storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


49 อัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี 2549

- นรเศรษฐ หมัดคง -


ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วย 49 อัลบั้มของปีที่กำลังผ่านไปอย่างช้าๆ สอดรับกับความแช่มช้าของรัฐบาลขิงแก่ แต่ก็ดีกว่ารัฐบาลหน้าเหลี่ยมเป็นไหนๆ แม้หลายคนหลายกลุ่มอาจไม่ชอบใจบ้างก็ตาม ทำไงได้เกิดเป็นคนไทยจำเป็นต้องทำใจว่า ‘ทีใครทีมัน’ ก็แล้วกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าผมขาดหายไปไหน ไม่เห็นส่งต้นฉบับมาให้อ่านบ้างเลย จริงๆ แล้วได้หายไปไหนแต่ยังคงเวียนว่ายวกวนอยู่แถวๆ นี้แหละ แค่หมดอารมณ์และหมดกำลังใจเขียนไปดื้อๆ ซะงั้น เนื่องจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงการรัฐประหารไล่คนหน้าเหลี่ยมให้พ้นไปจากแผ่นดินไทยของ คมช. ผมแทบคิดอะไรไม่ได้ทำอะไรไม่ถูก เพราะสภาพของบ้านเมืองในช่วงนั้น ท้องฟ้าไม่สดใสในเรื่องของความรื่นเริงบันเทิงใจเอาเสียเลย จึงกลายเป็นข้ออ้างในการไม่ส่งต้นฉบับของผมไปด้วย หวังว่าผู้อ่านทุกคนคงเข้าใจความรู้สึกของผมนะครับ

กลับมาครั้งนี้เลยได้ไปรวบรวมคัดเลือกคอลัมน์วิจารณ์และแนะนำอัลบั้ม จากนิตรสารต่างๆ ที่ผมเขียนอยู่เป็นประจำมาเป็นของขวัญให้กับทุกคนในวันปีใหม่นี้ เพื่อเป็นการไถ่โทษที่หายไปเสียนานเลยนำมาให้อ่านกันอย่างจุใจและหายคิดถึง ใครพลาดอัลบั้มไหนของทั้งปีที่ผ่านมาก็เลือกซื้อหากันตามสบาย แต่ยังไงก็ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ทั้งหมดนี้เป็นการคัดเลือกโดยความชอบและรสนิยมส่วนตัวของผมคนเดียวเท่านั้น ใครที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ถูกใจก็ไม่ว่ากัน และทั้ง 49 อัลบั้มนี้ก็ไม่ได้เรียงลำดับตามความยอดเยี่ยม เพราะมันมีความดีงามและความไพเราะที่แตกต่างกัน แต่ยอดเยี่ยมเท่าๆ กัน.

.............................

อัลบั้ม First Impressions On Earth

ศิลปิน The Strokes

สังกัด Sony – BMG

ปัญหาของ The Strokes ที่ผ่านมาคือการฝ่าด่านอาถรรพ์อัลบั้มชุดที่ 2 ไม่ผ่าน แม้พวกเขาจะเพียบพร้อมไปหมดทุกๆ ด้านในการเป็นร็อคสตาร์ก็ตาม ทั้งรูปหล่อ พ่อรวย เส้นใหญ่ เล่นดนตรีเก่ง ฉลาดหลักแหลม เป็นวงที่บุกเบิกปลุกตำนานดนตรีการาจร็อคให้กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง และประสบความสำเร็จมากมายทั้งเงินทั้งกล่องจากอัลบั้มชุดแรก แต่ก็ไปไม่รอดในอัลบั้มชุดต่อมาเฉกเช่นวงดังแถวๆ นี้เหมือนกัน โชคชะตาฟ้าลิขิตจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นใครที่ดังแค่เพลงเดียวแล้วแต่เสือกทำตัวเป็นซูเปอร์สตาร์ควรดูเป็นเยี่ยงอย่าง

ทำไม? ล้วนเป็นคำถามจากแฟนๆ ของพวกเขาที่ค่อนข้างตอบยากมาก เพราะอัลบั้มชุดที่ 2 ทั้งดนตรีและเนื้อหาก็ไม่ได้แตกต่างไปจากชุดแรกสักเท่าไหร่ แต่แทบไม่มีความเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเหมือนเดิม หรือพวกเขาทำงานดนตรีให้ฟังง่ายขึ้นไม่เข้มข้นสดใหม่เร้าใจเหมือนงานชุดแรก ต่างๆ นานาที่พากันกันวิพากษ์วิจารณ์แต่เราที่ชอบพวกเขามาตั้งแต่เริ่มรู้จัก ก็ยังให้กำลังใจพวกเขาเสมอมาแม้ไม่ค่อยประทับใจมากเหมือนอัลบั้มชุดที่ 1 ก็ตาม

‘Juicebox’ คือซิงเกิลแรกที่ได้ฟังจากอัลบั้มใหม่ล่าสุดซึ่งเป็นชุดที่ 3 The Strokes ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขากลับมาแล้ว และกลับมาอยู่ในแนวทางที่ The Strokes ควรจะเป็น คือดนตรีการาจพังค์ที่มีริธึ่มหนักหน่วงกับเสียงร้องที่หนักแน่นดิบกร้านแต่แอบผสมความหวานและอารมณ์ตัดพ้อออดอ้อน ‘You Only Live Once’ คือ The Strokes ที่เราหลงรักตอนได้ยินครั้งแรกเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่วน ‘Heart In A Cage’ คือ The Strokes ที่เล่นเพลงของ Franz Ferdinand และ Franz Ferdinand ในร่างทรงของ The Strokes อีก 11 เพลง ที่เหลือคือ The Strokes ที่เท่สุดเก๋าไม่แพ้วงรุ่นพี่ๆยุคดนตรีการาจพังค์รุ่งเรืองในมหานครนิวยอร์คช่วงปลายปี 70s

คงไม่มีอะไรพร่ำบ่นไปมากกว่านี้เพราะดนตรีการาจพังค์ในวันนี้ ได้กลายเป็นดนตรีป๊อปที่ฮิตไปทั่วทุกหัวระแหงแล้ว ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะเลือกฟังงานดนตรีของวงที่เป็นต้นแบบและเป็นผู้ปลุกตำนาน หรือจะเลือกฟังงานของวงที่ทำตามในเวลาต่อมา ส่วนเรานั้นยังคงทุ่มเทใจให้กับอัลบั้มชุดนี้ของ The Strokes หมดทั้ง 4 ห้องเหมือนเดิม

ทั้งหล่อทั้งเท่และเจ๋งขนาดนี้ไม่รักได้ไง!!!


อัลบั้ม Ten Silver Drops

ศิลปิน Secret Machines

สังกัด Warner Music

2 พี่น้องตระกูล Curtis คือ Benjamin กับ Brandon แห่งเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ได้จับมือกับเพื่อนอีกคนที่เป็นมือกลองตั้งวงทรีโอชื่อ Secret Machines ขึ้นมาในปี 2000 โดยเล่นดนตรีอินดี้ร็อคสไตล์นีโอ-ไซคีเดอลิกจนฝีมือแก่กล้า จึงมีงาน EP ชุดแรก ‘September 000’ ในปี 2002 ออกมา อีก 2 ปีต่อมาก็ได้ย้ายมาลงหลักปักฐานในเมืองนิวยอร์คและเข็นอัลบั้มเต็มชุดแรก ‘Now Here Is Nowhere’ ออกวางขาย ซึ่งก็ได้ทำให้พวกเขากลายเป็นวงอินดี้หน้าใหม่ที่น่าสนใจมากกว่าวงการาจร็อคอีกหลายๆวง ด้วยฝีมือและสไตล์การเล่นดนตรีที่แตกต่างวง Secret Machines จึงเป็นที่โหยหาของแฟนเพลงฝั่งอังกฤษกันยกใหญ่ เนื่องจากนักวิจารณ์พากันกล่าวขวัญถึงพวกเขาว่า ‘นี่คือ The Jesus & Mary Chian + My Blooddy Valentine + Ride และ The Boo Radleys’

นั่นคือความเป็นมาและสิ่งที่โอ้อวด ความเป็นจริงหล่ะคืออะไร? เพราะตัวผู้เขียนเองนั้นไม่เคยได้ฟังงานของพวกเขามาก่อนเลย แต่ชื่อเสียงและกิตติศัพท์นั้นได้ยินมานานเป็นปีๆ พอทางสังกัดในเมืองไทยโทรฯมาถามว่าสนใจที่จะเขียนวงนี้มั้ย? แต่ไม่รับปากนะว่าจะปั้มออกขายเพราะไม่มั่นใจว่าแฟนเพลงชาวไทยจะปลื้มกันกี่มากน้อย ผมไม่ตอบแต่รีบให้เขาส่งมาให้และเปิดฟังทันทีด้วยความกระหายใคร่รู้ว่าเจ๋งดังคำร่ำลือหรือไม่?

เจ๋ง, เมา, มันส์ และเคลิ้มฝันอย่างบรรเจิดเลยครับท่านผู้ฟังที่รักทั้งหลาย เพราะผมรอคอยวงดนตรีแบบนี้มาหลายปีแล้ว หลังจากที่เราประทับใจกับ The Dandy Wahols และ Woven ที่เล่นสไตล์อินดี้ไซคีเดอลิกร็อคแล้ว ก็ยังไม่มีวงหน้าใหม่วงไหนที่เล่นกีตาร์ได้สาดกระจายล่องลอยโกรธเกรี้ยวบนเมโลดี้ที่งดงามขนาดนี้

ทั้ง 3 คนที่มีเครื่องดนตรีแค่ กลอง เบส และกีต้าร์ ได้สร้างป้อมปราการอันแข็งแกร่งและใหญ่โตอลังการด้วยเสียงกีตาร์ตัวเดียวเท่านั้น แต่ประสิทธิภาพของมันได้เข้าครอบคลุมโสตประสาทของเราให้ตกอยู่ในภวังค์ของความมึนเมา ที่แม้สารพัดยาเสพติดทุกประเภทก็ไม่สามารถกล่อมหรือกดปราสาทเราให้หลุดหลอนได้ถึงเพียงนี้ โลกของดนตรีไซคีเดอลิกคือความเพ้อฝันที่แตกต่างกับโลกแห่งความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ความเจ็บปวดรวดร้าว ความโกรธขึ้งและความกดดันทั้งหลายที่แอบซ่อนอยู่ภายใต้เบื้องลึกของจิตใจ ได้ถูกปลดปล่อยออกมาในรูปแบบที่คุณสร้างให้มันรื่นรมย์ได้ดั่งใจนึก บทสรุปที่ได้รับคือความสุขอย่างอิ่มเอมที่ไม่เคยมีคำว่า ‘เพียงพอ’

อาจจะเป็นที่สนใจและชื่นชมกันในกลุ่มเล็กๆ อาจจะเป็นวงที่ทำดนตรีไม่กว้างขวางพอจนกลายเป็นวงป๊อปได้ และอาจมีรูปลักษณ์ที่ไม่หล่อเหลาจนสาวๆ หลง แต่ฝีมือการเล่นการดนตรีเขียนเนื้อและน้ำเสียงที่ร้องนั้น กลับสมบูรณ์แบบของการเป็นอนาคตร็อคแอนด์โรลได้อย่างไร้ที่ติ แทร็ค ‘Lightning Blue Eyes’, ‘Faded Lines’ และ ‘I want To Know If It’s Still Possible’ คือ 3 แทร็คที่คุณจะเมาและมันส์กับแก่นแท้ของดนตรีอินดี้ร็อคที่เรียกว่า ‘Dream Pop’ ได้สบายๆ ไม่แพ้วงการาจร็อคที่โจ๊ะๆ แบบ The Hives, The Futuerheads หรือ The Killers เลย และแทร็คที่เหลือคุณจะได้รับรสชาติของดนตรีแบบวง Snow Patrol ที่เข้มข้นกว่าที่คุ้นเคย

Secret Machines คืออีกหนึ่งความลับของดนตรีอินดี้ร็อคที่คุณละเลยและกำลังลืมเลือน


อัลบั้ม 20 Guns Poining In Your Face

ศิลปิน Goose

สังกัด Smallroom

อัลบั้มชุดแรกของห่าน (คนโง่หรือคนทึ่ม) เมืองทั้ง 5 ตัวที่ทำให้ผมทึ่มทึ่งและระทดระทวยมาจนถึงบัดนี้และตลอดไป การแสดงสดสั้นๆ ที่ผมเคยมีโอกาสได้ชมเป็นขวัญตาเมื่อเกือบ 2 ปีที่ผ่านมายังตรึงตาตรึงใจมิรู้เลือน ผมกล้าบอกเต็มปากเต็มคำว่า ผมขอมอบตัวมอบกายเป็นสาวกของวงนี้ไปจนตาย แม้วงพวกพวกเขาจะแยกสลายไปตามวิสัยในอนาคตกาลก็ตาม และเป็นอีกหนึ่งวงต่อจากวงทีโบน, วงครับ และวงโมเดิร์นด็อก ฯลฯ ที่ผมก็จะจดจำเพลงทุกเพลงและความทรงจำต่างๆ ที่มีต่อวงนี้ไปถ่ายทอดให้กับลูกๆ หลานๆ และคนรุ่นต่อๆ ไปจนกว่าความทรงจำทั้งหมดจะเลือนหายไปจากรอยหยักของสมอง

คำว่า ‘ชอบ รัก หรือหลงใหล’ มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและไร้เหตุผลรองรับเสมอ แต่สำหรับวง Goose ผมกลับมีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่จะเล่าหรือถ่ายถอดให้คุณฟังอย่างไม่มีวันจบสิ้น แต่ในที่นี้จะสรุปสั้นๆ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาในการสัมผัสงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ของคุณ

แทร็ค ‘สัตว์ป่า’, ‘Another Try’, ‘Fake Star’, ‘ทิ้งฉันไว้’ หรือ ‘สิ่งดีๆ’ และทุกๆ เพลงจากอัลบั้มชุดแรก เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของวงการร็อคไทยหลังสหัศวรรษใหม่ในความรู้สึกของผมเลยทีเดียว และเป็นอัลบั้มร็อคไทยของวงหน้าใหม่อีกหนึ่งอัลบั้ม (และอีก 2-3 อัลบั้มเท่านั้น) ที่ผมนำติดตัวไปฟังตลอดเมื่อมีเวลา เนื่องจากพวกเขาได้เป็นตัวแทนของความอยากเป็น ความอยากได้ ความอยากที่จะระบาย ความรู้สึกเก็บกด ความโกรธแค้นต่อสิ่งต่างที่รายล้อมอยู่รอบตัว ฯลฯ

ผู้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจเหมือนๆ กันว่า ดนตรีร็อคคือความหยาบคาย กระด้าง หนักกระโหลก โหดเหี้ยม รุนแรง และเต็มไปด้วยการทำลายล้าง ผมก็ยอมรับและเชื่อแบบนั้นเช่นกัน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าหรือธรรมชาติสร้างขึ้นมานั้นย่อมมี 2 ด้านเสมอ แถมบางสิ่งบางอย่างมีถึงสิบหรือร้อยด้าน วง Goose ได้นำเสนอดนตรีร็อคให้เราได้สัมผัสถึง 3 ด้านทั้งด้านกว้าง, ยาว และลึก บทสรุปคือตัวตนและความเป็นจริงที่ดนตรีร็อคในประเทศไทยควรจะเป็นมากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่แหลมคมและแนวทางของดนตรีที่ล้ำลึก

‘20 Guns Poining In Your Face’ เป็นอัลบั้มรวบรวมเอาสภาพการณ์ต่างๆ ของวิถีชีวิตอันหลากหลายในสังคมเมือง มาแปรรูปให้คุณเห็นมันได้อย่างชัดเจนทั้ง 3 ด้านคือ ด้านมืด ด้านสว่าง และด้านจินตนาการหรือการตีความ ผ่านดนตรีร็อคแขนงต่างๆ ที่ผสมผสานทั้งกลิ่นอายของอนาล็อค, ดิจิตอล, แซมเพลอร์ และ Noise Sound หรือ แอมเบี้ยนท์ อย่างลงตัวและงดงามเกินกว่าจะบรรยาย แทร็ค ‘เปลือก’ และ ‘To Die For’ สามารถช็อตให้คุณแน่นิ่งได้อย่างไม่รู้ตัว

ถ้าผมบอกว่านี่คือ ‘วงครับ + โมเดิร์นด็อก + ด้านส่วางของวงเรดิโอเฮด + ความสับสนอลม่านและล่องลอยอย่างไร้จุดจบของดนตรีร็อคแขนงไซคีเดอลิกกับชูเกสเซอร์ (Shoegazer)’ คุณจะเชื่อมั้ย? หรือถ้าต้องการคำนิยามที่สั้นกว่านี้ก็คือ ‘Goose คือวงร็อค 3 มิติ’

13 แทร็คในอัลบั้มชุดนี้พร้อมให้คุณพิสูจน์กับคำกล่าวทั้งสอง.


อัลบั้ม Signs Of A Struggle

ศิลปิน Mattafix

สังกัด EMI

บางคนอาจรู้และบางคนก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าดนตรีฮิปฮอปที่เราฟังและคลั่งใคล้กันในวันนี้นั้น มีรากฐานและกำเนิดมาจากดนตรีเรกเก้ซึ่งมีถิ่นฐาน ณ ประเทศจาไมก้า และอีกคราที่วงการดนตรียูเค-ฮิปฮอปจะพาเรากลับไปสู่มาตุภูมิของมันอีกครั้ง โดยเราจะได้สัมผัสกับดนตรีฮิปฮอป, เรกเก้, Dub และป๊อป ที่อยู่ในแทร็คเดียวกันอย่างน่าฉงน

ซิงเกิลแรก ‘Big City Life’ ที่ดังกระหึ่มทั่วยุโรปก่อนจะกลับมาร้อนแรงในอังกฤษบ้านเกิด ทำให้ผมตะลึงงันกับความสอดคล้องอย่างลงตัวในทุกๆ ตัวโน๊ต ไม่ว่าจะเป็นการแรปสไตล์แดนซ์ฮอลล์ การร้องสไตล์บริทป๊อป การประสานเสียงของท่อนฮุคที่โดนใจต่อทุกๆ คนที่ได้ฟังและจังหวะฮิปฮอปปานกลางที่ต้องโยกตัวตามโดยไม่รู้ตัว วง Mattafix วงนี้จึงถูกยกระดับเป็นวงโปรดหน้าใหม่ในปีนี้ของผมไปโดยไม่ต้องสงสัย

Marlon Roudette และ Preetesh Hirji เป็นดูโอจากมหานครลอนดอนที่รวมตัวกันสร้างอัลบั้ม ‘Signs Of A Struggle’ ที่มหัศจรรย์ชุดแรกนี้ โดยนาย Marlon รับหน้าที่ทั้งร้องและแรปเองคนเดียวโดยโชว์ให้เห็นถึงน้ำเสียงทั้งสูงและต่ำกังวานได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าไม่เห็นเขาร้องกับตาในมิวสิควิดิโอก็คงคิดว่าเป็นเสียงของผู้หญิงแน่นอน เนื่องจากความไพเราะในน้ำเสียงของเขานั้น นักร้องผู้หญิงบางคนเทียบไม่ติดเลยก็ว่าได้

ทั้ง 14 แทร็คคือบทเพลงที่ฟังได้อย่างไม่น่าเบื่อ เพราะมีทุกๆสีสันของดนตรีที่รวมเอาความยอดเยี่ยม ความไพเราะและความดีงามมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน จนคำว่า ‘ไร้ที่ติ’ ยังจำกัดความได้ไม่เพียงพอ แฟนๆ ของ The Street หรือ Audio Bullys คงหลงใหลหัวปักหัวปำ ส่วนแฟนเพลงป๊อปทั้งจะตะลึงงันกับความอัจฉริยะของดูโอคู่นี้แน่นอน

ถ้าใน 4 ห้องหัวใจของคุณยังมีที่ว่างพอสำหรับ Mattafix โปรดเปิดรับพวกเขาเหอะ.


อัลบั้ม 3121

ศิลปิน Prince

สังกัด Universal

หนุ่มเซ็กซี่ผู้เป็นเซ็กซิมโบลร็อคสตาร์ของวงการดนตรีโลกมาตั้งแต่ยุค 80s ซึ่งแก่งแย่งแข่งขันความโด่งดังควบคู่มากับป๊อปสตาร์หน้าผี ไมเคิล แจ็คสัน มาจนถึงวันนี้ ที่แม้เขาจะไม่โดดเด่นกว่าแต่ความเก่งสามารถในด้านดนตรีนั้นเขาชนะขาดลอย อาจจะเพี้ยนไปบ้างในบางยุคกับการสับสนตัวเองในเรื่องชื่อและเรื่องเพศ เพื่อนำมาเป็นประเด็นในการขายอัลบั้มที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่ากับงานยุคแรกอย่าง ‘Purple Rain’ หรือ ‘Let’s Go Crazy’ ก็ตาม แต่นามกรของ Prince นั้นประวัติศาสตร์ดนตรีโลกบันทึกไว้อย่างเต็มภาคภูมิว่า เขาเป็นทั้งศิลปิน นักดนตรี นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ ระดับยอดฝีมือของโลกตลอดกาล

สำหรับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่ในโลกติจิตอล คงยากที่จะรู้จักและหลงใหลคลั่งใคล้เขาอย่างลึกซึ้งเหมือนกับคนรุ่นพ่อหรือแม่ของคุณ เลยขอนำเสนอเฉพาะงานชุดใหม่ล่าสุดชุดนี้ของเขาอย่างเดียวแล้วกัน คุณจะได้หายกังวลสงสัยว่า ทำไมเขาถึงได้รับการหลงใหลอย่างบ้าคลั่งมาก่อนเมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา

Justin Timberlake, N*E*R*D, Nelly จนถึง นาย Rain หนุ่มเกาหลีคนนั้น ไม่มีอะไรดีพอที่จะเทียบเท่ากับเจ้าชายคนนี้ได้ ยกเว้นความหล่อและความสดใหม่ของวัยเท่านั้นเชื่อหรือไม่? เขาโด่งดังมาจากการทำดนตรีฟังก์, พังค์, อาร์แอนด์บี, ฮิปฮอป, ร็อค และป๊อป ที่ผสมผสานกันลงตัวไร้ที่ติ นั่นคือสิ่งที่โลกดนตรียอมรับอย่างจริงใจ เมื่อโลกได้หมุนมาถึงรอบของดนตรีฟังก์, พังค์, ร็อค, ฮิปฮอป, ป๊อป และอาร์แอนด์บีอีกครั้ง คุณคิดว่าเขาสามารถกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในดนตรีทั้งหมดนี้ที่เขาถนัดและช่ำชองอย่างที่สุดได้หรือไม่?

ตอบแบบไม่ต้องคิดคือ ‘ได้แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์’ แค่แทร็คที่ 4 ‘Black Sweat’ กับแทร็คที่ 6 ‘Love’ ก็สามารถทิ้งห่างความมันส์ ความสนุก ความทันสมัยไปหลายช่วงตัวเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลงานของ Justin, Pharrell, N*E*R*D หรือศิลปินแนวฮิปฮอป-อาร์แอนด์บีชื่อดังทั้งหลายในวันนี้ เจ้าชายคนนี้มีดีทุกๆ อย่างของการเป็นศิลปิน ทั้งร้อง ทั้งแรป ทั้งเล่นและทำทุกอย่างเองในอัลบั้มของเขาโดยไม่จำเป็นต้องไปง้อใครมา Featuring มากมายเพื่อช่วยให้ดัง

ซิงเกิลแรก ‘Te Amo Corazon’ ที่บัลลาดหวานซึ้งจนหมดทำรัง คุณได้ยินได้ฟังและได้เห็นมิวสิควิดิโอที่กำกับโดยนางเอกหนังฮอลลีวูด Salma Hayek กันไปแล้ว คงทำให้ซาบซึ้งและทึ่งในตัวเขาได้ไม่มากก็น้อย ส่วนแทร็คเด่นอีกแทร็คที่ดนตรีไพเราะและจังหวะสนุกสานสไตล์ละติน-ฮิปฮอปคือ ‘The World’ กับ แทร็คอาร์แอนด์บี-ฟังก์หวานๆ อีกแทร็คที่ผมโปรดปราณ ‘Beautiful, Loved And Blessed feat. Tamar’ แค่นี้ก็เพียงพอกับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่อวอร์ดของปีหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะเดือนเมษายนที่ผ่านมาอัลบั้ม ‘3121’ ชุดนี้ของเขาพุ่งขึ้นสู่อันดับ 1 ของชาร์ทบิลบอร์ดไปเรียบร้อยแล้วครับท่านผู้ฟัง

งานดนตรีระดับศิลปินที่ถูกเรียกว่า ‘เจ้าชาย’ มันต้องเจ๋งกว่า งานดนตรีของศิลปินที่เป็นคนธรรมดาเสมอและตลอดไป.


อัลบั้ม The Eraser

ศิลปิน Tom Yorke

สังกัด X L / Platinum

ในขณะที่วงอย่าง Keane, Coldplay, Snow Patrol และอีกหลายๆ วงกำลังขะมักเขม้นสร้างสรรค์ซาวน์ดดนตรีร็อคสำเนียงใหม่ๆ ให้ผู้คนในยุคดิจิตอลฟัง โดยใช้แรงบันดาลใจและอิทธิพลที่สมบูรณ์แบบจากดนตรีร็อคอมตะของ U2 จากยุคกลาง 80s และ Radiohead ตัวแทนของยุค 90s เป็นหัวใจหลักในการสร้างซาวน์ดดนตรีให้กับวงของตัวเอง จนกลายเป็นขวัญใจชาวร็อคอยู่ในวันนี้นั้น

ความเคลื่อนไหวของวง U2 ก็กำลังก้าวหน้าไปได้ดีจากการเป็นร็อคสตาร์ไปสู่การเป็นวงร็อคประวัติศาสตร์และระดับตำนาน ที่ยังคงมีชีวิตและโลดแล่นอยู่บนเส้นทางสายดนตรีได้ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่เกรียงไกร พอๆกับวงอย่าง The Rolling Stones หรือ Aerosmiths แต่ข่าวคราวของวง Radiohead อัจฉริยะร็อคอีกวงที่เป็นแหล่งน้ำบริสุทธิ์ให้วงร็อคหน้าใหม่ พากันจ้วงตักเอาความยอดเยี่ยมในดนตรีของพวกเขาไปดื่มกินเพื่อสร้างแรงบันดาลใจกันอย่างเต็มที่นั้น กลับเงียบเหงาไม่คืบหน้าหลงเหลือเพียงกลิ่นอายของดนตรีร็อคยอดเยี่ยมชุดล่าสุด

‘Hail To The Thief’ เมื่อปี 2003 ไว้จางๆ พร้อมกับงานคลาสสิคร็อคอีกหลายๆ เพลงจากอัลบั้มต่างๆ ให้เราได้เพื่อหายคิดถึงบ้าง ก็เท่านั้น

อาจเป็นเพราะพวกเขามั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมกับผลงานทั้งหมดตั้งแต่ปี 1993 จนถึงอัลบั้มล่าสุดที่มีทั้งหมด 6 อัลบั้ม (ไม่รวม ‘I Might Be Wrong: Live Recordings’) นั้น น่าจะทำให้แฟนเพลงระดับสาวกทั่วโลกรวมทั้งเราอิ่มเอมอย่างสมบูรณ์แบบ กับความหมายของคำว่า ‘ดนตรีร็อค’ ของทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันก็ได้ ซึ่งเราก็ยอมรับอย่างเต็มใจว่าวง Radiohead เป็นวงร็อคที่ดีและยอดเยี่ยมแทบไม่มีใครไม่ชอบงานของพวกเขา ทุกความรู้สึกที่เราได้รับจากการฟังดนตรีร็อคของพวกเขานั้นมันเรื่องที่วิเศษยากที่จะบรรยาย แต่กลับเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

งานดนตรีในยุคหลังๆ ของวงเริ่มมีเค้าลางภาพตัวการ์ตูนแมวผีจากความฝันของนาย Tom Yorke มาครอบงำแนวทางการทำงานเกือบทั้งหมด ความรันทดหดหู่ โหยหวน จนถึงขั้นเพ้อหลอนและพาเราล่องลอยไปกับเรื่องราวจินตนาการที่กึ่งแฟนตาซีแต่เป็นจริงของพวกเขาอย่างไร้จุดจบ แม้งานในอัลบั้ม ‘Hail To The Thief’ จะสัมผัสได้เป็นชิ้นเป็นอันกว่าอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง ‘Kid A’ หรือ ‘Amnesiac’ ก็ตาม แต่ภาพรวมก็ยังมีเงาร้ายของตัวการ์ตูนแมวผีทาบทับอยู่เช่นกัน

ผมไม่ได้อ่านอะไรเกี่ยวกับอัลบั้ม ‘The Eraser’ งานเดี่ยวชิ้นแรกของ Tom Yorke มาก่อนหน้านี้ แค่รู้ข่าวว่าเขาซุ่มทำงานของตัวเองอยู่เท่านั้น และเมื่อได้รับงานชุดนี้มาฟังผมเลยเกิดจินตนาการบรรเจิดไปยกใหญ่ ประมาณว่า Tom ได้ดำดิ่งลงไปค้นหาความจริงที่สิงอยู่ในร่างของตัวการ์ตูนแมวผีอย่างสุดตัว โดยไม่สนใจว่าเพื่อนในวงจะเดินตามเขามาหรือไม่ เนื่องจากภาระกิจนี้เขาเป็นผู้ฝันเห็นมันแล้วนำมาเกี่ยวพันกับดนตรีของวง เขาจึงต้องเป็นผู้ค้นหาความจริงให้พบและลบมันทิ้งไป เพื่อดึงความเป็น Radiohead ที่ลงตัวในแบบฉบับของอัลบั้ม ‘Ok Computer’ กลับมา ภารกิจ The Eraser จึงใช้เสียงดนตรีที่เปรียบเสมือนการเชื่อมต่อให้ตัวตนที่แท้จริงของตัวการ์ตูนแมวผีปรากฏตัวออกมา

อัลบั้มชุดนี้ของ Tom จึงไม่ใช่ดนตรีทดลอง ไม่ใช่ดนตรี IDM ไม่ใช่ดนตรีร็อคธรรมดา ไม่ใช่ดนตรีอิเลคโทร ไม่ใช่ดนตรีแจ๊ส ไม่ใช่ดนตรีป๊อป ไม่ใช่ดนตรีโปรแกรซซีฟร็อค ไม่ใช่ดนตรีอิเลคโทรนิกา ไม่ใช่ดนตรีบริทร็อคหรืออัลเตอร์ฯ แต่มันเป็นอัลบั้มที่รวมเอาแนวดนตรีทั้งหมดนั้นมาอยู่ในที่เดียวกันอย่างได้สัดส่วนและสงบเงียบเท่าที่ควรจะเป็นต่างหาก แทร็ค ‘A Toms For Peace’ เป็นแทร็คที่คุณจะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาว่าเป็นใครกันแน่ ระหว่างการเป็นชายหนุ่มสุดเพี้ยนหรืออัจฉริยะร็อคสตาร์

Tom Yorke กำลังก้าวย่างไปสู่อนาคตของดนตรีร็อคที่ล้ำสมัยอีกก้าว และกำลังห่างเพื่อนๆ ในวงออกไปทุกทีๆ.


อัลบั้ม Rivisited

ศิลปิน Monsier Gainsboug

สังกัด Universal

เราลุกขึ้นกระโดดตัวลอยกับดนตรีอิเลคโทรพังค์ร็อคของ Franz Ferdinand & Jan Birgin ในแทร็ค ‘A Song For Angel(Sorry Angel)’ เรารู้สึกมีความรักห้อมล้อมอยู่รอบตัวและอยากบอกรักกับผู้หญิงหรือผู้ชายทุกคนที่เราหลงใหลว่า ‘I Love You’ ตลอดเวลากับแทร็ค ‘I Love You (Me Either) (Je t’aime moi non plus)’ ที่ร้องโดย Cat Power & Karen Elson เราจะลุกขึ้นเต้นรำกับคนรักทันทีทันควันเมื่อ Javis Cocker มาร้องเพลง ‘I Just Came To Tell You That I’m Going ( Je suis venu te dire que je m’en vais)’ สไตล์ป๊อปเท่ๆ ของเขาโดยได้ Kid Logo มาทำดนตรีให้ เราดื่มด่ำอย่างโศรกสลดในความไพเราะ และลื่นใหลไปกับจังหวะทริปฮอปที่สร้างความกระฉับกระเฉงโดยดนตรีร็อคของ Potishead ในเพลง ‘Requiem For Anna (Un jour comme un autre-Anna)’ จนทำให้เราหายโกรธวงนี้ได้หมดสิ้น (เนื่องจากพวกเขาไม่ยอมทำงานใหม่ออกมาให้เราฟังกันเลย)

Faultline, Brian Molko & Francoise Hardy ยกทีมมาทำเพลง ‘Requiem For a Jerk (Requiem pour un con)’ ให้เราได้ตื่นเต้นตกใจในเสียงอันโหยหวนของนาย Brian แห่งวงร็อค Placobo เราแทบไม่เคยได้ฟังดนตรีแปลกๆ จาก Michael Stipe แห่ง R.E.M นอกจากดนตรีโมเดิร์นร็อคในแบบฉบับคลาสสิคของพวกเขา แต่แทร็ค ‘L’Hotel ( L’Hotel particulier)’ กับดนตรีทริปฮอปทำให้เรางงงวยและชื่นชมเขาพอๆ กับต้นฉบับของดนตรีทริปฮอปอย่าง Massive Attack ส่วนนาย Tricky กลับไม่ทำให้เราอึดอัดมากเท่าไหร่ในแทร็คต่อมา ‘Au revoir Emmanuelle (Goodbye Emmanuelle)’

Marianne Faithfull & Sly and Robbie ก็ไม่เลวแถมทำให้เราโยกตัวตามอย่างสนุกกับดนตรีเรกเก้-ดั๊บสุดเท่ กับแทร็ค ‘Lola R. for ever (Lola rastaquouere)’ และจำเป็นต้องกระโดดข้ามแทร็คเด็ดๆ ของ Gonzales, Fiest & Dani, Marc Almond & Trash Palace, Placebo, The Rakes, The Kills และ Carla Bruni เพราะมีแทร็คสุดท้าย ‘Comic Strip’ ของ Porn/Nikorn/Kim-ngon&Patrick Jayanama รอเราอยู่ มันได้สร้างความปลาบปลื้มและดีใจให้กับเราอย่างล้นเหลือ เพราะเป็นศิลปินไทยทีมเดียวที่มีโอกาสได้โชว์ฝีมือทางดนตรี กับงานเพลงอมตะคลาสสิคของศิลปินผู้ยิ่งใหญตลอดกาลชาวฝรั่งเศส Serge Gainsburg ร่วมอัลบั้มเดียวกับศิลปินระดับโลกทั้งหลาย แม้จะขายเฉพาะในบ้านเราก็ตาม

ทุกๆ เพลงที่เป็นต้นฉบับนั้นมีความไพเราะไรที่ติอยู่แล้ว เมื่อถูกนำมาทำใหม่ไม่ว่าจะเป็นศิลปินคนใดหรือในเวอร์ชั่นดนตรีไหนก็ตาม มันก็ยังคงความไพเราะคลาสสิคไว้อย่างครบถ้วนเหมือนเดิม 100% ถ้าคุณอยากรู้ว่า Serge Gainsburg เขายิ่งใหญ่แค่ไหนในวงการดนตรีป๊อปของฝรั่งเศสและของโลก ก็ลองเข้าไปหาอ่านและฟังเพลงต้นฉบับของเขาได้ที่ www.monsieurgainsbourg.com

I’ll Always Love You Monsier Gainsbourg..!


อัลบั้ม Musiqe Vol. 1

ศิลปิน Daft Punk

สังกัด EMI

2 หนุ่มชาวปารีเซียง Thomas Bangalter และ Guy-Manuel de Homem-Chisto ในนามวง Daft Punk ที่แปรเปลี่ยนมาจากวงอินดี้ร็อคเล็กๆชื่อ Darling ซึ่งเคยออกขายซิงเกิล ‘The New Wave’ ที่กลายเป็นผลงานสร้างชื่อให้ทั้งคู่โด่งดังมาก่อนหน้านี้ในปี 1993 คือผู้ที่นำดนตรีดิสโก้-ฟังก์มาปฏิวัติวงการดนตรีฝรั่งเศสให้เปลี่ยนโฉมหน้าจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งเปลี่ยนแปลงดนตรีเต้นรำให้กว้างขวางไปสุดล้าจนกลายเป็นที่รู้จักกันจนถึงวันนี้ ทุกๆอัลบั้มของพวกเขานับตั้งแต่ ‘Homework’ ที่ออกวางขายในปี 1996 มาจนถึงอัลบั้มล่าสุด ‘Human After All’ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยทำให้แฟนเพลงผิดหวังแม้แต่ครั้งเดียวกับการเป็นนักปฏิวัติแห่งวงการดนตรีเต้นรำ

ซิงเกิล ‘Da Funk / Musique’ ได้กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่พวกเขาโยนใส่ฟลอร์เต้นรำจนแหลกเป็นจุล ตามมาด้วย ‘Around The World’ และ ‘Burnin’ ที่ทำให้เราเป็นสาวกของ Daft Punk ไปจนโลกแตก ด้วยดนตรีที่กระแทกกระทั้นคุณด้วยเสียงบีทและเบสที่อ้วนพี แซมเพลอร์และเอฟเฟคท์ที่ดุดัน ทั้งเสียงอนาล็อกซินธิ์ฯที่ดิบเท่สไตล์ดิสโก้ยุค 80s อันคลาสสิคและอมตะ ได้นำพาให้ Daft Punk ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดกวาดทั้งเงินทั้งรางวัลไปมากมาย กลายเป็นหนึ่งของศิลปินเต้นรำที่โลกดนตรีไม่มีวันลืมเลือน

จริงๆ แล้วพวกเขามีผลงานแค่ 4 อัลบั้มเท่านั้นคือ ‘Homework (1996)’, ‘Discovery (2001)’ , ‘Alive 1997 (2001)’ และ ‘Human After All (2005)’ แต่ชื่อเสียงของพวกเขากลับโด่งดังเราวกับว่ามีผลงานเป็นสิบๆ อัลบั้ม เนื่องจากงานดนตรีของ Daft Punk มีคุณภาพเต็มร้อยนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเพลงเต้นรำที่สนุกสนานในสไตล์ต่างๆทั้ง Disco, Funky House, Break Beat และ Punk-Rock หรือแม้แต่เพลงอิเลคโทรนิคป๊อปเท่ๆ ที่ติดหูติดชาร์ทได้อย่างสบายๆจากอัลบั้ม ‘Discovery’

ทุกๆซิงเกิลสุดฮิตจากทุกอัลบั้มตั้งแต่ปี 1993-2005 จึงถูกนำมารวมไว้ในอัลบั้มชุดนี้ รวมทั้งผลงานการรีมิกซ์ให้กับเพื่อนๆศิลปินชาวฝรั่งเศสอีก 3 แทร็คช่วงท้ายที่คุณไม่เคยได้ยินและไม่เคยมีโอกาสเป็นเจ้าของ นอกจากคนที่เป็นดีเจและเป็นแฟนเพลงพันธุ์แท้ของพวกเขาเท่านั้น

Daft Punk ไม่ได้เป็นแค่วงดนตรี แต่เป็นแนวดนตรีเต้นรำอีกแนวที่คุณต้องรู้จักและรักที่จะฟังและเต้นกับมันตลอดไป.


อัลบั้ม Show Your Bones

ศิลปิน Yeah Yeah Yeahs

สังกัด Universal

วงการาจพังค์จากนิวยอร์คที่แผดเสียงร้องเสียงดนตรีอย่างสุดขั้วในอัลบั้มชุดแรก ‘FeverTo Tell’ จนเลือดออกหู ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้หนักแน่นดั่งภูผาเหมือนกับดนตรีเฮฟวี่เมตัลก็ตาม แต่พลังดนตรีพังค์ร็อคของคนทั้ง 3 คนที่มีสาวแสบที่เป็นนักร้องนาม Karen O, Brian Chase และ Nick Zinner กลับโหดมันส์สะใจขาร็อคอย่างเราจนต้องยอมพลีใจพลีกายให้กับ Yeah Yeah Yeahs ในทันทีที่ฟังเพลงแรกในอัลบั้มที่แล้วจบ

‘Show Your Bones’ อัลบั้มนี้พวกเขายังคงทำงานกับทีมโปรดักชั่นเดิมที่มี Squeak E Clean รับหน้าที่โปรดิวเซอร์กับ Alan Moulder ที่เป็นผู้มิกซ์ดาว์นด แต่ความรุนแรงดิบกร้านและความแผดของเสียงโดยรวมได้ถูกตัดทอนลงไปเกือบหมด โดยไม่สูญเสียความเป็น YYY ไปเลยแม้แต่น้อย

คุณอาจแปลกใจว่าทำไมผมยังบอกว่าพวกเขายังคง YYY ทั้งๆ ที่ดนตรีไม่หนักหน่วงเหมือนเดิม ก็เพราะว่า เพลงแต่เพลงในอัลบั้มนี้มันยังคงความเกรี้ยวกราดดุดันผ่านเนื้อหาเสียงร้องและดนตรีพังค์ที่นุ่มขึ้น แถมแสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงฝีมือของความเป็นพังค์สตาร์ที่ไม่เก่งแต่เล่นดนตรีโครมครามและแผดเสียงให้ดังเข้าว่าเท่านั้น ‘Gold Lion’ ซิงเกิลแรกที่เป็นไตเติลแทร็คคุณยังคงกระโดดโลดเต้นได้อย่างสะใจ เสียงร้องก็ฟังรู้เรื่องมากขึ้น เสียงกีตาร์มีให้ทั้งดุดันความไพเราะที่ทำให้เราทึ่งว่าพวกเขาได้เล่นยังงี้ได้ด้วยเหรอ ‘Way Out’

แทร็คต่อมาสตาร์ทด้วยริทึ่มกีตาร์ที่โจ๊ะและไม่สามารถบังคับร่างกายให้โยกตัวตามได้เลย โครงสร้างดนตรีเป็นป๊อปชั้นดีที่ถูก YYY ยัดดนตรีพังค์ร็อคเข้าไปอย่างสวยงามและลงตัว ทั้ง 11 เพลงเลยใหลลื่นไร้การติดขัดใดให้ความรู้สึกเราเสียเลยแม้แต่น้อยนิด

อัลบั้มไหนที่ผมแนะนำแค่ 2 แทร็ค แสดงว่าแทร็คที่เหลือนั้นเจ๋งเป้งแน่นอนเชื่อผมเหอะ!

Yeah! Yeah! Yeah! Yeah! Yeah! Yeah! Yeah! Yeah! Yeahs!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


อัลบั้ม Eyes Open

ศิลปิน Snow Patrol

สังกัด Universal

ถ้าไม่นับวงร็อคผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่าง U2 ที่มีภูมิลำเนามาจากประเทศไอร์แลนด์เหนือแล้ว ก็ยังวง Ash และวง Whipping Boy อีกวงที่ติดอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา เพราะดนตรีร็อคที่มาจากประเทศนี้ล้วนแล้วแต่เข้มข้นในทุกๆด้าน และโดดเด่นเสมอกับเนื้อหาที่เฉียบคมเต็มไปด้วยสาระและแง่คิดที่ลุ่มลึก ทั้งเรื่องราวของความรัก การเมือง สังคม หรือแม้แต่ความเป็นแฟนตาซีที่มอบให้เราอย่างสุดขั้วตลอดมา

ผมหลงใหลในเสียงกีตาร์ที่แตกพล่านแน่นหนาและทอดยาวไร้จุดจบในเพลง ‘We Don’t Need Nobody Eles’ จากอัลบั้มชุดแรกชุดเดียวของวง Whipping Boy มาตลอด 10 กว่าปีทั้งๆที่วงนี้ได้หายตัวไปแล้ว ผมหลงรักในความบ้าบิ่นความไพเราะและพังค์สุดขั้วของทุกเพลงจาก Ash ตั้งแต่เพลง ‘Uncle Pat’ กับ ‘Jack Names The Planet’ ใน Ep ชุดแรก ‘Trailer’ มาจนถึงวันนี้ และบูชาในความยิ่งใหญ่ของ U2 ตลอดไป จึงไม่มีข้อกังขาใดๆ เมื่อได้มารู้จักวงนี้ที่ชื่อ Snoe Patrol

หลายๆ คนอาจลุ่มหลงพวกเขาในซิงเกิล ‘Run’ จากอัลบั้มที่แล้ว ‘Final Straw’ แต่ภาพรวมทั้งอัลบั้มนั้นทำให้เราหลงรักพวกเขามากขึ้น ด้วยเหตุผลนานานประการอาทิ เป็นดนตรีร็อคที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เป็นดนตรีร็อคที่เอ่อล้นไปด้วยความหมายที่ดีและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เป็นการจับเอาสิ่งที่ดีที่สุดของวงรุ่นพี่จากประเทศเดียวกัน มาผสมผสานได้อย่างลงตัวโดยไม่เหลือกลิ่นอายเดิมของวงเหล่านั้น แต่เป็นดนตรีของ Snow Patrol อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นดนตรีร็อคที่ไม่ฟูมฟายและไม่พยายามจะยัดเยียดความแปลกใหม่ที่แทบไม่มีอะไรใหม่ให้ได้ยินเหมือนหลายๆ วง เป็นวงดนตรีที่มีอัธยาศัยดีสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตัวและมีมารยาทไม่แพ้ซูเปอร์สตาร์คนดังอย่างนายคริสแห่ง Coldplay และเป็นวงที่แสดงสดได้มันสะใจเต็มอิ่มจนอยากดูพวกเขาอีกหลายๆ ครั้งโดยไม่มีวันเบื่อเลยแม้แต่น้อย

ผมไม่จำเป็นต้องสาธยายให้เยิ่นเย้อมากมายกับงานชุดใหม่ เพราะ 4-5 เพลงในอัลบั้มชุดล่าสุด ‘Eyes Open’ แฟนเพลงชาวไทยได้ฟังและได้ดูมาแล้วเมื่อเทศกาลดนตรีร็อคที่ผ่านมา และอีกหลายๆเพลงในอัลบั้มก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นจนเว่อร์หรือด้อยจนน่าเกลียด เนื่องจากพวกเขาทั้งวงได้ผ่านอะไรมามากมายจนไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมซาวน์ดดนตรีให้มันล้ำสมัยหรือย้อนยุคอีกต่อไป แค่รักษาความเป็นร็อคที่หนักแน่นมั่นคงในอุดมการณ์อันแน่วแน่เหมือนเดิมที่ผ่านมา ก็เพียงพอกับความความสำเร็จในวันพรุ่งนี้แล้วล่ะ

แทร็ค ‘It’s Beginning To Get To Me’, ‘Make This Go On Forever ’ และ ‘Set The Fire To The Third Bar feat. Martha Wainwright’ จะทำให้คุณเชื่อนาย Gary นักร้องนำสุดเท่จอมลุ่มลึกที่บอกคุณไว้ในแทร็คที่ 9 และ 7 ว่า ‘Open Your Eyes’ , ‘You Could Be Happy’ และจะทำให้พวกเรา ‘Eyes Open’ หรือ ตาสว่าง ดังชื่ออัลบั้มชุดนี้......เชื่อผมเหอะ!


อัลบั้ม Black Holes And Revelations

ศิลปิน Muse

สังกัด Warner Music

3 อัลบั้มที่ผ่านมาของวง Muse สามารถสลัดหลุดจากกลุ่มวงที่อยู่ในสารบบของ Brit-Rock และถูกจัดวางอยูในสาขาของวงแนว Neo-Progressive Rock ในที่สุด เพราะพวกเขาทั้ง 3 ที่มี Matt Bellay เป็นแกนนำและมี Chris Wolstenhome กับ Dominic Howard เป็นผู้ตามนั้น เพิ่งมีผลงานชุดแรก ‘Showbiz’ ในปี 1999 เอง และช่วนั้นดนตรีอัลเตอร์ฯก็ได้ล่มสลายไปเรียบร้อยแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่วายถูกค่อนแคะว่าเป็นวงดนตรีหน้าใหม่ที่วงรุ่นพี่ในแนวเดียวกันอย่าง Radiohead จงเกลียดจงชังเป็นอันมาก เนื่องจากทำดนตรีได้เหมือนกับพวกเขามากที่สุด ถ้าฟังเผินๆพานคิดว่าเป็นเป็นเพลงของ Radiohead เสียด้วยซ้ำ

หลังจากอัลบั้ม ‘Absolution’ ในปี 2003 พวกเขาก็หายไปอย่างเงียบงัน 3 ปีเต็มๆ งานดนตรีในอัลบั้มล่าสุด ‘Black Holes And Revelations’ คือกลับมาประกาศศักดาในซาวน์ดดนตรีร็อคที่เป็นของวง Muse 100% แม้ส่วนผสมทั้งหมดจะมีสูตรสำเร็จที่เห็นชัดในทุกตัวโน๊ตก็ตาม แต่พวกเขาจับแต่ละส่วนมาบรรเลงอย่างมันมือโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจเลยแม้แต่น้อย คุณจะได้ฟังโครงสร้างมหากาพย์ร็อคของวง Queen ในเวอร์ชั่นของ U2 ที่ได้ Chris จากวง Coldplay และ Tim จากวง Keane มาประชันเสียงเปียโนที่ไพเราะและกังวานก้องที่สุดในโลก โดยมี Matt นักร้องนำสวมบทบาทถ่ายทอดการผสมเสียงของ Bono-U2, Tom-Radiohead และ Tom-Keane เข้าด้วยกันให้กลายเป็นเสียงแท้ของเขา 100%

ในที่สุดดนตรีร็อคก็ถูกกลิ่นอายดนตรีอิเลคโทรราดรด จนแปรเปลี่ยนเป็นดนตรีโปรแกรสซีฟร็อคที่โอ่อ่าและอลังการประดุจโอเปร่าร็อคของวงอมตะอย่าง Queen, อาร์ตเวิร์คหน้าปกยกระดับเทียบเท่างานน่าปกที่คลาสสิคของ Pink Floyd และวงต้นแบบของพวกเขา Radiohead ต้องกลับไปหยิบอัลบั้มคลาสสิคอย่าง ‘Ok Computer’ มาตีความและรี-เมคใหม่อีกครั้ง เพื่อสร้างความสดใหม่ให้เท่าทันกับอัลบั้มชุดนี้

ไตเติ้ลแทร็ค ‘Take A Bow’ พวกเขาใช้เนื้อหาตีแสกหน้าพวกบ้าอำนาจให้แตกเป็นเสี่ยงๆด้วยความแหลมคม แทร็คต่อมาคือ ‘ Starlight’ ซึ่งส่องสว่างไปด้วยเสียงเปียโนที่หล่อหลอมรวมกับความหนักหน่วงของดนตรีร็อคจนเป็นกลืนกินเป็นเนื้อเดียว และมหากาพย์ร็อคยุค 2000 ‘Knight Of Cydonia’ ที่เป็นแทร็คปิดท้ายจะท้าทายความอมตะของมหากาพย์ยุค 80s ‘Bohemaian Rhapsody’ วง Queen ตั้งแต่บัดนี้ไปจนกว่าโลกแตกดับ

ถ้าดนตรีร็อคของ Queen คือความคลาสสิค ดนตรีร็อคของ U2 คือการปฏิวัติ ดนตรีร็อคของ Radiohead คือความก้าวหน้า ดนตรีร็อคของ Coldplay คือความร่วมสมัยที่ไพเราะจับใจ และดนตรีบัลลาดร็อคของ Keane คือความงดงามของดนตรีร็อคที่ไร้สุ้มเสียงของกีตาร์ อัลบั้ม ‘Black Holes And Revelations’ คือการนำความยอดเยี่ยมทั้งหมดนั้นมาเรียบเรียงใหม่ได้อย่างกลมกลืนจนกลายเป็นดนตรี Muse Rock ที่ขาร็อคทุกคนจะตลึงงัน

การเปิดเผยตัวครั้งสำคัญของดนตรีร็อคในทศวรรษนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ !

หนึ่งในอัลบั้มร็อคยอดเยี่ยมแห่งปี 2006!


อัลบั้ม Alright, Still…

ศิลปิน Lily Allen

สังกัด EMI

ส่วนใหญ่เราจะได้ยินดนตรีเรกเก้จากศิลปินผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่วันนี้ Lily Allen สาวน้อยเสียงใสวัย 21 ปีชาวลอนดอนจากย่าน Angel ได้นำดนตรีเรกเก้ไปแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่จนเท่และสะใจหนุ่มสาวไปทั่วโลก สาวสวยคนนี้เป็นผลผลิตอันน่าภาคภูมิใจของเว็บไซต์ Myspace.com ที่กำลังเป็นของเล่นชิ้นใหม่ที่ฮ๊ฮตที่สุดของผู้คนในแวดวงดนตรีของโลกในวินาทีนี้

สิ่งที่เธอได้รับจากการนำเรื่องราวและผลงานการมิกซ์เทปไปโหลดไว้ในเว๊บไซด์ส่วนตัวของเธอ เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกได้เข้ามาเปิดฟัง คือการได้เซ็นต์สัญญาเข้าสู่ค่ายดังอย่าง Regal และได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่าง Mark Ronson และอีกหลายคนตามใจเธอต้องการ ซิงเกิลแรก ‘LDN’ ที่ออกวางขายจำนวนจำกัดได้ถูกโก่งราคาสูงกว่า 50 ปอนด์เพราะหายากเต็มที แฟนเพลงจากทั่วทุกมุมโลกบางส่วนจากจำนวน 3 หมื่นกว่าคนที่เคยเข้าไปฟังผลงานใน Myspace ของเธอ ได้เดินทางมาเข้าคิวรอชมการแสดงสดเปิดอัลบั้ม ‘Alright, Still…’ ครั้งแรกที่ลอนดอนตั้งแต่บ่าย 3 โมงในขณะที่การแสดงจะเริ่มตอน 3 ทุ่ม เป็นต้น

ทั้งหมดข้างต้นเพราะ Lily เป็นสาวน้อยอัจฉริยะที่สามารถจับรวมเอาดนตรีป๊อป, เรกเก้, ดั๊บ, สกา-แดนซ์ฮอลล์, ละติน, ฮิปฮอป, เบรคบีท และดรัมแอนด์เบส มาอยู่ด้วยกันอย่างสนุกสนาน เนื้อหาที่เธอเขียนอย่างฉลาดบวกกับเสียงร้อง-เสียงแรปที่สดใส ได้นำพาให้ซิงเกิลถัดมา ‘Smile’ กระโดดขึ้นสู่ท็อปเท็นของป๊อปชาร์ทได้อย่างง่ายดาย อีกแทร็คคือ ‘Friday Night’ ที่สามารถตัดเป็นซิงเกิลและฮิตได้ไม่ยาก

Lily Allen คือดาวดวงใหม่ที่เจิดจ้าและจะประดับฟากฟ้าวงการดนตรีอังกฤษไปอีกนานแสนนาน.


อัลบั้ม The Breakthrough

ศิลปิน Mary J. Blige

สังกัด Universal

‘No One Will Do’ กระชับด้วยจังหวะอาร์แอนด์บีที่แข็งแรงแต่ทอดบีทอย่างนุ่มนวล ประสานกับคอรัสและเสียงร้องนำอารมณ์เซ็กซี่โซลกึ่งออดอ้อน แสดงความเหนือชั้นกว่า Destiny Childs และ Mariah Carey ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมโลดี้ที่ป๊อปจ๋าจนทำให้อารมณ์โซลแท้ๆเว้าๆแหว่งๆ ‘About You Feat.Will I.Am’ โยกๆ คลึงๆ เด้งๆ ไปตามจังหวะการร้องสไตล์โซลบนจังหวะฮิปฮอป คลอเคล้าด้วยการแรปและคอรัสเบาๆแบบเท่ๆของ Will I.AM ลงตัวและเร่งเร้าไม่แพ้แทร็คฮ๊อตฮิตของเหล่าดิว่าหน้าใหม่อย่าง Byonce’ หรือ Brandy แม้แต่น้อย

‘Be Without You’ ที่เป็นซิงเกิลแรกปูพรมด้วยเสียงเปียโนที่รวยเสน่ห์ให้เราเกิดอาการหื่นกระหายไปกับ เสียงออดอ้อนร้องขออันรัญจวนใจเคลื่อนคล้อยไปอย่างแผ่วเบานุ่มนวลรับกับจังหวะนุ่มๆของอาร์แอนด์บี ผมได้รับแผ่นนี้จากต้นสังกัดในรูปแบบของแผ่นเสียง 12 นิ้วพร้อมเวอร์ชั่นรีมิกซ์โดย Moto Blanco 2 เวอร์ชั่นคือ Vocal และ Dub ซึ่งถูกใจเหลือหลายกับการแปรรูปให้เป็นดนตรี Soulful House ที่คึกคักและหรูหราได้ในคราเดียว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมลุ่มหลง MJB มาตั้งแต่อัลบั้มที่ 2 ‘Share My Wold’ ในปี 1997 เป็นต้นมา เพราะเธอคือ Aretha Franklin และ Chaka Khan แห่งยุคปลาย 90s ดังนักวิจารณ์พากันยกย่องด้วยความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และแทร็ค ‘Gonna Breakthrough Feat. Brook’ ที่แซมเพลอร์ Old Skool บีทอันคุ้นเคยของขาฮิปฮอปกับแทร็ค ‘Champ’ มาสร้างความเก๋าไปกับการแรปอันลื่นใหลและสนุกสนานไม่แพ้สาวซ่าส์ Missy

‘One Mary J Blige And U2’ คือเหตุผลส่วนตัวที่ชอบอัลบั้มชุดนี้เป็นพิเศษ แม้ยังมีอีกหลายแทร็คที่ทำกับ Jay-Z และหลายๆคนซึ่งก็เก๋าไม่แพ้กัน ทำให้ผมนำมาเป็นเหตุผลหลักที่ยังคงฟังดนตรีฮิปฮอป-อาร์แอนด์บีต่อไป แม้มันจะล้นตลาดจนเกิดอาการเหม็นเบื่อแล้วก็ตาม.


อัลบั้ม Work It Out

ศิลปิน Ridin’ Thumb

สังกัด Hitman

อะไรที่เราไม่เคยรู้จักไม่เคยเห็นหรือไม่เคยได้ยินย่อมเป็นของแปลกใหม่กับเราเสมอใช่มั้ย? ตัวอย่างเช่นอัลบั้ม ‘Work It Out’ ของวง Ridin’ Thumb เพราะถ้าเห็นแค่หน้าปกซีดีเฉยๆตามแผงก็คงไม่หยิบมาฟังแน่ๆ เพราะเราทุกคนส่วนใหญ่ชอบใช้มาตรฐานการตัดสินอะไรต่างๆจากรูปลักษณ์ภายนอกมาจนชิน คำว่า ‘อย่าด่วนตัดสินใจว่าหนังสือเล่มไหนดีหรือไม่ดีจากปกที่เห็น’ จึงเป็นถูกนำมาพิสูจน์กับอัลบั้มนี้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลาอีกครั้ง

วง Ridin’ Thumb คือความแปลกแยกที่ไม่แตกต่างไปจากวงโซลฟังก์วงอื่นทั่วไปในโลกดนตรี ที่บอกว่าแปลกคือเราแทบไม่เคยรู้จักวงดนตรีที่เล่นดนตรีแนวนี้จากประเทศเดนมาร์คมาก่อนเลย อีกอย่างคือวงดนตรีวงนี้มีสมาชิกถึง 14 คนจะเรียกว่า Big Band ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แกนนำคือ Jonas Winge Leisner ที่เป็นผู้สร้างวงนี้มากับมือส่วนสมาชิกที่เหลืออีก 13 คนนั้น โปรดทำความรู้จักกันเองจากปกด้านใน

Stevie Wonder, Kool&the Gang, Earth,Wind&Fire, James Brown, Marvin Gay ที่เป็นศิลปินหัวขบวนในช่วงปี 70s-80s ยุคบุกเบิกหรือ The Roots และ Jamiroqui ในยุคหลังล่าสุด ทำให้ผู้คนบนโลกใบนี้ได้โยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างเมามันกับดนตรีฟังกี้, ฮิปฮอป, เอซิดแจ็ซ และดิสโก้ฟังก์ ทั้งเพลิดเพลินไปกับดนตรีแจ๊ซและอาร์แอนด์บีตลอดมา แต่ Ridin’ Thumb กลับมีให้เราพร้อมสรรพสำหรับทุกคอดนตรีที่กล่าวมาทั้งหมด เริ่มตั้งแทร็คที่ 2 ‘Set Your Mind Free’ ที่คล้ายกับลุง Stevie บอดอัจฉริยะมาบรรเลงด้วยตัวเอง ‘I’ve Been Waitin’’ แทร็คต่อมาจะทำให้คุณนึกถึงความมันระดับฟังกี้ร็อคของ Lenny kravizt และอีก 12 แทร็คที่เหลือคุณสามารถเลือกฟังได้ตามรสนิยม ซึ่งพวกเขาเตรียมทุกอารมณ์ของความร่วมสมัยมารับใช้คุณอย่างเต็มอิ่ม

‘Work It Out’ เป็นอัลบั้มชุดที่ 3 ของวง Ridin’ Thumb ซึ่งเราทุกคนยังไม่เคยได้ยิน 2 อัลบั้มก่อนหน้า ถ้าจะให้เข้าท่ากว่านี้ ทางต้นสังกัดในเมืองไทยควรจะนำมันออกมาขายใหม่ เพราะอาจทำให้วงนี้เป็นที่รู้จักและชื่นชอบสำหรับคอดนตรีฟังก์มากขึ้นก็ได้.....ใครจะไปรู้!


อัลบั้ม Guerolito

ศิลปิน Beck

สังกัด Universal

ทั่วโลกรู้จักยอดชายนาย Beck David Campbell ในงานชิ้นแรกอัลบั้ม ‘ Mellow Gold ’ ปี 1994 ที่มีคู่หูอัจฉริยะ The Dust Brothers รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ ซึ่งเป็นงานดนตรีร็อคแนวทดลองที่มีสารพันกลิ่นอายและแรงบันดาลใจจากดนตรีอย่าง อินดี้ร็อค, โฟล์ค, ป๊อป, ไซคีเดอลิค, ฮิปฮอป, คันทรี่, บลูส์, แจ๊ซ, เล้าจน์, บราซิเลี่ยน, อาร์แอนด์บี, ฟังก์ และโมเดิร์นร็อค มันได้เปล่งรัศมีให้ Beck เป็นที่จับตามองของเหล่านักวิจารณ์จนกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการร็อคในอเมริกาทันที ในปีเดียวกันนั้นเขาก็ได้แสดงพลังทางดนตรีที่อัดแน่นอยู่ในหัวอย่างเหลือเฟือให้ทุกคนเห็น โดยปล่อยผลงานออกมาอีก 2 อัลบั้มคือ ‘Steropathetic Soul Manure’ และ ‘One Foot In The Grave’ นำเสนอดนตรีที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขาในสมัยเด็ก ตามมาด้วยอัลบั้ม ‘Odeley (1996)’ ได้ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโลกกับดนตรีอินดี้ร็อคที่มีความแตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ‘Mutations ( 1998 )’ กับดนตรีบลูส์เจือความเป็นแจ๊สหักมุมหนีความเป็นร็อคทดลองหมดสิ้น ‘Midnite Vultures (1999)’ กลับสู่ความคึกคักในสไตล์ดิสโก้พังค์และเล้าจน์คอร์ ‘Sea Change (2002)’ เป็นการหมุนตัวกลับ 360 องศาไปสู่ความเป็นคันทรี่และไซคีเดอลิคแอมเบี้ยนท์ที่แฟนเพลงทั่วโลกตะลึงงัน และสุดท้ายเมื่อปีกลายกับอัลบั้ม ‘Guero’ ซึ่งมี The Dust Brothers โปรดิวเซอร์คู่บุญกับมาร่วมทำงานอีกครั้ง

หนุ่มบ้าพลังคนนี้มีความเป็นอัจฉริยะอยู่ทุกรูขุมขน งานทุกชิ้นจึงมีเอกลักษณ์ที่ยากจะมีใครเหมือน ไม่ว่าจะเป็นงานซาวน์ดแทร็คภาพยนตร์หรือการไปร่วมงานกับกับศิลปินอื่นๆ เครื่องหมายการค้าของความเป็น Beck จะถูกติดหราไว้ในงานชิ้นนั้นๆ เสมอ อัลบั้ม ‘Guero’ ล่าสุดเลยเป็นการรวมความเท่จาก ‘Mellow Gold’ ความเข้มข้นโครมครามของ ‘Odelay’ ความสนุกและคึกคักจนฟลอร์ร้อนฉ่าใน ‘Midnite Vultures’ อารมณอ้อยสร้อยสุขุมนุ่มลึกและเชือดเฉือนด้วยเนื้อหาที่คมคายจาก ‘Mutations และ Sea Change’ จึงถูกใจขาประจำอย่างเราและคุ้มค่ากับการเฝ้ารอคอยงานดนตรีของเขามาเกือบ 3 ปีเต็ม

สำหรับอัลบั้ม ‘Guerolito’ ที่เขาแสดงพลังอีกครั้งกับไอเดียที่ล้นเหลือในสตูดิโอ เพราะถ้ายกให้ ‘Guero’ เป็นชิ้นงานที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียดก่อนปล่อยออกวางขายไปทั่วโลกแล้ว ดนตรีใน ‘Guerolito’ ก็น่าจะเป็นงานหยาบๆที่เขากับทีมโปรดิวเซอร์โยนไอเดียและวัถุดิบต่างๆ ลงไปอย่างเต็มที่ เพื่อต้องการให้แต่ละเพลงใน ‘Guero’ มีแนวทางใหม่ๆมากกว่าเดิม แต่ละเพลงจึงมีรูปแบบและอารมณ์ที่แตกต่างไปจากต้นฉบับเดิมมากมายแต่ไม่ถึงกับสิ้นเชิง ไม่เชิงเป็นรีมิกซ์อัลบั้มแต่ก็ไม่ผิดที่จะเรียกว่า ‘New Mix หรือ Remix’ เพราะเขานำทุกเพลงใน ‘Guero’ มาให้เราเสพพร้อมกันทั้ง 2 ด้านอย่างอิ่มหนำสำราญ คล้ายเป็นของหวานที่นุ่มลิ้นหลังกินของคาวจัดที่เป็นมื้อหลักเสร็จสิ้น

อัลบั้ม ‘Guerolito’ จึงเปรียบเสมือนความอัจฉริยะอีกด้านของ Beck ที่เขานำมาอวดโชว์ต่อแฟนเพลง เพื่อให้เห็นว่าการทำงานดนตรีนั้นไม่จำเป็นต้องมีกรอบและยึดติดอยู่กับต้นแบบโครงร่างเดิมก็ได้ เพลงทุกเพลงของเขาจึงสามารถแปรเปลี่ยนรูปแบบได้อย่างไร้ร่องรอย แต่ยังคงตัวตนที่เข้มข้นของตัวเพลงไว้เช่นเดิม

โลกใบนี้สมบูรณ์แบบด้วยทุกสรรพสิ่งที่มีประกอบกัน 2 ด้านเสมอ อัลบั้ม ‘Guero’ และ ‘Guerolito’ จึงเป็น 2 ด้านที่ทำให้เรารู้จักความอัจฉริยะสมบูรณ์แบบของนาย Beck เช่นกัน.


อัลบั้ม Sam’s Town

ศิลปิน The Killers

สังกัด Universal

ปี 2004 กับอัลบั้มแรก ‘Hot Fuss’ ได้สร้างปรากฏการณ์ให้วง The Killers กลายเป็นร็อคสตาร์ในชั่วข้ามคืนกับซิงเกิลฮิตอย่าง ‘Somebody Told Me’, ‘Mr. Brightside’ และ ‘Smile Like You Mean It’ ด้วยยอดขาย 5 ล้านแผ่นทั่วโลก และการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่

พวกเขาไม่ได้พกดวงมาอย่างเดียว แต่มาพร้อมกับความกล้า ไอเดียและฝีมือทางดนตรีด้วย แม้จะได้ชื่อวงมาจากการดูมิสิควิดิโอเพลง ‘Crystal’ ของวง New Order และมีวง Oasis เป็นแรงบันดาลใจก็ตาม แต่ ดนตรีซินธิ์-ป๊อปจากยุค 80’s ของ The Cure กลับมีอิทธิพลและเป็นโครงสร้างหลักของการทำดนตรีในอัลบั้มแรก ที่กลายเป็นพลังมหาศาลดันให้ The Killers พุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าของการเป็นร็อคสตาร์ระดับแถวหน้าของโลกได้อย่างเต็มตัวในวันนี้

ซาว์นดดนตรีของอัลบั้มที่แล้วได้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับวงการเพลงร็อคของอเมริกาไปโดยปริยาย เนื่องจากมีกลิ่นอายดนตรีทางฝั่งอังกฤษอบอวลอยู่ถ้วนทั่วทุกเพลง พวกเขาจึงกวาดความสำเร็จอย่างสูงสุดได้ทั้ง 2 ฟากฝั่ง อัลบั้ม ‘Sam’s Town’ จึงเป็นก้าวที่ 2 ของพวกเขา ซึ่งเต็มไปด้วยคำสาปแห่งความคาดหวังของแฟนเพลงที่ยากจะก้าวข้ามผ่าน ถ้าฝีมือไม่เจ๋งและจิตใจที่ไม่มั่นคงในเป้าหมายของการทำงานจริง แม้ตารางทัวร์คอนเสิร์ตจะแน่นเกือบทั้ง 2 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงตั้งใจและทุ่มเทให้เวลากับการทำงานในอัลบั้มชุดนี้อย่างเต็มที่เช่นกัน ทั้งใช้ความกล้าหาญในการปรับเปลี่ยนแนวทางดนตรีของตัวเองอย่างแยบยล ด้วยการใช้บริการ Flood กับ Alan Moulder โปรดิวเซอร์ชื่อดังของ U2 และอีกหลายๆวงมาโปรดิวซ์ให้ โดยคอยควบคุมทิศทางของซาว์นดดนตรีสไตล์ The Killers จากอัลบั้มแรกให้ลื่นใหลไม่หลุดกรอบ เสียงของซินธิไซเซอร์จึงถูกสาดและราดรดอยู่เต็มพื้นที่ของแต่ละเพลง เนื่องด้วยแก่นแท้ของดนตรีในอัลบั้มชุดใหม่นี้ เข้มข้นไปด้วยดีเอ็นเอของซาว์นดร็อคสไตล์มะริกัน แต่น้ำเสียงของนาย Brandon นักร้องนำสุดเท่ก็ยังสำเนียงความเป็น Robert Smith แห่ง The Cure ไว้อย่างเหนียวแน่น แม้ซิงเกิลแรก ‘When You Were Young’ จะไม่แรงในบ้านเรา แต่มันก็ได้กระโจนขึ้นสู่อันดับ 1 ของชาร์ททั้งในอังกฤษและอเมริกามาแล้ว ด้วยมิติทางด้านลึกและรายละเอียดของดนตรีที่มีมากกว่าเพลงต่างๆในอัลบั้ม ‘Hot Fuss’ นั่นเอง

วงร็อคอย่าง Muse คงมีคู่ต่อสู้ในการแย่งรางวัลอัลบั้มร็อคยอดเยี่ยมแห่งปีเพิ่มขึ้นมาอีก 1 วง เพราะดนตรีร็อคแต่ละแทร็คในอัลบั้ม ‘Sam’s Town’ ชุดนี้นั้น เปี่ยมล้น เข้มข้นไปด้วยวิสัยทัศน์ จิตวิญญาน ความมุ่งมั่น และความตั้งใจ เพื่อลบล้างคำสาปอาถรรพ์ของอัลบั้มชุดที่ 2 ให้จงได้ และเราก็เชื่อมั่นเต็มร้อยว่า The Killers จะยกระดับตัวเองเป็นนักฆ่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรีร็อคที่อมตะ และเป็นอีกหนึ่งตำนานของหน้าประวัติศาสตร์ของโลกดนตรีในที่สุด.


อัลบั้ม Undiscovered

ศิลปิน James Morrison

สังกัด Universal

ช่วงปีสองปีนี้รู้สึกว่าผู้ชายที่มีชื่อ เจมส์ นำหน้าท่าจะมาแรง แถมเรื่องราวความเป็นมาของแต่ละเจมส์ก็ประหลาดและน่าสนใจ เช่นคนแรกคือ เจมส์ บลันท์ก็ผันตัวเองมาจากกองทัพสู่ตำแหน่งป๊อปสตาร์ ส่วนคนล่าสุดคือ เจมส์ มอร์ริสัน ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำเค็ญและสมบุกสมบันเอาการ ก่อนที่จะก้าวมาเป็นศิลปินเดี่ยวหน้าใหม่มาแรงที่สุดของเกาะอังกฤษในช่วงปลายปีนี้ ผมคงไม่นำเรื่องราวอันรันทดปานหนังทีวีช่อง 7 มาเขียนในที่นี้ วานกองบก.นำมาลงอย่างละเอียดภายในเล่มก็แล้วแล้วกัน

แม้เขาจะมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก แต่ก็ยังมีดนตรีดีๆ ให้เขาฟังมาตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งมาจากกองแผ่นเสียงและวงดนตรีที่แม่เขาเองเป็นนักร้องนำนั่นเอง เพลงคลาสสิคจากอัลบั้มๆ ต่างของ Van Morrison, Pink Floyd, Stevie Wonder จนถึงงานของ ไมเคิล แจ็คสัน จึงกลายเป็นสิ่งทดแทนและปลูกฝังให้เขากลายเป็นนักร้อง นักแต่งเพลงและนักกีตาร์ที่เข้าขั้นป๊อปสตาร์ เหมือนกับเจมส์ บลันท์ ได้สบายๆ

ปกติเราจะคุ้นเคยดนตรีโซลจากต้นฉบับแท้ๆที่ร้องและบรรเลงโดยคนดำ เช่นงานคลาสสิคต่างๆ จากค่ายดังโมทาว์นเป็นต้น แต่งานดนตรีโซลที่ร้องโดยคนขาวนั้นหาฟังยากพอๆกับหานักการเมืองที่ไม่โกงกินเลยทีเดียว ฝั่งอังกฤษจะมีดนตรีที่เรียกว่า Brit-Soul ชึ่งมีสไตล์ เอกลักษณ์และสำเนียงเป็นของตัวเอง ทั้งแตกต่างจากฝั่งอเมริกาพอควร เพราะในยุค 70s ที่ดนตรีโซลจากอเมริกาเฟื่องฟูนั้น ดนตรีพังค์สกาหรือไม่ก็เรกเก้กลับโดดเด่นและเป็นที่นิยมมากกว่าในอังกฤษ แต่ก็ยังมีวงจากสก็อตแลนด์อย่าง Average White Band ที่เล่นดนตรีสไตล์โซลฟังค์แต่เซ็นต์สัญญากับค่าย Atlantic ซึ่งเป็นของคนดำ และเป็นที่รู้จักบ้างในบ้านเราและทั่วโลกในยุคนั้น นักวิจารณ์บางคนตั้งคำศัพท์ดนตรีโซลของคนผิวขาวขึ้นว่า ‘Blue-Eyed Soul’ ด้วย เพื่อแยกแยะตัวดนตรีที่ศิลปินทำงานได้ชัดเจนมากขึ้น ยังมีวงโซลของฝั่งอังกฤษซึ่งมีคละเคล้ากันทั้งผิวดำผิวขาวอีกหลายวงที่น่าสนใจจากยุคต่างๆ และเป็นรากฐานให้กับศิลปินในยุคนี้ อาทิ The Real Thing, Hearwave, Billy Ocean, Hi-Tension, Level 42, Lisa Standfield, Shakatak, Sade, Freeze, Mica Paris, Incognito, Soul II Soul และ The Brand New Heavies เป็นต้น

แต่ดนตรีโซลของนายเจมส์ มอร์ริสันคนนี้ กลับมีกลิ่นอายไปทางโฟล์คและคันทรี่มากกว่า นักวิจารณ์ในอังกฤษจึงนำเขาไปเปรียบเทียบกับ Otis Redding และ Al Green เสียเลย ถ้าเรามาตั้งใจฟังกันอย่างจริงจังก็จะพบว่า งานดนตรีของนายเจมส์ คนนี้เป็นทั้งดนตรีป๊อป,โซล และโฟล์ค ที่ถูกนำมาประสานกันอย่างกลมกลืน เสียงร้องที่ฟังดูเหมือนอบอุ่นออดอ้อนนั้น กลับมีความหดหู่เศร้าโศกและโอดครวญอยู่กลายๆ ‘You Give Me Something’ ที่เป็นซิงเกิลแรกมีโครงสร้างของดนตรีโซลที่คุณได้ยินแค่อินโทร ก็พานให้นึกถึงงานคลาสสิคเพลงใดเพลงหนึ่งของ Marvin Gaye หรือ Stevie Wonder ได้ไม่ยาก แต่แทร็คนี้กลับกลายเป็นเพลงป๊อปที่ทะยานขึ้นสู่ชาร์ทอันดับ 1 ของอังกฤษมาแล้วหลายสัปดาห์

ไล่ฟังเรียงไปตามลำดับตั้งแต่ ‘Wonderful World’ กับ ‘The Pieces Don’t Fit Anymore’ ที่มีท่อนฮุคติดปากโดนใจไม่แพ้เพลงป๊อปตลาดๆ ที่ติดปากคุณยิ่งกว่าลิปสติกยี่ห้อใด แต่ดนตรี เนื้อหาและเสียงร้องเหนือชั้นกว่าหลายเท่า ส่วน ‘One Last Change’, ‘Undiscovered’, ‘Call The Police’.....จนถึงแทร็คสุดท้าย ‘The Last Goodbye’ นั้น เป็นทั้งยางลบและน้ำยาลบคำผิดที่ค่อยๆลบเลือน และป้ายทับความรู้สึกดีๆที่มีต่อเพลงป๊อปโซลหรือเพลงโฟล์คอื่นๆจนถึงทุกๆเพลงนาย เจมส์ บลันท์ ให้หายไปจากความทรงจำคุณทีละนิดๆ จนเหลือแค่ 12 เพลงจากอัลบั้ม ‘Undiscovered’ ของนาย เจมส์ มอร์ริสัน คนนี้แทนที่ตลอดไป

เชื่อหรือไม่?


