอยู่ทุกที่

“ผมมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ผมอยู่เหนือคนปกติ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าดีหรือวิเศษกว่าคนอื่น แต่หมายถึงมุมมอง เหมือนสายตานก เวลาผมมองคน ผมจะมีความรู้สึกว่าเป็นสายตาจากข้างบน แล้วก็มอง ชีวิตผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนที่ผมเห็นอยู่ เพราะว่าผมเป็นนักเขียนมีหน้าที่สังเกตและเก็บเรื่องราวอะไรต่างๆ มาสู่งานเขียน ผมจะมีวิธีคิดแบบนี้อยู่ แต่ว่าเราก็มีพื้นฐานความคิดชุดหนึ่งอยู่ในสมอง ซึ่งการมองบางทีแม้ว่าจะไม่รู้เรื่องราวอะไรเยอะ แต่มันก็เลือกเข้ามาว่ามันเชื่อมโยงกับความคิดในหัวของเราหรือไม่ ในความเชื่อที่เรามีอยู่หรือไม่ ก็ลองสร้างเป็นเรื่องราวขึ้นมา และถ้าหากว่ามันลงกับความคิดที่เราต้องการสื่อออกไป ก็โอเค มันก็เป็นเรื่องขึ้นมา บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงก็ได้”

ชมพู-อุรุดา โควินท์ หญิงสาวข้างกายของเขาบอกว่า วิถีชีวิตของกนกพงศ์กับงานเขียนของเขามันสอดคล้องกัน และที่สำคัญคือดูเขามีความสุขดี สิ่งหนึ่งที่เธอเห็นชัดเจนในตัวกนกพงศ์ก็คือ ถ้าเขียนหนังสือไม่ได้ ไม่มีอะไรที่ทำให้เขามีความสุข เมา หรืออะไรก็ตาม มันไม่มีความสุขเท่ากับวันนี้เขาเขียนหนังสือได้ ที่นี่ไม่รู้ว่ามันประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้าง ชมพูบอกว่าเขาสร้างงานได้มาก

ผมขยับประเด็นนิดหน่อยถามเขาถึงงานเขียนที่แบบเบาๆ น่ารักๆ หรือสนุกๆ ?

“ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงภาวะอารมณ์มากกว่า อาจจะมีบางช่วงที่ผมนึกสนุกก็มีอยู่ที่จะเป็นไปในอนาคตมีความอยากหลายเรื่องหลายแนวที่จะเขียน เช่น เรื่องเด็ก อะไรประมาณนี้มันก็เป็นอีกแนวหนึ่ง ผีเด็ก อยากเขียนเรื่องผี มีเยอะ พอเป็นนักเขียนแล้วอย่างหนึ่งก็คือ เราสนุกกับการเขียน ซึ่งบางอย่างมันไม่จำเป็นต้องเสนอเนื้อหาความคิดให้มันหนักหน่วงมากมาย แต่ไปเล่นกับการเขียนที่มันเป็นเรื่องราวสนุก”

ถ้าเบี่ยงมาเขียนหรือแบ่งตัวเองมาเขียนงานประเภทนี้ รู้สึกกังวลกับกลุ่มคนอ่านหรือเพื่อนนักเขียนด้วยกันไหมว่า เขาอาจจะผิดหวัง? ผมถามความรู้สึกของเขา

“ไม่-ไม่-ถ้าผมรู้สึกว่าผมสนุกที่จะเขยนอะไรแบบไหนมันก็เป็นเรื่องของเรา เรื่องสั้นล่าสุดที่ผมเขียนไปก่อนที่คุณมาไม่กี่วัน ประมาณ 4-5 วัน ชื่อเรื่อง “จักรยานของผม” เป็นเรื่องเด็กกับจักรยานคันหนึ่งที่จักรยานของเขาพูดได้ แล้ววันหนึ่งเขามีปัญหางอนกับจักรยาน แล้วจักรยานก็หนีเขาขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาบินตามจักรยานขึ้นไป แล้วก็ไปนั่งงอนกันอยู่บนท้องฟ้า

“รู้สึกอยากจะอ่านขึ้นมาแล้วสิ!” เพื่อนคนหนึ่งพูดแซวขึ้น

มีคำถามอีกว่า กังวลบ้างไหมว่าจะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้ หรือไม่ได้ดีเท่าที่ควร เพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปมาก และตัวเขาเองก็มาอยู่อย่างนี้ ?

