Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon


20 คำถาม เบื้องหลังดีลเทคโอเวอร์ชินคอร์ป

- “ม้านอก” และ “เด็กนอกกรอบ” –

[หมายเหตุ บทความนี้ได้รับการปรับปรุง แก้ไข และต่อเติมโดยผู้เขียนทั้งสองแล้ว ดา่วน์โหลดเวอร์ชั่นใหม่ ฉบับปรับปรุง ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 ได้ฟรีที่เว็บไซต์ คนชายขอบ ]


บทความขนาดยาว (มาก) ชิ้นนี้พยายามอธิบายโครงสร้างดีลการขายหุ้น บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ให้กับ Temasek Holdings ของรัฐบาลสิงคโปร์ สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับข้อกฎหมาย และกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเทคโอเวอร์บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ “ความถูกต้องทางกฎหมาย” และระดับ “ความถูกต้องทางศีลธรรม” ของพฤติกรรมผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ขายหุ้นในครั้งนี้ ในประเด็นหลักต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของสังคม เท่าที่ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 และประสบการณ์ในแวดวงการเงินของผู้เขียนทั้งสอง จะเอื้ออำนวย

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาเสนอหรือพิสูจน์ว่าการขายหุ้นครั้งนี้ “ไม่ควรทำ” เพราะเป็นการ “ขายสมบัติชาติ” หรือด้วยเหตุผลใกล้เคียงอื่นใด ที่คนไทยจำนวนหนึ่งยึดเป็นสรณะในการต่อต้านรัฐบาลไปแล้ว

ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนเชื่อมั่นในประโยชน์ของการเปิดเสรีโทรคมนาคม และเชื่อว่าการขายหุ้นในครั้งนี้เป็นก้าวย่างที่สำคัญของการเปิดเสรี ซึ่งน่าจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของบริการโทรคมนาคม หากการเปิดเสรีนำไปสู่การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ผู้เขียนเขียนบทความนี้ขึ้น เพราะมีความแคลงใจ และไม่พอใจอย่างมาก ต่อ วิธีการ ที่กลุ่มชินวัตร-ดามาพงศ์ เลือกใช้ในการขายหุ้นในครั้งนี้ ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลหลายประการ ที่ผู้อยู่นอกแวดวงการเงินอาจยังไม่ทราบ หรือกำลังสับสนกับการชี้แจงของหลายฝ่าย ว่าอะไรจริง อะไรเท็จกันแน่

ก่อนที่จะอ่านบทความนี้ต่อ กรุณาถามใจคุณเองก่อนว่า คุณคิดว่า:

...ประเด็นเรื่องศีลธรรม คุณธรรม ศักดิ์ศรี และความเหมาะสม เป็นเรื่องล้าสมัย ไม่สำคัญ หรือไม่เกี่ยวกับดีลนี้เลยหรือไม่?

...การที่บุคคลสำคัญระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศ ใช้คำว่า “ถูกกฎหมาย” เป็น “คำตอบสุดท้าย” และทนายของครอบครัวอ้างว่าไม่มี “หน้าที่” ตอบคำถามเกี่ยวกับศีลธรรม โดยเฉพาะเจตนา “เลี่ยงภาษี” ที่นายกฯ คนนี้ย้ำนักย้ำหนาในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ว่าเป็นพฤติกรรมของ “ผู้ไม่รักชาติ” นั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องดีแล้วหรือไม่?

...พฤติกรรมการ “เลี่ยงภาษีสุดกู่” ของนายกฯ นั้น เข้าข่าย “บกพร่องโดยสุจริต” หรือเป็นเรื่อง “ปกติธรรมดา” ที่ “ใครๆ เขาก็ทำกัน” ฉะนั้นคนที่เรียกร้องให้นายกฯ ทำตัวดีกว่านักธุรกิจทั่วไป ที่หาช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อเลี่ยงภาษีได้ทุกเมื่อนั้น เป็นแค่พวก “ช่างตะแบง” หรือ “ขี้อิจฉา” หรือไม่?

ถ้าคำตอบของคุณ ต่อคำถามข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นคือ “ใช่” แล้วละก็ กรุณาหยุดอ่านบทความนี้ทันที แล้วโยนมันลงถังขยะไปได้เลย

เพราะไม่มีอะไรในนี้ที่จะทำให้คุณเปลี่ยนทัศนคติ ความเชื่อ หรือความคิดได้

....

บทความชิ้นนี้จะแบ่งการวิจารณ์ออกเป็นสองข้อในแต่ละประเด็น: “ความถูกต้องทางกฎหมาย” และระดับ “ความถูกต้องทางศีลธรรม” เพราะทุกคนย่อมรู้ดีว่า การกระทำที่ “ถูกกฎหมาย” บ่อยครั้งมิใช่เป็นการกระทำที่ “ถูกศีลธรรม” เสมอไป เพราะการอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อตักตวงผลประโยชน์ส่วนตัว กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในสังคมวัตถุนิยมสุดขั้วเช่นประเทศไทยในยุคทักษิโนมิคส์

“ความถูกต้องทางกฎหมาย”: มีความเป็นไปได้เพียงสองทางเท่านั้น คือ “ถูกกฎหมาย” หรือ “ผิดกฎหมาย” กฎหมายที่คลุมเครือบางประเด็นอาจต้องอาศัยการตีความของนักกฎหมาย ในประเด็นเหล่านี้ ผู้เขียนจะใช้”เจตนารมณ์ของกฎหมาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นส่วนหนึ่งผ่าน “พฤติกรรม” ที่ผ่านๆ มาของหน่วยงานรัฐ อาทิเช่นกรมสรรพากร เป็นตัววัดระดับความผิดถูกของการกระทำ

“ความถูกต้องทางศีลธรรม” ระดับความน่าเกลียด ของแต่ละประเด็นนั้น แบ่งได้เป็นสามระดับดังนี้คือ

“ไม่น่าเกลียด” : เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

“น่าเกลียดเป็นปกติ” : เป็นการกระทำที่ส่อ “เจตนาทุจริต” เช่น เลี่ยงภาษี แต่ก็เป็นสิ่งที่นักธุรกิจทั่วไปทำกันเป็น “ปกติ” เป็น “เรื่องธรรมดา” ในสังคม

“น่าเกลียดสุดขั้ว” : เป็นการกระทำที่น่าเกลียดแบบไร้ยางอาย เพราะนอกจากจะมีเจตนาทุจริตแล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมมือ การแกล้งไม่รู้ไม่เห็น หรือความช่วยเหลืออย่างออกนอกหน้าของหน่วยงานรัฐ เช่น กรมสรรพากร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฯลฯ ในการพลิกตำรา พลิกลิ้นยืนยันว่าการกระทำนั้น “ถูกกฎหมาย” ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นดีลอื่น คนอื่น จะไม่พูดแบบนี้

ผู้เขียนหวังว่า บทความชิ้นนี้จะช่วยตีแผ่ข้อเท็จจริง และประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับดีลประวัติศาสตร์นี้ ความหวังที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ช่วยให้ประชาชนคนไทยสามารถแยกแยะประเด็น “ความถูกต้องทางกฎหมาย” ออกจากประเด็น “ความถูกต้องทางศีลธรรม” และแยก “ความถูกต้องทางศีลธรรม” ออกเป็นระดับต่างๆ นับตั้งแต่ “ไม่น่าเกลียด” ไปจนถึง “น่าเกลียดสุดขั้ว” ได้

ความหวังที่สำคัญที่สุดคือ ประเด็นต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นในบทความนี้ จะกระตุ้นเตือนสติให้เราหันมาถามกันเองว่า...

...ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะเรียกร้องให้ผู้บริหารประเทศ มี “มาตรฐานทางศีลธรรม” ที่ดีกว่านักธุรกิจส่วนหนึ่ง ที่หาช่องทางเลี่ยงภาษีเป็นกิจวัตร?

...ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะเลิกใช้คำว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน” เป็นเหตุผลในการทำทุกสิ่งทุกอย่าง

...ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะเรียกร้องให้ผู้ใช้อำนาจในทางมิชอบ ต้องรับโทษที่ตัวเองก่อไว้ ไม่ใช่ปล่อยคนชั่วให้ลอยนวล เหมือนที่เราปล่อยทรราชย์แทบทุกคนที่ผ่านมา?

...และถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะแสดงพลังประชาชนที่ “ตาสว่าง” พอที่จะทวงคืนอำนาจ กลับมาจากรัฐบาลที่ไร้ซึ่งความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศอีกต่อไป


ตัวย่อที่ใช้ในบทความ และอภิธานศัพท์โดยย่อ:

ตลท. = ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

กลต. = คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

SHIN = บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (จดทะเบียนในตลท.)

ADVANC = บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (จดทะเบียนในตลท.)

ITV = บมจ. ไอทีวี (จดทะเบียนในตลท.)

SATTEL = บมจ. ชินแซทเทลไลท์ (จดทะเบียนในตลท.)

CSL = บมจ. ซีเอส ล๊อกซอินโฟ (จดทะเบียนในตลท.)

Temasek = Temasek Holdings บริษัทโฮลดิ้งของรัฐบาลสิงคโปร์

บริษัทโฮลดิ้ง = บริษัทที่มีนโยบายลงทุนในบริษัทอื่นเท่านั้น ไม่ประกอบธุรกิจใดๆ ด้วยตัวเอง

นอมินี = บริษัทที่ทำหน้าที่ “ถือหุ้น” และ “เล่นหุ้น” แทนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

เทคโอเวอร์ = takeover คือการเข้าครอบงำกิจการ เช่น โดยการซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่

เทนเดอร์ = ย่อมาจาก tender offer คือคำเสนอซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลท. ที่บริษัทผู้ซื้อยื่นต่อผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทผู้ขาย


ตารางสรุปข้อวิจารณ์ในประเด็นต่างๆ


โครงสร้างดีล SHIN

ก่อนวันที่ 20 มกราคม 2549 กลุ่ม SHIN มีโครงสร้างดังนี้:

(สีฟ้าคือบริษัทในการควบคุมของ Temasek เส้นประแสดงการถือหุ้นทางอ้อม ตัวเอนคือบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลท.)

จากแผนผังข้างต้นจะเห็นว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาของ SHIN ที่ขายหุ้นให้กับ Temasek นั้น ถือหุ้นรวมกันเพียง 38.63% เท่านั้น ก่อนวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา

อีก 10.98% เป็นหุ้นที่ถือโดย Ample Rich Investments บริษัทที่จัดตั้งโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (British Virgin Islands หรือเรียกย่อๆ ว่า BVI) ที่ซึ่งนักธุรกิจทั่วโลกรู้จักคุ้นเคยดีว่าเป็นแหล่งฟอกเงิน และเลี่ยงภาษีชั้นเยี่ยม เพราะประเทศเล็กๆ นี้ไม่บังคับให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น และคณะกรรมการ และไม่มีการตรวจสอบงบการเงิน

และก็บังเอิญเป็นประเทศเดี่ยวกับที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พูดถึงเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ว่าเป็นแหล่งจดทะเบียนของพวก “ไม่รักชาติ” พอดี:

“เมื่อวานผมดูข่าวจาก CNN ทราบว่าขณะนี้สภาของสหรัฐกำลังแก้ไขกฎหมายใหม่ ทั้งนี้เพราะบริษัทต่างๆ ไม่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ แต่ไปจดทะเบียนในประเทศอื่นๆ เช่น ในปานามาบ้าง หรือที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่ไม่รักชาติ เพราะถือว่าเป็นการเลี่ยงภาษี...

รายงานประจำปี 2547 ของ SHIN ระบุว่า Ample Rich เป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกับชินวัตร-ดามาพงศ์ แต่ก็ไม่เคยปรากฏต่อใคร แม้แต่ในระบบของกลต. เอง ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ขายหุ้นในบริษัทนี้เมื่อปี 2543 ให้กับใคร จนกระทั่ง ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร ทนายของครอบครัวชินวัตร ชี้แจงในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ผ่านมาว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ขายหุ้นทั้งหมดที่ตนถือในบริษัทนี้ คือทั้ง 100% ไปให้ลูกชาย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2543 ต่อมาในวันที่ 15 พฤษภาคม 2548 Ample Rich ได้เพิ่มทุน 20% ให้กับน.ส. พินทองทา ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของนายพานทองแท้ลดลงเหลือ 80% จวบจนวันที่ 20 มกราคม 2549 วันที่ Ample Rich ขายหุ้น SHIN ทั้งหมดที่ตนถือ ไปให้น.ส. พินทองทา และนายพานทองแท้ ในราคา 1 บาทต่อหุ้น ไป “ขายต่อ” ให้กับ Temasek ในราคา 49.25 บาทต่อหุ้น

หลังวันที่ 23 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น และกลุ่มผู้ขายและ SHIN แจ้งตลท. เรื่องดีลนี้เป็นครั้งแรก กลุ่ม SHIN มีโครงสร้างใหม่ดังนี้:

(สีฟ้าคือบริษัทในการควบคุมของ Temasek เส้นประแสดงการถือหุ้นทางอ้อม ตัวเอนคือบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลท.)

จะเห็นจากแผนผังข้างต้นว่า บริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด อยู่ในความควบคุมของ Temasek ทั้งๆ ที่คนไทย 2 คนถือหุ้นรวมกันเกินกึ่งหนึ่ง คือ 51% ซึ่งเป็นผลให้ Cedar Holdings ซึ่งบริษัทกุหลาบแก้วถือหุ้นอยู่ 41.1% นั้น กลายเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ Temasek ไปด้วย อ่านคำอธิบายโครงสร้างสิทธิออกเสียงของหุ้น ที่ทำให้กุหลาบแก้วเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย แต่มี “หัวใจ” เป็นสิงคโปร์ ได้ในคำตอบประเด็นข้อที่ 3) ของบทความนี้


ถาม-ตอบ ประเด็นโครงสร้างการซื้อกิจการของ Temasek


1) ทำไม Temasek จึงไม่ซื้อหุ้น ADVANC ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานมือถือ โดยตรงจาก SHIN ทำไมไปซื้อหุ้น SHIN ซึ่งเป็นเพียงบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มชินคอร์ปเท่านั้น?

จริงๆ แล้ว ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางธุรกิจ เพราะในฐานะผู้ซื้อ Temasek มีสิทธิเต็มที่ที่จะเลือกว่า อยากซื้อหุ้นของบริษัทใดบ้างในกลุ่ม SHIN แต่ก็มีข้อน่าสังเกตดังนี้:

SHIN เป็นบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่ม มี ADVANC เป็นบริษัทหลักที่ทำรายได้สูงถึง 94% ของรายได้ทั้งกลุ่ม การซื้อหุ้นที่ระดับ SHIN ไม่ใช่ ADVANC จะช่วยให้บริษัท SHIN ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ เพราะผู้ถือหุ้นของ SHIN เป็นบุคคลธรรมดา ที่ได้รับการผ่อนผันให้ไม่ต้องเสียภาษีถ้าขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ (แต่ประเด็นนี้ก็มีข้อกังขามาก – ดูประเด็นที่ 18) ประกอบ)

Temasek แจ้งในคำขอผ่อนผันไม่ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้น SATTEL และ ITV ว่า ไม่มีเจตนาที่จะเข้าครอบงำกิจการของบริษัททั้งสองแห่ง

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางธุรกิจ ไม่ใช่ประเด็นกฎหมาย ไม่มีกฎหมายข้อใดที่บังคับว่า Temasek ต้องซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้น SHIN

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “ไม่น่าเกลียด” – เป็นประเด็นทางธุรกิจ ที่ยังไม่มีใครรู้เจตนาของ Temasek อย่างชัดเจน ต้องรอดูว่า หลังเทนเดอร์หุ้น SHIN กับ ADVANC จบแล้ว จะจัดโครงสร้างของกลุ่มชินอย่างไรต่อไป


2) ทำไม Temasek จึงต้องตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้นมาหลายชั้น หลายบริษัทเพื่อรับซื้อหุ้น SHIN ทำไมไม่ซื้อหุ้น SHIN โดยตรง?

ประเด็นนี้ส่วนหนึ่งคุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ รองบก. มติชน ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในบทความเรื่อง “ชินคอร์ป: บริษัทไทย – หัวใจสิงคโปร์?” จึงขออนุญาตตัดตอน เรียบเรียง และเพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุผลในการตั้ง Aspen Holdings ดังต่อไปนี้:

2.1) เหตุผลในการตั้งบริษัท กุหลาบแก้ว, บริษัท Cypress Holdings, และบริษัท Cedar Holdings

SHIN ถือหุ้นอยู่ในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจประกอบกิจการด้านโทรคมนาคมและสื่อสารมวลชน ซึ่งถือเป็นบริการที่มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ดังต่อไปนี้ (กรุณาดูแผนผังโครงสร้างการถือหุ้นของกลุ่ม SHIN ข้างต้นประกอบ):

1. ADVANC : SHIN ถือหุ้นอยู่ 42.8% ในขณะที่ SingTel ของสิงคโปร์ถือหุ้นอยู่ 19.2%

2. SATTEL: SHIN ถือหุ้นอยู่ 51.38%

3. ITV : SHIN ถือหุ้นอยู่ 53%

ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2549 ซึ่งเพิ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 มกราคม 2549 (เพียง 2 วันก่อนวันเซ็นสัญญาขายหุ้น) นั้น ADVANC และ SATTEL จะมีบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นต่างด้าวถือหุ้นเกิน 49% ไม่ได้

สำหรับ ITV ซึ่งทำธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน รัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรคห้า บัญญัติไว้ว่า “เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งหมายความว่า ผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนต้องมีต่างด้าวไม่ถึง 50%

ถ้าครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ Temasek โดยตรง จะทำให้บุคคลต่างชาติถือหุ้นอยู่ใน SHIN ถึงกว่า 90% SHIN จะกลายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวทันที ทำให้การถือหุ้นของ SHIN ใน ADVANC และ SATTEL ขัดต่อ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมทันที แม้จะมีการขยายสัดส่วนการถือหุ้นให้ต่างด้าวเข้าไปถือหุ้นได้ถึง 49% แล้วก็ตาม

กล่าวคือ ADVANC จะมีบุคคลต่างด้าวถือหุ้นอยู่กว่า 62% (SHIN 42% + SingTel 19.2%) ขณะที่ SATTEL จะมีบุคคลต่างด้าวถืออยู่ 51.38%

ในขณะที่ ITV จะมีต่างด้าวถืออยู่กว่า 53% ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 39

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้ Temasek ไม่สามารถซื้อหุ้นจากครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์โดยตรง ต้องตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (บริษัท Cedar Holdings) สัญชาติไทยขึ้นมารับซื้อหุ้นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ SHIN กลายเป็นนิติบุคคลต่างด้าว

วิธีการที่หลีกเลี่ยงมิให้ Cedar Holdings ไม่เป็นนิติบุคคลต่างด้าวก็ให้บริษัท Cypress Holdings ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Temasek สัญชาติสิงคโปร์ถือหุ้นในบริษัท Cedar Holdings เพียง 48.99% และจัดตั้งบริษัทสัญชาติไทยคือ บริษัท กุหลาบแก้ว ถือหุ้นสูงถึง 41.1% และให้ธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นอีก 9.9% รวมแล้วเป็น 51.1%

แค่นี้ Cedar Holdings ก็แปลงสัญชาติเป็นนิติบุคคลไทยเรียบร้อย

2.2) เหตุผลในการตั้งบริษัท Aspen Holdings

ทีนี้ก็มาถึงคำถามสุดท้ายเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้นอันสลับซับซ้อน: ทำไม Temasek จึงตั้ง Aspen Holdings ขึ้นมาถือหุ้น SHIN อีกบริษัทหนึ่ง? ทำไมไม่ใช้ Cedar Holdings บริษัทเดียว ถือหุ้นที่รับซื้อจากครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ทั้งหมด 49.59% ไปเลย? ทำไมต้องแบ่งหุ้น 10.97% ให้ Aspen Holdings ถือ?

คำตอบน่าจะเป็นเพราะ Temasek ต้องการ “ล็อค” สัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยใน SHIN ให้อยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่กฎหมายอนุญาตเพื่อคงสภานภาพความเป็น “นิติบุคคลไทย” คือ 50.01%

การซื้อหุ้น SHIN จำนวน 49.59% ทำให้ Temasek มีภาระต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (mandatory tender offer) หุ้นทั้งหมดของ SHIN เพราะการเข้าซื้อหุ้นจำนวนนี้ทำให้ Temasek “ก้าวข้าม” จุดการถือหุ้น 25% ซึ่งเป็นจุดที่ต้องทำคำเสนอซื้อต่อผู้ถือหุ้น SHIN รายอื่นๆ (อ่านคำอธิบายเรื่อง tender offer โดยละเอียดได้ในคำตอบประเด็นที่ 6) ของบทความนี้)

ในการทำคำเสนอซื้อหุ้น 100% ของ SHIN นั้น Temasek จะต้องเตรียมเงินทุนให้เพียงพอสำหรับกรณีที่ผู้ถือหุ้น SHIN ทุกรายมาขายหุ้นคืนให้ ในราคาเสนอซื้อที่ 49.25 บาท และต้องเตรียมคำนวณไว้ล่วงหน้าว่า สัดส่วนระหว่างผู้ถือหุ้นไทย กับผู้ถือหุ้นต่างด้าวของ SHIN ในกรณีนั้น จะอยู่ที่ประมาณเท่าไร

ก่อนวันที่ 20 มกราคม 2549 มีผู้ถือหุ้นต่างด้าวใน SHIN รวมกันประมาณ 39.02% และผู้ถือหุ้นไทยอีกประมาณ 11.39% ดังนั้นถ้าหากผู้ถือหุ้นไทยทั้งหมดมาขายหุ้นให้ Cedar Holdings และไม่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติขายหุ้น ก็แปลว่าถ้า Cedar Holdings (ซึ่งโดยนิตินัยมีสัญชาติไทย) ถือหุ้นที่ซื้อมาจากครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ทั้ง 49.59% ก็จะทำให้ SHIN มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยอย่างน้อยจำนวน 49.59% + 11.39% = 60.98% ซึ่งมากเกินความจำเป็นทางกฎหมายที่จะทำให้ SHIN รักษาสถานภาพนิติบุคคลไทยได้ คือ 50.01% หากมีผู้ถือหุ้นต่างชาติขายหุ้นออกมา สัดส่วนนี้ก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก

ดังนั้น ถ้า Temasek ตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้นมาอีกหนึ่งบริษัท ที่เป็นบริษัทต่างด้าว ให้ถือหุ้นจำนวน 49.99% (สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวที่กฎหมายอนุญาต) – 39.02% (สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวก่อนทำดีล โดยใช้สมมติฐานว่าไม่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติขายหุ้นออก) = 10.97% ก็จะสามารถ “ล็อค” สัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยใน SHIN ให้อยู่ที่ระดับเพียง (49.59% – 10.97%) + 11.39% (ผู้ถือหุ้นไทยนอกเหนือจากกลุ่มชินวัตร-ดามาพงศ์) = 50.01% ซึ่งเท่ากับสัดส่วนการถือหุ้นขั้นต่ำ ที่จะทำให้ SHIN ยังถือเป็นบริษัทไทยตามกฎหมาย

บริษัท Aspen Holdings จึงถือกำเนิดขึ้นมาถือหุ้น 10.97% ด้วยประการฉะนี้!

(อนึ่ง หากท่านสงสัยว่า ทำไมการบริหารจัดการของบริษัท กุหลาบแก้ว และ Cedar Holdings จึงถูกควบคุมโดยสิงคโปร์ได้ ทั้งๆ ที่มีคนไทยถือหุ้นมากกว่าครึ่งหนึ่ง เชิญอ่านคำตอบประเด็นที่ 3) ถัดไปโดยพลัน)

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ถูกต้อง 100% – แหม อุตส่าห์ตั้งโฮลดิ้งขึ้นมาหลายชั้นขนาดนี้ ไม่ถูกกฎหมายเรื่องสัญชาติบริษัทก็ให้มันรู้ไป!

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “ไม่น่าเกลียด” – การใช้บริษัทโฮลดิ้งหลายชั้นหลายบริษัทในการทำดีลเทคโอเวอร์นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ส่วนหนึ่งเพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ การซื้อหุ้นครั้งนี้อาจทำให้บริษัทลูกของ SHIN ผิดกฎหมายเพราะกลายเป็นบริษัทต่างด้าวไป อย่างไรก็ตาม กรุณาพิจารณาคำตอบประเด็นที่ 3) ถัดไปประกอบ


3) ตอนนี้ SHIN ยังเป็นบริษัทไทยอยู่หรือไม่?

ประเด็นนี้คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ รองบก. มติชน ก็ได้อธิบายไว้ชัดเจนแล้วเช่นกันในบทความเรื่อง “ชินคอร์ป: บริษัทไทย – หัวใจสิงคโปร์?” จึงขอตัดตอน เรียบเรียง และขนายความเพิ่มเติมอีกบางส่วนมาไว้ ณ ที่นี้:

วิธีการควบคุม SHIN อย่างถูกกฎหมาย คือต้องทำให้ SHIN ยังคงสถานภาพเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย ในขณะที่ทุนและอำนาจการควบคุมบริษัทซึ่งเป็น “หัวใจ” สำคัญ จะเป็นของสิงคโปร์ก็ตาม

วิธีการดังกล่าวเริ่มจาก:

ขั้นที่หนึ่ง Temasek ต้องจัดตั้งนิติบุคคลสัญชาติไทยขึ้นมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นเกิน 50% ซึ่งในการนี้ Temasek ได้จัดตั้งบริษัท กุหลาบแก้ว (ประชุมตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 ก่อนซื้อหุ้น SHIN 11 วัน) โดยให้บริษัท Cypress Holdings (เป็นนิติบุคคลต่างด้าว) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ถือหุ้น 4,900 หุ้น หรือ 49% ในบริษัท กุหลาบแก้ว

ตามปกติแล้ว เมื่อบุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นฝ่ายข้างมาก ย่อมมีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือมีอำนาจในการควบคุมบริษัทมากกว่าฝ่ายสิงคโปร์ แต่ในทางกฎหมาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ให้แต่ละบริษัทสามารถกำหนดให้มีหุ้นบุริมสิทธิได้ นอกเหนือจากหุ้นสามัญทั่วไป โดยหุ้นบุริมสิทธิจะด้อยสิทธิมากกว่าหุ้นสามัญทั่วไป เช่น มีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นน้อยกว่า

ในการประชุมจัดตั้งบริษัท กุหลาบแก้ว ที่ประชุมมีมติให้หุ้นที่บุคคลสัญชาติไทยถืออยู่ 51% เป็นหุ้นบุริมสิทธิทั้งหมด โดยหุ้นบุริมสิทธิ 10 หุ้น มีสิทธิออกเสียงได้เพียง 1 เสียง ซึ่งจะทำให้บุคคลสัญชาติไทยในบริษัทมีเสียงเพียง 510 เสียง ในการประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น

ขณะที่ Cypress Holdings ถือหุ้นสามัญอยู่ 4,900 หุ้น สามารถออกเสียงได้ 1 หุ้นต่อ 1 เสียง จึงสามารถออกเสียงในการประชุมได้ 4,900 เสียง

อำนาจเบ็ดเสร็จจึงอยู่กับฝ่ายสิงคโปร์ (4,900 เสียงสิงคโปร์ ต่อ 510 เสียงไทย หรือคิดเป็น 90.6% ต่อ 9.4%)

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังจำกัดการรับเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิของบุคคลสัญชาติไทยไว้เพียงร้อยละ 3 เท่านั้น เงินปันผลที่เหลือทั้งหมดจะตกอยู่กับผู้ถือหุ้นฝ่ายสิงคโปร์

ดังนั้น แม้บริษัท กุหลาบแก้ว จะเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย แต่เสียงในการควบคุมบริษัทซึ่งเป็น “หัวใจ” สำคัญอยู่กับฝ่ายสิงคโปร์ทั้งหมด บุคคลสัญชาติไทยเป็นเพียง “ตัวแทน” ของฝ่ายสิงคโปร์เท่านั้น

ขั้นที่สอง เมื่อจัดตั้งบริษัท กุหลาบแก้ว เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยแล้ว ก็ต้องจัดตั้งนิติบุคคลสัญชาติไทยอีกแห่งเพื่อดึงพันธมิตรอื่นเข้ามาร่วม ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยนิติบุคคลแห่งที่ 2 คือบริษัท Cedar Holdings ทั้งนี้ สิงคโปร์ต้องมีอำนาจควบคุมบริษัทแห่งนี้แบบเบ็ดเสร็จ เพราะจะเป็นบริษัทที่เข้าไปซื้อหุ้น SHIN โดยตรง

บริษัท Cedar Holdings มีบริษัท Cypress เข้าถือหุ้น 48.99% เพื่อมิให้เป็นนิติบุคคลต่างด้าว ขณะที่ให้บริษัท กุหลาบแก้ว ซึ่ง Cypress Holdings ควบคุมอยู่ถือหุ้น 41.1% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ถืออยู่ 9.9%

ดังนั้น แม้ในทางรูปแบบของกฎหมาย Cedar Holdings จะมีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นอยู่ 51% แต่เมื่อดูเสียงผู้ถือหุ้นในการควบคุมบริษัทซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจแล้ว Temasek ของสิงคโปร์มีเสียงผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ถึง 90% (Cypress Holdings 48.99% + กุหลาบแก้ว 41.1%) ซึ่งมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในการดำเนินกิจการบริษัท

จากข้อเท็จจริงทั้งหมด คำยืนยันของนายบุญคลี ปลั่งศิริ ประธานกรรมการบริหาร SHIN ที่ว่า “Cedar เป็นบริษัทคนไทย จึงส่งผลให้ SHIN ยังเป็นของคนไทยด้วย” นั้น ถูกต้องในรูปแบบของกฎหมาย

แต่สิ่งที่นายบุญคลีไม่ได้บอกคือ “หัวใจ” นั้นกลายเป็นของสิงคโปร์เรียบร้อยไปแล้ว

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ถูกต้อง 100% – กฎหมายไทยยังใช้ “จำนวนหุ้น” ในการตัดสิน “สัญชาติ” ของบริษัท มิใช่ “สิทธิออกเสียง” ของหุ้นทั้งหมด อย่างที่ควรจะเป็น (เพราะในความเป็นจริง อำนาจควบคุมบริษัทมาจาก “สิทธิออกเสียง” ของหุ้น มิใช่จำนวนหุ้น) ซึ่งกฎนี้นับว่ายังล้าหลังประเทศพัฒนาแล้วอยู่มาก

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “น่าเกลียดเป็นปกติ” – การออกหุ้นบุริมสิทธิให้กับคนไทยที่ถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่า เพื่อให้มีสิทธิออกเสียงน้อยกว่าหุ้นที่ออกให้คนต่างด้าวนั้น เป็น “ทริค” ของบริษัทต่างด้าวในการเทคโอเวอร์บริษัทไทย ที่รู้และใช้กันมานานหลายสิบปีในหลากหลายธุรกิจ ดังนั้น ถึงการกระทำของ Temasek จะ “น่าเกลียด” ในแง่ที่มีเจตนาจะเลี่ยงกฎหมาย แต่ก็เป็นสิ่งที่มีตัวอย่างให้เห็นก่อนหน้านี้ มากมายหลายกรณี

ดังนั้นประเด็นที่สำคัญกว่าคือ เมื่อไหร่ที่เราจะแก้กฎหมาย ให้นับ “สัญชาติ” ของบริษัท ตาม “สิทธิออกเสียง” ของหุ้นเสียที เพื่อมิให้คนอาศัยช่องโหว่นี้ไปเรื่อยๆ?


4) ทำไม Temasek จึงต้องกู้เงินส่วนหนึ่งที่ใช้ซื้อหุ้น คือ 30,000 ล้านบาท จากธนาคารพาณิชย์ไทยสองแห่ง?

การใช้เงินกู้เป็นแหล่งเงินทุนส่วนหนึ่งในการเทคโอเวอร์ เป็นเรื่องปกติในการทำธุรกรรมแบบนี้ เพราะเป็นการลดความเสี่ยงจากการใช้เงินทุนของผู้ซื้อ (กรณีนี้คือ Temasek) และมีต้นทุนทางการเงินที่ “ถูกกว่า” การใช้หุ้นด้วย

นอกจากนี้ การกู้ยืมเงินเป็นบาทจากธนาคารในประเทศ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะการซื้อหุ้น 49.59% ของครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ มีมูลค่าสูงถึง 73,000 ล้านบาท แปลว่าถ้า Temasek เอาเงินสิงคโปร์ดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาทจำนวนขนาดนี้เพื่อมาซื้อหุ้นในไทย จะต้องเผชิญกับภาวะ “บาทแข็ง” อย่างไม่ต้องสงสัย (ซึ่งแปลว่าเงินสิงคโปร์ดอลลาร์อ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินบาท ทำให้ต้นทุนของ Temasek ในรูปเงินสิงคโปร์ดอลลาร์สูงขึ้น) ดังนั้น การใช้เงินซื้อหุ้นส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้บาทจากธนาคารไทย สามารถช่วยลดความเสี่ยงในจุดนี้ได้

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางธุรกิจ ไม่ใช่ประเด็นกฎหมาย

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “ไม่น่าเกลียด” – Temasek มีสิทธิและความชอบธรรมที่จะหาแหล่งเงินทุนในการซื้อหุ้นจากที่ไหนก็ได้ที่ไม่ผิดกฎหมาย ในขณะเดียวกัน ธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกรุงเทพ ก็มีสิทธิที่จะปล่อยกู้ให้กับลูกค้าบริษัทใดก็ได้ ที่ธนาคารวิเคราะห์สถานะทางการเงินแล้วเห็นว่า มีความสามารถในการชำระหนี้คืน Temasek เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลสิงคโปร์ ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง จึงไม่น่าจะมีข้อครหาในเรื่องนี้


5) ทำไม Temasek จึงไม่ซื้อหุ้น 10.98% จาก Ample Rich โดยตรงในวันที่ 23 มกราคม 2549 เหมือนที่ซื้อจากผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ แทนที่จะซื้อผ่าน น.ส. พินทองทา และนายพานทองแท้ก่อนในวันที่ 20 มกราคม 2549?

ตามกฎหมายสิงคโปร์ Temasek ไม่สามารถซื้อหุ้นจากบริษัทที่เป็นนอมินีของผู้ถือหุ้นที่แท้จริงได้ แต่ถึงแม้ Temasek จะขอผ่อนผันเรื่องนี้กับรัฐบาลสิงคโปร์ Temasek ก็ไม่น่าจะอยากซื้อหุ้นจาก Ample Rich โดยตรง เพราะรู้ดีว่า Ample Rich เป็นเพียงบริษัทนอมินีของกลุ่มชินวัตร ที่จดทะเบียนอยู่ใน BVI ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็น “สวรรค์” สำหรับนักธุรกิจไม่สุจริตที่ต้องการเลี่ยงภาษี และฟอกเงิน การซื้อหุ้นโดยตรงจากบริษัทนอมินีสัญชาติ BVI อาจทำให้ Temasek ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐบาลสิงคโปร์ ตกเป็นที่ครหาของประชาชน และสื่อมวลชนในสิงคโปร์ได้ ดังนั้น Temasek น่าจะยืนกรานที่จะซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ เท่านั้น ไม่ใช่จากบริษัทนอมินีใดๆ ของกลุ่ม

สำหรับข้อสังเกตที่ว่า การขายหุ้นของ Ample Rich ผ่านน.ส. พินทองทา และนายพานทองแท้ อาจเป็นเทคนิคการหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีเงินได้ เพราะกฎหมายยกเว้นภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้นให้เฉพาะบุคคลธรรมดานั้น ผู้เขียนคิดว่าไม่น่าจะเป็นเหตุผลหลัก เพราะการขายหุ้นของ Ample Rich มาให้น.ส. พินทองทา และนายพานทองแท้ ที่ราคา 1 บาทต่อหุ้น ก็น่าจะทำให้ Ample Rich มีภาระภาษีในส่วนนี้อยู่ดี เพราะขายหุ้นนอกตลท. ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดของหุ้น SHIN มาก (ดูคำอธิบายประเด็นนี้โดยละเอียด ในข้อ 19) ของบทความนี้)

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางธุรกิจ ไม่ใช่ประเด็นกฎหมาย การตัดสินว่าจะซื้อหุ้น SHIN จากใคร ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ Temasek และการเจรจากับผู้ถือหุ้น SHIN จริงๆ แล้วข้อนี้เราต้องขอบคุณกฎหมายสิงคโปร์ และนโยบายของ Temasek ที่บังคับให้ Ample Rich ต้องขายหุ้นคืนมาให้น.ส. พินทองทา และนายพานทองแท้ก่อน ทำให้คนไทยตาสว่างเมื่อเห็นชัดว่า Ample Rich คือนอมินีของใคร ว่าพฤติกรรม “ซุกหุ้น” ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นั้น ไม่ได้จืดจางลงในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาแม้แต่น้อย

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “ไม่น่าเกลียด” – ด้วยเหตุผลเดียวกับประเด็น “ความถูกต้องทางกฎหมาย” ข้างต้น


ถาม-ตอบ ประเด็นกระบวนการทำ tender offer และราคา tender offer

ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นที่เหลือของบทความ ควรอธิบายกฎเกณฑ์หลักๆ ของตลท. กลต. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไว้เป็นสังเขป เพื่อปูพื้นให้กับคนที่อาจไม่คุ้นเคยกับกฎของตลท. และกลต. เพราะการทำความเข้าใจประเด็นต่อไปนี้ต้องใช้กฎเกณฑ์หลายข้อประกอบกัน

มาตราทั้งสองที่จะอ้างถึงต่อไปนี้มาจาก พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ปี พ.ศ. 2535 (เรียกย่อๆ ว่า “พ.ร.บ. หลักทรัพย์”)

ก่อนอื่น นิยาม “บุคคลที่เกี่ยวข้องกัน” อยู่ในมาตรา 258 พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ดังนั้น คนในแวดวงการเงินจึงมักเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนใดคนหนึ่งว่าเป็น “258” เช่น “พ.ต.ท. ทักษิณ เป็น 258 ของคุณหญิงพจมาน” เป็นต้น

มาตรานี้กำหนดให้บุคคลบางคนนับรวมเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน เช่น สามี ภรรยา ลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และบริษัทที่คนเหล่านี้ถือหุ้นรวมกันเกิน 30% ให้ถือเป็น 1 “บุคคล” และเป็น 1 หน่วยการรายงาน ต้องนำหุ้นของบริษัทเดียวกันมานับรวมกันในการรายงานต่อกลต. เป็นต้น เหตุที่กฎหมายเขียนให้มีความซับซ้อนยุ่งยากเช่นนี้ ก็เพราะกฎหมายมีเจตนาที่จะปกป้องนักลงทุนรายย่อย ซึ่งมาตรา 258 นี้ปกป้องด้วยการห้ามไม่ให้นักลงทุนรายใหญ่เงินหนาปกปิดการถือหุ้นและการซื้อขายหุ้นของตัวเอง ด้วยการกระจายหุ้นให้เครือญาติให้แต่ละคนถือหุ้นปริมาณน้อยๆ เพื่อจะได้ซื้อขายสะดวก ไม่ตกเป็นเป้าสายตาของ กลต. แน่นอนว่าภายหลังพ่อค้าหัวใสก็เริ่มหลีกเลี่ยงโดยการโอนหุ้นให้คนใต้อาณัติแทนที่จะให้เครือญาติ เช่น ให้คนขับรถบ้าง ให้คนใช้บ้าง ให้คนสวนบ้าง ดังที่เคยปรากฏตัวอย่างมาแล้ว

เพราะฉะนั้น หากจะนับ 258 ในครอบครัวชินวัตร เมื่อปี 2543 นั้น เราสามารถนับได้สองกลุ่ม คือกลุ่มของนายกฯ ซึ่งคือ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร + คุณหญิงพจมาน + น.ส. พินทองทา (ณ ขณะนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ) และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของนายพานทองแท้ซึ่ง ณ ขณะนั้นบรรลุนิติภาวะเรียบร้อยแล้วและมีอยู่เพียงคนเดียว ดังนั้นการโอนหุ้น Ample Rich ระหว่างนายกฯ กับลูกชายนั้น สายตาของกฎหมายจะเห็นว่าเป็นการโยนลูกกันระหว่างสองบุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน นายกฯ ก็ส่วนนายกฯ และ นายพานทองแท้ก็ส่วนนายพานทองแท้

ทีนี้มาถึงมาตรา 247 เรื่องการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ มาตรานี้บังคับว่า บุคคลใด (รวม 258 ของบุคคลนั้นด้วย) ที่ซื้อหุ้นในบริษัทจดทะเบียนจนก้าวข้ามจุดการถือหุ้นจุดใดจุดหนึ่งดังต่อไปนี้คือ 25% 50% และ 75% บุคคลนั้นจะต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นรายอื่น หรือที่เรียกว่า mandatory tender offer กล่าวคือ ถ้าเคยถืออยู่ 24% แล้วได้หุ้นอีก 2% รวมเป็น 26% จะต้องทำเทนเดอร์ ยกเว้นจะได้รับการผ่อนผันจาก กลต. หรือเข้าข่ายได้รับยกเว้น (เช่น เป็นหุ้นที่ได้มาโดยมรดก)

เกณฑ์นี้ใช้บังคับเพื่อให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทที่ถูกซื้อ ได้มีโอกาสตัดสินใจว่าอยากขายหุ้นหรือไม่ เพราะการเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 25% หรือมากกว่าของผู้ถือหุ้นรายใหม่ เป็นการเข้ามามีส่วนได้เสียในสาระสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร หรือนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ได้

การทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามมาตรา 247 ที่เอ่ยถึง หรือ mandatory tender offer นั้น เป็นกรณีที่บริษัทผู้ซื้อถูก “บังคับ” ตามกฎหมาย ให้ทำเทนเดอร์ แต่โดยปกติ บริษัทใดๆ ก็สามารถยื่นเทนเดอร์เอง โดยที่ถือหุ้นยังไม่ถึง 25% ก็ได้ กรณีนี้เรียกว่าเป็นการ “ทำคำเสนอซื้อโดยสมัครใจ” (voluntary tender offer) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ Temasek ใช้ในการทำเทนเดอร์หุ้น ADVANC (จะกล่าวถึงในลำดับต่อไป)

นอกจากนี้ กลต. ยังมีกฎเกณฑ์ว่าด้วย “การครอบงำกิจการผ่านนิติบุคคลอื่น” (chain principle) ซึ่งใช้สำหรับกรณีที่กลุ่มบริษัทใดมีบริษัทจดทะเบียนในตลท. มากกว่าหนึ่งแห่ง (เช่น กลุ่ม SHIN มี SHIN, ADVANC, SATTEL, ITV และ CSL เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลท.) กฎนี้บอกว่า ถ้าผู้ซื้อเข้ามามีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยสำคัญในนิติบุคคล (เช่น SHIN) ที่เป็นผู้ถือหุ้นของกิจการอื่นที่จดทะเบียนอยู่ก่อนแล้ว (เช่น ADVANC ซึ่ง SHIN ถือหุ้นอยู่ 42.86%) ไม่ว่าการมีอำนาจควบคุมนั้นจะเกิดขึ้นโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม ผ่านการถือหุ้นหรือการควบคุมในนิติบุคคลอื่นเป็นทอด ๆ จนถึงนิติบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นของกิจการ บุคคลนั้นต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ถ้าได้หุ้นมาถึง trigger point ต่างๆ ยกเว้นว่าการได้มานั้นมิได้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการครอบงำกิจการ (เช่น สมมุติว่าถ้าการเทนเดอร์หุ้น SHIN ทำให้ Temasek กลายเป็นผู้มีอำนาจควบคุมใน ADVANC ทั้งๆ ที่ไม่ได้ต้องการธุรกิจของ ADVANC กรณีนี้ Temasek ก็ขอผ่อนผันไม่ต้องทำเทนเดอร์ ADVANC ต่อกลต. ได้)

ตามกฎ กลต. ระยะเวลาในการทำเทนเดอร์ต้องไม่น้อยกว่า 25 วัน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีเวลาตัดสินใจเพียงพอ ว่าอยากขายหรือไม่


6) ทำไม Temasek จึงต้องยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ SHIN?

การซื้อหุ้น 49.59% ของครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ทำให้ Temasek ต้องยื่นเทนเดอร์สำหรับหุ้น SHIN ทั้งหมด เพราะ 49.59% เกินจุดการถือหุ้นแรกที่ต้องทำคำเสนอซื้อตามมาตรา 247 คือ 25%

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ถูกต้อง 100% – เรื่องนี้ Temasek ปฏิบัติตามมาตรา 247 ชัดเจน

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “ไม่น่าเกลียด” – ด้วยเหตุผลเดียวกับประเด็น “ความถูกต้องทางกฎหมาย” ข้างต้น


7) ราคาที่ Temasek เสนอซื้อหุ้น SHIN นั้น สมเหตุสมผลหรือไม่?

ตามกฎ กลต. ราคาที่ใช้ในการทำ mandatory tender offer จะต้องเป็นราคาสูงสุดที่ผู้ทำคำเสนอซื้อ (คือ Temasek ในกรณีนี้) ได้หุ้น SHIN มา ภายใน 90 วันก่อนวันยื่นเทนเดอร์ ดังนั้น Temasek จึงต้องใช้ราคาเดียวกับราคาที่ซื้อหุ้นจากครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ คือ 49.25 บาทต่อหุ้น

ต่อคำถามว่าราคา 49.25 บาทต่อหุ้น เป็นราคาที่ “เหมาะสม” หรือไม่นั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นราคาที่ค่อนข้าง “แพง” เมื่อเทียบกับดีลเทคโอเวอร์อื่นๆ ในธุรกิจโทรคมนาคม กล่าวคือ ราคานี้คิดเป็นเกือบ 4 เท่าของมูลค่าทางบัญชีของ SHIN ในขณะที่อีกสองดีลที่เกิดเมื่อเร็วๆ นี้ คือ การซื้อหุ้น 10% ในบริษัทเกาหลีใต้ชื่อ KT Freetel โดยยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมญี่ปุ่น NTT DoCoMo และการขายหุ้นของครอบครัวเบญจรงค์กุลให้กับพันธมิตรชาวนอร์เวย์คือ Telenor ASA ราคาซื้อคิดเป็นประมาณ 2 เท่าของมูลค่าทางบัญชีเท่านั้น นอกจากนี้ ข้อมูลจากบริษัท Dealogic ซึ่งเก็บข้อมูลดีลเทคโอเวอร์อย่างละเอียด ชี้ว่า อัตราส่วนราคาซื้อต่อมูลค่าทางบัญชีของบริษัทโทรคมนาคมในทวีปเอเชีย ตลอดทั้งปี 2548 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.2 เท่านั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อมองว่าบริษัทลูกของ SHIN คือ ADVANC นั้นเป็นผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มว่าจะได้ใบอนุญาตให้ทำคลื่น 3G ค่อนข้างแน่นอน ราคานี้ไม่ถึงกับ “แพงจนไร้เหตุผล” ทีเดียวนัก

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ถูกต้อง 100% – เรื่องนี้ Temasek ปฏิบัติตามกฎ กลต. เรื่องราคาที่ต้องใช้ในการทำ mandatory tender offer คือใช้ราคาสูงสุดที่ได้หุ้นมาภายใน 90 วัน

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “ไม่น่าเกลียด” – ดังกล่าวข้างต้น ราคา 49.25 บาทต่อหุ้นดู “แพงไป” แต่ก็ไม่ได้เป็นราคาที่สูงเสียจนทำให้ใครแคลงใจได้ว่า Temasek ได้รับ “ผลประโยชน์แอบแฝง” อื่นใดที่มีมูลค่ามหาศาล ในการซื้อหุ้นครั้งนี้หรือไม่ (จริงอยู่ นายกฯ อาจให้ “คำสัญญา” เกี่ยวกับ 3G ที่ยังไม่มีสิทธิให้ เพราะกทช. ยังไม่ได้กำหนดโครงสร้าง แต่ด้วยความแข็งแกร่งของ ADVANC ก็คงเป็นเรื่องแปลกหาก ADVANC จะไม่ได้รับใบอนุญาต 3G ดังนั้นเรื่องคำสัญญานี้ จึงไม่น่าเกลียดเท่าไรนัก)


8) ทำไม Temasek จึงต้องยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ADVANC?

ก่อนการซื้อหุ้น SHIN นั้น Temasek ถือหุ้น ADVANC อยู่ 19.26% ผ่านบริษัทลูกคือ SingTel ซึ่ง SHIN ถือหุ้น 60% ในขณะที่ SHIN ถือหุ้น ADVANC อยู่ 42.86% ดังนั้น เมื่อ Temasek มาถือหุ้น 49.59% ใน SHIN และมีเจตนาครอบงำกิจการ SHIN เพราะทำเทนเดอร์หุ้นทั้งหมดของ SHIN อยู่ จึงเท่ากับว่า Temasek และบริษัทในเครือจะถือหุ้น ADVANC รวม 42.86% + 19.26% = 62.12% ซึ่งมีอำนาจควบคุมแน่นอน และ ADVANC ก็เป็นบริษัทหลักในกลุ่ม SHIN (มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 94% ของรายได้บริษัททั้งหมดในกลุ่ม) ที่ Temasek ต้องการครอบงำแน่นอน

ดังนั้น ตามกฎ “การครอบงำกิจการผ่านนิติบุคคลอื่น” (chain principle) ของกลต. Temasek จึงต้องเทนเดอร์หุ้นทั้งหมดของ ADVANC ด้วย เพียงแต่มีประเด็นเทคนิคเล็กน้อย คือทำเทนเดอร์ด้วยความสมัครใจ แทนที่จะรอให้ช่วงเวลาเทนเดอร์หุ้น SHIN จบลงก่อน (ซึ่งหลังจากนั้น Temasek ก็จะมีอำนาจควบคุม SHIN จริงๆ ตามกฎหมาย เพราะจะถือหุ้นเกิน 50%) ซึ่ง กลต. ได้ชี้แจงประเด็นนี้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2549 ว่า: “การทำคำเสนอซื้อหุ้น ADVANC ในครั้งนี้มีข้อเสนอและเงื่อนไขเช่นเดียวกับการทำ mandatory tender offer ทุกประการเพียงแต่ทำเร็วขึ้นก่อนที่จะมีหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น (จึงเรียกว่าเป็น voluntary tender offer) ซึ่งการทำคำเสนอซื้อหุ้น ADVANC โดยเร็วจะช่วยป้องกันความสับสนและการคาดการณ์ต่างๆ”

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ถูกต้อง 100% – เรื่องนี้ Temasek ปฏิบัติตามกฎเรื่อง chain principle ของกลต. ถูกต้อง และการขอทำ voluntary tender offer นั้นก็ทำได้ตามกฎหมาย

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “ไม่น่าเกลียด” – ด้วยเหตุผลเดียวกับประเด็น “ความถูกต้องทางกฎหมาย” ข้างต้น


9) ราคาที่ Temasek เสนอซื้อหุ้น ADVANC นั้น สมเหตุสมผลหรือไม่?

เนื่องจากการทำเทนเดอร์หุ้น ADVANC ของ Temasek นั้น เป็นการทำภายใต้เกณฑ์ “การครอบงำกิจการผ่านนิติบุคคลอื่น” (chain principle) คือเป็นการเทนเดอร์หุ้นบริษัทลูกของบริษัทที่ Temasek ต้องการซื้อ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาเทนเดอร์กรณี chain principle ซึ่งกำหนดให้ใช้เงินลงทุนของ SHIN ใน ADVANC หารด้วยส่วนผู้ถือหุ้นของ SHIN ก่อน แล้วเอาอัตราส่วนที่ได้มาคูณมูลค่าหุ้นทั้งหมดของ SHIN (market cap) ผลที่ได้ถือเป็นมูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุนใน ADVANC ของ SHIN เมื่อเอาตัวเลขนี้หารด้วยจำนวนหุ้นของ ADVANC ที่ SHIN ถือ จะได้ราคาเทนเดอร์ ADVANC ต่อหุ้น

แน่นอน ตัวเลขที่ได้นี้ย่อมต่ำกว่าราคาตลาดของหุ้น ADVANC พอสมควร เพราะต้นทุนของ SHIN ในการซื้อหุ้น ADVANC (cost of investment) ย่อมต่ำกว่าต้นทุนของผู้ถือหุ้นที่ไปไล่ซื้อหุ้น ADVANC เอาในตลาด ในกรณีนี้ ราคาเทนเดอร์ที่ได้คือ 72.31 บาทต่อหุ้น หรือต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 30%

กลต. อธิบายหลักการเรื่องนี้ไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2549 ว่า: “หลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาเสนอซื้อหุ้นบริษัทลูกมีกำหนดตั้งแต่ปี 2545 แล้ว โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหลายท่านได้เข้าร่วมพิจารณาและร่วมกันกำหนดเกณฑ์ …โดยเห็นว่า ไม่ควรใช้ราคาตลาด แต่ให้ใช้ราคาที่ได้มา ทั้งนี้ เพื่อให้สะท้อนมูลค่าหุ้นที่แท้จริงของบริษัทลูกในขณะที่มีการทำ takeover บริษัทแม่ ...โดยวิธีการคำนวณราคาลักษณะนี้เคยใช้มาแล้วในกรณีการทำคำเสนอซื้อ NPC โดย SCC ซึ่งเป็นกรณี chain principle เช่นเดียวกัน”

สรุปคือ ต้องถือเป็น “คราวเคราะห์” ของผู้ถือหุ้น ADVANC ที่เจอราคาเทนเดอร์ต่ำกว่าตลาดขนาดนี้ ซึ่งใช้หลักเกณฑ์การกำหนดราคาที่ตรงตามข้อกฎหมายทุกประการ ทั้งๆ ที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทุกสถาบันประเมินว่า ราคาที่เหมาะสมของ ADVANC อยู่ที่ 111 บาทโดยเฉลี่ย หรือสูงกว่าราคาเทนเดอร์ถึง 53.5%

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่า กฎข้อนี้ของกลต. “ไม่เป็นธรรม” กับผู้ถือหุ้นของ ADVANC เท่าไรนัก ด้วยเหตุว่า SHIN นั้น เป็นเพียงบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มชิน ที่ตั้งมาถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ของกลุ่ม ไม่มีธุรกิจอะไรเป็นของตัวเอง และมี ADVANC เป็นกิจการหลัก ทำรายได้ถึง 94% ของรายได้ทั้งกลุ่ม ดังนั้น เกณฑ์การคำนวณ “มูลค่าหุ้นที่แท้จริงของบริษัทลูก” ในกรณีนี้ ไม่ควรใช้ราคาที่บริษัทแม่ คือ SHIN ได้มา เพราะราคาตลาดของหุ้น ADVANC น่าจะเป็นตัววัด “มูลค่าหุ้นที่แท้จริงของบริษัทลูก” ได้ใกล้เคียงกว่า สะท้อนนัยยะสำคัญของ ADVANC ที่มีต่อ SHIN ได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่า จริงๆ แล้ว Temasek น่าจะต้องการเพียง ADVANC เท่านั้น แต่ที่มาซื้อหุ้น SHIN ก็เพราะกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SHIN ไม่ต้องการให้ SHIN เสียภาษี (ดูคำอธิบายประเด็นที่ 1) ก่อนหน้านี้ประกอบ)

แผนผังด้านล่างเปรียบเทียบดีลนี้ กับดีล SCC (ปูนซิเมนต์ไทย) ที่ต้องทำเทนเดอร์หุ้น NPC ตามกฎ chain principle ทั้งๆ ที่ SCC ต้องการเทนเดอร์เฉพาะ TPC เท่านั้น จะเห็นว่าในกรณีของ SCC นั้น รายได้ของกลุ่มธุรกิจ TPC และรายได้ของกลุ่มธุรกิจ NPC นั้น มีสัดส่วนพอๆ กัน คือ 54% และ 45% นอกจากนี้ TPC ก็ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติกของตัวเอง ที่ต่างจากธุรกิจของ NPC คือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ในขณะที่ SHIN ไม่มีธุรกิจของตัวเองดังที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้น การที่ SCC สามารถเทนเดอร์หุ้นของบริษัทที่ตัวเองไม่สนใจจะครอบงำ ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด จึงสมเหตุสมผลมากกว่าการที่ Temasek สามารถเทนเดอร์หุ้นของบริษัทที่ตัวเองสนใจจะครอบงำ (และที่ทำรายได้คิดเป็น 94% ของทั้งกลุ่ม) ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ถูกต้อง 100% – เรื่องนี้ Temasek ปฏิบัติตามกฎ กลต. เรื่องเกณฑ์การกำหนดราคาเทนเดอร์กรณีเข้าข่าย chain principle ทุกประการ แม้จะทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยของ ADVANC เสียเปรียบอย่างมากมายมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ความ “ไม่เป็นธรรม” ของราคาเทนเดอร์ในกรณีนี้ น่าจะเป็นจุดกระตุ้นให้ กลต. หันมาทบทวนอีกครั้งว่า ควรแก้กฎ chain principle ให้เข้มงวดขึ้น (เช่น กำหนดให้ใช้เกณฑ์เดียวกับการทำ mandatory tender offer) สำหรับการเทนเดอร์บริษัทลูกของบริษัทลักษณะที่เป็น “โฮลดิ้ง” ที่บริษัทลูกทำรายได้กว่า 90% หรือไม่

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “ไม่น่าเกลียด” – ระดับความน่าเกลียดในประเด็นนี้ สืบเนื่องมาจากประเด็นที่ 1) ของบทความนี้แล้ว ใครคิดว่าเหตุผลหลักที่ Temasek มาซื้อหุ้น SHIN แทนที่จะเป็นหุ้น ADVANC นั้น คือครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ไม่ต้องการให้ SHIN เสียภาษี ก็อาจคิดว่าข้อนี้เข้าข่าย “น่าเกลียดเป็นปกติ” ได้ แต่ผู้เขียนคิดว่าต้องรอดูพฤติกรรมของ Temasek หลังจากได้อำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จในกลุ่ม SHIN ก่อน ว่าจะดำเนินธุรกิจอะไร และอย่างไร


10) ทำไม Temasek จึงไม่ต้องยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ITV, SATTEL, และ CSL ทั้งๆ ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลท. และเป็นบริษัทลูกของ SHIN เช่นเดียวกับ ADVANC?

อันนี้เป็นประเด็นการครอบงำกิจการผ่านนิติบุคคลอื่น (chain principle) เหมือนกับกรณีของ ADVANC แต่ข้อแตกต่างคือ ITV และ SATTEL เป็นบริษัทที่ “เล็กมาก” ในแง่รายได้ กำไร สินทรัพย์รวม และ market cap เมื่อเทียบกับ SHIN ดังนั้น มูลค่าของบริษัททั้งสอง จึงไม่มีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Temasek ได้แจ้งความจำนงชัดเจนในคำขอผ่อนผันว่า มีเจตนาลงทุนใน SHIN และ ADVANC โดยไม่มีเจตนาที่จะมีอำนาจควบคุม ITV SATTEL หรือ CSL แต่อย่างใด จึงเข้าข่ายที่ กลต. จะสามารถอนุมัติคำขอผ่อนผันไม่ต้องทำเทนเดอร์ได้

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ถูกต้อง 100% – เรื่องนี้ Temasek ปฏิบัติตามกฎเรื่องการขอผ่อนผันการทำเทนเดอร์ ตามกฎ chain principle และกลต. ก็ผ่อนผันตามที่ขอ

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “ไม่น่าเกลียด” – ด้วยเหตุผลเดียวกับประเด็น “ความถูกต้องทางกฎหมาย” ข้างต้น

ถาม-ตอบ ประเด็นกระบวนการซื้อขายหุ้นโดยใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) และการเปิดเผยข้อมูล


11) การทยอยขายหุ้น ADVANC ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่จะมีการประกาศดีลนี้ต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 เข้าข่าย insider trading หรือไม่?

มาตรา 241 (ข้อห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่น) ในพ.ร.บ. หลักทรัพย์ เขียนชัดเจนว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดทำการซื้อหรือขายหรือเสนอซื้อหรือเสนอขาย หรือชักชวนให้บุคคลอื่นซื้อหรือขายหรือเสนอซื้อหรือเสนอขายซึ่งหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบต่อบุคคลภายนอกโดยอาศัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชน และตนได้ล่วงรู้มาในตำแหน่งหรือฐานะเช่นนั้น และไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทำเพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือนำข้อเท็จจริงเช่นนั้นออกเปิดเผยเพื่อให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวโดยตนได้รับประโยชน์ตอบแทน”

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มิได้เป็นเพียงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ADVANC เท่านั้น หากยังเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น SHIN ที่ขายหุ้นได้กับ Temasek เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ดังนั้นจึงไม่มีทางปฏิเสธว่า ตนไม่รู้เรื่องที่ Temasek จะทำเทนเดอร์หุ้น ADVANC ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดถึง 30% ก่อนวันเซ็นสัญญา

ข้อมูลจากรายการการซื้อขายหลักทรัพย์ของผู้บริหาร ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 ต่อเนื่องถึงมกราคม 2549 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายิ่งลักษณ์ ขายหุ้น ADVANC เพื่อประโยชน์ของตัวเอง โดย “อาศัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชน” คือช่วงก่อนวันที่ 23 มกราคม 2549 ดังกราฟต่อไปนี้ (ปรับราคาหุ้น ADVANC และ SET ให้เท่ากับ 100% ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2548 เพื่อให้สามารถเทียบความเคลื่อนไหวของราคาได้):

ตค 48 – มค 49 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขาย 288,400 หุ้น ราคา 105.31 บาท มูลค่ารวม 30,370,400 บาท

ตค 48 – มค 49 วิกรม ศรีประทักษ์ ขาย 150,000 หุ้น ราคา 106.83 บาท มูลค่ารวม 16,024,800 บาท

ตค 48 – มค 49 สมประสงค์ บุญยะชัยขาย 20,000 หุ้น ราคา 103.00 บาท มูลค่ารวม 2,060,000 บาท

ตค 48 – มค 49 สุวิมล แก้วคูณ ขาย 130,000 หุ้น ราคา 108.69 บาท มูลค่ารวม 14,130,100 บาท

คำตอบของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ว่า “การขายหุ้นทุกครั้งมีการแจ้งเรียบร้อย” และ “ถ้าไม่ขายก็ติด silent period ของหุ้น ESOP” จึงฟังไม่ขึ้น เพราะมันไม่ตรงประเด็นทั้งคู่

ประเด็นอยู่ที่ การขายหุ้นกว่า 288,000 หุ้นที่ราคา 103-109 บาท (ซึ่งก็ต้องบอกว่า “แม่น” เหลือเกินที่ขายได้ทั้งหมดช่วงก่อนที่ราคาหุ้น ADVANC จะขึ้นไปสูงสุด แล้วก็หล่นผล็อยลงมาเรื่อยๆ) นั้น เข้าข่าย “การขายหุ้นโดยใช้ข้อมูลภายใน” (insider trading) ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย หรือไม่

ที่อ้างว่า “ถ้าไม่ขายก็ติด silent period ของหุ้น ESOP” นั้น ก็น่าหัวเราะสิ้นดี ก็เพราะคุณจะผิดกฎหมายเรื่อง insider trading น่ะสิ คุณถึงไม่ควรขายหุ้นออกมาช่วงนั้น!

ตรงนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า แกล้งโง่หรือโง่จริงๆ กันแน่...

คำ “แก้ตัวแทน” ของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่ว่า “เขาก็ซื้อๆ ขายๆ อย่างสม่ำเสมอ” ก็ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน เพราะมันไม่ได้ตอบคำถามว่า ไอ้หุ้นที่ขายไปช่วงนี้ มันผิดกฎหมายหรือไม่

สรุปประเด็นนี้ได้ทางเดียวว่า:

ความถูกต้องทางกฎหมาย: ผิดกฎหมายเรื่อง insider trading 100% เต็มประตู – เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน กรณีเดียวที่ยิ่งลักษณ์จะขายหุ้น ADVANC ไป 288,400 หุ้น แล้วไม่ผิดกฎนี้ คือถ้าเธอไม่รู้เรื่องการเจรจาขายหุ้น SHIN ของพี่ชายเลย (หรือหลานชายและหลานสาว ถ้าหากว่าคุณพี่ชายจะยืนยันต่อไปว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นประการใด) อยู่ดีๆ เช้าตรู่ของวันที่ 23 มกราคม 2549 ก็มีคนมาปลุกให้ไปเซ็นสัญญาขายหุ้น SHIN ให้ Temasek ซะดื้อๆ อย่างนั้น...

แต่พนันกันไหมว่า ตลท. และกลต. จะไม่กล้าเอาผิดคนนามสกุล “ชินวัตร”?

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “น่าเกลียดสุดขั้ว” – อะไรที่มัน “ผิดกฎหมาย” แบบเห็นกันชัดๆ อย่างนี้ ไม่น่าเกลียดธรรมดาแน่นอน จริงๆ แล้วถ้ากลต. ไม่เอาเรื่องยิ่งลักษณ์ข้อนี้ ก็แปลว่ากฎหมาย insider trading ของเราไม่มีความหมาย ฉีกทิ้งไปเลยดีกว่า


12) ทำไมตลท. ไม่มีการขึ้นเครื่องหมายพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราว (H) ทั้งๆ ที่เกิดข่าวลือเรื่องดีลนี้มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548?

นี่เป็นตัวอย่างค่อนข้างชัดเจน ที่แสดงให้เห็นความ “ลำเอียง” แบบกะเท่เร่ของตลท. ที่มีต่อดีลนี้ หุ้น SHIN ช่วงต้นเดือนธันวาคม 48 อยู่ในระดับราคาประมาณ 37 บาท หลังจากนั้นเมื่อมีกระแสข่าวว่า มีต่างชาติจะเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มดังกล่าว ราคาหุ้นก็ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ตลท. ไม่ได้ขึ้นเครื่องหมาย “เตือนหรือห้ามซื้อขาย” เลยแม้แต่วันเดียว ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งวันที่ 23 มกราคม 2549 คือวันที่มีการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น

ลองมาฟังความเห็นจากแหล่งข่าวในแวดวงการเงินดู:

“ที่ผิดปกติก็คือ ทั้ง ก.ล.ต.และตลาดหุ้นต่างไม่เทกแอ็กชั่นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ดูง่ายๆ วันที่ 23 มกราคม ทั้งๆ ที่มีข่าวว่าชินคอร์ปจะชี้แจงดีลประวัติศาสตร์ 7 หมื่นล้านบาท แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำได้แค่ขึ้นเครื่องหมาย H หยุดพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราวตอน 11.37 น. แต่ไม่ขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามการซื้อขายหุ้น แต่ทางบริษัทชินคอร์ปเป็นผู้ขอขึ้นเครื่องหมายเอง จึงทำให้ดูเหมือนการเลือกปฏิบัติ”

ความถูกต้องทางกฎหมาย: กฎหมายเรื่องการขึ้นเครื่องหมายนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของตลท. เอง แต่ก็ต้องนับว่า ตลท. ทำให้นักลงทุนผิดหวัง เพราะเป็นการ “เลือกปฏิบัติ” ค่อนข้างชัดเจน มีอย่างที่ไหน ปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัดเป็นเดือนๆ หุ้น SHIN โลดแล่นติดลมบน โดยไม่สั่งพักการซื้อขายเลยแม้แต่วันเดียว

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “น่าเกลียดสุดขั้ว” – ทุกอย่างที่แสดงพฤติกรรมการ “เลือกปฏิบัติ” ของหน่วยงานรัฐ เพื่อเข้าข้างบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นความน่าเกลียดสุดขั้วอย่างไม่ต้องสงสัย


ถาม-ตอบ ประเด็นเกี่ยวกับ Ample Rich Investments

ประเด็นเรื่อง Ample Rich นั้น ซับซ้อนและต้องใช้เวลารอข้อมูลที่ครอบครัวชินวัตรต้องชี้แจงต่อกลต. แต่จากข้อมูลล่าสุด ณ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ก็ทำให้เห็นภาพค่อนข้างชัดเจนระดับหนึ่ง

เรื่องนี้ คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ก็เคยเขียนบทความตีแผ่อย่างละเอียดมาแล้วในชื่อ “ความลับของ Ample Rich ความลับของทักษิณ” จึงขอนำบางตอนมาเผยแพร่ และเพิ่มเติมรายละเอียดในบางประเด็น:

เมื่อนายกฯ โอนหุ้น Ample Rich ที่ตัวเองถืออยู่ 100% ให้แก่นายพานทองแท้ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2543 นั้น เท่ากับว่านายพานทองแท้ได้กรรมสิทธิ์หุ้น SHIN ที่ Ample Rich ถืออยู่ 32.92 ล้านหุ้น หรือ 11.87% มาด้วย ซึ่งตามมาตรา 258 ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ต้องนับรวมหุ้นที่ Ample Rich ถืออยู่กับหุ้นที่นายพานทองแท้ถืออยู่แล้ว 73.39 ล้านหุ้น หรือประมาณ 24.99% (ได้มาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543) ด้วย ซึ่งจะทำให้นายพานทองแท้ถือหุ้น SHIN รวมทั้งสิ้น 36.86% หรือประมาณ 106.3 ล้านหุ้น


13) ในการรับโอนหุ้น Ample Rich เมื่อปี 2543 นายพานทองแท้ ละเมิด พ.ร.บ. หลักทรัพย์ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลต่อกลต. หรือไม่?

มาตรา 246 ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ กล่าวว่า: “บุคคลใดได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการใดในลักษณะที่ทำให้ตนหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ถือหลักทรัพย์ในกิจการนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนทุก 5% ของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการนั้น …บุคคลนั้นต้องรายงานถึงจำนวนหลักทรัพย์ในทุก 5% ดังกล่าวต่อสำนักงานทุกครั้งที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ภายในวันทำการถัดจากวันที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการนั้น เว้นแต่ในกรณีการจำหน่ายที่ไม่มีผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือธุรกิจของกิจการ”

ในกรณีนี้ พานทองแท้ได้หุ้นมาข้ามเส้นทุกร้อยละ 5 คือ 25% 30% และ 35% แต่การได้มาในแต่ละครั้ง “ไม่มีผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือธุรกิจของกิจการ” จึงอาจไม่มีความผิดที่ไม่ได้รายงานการได้มาของหุ้น SHIN จากการเข้าเป็นผู้ถือหุ้น 100% ใน Ample Rich ตามมาตรา 246

กลต. ได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่านายพานทองแท้เข้าข่ายผิดกฎข้อนี้ เพราะมีหน้าที่ต้องรายงานการได้มา ตามมาตรา 246

ความถูกต้องทางกฎหมาย: น่าจะผิดกฎหมาย อันนี้ขึ้นอยู่กับการตีความของกลต. ด้วยว่า คำว่า “เว้นแต่ในกรณีการจำหน่าย” นั้น หมายความถึงการจำหน่ายอย่างเดียว หรือรวมการได้มาด้วย ถ้ารวมการได้มา นายพานทองแท้ก็ผิดกฎข้อนี้ ซึ่ง กลต. ก็แถลงผลการสอบเบื้องต้นแล้วว่า นายพานทองแท้เข้าข่ายผิดกฎข้อนี้

ความถูกต้องทางศีลธรรม: “น่าเกลียดเป็นปกติ” – ถ้านายพานทองแท้ต้องรายงานแต่ไม่รายงาน ก็อาจนับเป็นความหลงลืม ความเข้าใจผิด หรือความประมาท แต่กลต. มีหน้าที่ที่จะต้อง “จี้” จุดนี้


14) ในการรับโอนหุ้น Ample Rich เมื่อปี 2543 นายพานทองแท้ ละเมิดพ.ร.บ. หลักทรัพย์ เรื่องการทำเทนเดอร์หุ้น SHIN หรือไม่?

การรับโอนหุ้น Ample Rich (ซึ่งถือเป็น “บุคคลเกี่ยวข้องกัน”) ทำให้นายพานทองแท้ถือหุ้น SHIN รวมทั้งสิ้น 36.86% เพิ่มจาก 24.99% จึงเป็นการ “ข้ามเส้น” 25% ที่ต้องทำเทนเดอร์หุ้น SHIN ทั้งหมด ตามมาตรา 247

การโอนหุ้นจากบิดามาบุตรนี้ หากมองด้วยสายตา