อัลบั้ม Ta – Dah

ศิลปิน Scissor Sisters

สังกัด Universal

Jake Shears (นักร้องนำ), Ana Matronic (นักร้อง), Babydaddy (เบส, กีตาร์, เบนโจ, คีย์บอร์ด และเทคนิเชี่ยน), Del Marquis (กีตาร์) และ Paddy Boom (กลอง) นี่คือรายชื่อทั้ง 5 คนที่เป็น 4 เกย์หนุ่มกับอีก 1 สาวสวยของวง Scissor Sisters วงดนตรีที่ไม่ใช่เป็นแค่วงป๊อปด๊านซ์ธรรมดาจาก มหานครนิวยอร์ค

โด่งดังเปรี้ยงปร้างในอังกฤษและยุโรปมากกว่าฝั่งบ้านตัวเอง เนื่องจากดนตรีจากอัลบั้มที่แล้วซึ่งมีชื่อเดียวกับชื่อวง มีกลิ่นอายของดนตรีจากฝั่งอังกฤษฟุ้งกระจาย ไม่ว่าจะเป็นการนำเพลง ‘Comfortably Numb’ ของ Pink Floyd มาคัฟเวอร์ใหม่จนสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และยังมีเพลงฮิตอื่นๆอีกหลายเพลง อาทิ Laura, Mary, Take Your Mama และ Filthy/Gorgeous

หลายๆคนที่เห็นภาพลักษณ์ของวงนี้ตอนแรก ก็คิดว่าพวกเขาเป็นวงเกย์ดิสโก้ประมาณ Village People ที่แค่ออกมาร้องและเต้นอย่างเดียว แต่พอได้ฟังงานเพลงในอัลบั้มชุดแรกแบบจริงจัง พวกเขาแสดงให้เห็นว่ามีดีมากกว่านั้นมากมาย ทั้งเนื้อร้องและดนตรีที่มีทั้งกลิ่นอายของเกลมร็อคอย่างเดวิด โบวี่ หรือนิวโรแมนติกอย่าง ดูแรนดูแรนและแฟรงค์กี้โกทูฮอลลีวู๊ด เป็นต้น Scissor Sisters จึงเป็นวงดนตรีที่พาเราย้อนยุคกลับไปสัมผัสความฟู่ฟ่าของยุคปลาย 70s และต้น 80s ได้จนน่าขนลุก

แต่ในอัลบั้มล่าสุด ‘Ta – Dah’ กลับทำให้ขนลุกขนชันยิ่งกว่า เมื่อพวกเขาทั้ง 5 โชว์ความสามารถในการทำดนตรีและการร้องในแต่ละเพลงได้เหมือนกับ เรากำลังนั่งฟังวง The Bee Gees, Abba และ Frankie Goes To Hollywood มาร้องอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่เพลงเปิดอัลบั้ม ‘I Don’t Feel Like Dancin’ ที่เป็นซิงเกิลแรก ‘She’s My Man’, ‘I Can’t Decade’ และ ‘Light’ จะรื้อฟื้นความทรงจำของคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไปให้กลับมากระชุ่มกระชวย ส่วนคนรุ่นใหม่ก็จะได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไปท่องเที่ยวยุคดิสโก้กันอย่างสนุกสนานโดยแท้จริง

12 เพลงในอัลบั้มล่าสุดชุดที่ 2 ของวงนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีและยอดเยี่ยมของการทำดนตรีย้อนยุค ถ้าคิดจะย้อนหรือกลับไปนำดนตรียุคไหนมาทำใหม่ จงหยิบและนำแกนหรือเนื้อในมันกลับมา ไม่ใช่ไปหยิบจับเอาแต่เปลือกกลับมาอย่างเดียว เหมือนวงแถวๆ นี้ชอบทำกัน ผลลัพท์ที่ได้คือความเชยและเฉิ่มหรือเรียกง่ายๆว่า ‘โง่แล้วอวดฉลาดนั่นเอง’

ไม่มีอะไรใหม่ แต่สดชื่นแจ่มใส กระชุ่มกระชวย สนุกสนาน กระโดดโลดเต้นได้ แม้จะไม่ใช่เป็นชาวสีม่วงก็ตาม ไม่เชื่อถามพวกสีแดงที่เป็นทั้งหงส์ทั้งผีดูซิ!


อัลบั้ม Crazy Itch Radio

ศิลปิน Basement Jaxx

สังกัด Platinum

ก่อนที่จะพาคุณไปสนุกสนานกับงานชิ้นใหม่ล่าสุด ‘Crazy Itch Radio’ ของ Simon Ratchcliffe และ Felix Buxton คู่หูจอมเพี้ยนแห่งวงการดนตรีเต้นรำของอังกฤษนาม Basement Jaxx เราควรย้อนรอยกลับไปหาความสำเร็จในอดีตของพวกเขากันสักนิด เพื่อความเหมาะสม(ประโยคที่นิยมใช้มากที่สุดในฤดูกาลโยกย้าย555)

หนุ่มลอนดอนเนอร์ 2 คนนี้ได้สมานฉันท์กันตั้งค่ายเพลงชื่อ Atlantic Jaxx ในปี 1994 ก่อนที่จะมาตั้งวง Basement Jaxx พวกเขาป้วนเปี้ยนอยู่ในวงการเพลงเต้นรำ ด้วยการเป็นแมวมองหาซื้อเพลงมาขาย พร้อมทั้งเป็นดีเจและรีมิกเซอร์ ปี 1999 ‘Remedy’ คืออัลบั้มชุดแรกที่ทำให้โลกรู้จักพวกเขากับซิงเกิลดัง ‘ Red Alert ’ และกวาดรางวัลพร้อมทั้งยอดขายไปมากมาย ปี 2001 ออกอัลบั้ม ‘Rooty’ และปี 2003 อัลบั้ม ‘Kish Kash’ ด้วยไอเดียและฝีมือของการทำดนตรีได้สนุกสนานเต็มไปด้วยลูกเล่นลูกฮาที่สอดไส้ไว้ในแต่ละเพลง (รวมทั้งความฮาในมิวสิควิดีโอแต่ละเพลงด้วย)แต่ละบีท ทั้งร็อค พังค์ ฟังค์ โซล ดิสโก้ เฮ้าส์ เบรคบีท และการาจ จึงทำให้พวกเขามีเพลงฮิตมากมายจากทั้ง 3 อัลบั้ม อาทิ ‘Romeo’, ‘Good Luck’, ‘Where’s Your Head At’, ‘Rendez-Vu’, ‘Jump N’ Shot’, ‘Red Alert’ และ ‘Jus 1 Kiss’ เป็นต้น วง Basement Jaxx เลยถือโอกาสออกอัลบั้มรวมฮิตชื่อ ‘The Singles’ วางขายพร้อมกับอัลบั้มชุดล่าสุดเพื่อรับ 2 ต่อเสียเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่ไม่เคยรู้จักพวกเขามากพอ หรือบางคนที่หาซื้อผลงานบางเพลงบางอัลบั้มในบ้านเราไม่ได้ เนื่องจากต้นสังกัดเก่าถูกยุบทิ้งไป ( Rock Records ) เมื่อค่ายใหม่อย่าง Platinum ได้ลิขสิทธิ์มา เราจึงได้เฮกับผลงานเยี่ยมๆของวงนี้กันอีกครั้ง

‘Crazy Itch Radio’ เป็นอัลบั้มที่จอมเพี้ยนคู่นี้ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์เดิมคือ ถ่ายทอดไอเดียและฝีมือ การเป็นศิลปินและโปรดิวเซอร์อยู่เบื้องหลัง ผ่านจังหวะดนตรีเต้นรำอันหลากหลาย การรีมิกซ์และการแซมเพลอร์ คล้ายศิลปะแนวคอนลาด โดยเน้นความสนุกสนานและเนื้อหาเพลงที่ประชดประชัน เป็นโครงสร้างหลักของแต่ละเพลงในอัลบั้ม แนวคิดสำคัญของพวกเขาคือทำให้ดนตรีเต้นรำไร้ความเครียด แต่ต้องแฝงไปด้วยสาระ แง่คิดและไร้กรอบ เพราะดนตรีเต้นรำทั่วไปจะเน้นไปที่ความสนุกอย่างเดียวแต่ไร้สาระสิ้นดี หรือดนตรีเต้นรำบางสไตล์ก็เคร่งเครียดจนถึงขั้นทำให้คนฟังต้องใช้ยาเพื่อต้องการเข้าถึงมัน และมันก็เวิร์คสำหรับพวกเขาตลอดมา แนวทางดนตรี บีทหรือจังหวะที่พวกเขานำมายำรวมกับโครงสร้างหลักที่บอกไว้ข้างต้น และแยกย่อยออกมาเป็นเพลงในแต่ละอัลบั้มจนถึงอัลบั้มชุดนี้นั้น ยังคงเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นฮิปฮอป,ละติน,แด๊นซ์ฮอลล์หรือบังกรา แต่ละเพลงจึงฟังดูเหมือนรกรุงรัง สับสนอลม่านและสนุกสนานลื่นใหลน่าอัศจรรย์

‘Hush Boy’ ซิงเกิลแรกที่ใช้อินโทรประมาณเพลงธีมหนังกำลังภายใน แต่ตัดฉับเข้าการแรปบนจังหวะเบรกบีทและการร้องสไตล์บริทโซลของนักร้องรับเชิญ ทั้งเน้นท่อนฮุคที่ติดปากตามสูตรสำเร็จของดนตรีเต้นรำ แต่นี่คือสูตรเด็ดของ Basement Jaxx มาตั้งแต่แรกเริ่มที่เป็นมุกที่เคยตันสักที ใหลต่อเข้าสู่เพลงโซลสั้นๆคล้าย Interlude แต่เปลี่ยนชื่อเป็น ‘Zoomalude’ และรับด้วยแทร็ค ‘Take Me Back To Your House’ คือภาคต่อของ Red Alert, Jus 1 Kiss กับ Romeo ที่เราชื่นชอบและคุ้นเคย……

สีสันที่จัดจ้า