“ผมมีจุดอย่างหนึ่งว่า เมื่อไหร่ที่เราชัด ไม่ว่าคนกลุ่มหนก็รับเราได้ ขอแค่ว่างานของเรามันชัดเจน สิ่งที่เราต้องการจะพูดมันชัด แค่นั้นแหละ เพราะว่างานที่ชัดเจน แม้ว่าจะอยู่นอกเหนือประสบการณ์ของคนอ่าน คนอ่านเกิดไปอ่านเข้า เขาก็พร้อมที่จะรับ เขาพร้อมที่จะเห็นภาพ เขาพร้อมที่จะเข้าใจได้ ปัญหามันอยู่ที่ว่าเราชัดหรือเปล่า แค่นั้นเอง”


เก็บข้าวของขึ้นรถกลับบ้าน

กลับถึงบ้านที่พรหมคีรี ฝนตกโปรยปราย เรานั่งจิบชาคุยกันสบายๆ อยู่หน้าบ้าน กนกพงศ์ยื่นต้นฉบับเรื่องสั้น “จักรยานของผม” ให้อ่าน เขาบอกว่าเพิ่งเขียนเสร็จยังไม่ได้เกลา งานในคอนเซ็ปท์นี้เขาอยากได้สักชุดหนึ่ง ตอนนี้มีแล้วประมาณ 5-6 เรื่อง ฟังชื่อเรื่องสั้นแต่ละเรื่องของเขาแล้ว บอกตามตรง ผมไม่คุ้นเอาเสียเลยกับความเป็นกนกพงศ์และงานเขียนที่ผมรู้จักที่ผ่านมาของเขา เมื่อเปรียบกับ “โลกใบเล็กของซัลมาน”, “บ้านเกิด” หรือ “สะพานขาด” ผมจินตนาการไม่ออกเลยกับบรรดาเรื่องสั้นที่มีชื่อว่า “น้องของผม”, “ชายผู้กินทะเล”, “ชายหาปลาในร้านตัดผม” มันฟังดูใหม่และแปลกต่อความรู้สึกและความคุ้นชินเก่าๆ และนั้นคือสิ่งเร้าให้ผมยิ่งอยาก่านเรื่องเหล่านั้น เขาจะเขียนมันออกมายังไง? นั่นคือคำถามที่อยู่ในใจผม งานคอนเซ็ปท์ของเขาตอนนี้มีอยู่คร่าวๆ สามเล่ม และเร็วๆ นี้ เล่มที่น่าจะเต็มก่อนเพื่อนชื่อ “โลกหมุนรอบตัวเอง” อย่างเรื่อง ”จักรยานของผม” มันไม่ใช่เพื่อชีวิตแน่ๆ เพราะว่ามันเหาะได้! ผมขอความเห็น

“เพื่อชีวิตก็เหาะได้ (หัวเราะ) ยุคนี้มันอะไรก็ได้” เขาตอบแบบอารมณ์ดี

ฝนยังตกเปาะแปะอยู่อย่างนั้น และไม่มีทีท่าว่ามันจะหยุดลง เช่น วงสนทนาของเราที่มีมิตรสหายมาเพิ่ม และน้ำชาก็มิได้ขาดตกบกพร่อง ดุจดั่งน้ำใจของเจ้าของบ้านผู้ใจดี

ผมมองไปยังม่านสายฝนเบื้องหน้า เนินเขาลูกที่อยู่ตรงข้ามกับหน้าบ้านถูกตัดแบ่งออกไปเหมือนก้อนเค้กงานวันเกิด รถแบ๊คโฮจอดสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางสายฝน มันคงเหนื่อยมาทั้งวัน ผมมองดูเนินเขาที่ถูกเฉือนออกลูกนั้น...มันก็น่าที่จะเหนื่อยอยู่หรอก!

เรายังนั่งจิบชาฟังเสียงฝนกันต่อไป คุยกันหลายเรื่อง ยิ่งคุยยิ่งสนุก วงสนทนาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ...


ร่ำลา

เขาหลวงทอดเทือสูงสง่า มันทำให้ผมนึกถึงผู้ชายคนหนึ่ง รอยยิ้มและแววตาอันอ่อนโยนของเขายังอยู่ในความทรงจำ-กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และถ้อยคำของเขา “ความเหงา ความโดดเดี่ยว ความทุกข์ มันแก้ได้ด้วยความรัก” ผมยังจำไม่ลืม ขณะที่รถไฟค่อยๆ เคลื่อนขบวนออกจากสถานี...


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร open ฉบับที่ 48 ประจำเดือนธันวาคม 2547



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter