storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลัง หลักนิติรัฐ และศักดิ์ศรีนักกฎหมายไทย

- วรเจตน์ ภาคีรัตน์ -


คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค. และต่อไปในบทความนี้จะเรียกว่าคณะรัฐประหาร) ซึ่งยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ได้ออกประกาศฉบับที่ ๒๗ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ มีเนื้อหาสำคัญกำหนดให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ ยังคงใช้บังคับต่อไป ห้ามพรรคการเมืองดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจกรรมในทางการเมืองต่อไปตามที่ได้เคยประกาศไว้แล้วในประกาศฉบับที่ ๒๑ และที่สำคัญที่สุด คือ “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใด เพราะเหตุกระทำการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ก่อนการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินของคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ มีคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปค้างการพิจารณาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญคดีหนึ่ง คือ คดียุบพรรคการเมือง ๕ พรรคการเมือง โดยในห้าพรรคการเมืองนั้นมีพรรคการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่ ๒ พรรคการเมืองคือพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย

หากพิจารณาข้อกฎหมายที่ปรากฏตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ แล้วจะพบว่าพรรคการเมืองใดถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นจะไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ มีส่วนร่วมในการขอจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือไปเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ได้ภายในห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองนั้น

ไม่ปรากฏบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นใดกำหนด “ผลร้าย” ให้แก่ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปมากกว่านี้ในวันที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดการยุบพรรคการเมือง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ หากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ เช่น หัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง ฯลฯ ย่อมไม่อาจไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ไม่อาจมีส่วนร่วมในการขอจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือไม่อาจไปเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองอื่นใดได้ภายในห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองนั้น แต่บรรดาผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรคยังคงมีสิทธิเลือกตั้ง และคงมีสิทธิที่จะเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ พร้อมทั้งสามารถดำรงตำแหน่งทางเมืองต่างๆได้ หากไม่มีกฎหมายอื่นใดบัญญัติห้ามไว้

นี่คือกติกาที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการกระทำอันก่อให้เกิดข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง

เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน “โดยวิถีทางที่มิได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย” (ดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๕ ซึ่งให้สิทธิบุคคลต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้) สำเร็จลง คณะรัฐประหารได้ออกประกาศฉบับที่ ๓ กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ สิ้นสุดลงและให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความในเบื้องต้นว่าบรรดาคดีที่ค้างการพิจารณาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ (เช่น คดียุบพรรคการเมือง) ก็จะต้องสิ้นสุดตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ และได้มีการบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๕ ว่า “บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหรือเมื่อมีปัญหาว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ...” ในวรรคสี่ของมาตราเดียวกัน บัญญัติว่า “บรรดาอรรถคดีหรือการใดที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญก่อนวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ให้โอนมาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” เมื่ออ่านความทั้งสองวรรคประกอบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ประสงค์ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเข้ามาทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้รับโอนคดีทั้งหลายทั้งปวงของศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัย

หากพิจารณาโดยผิวเผินก็ดูไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่หากพิจารณาต่อไปอีกชั้นหนึ่งก็จะพบว่าคดีที่จะโอนมาให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้นั้น ย่อมต้องเป็นคดีที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีกฎหมายที่ใช้วินิจฉัยได้ ซึ่งโดยปกติแล้วคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญย่อมต้องใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัย

เมื่อบัดนี้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูก “ฉีก” เสียแล้ว แม้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ จะต้องรับคดีที่เคยอยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้วินิจฉัย ก็จะมีคดีจำนวนหนึ่งที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญไม่อาจวินิจฉัยได้ เช่น คดีที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๖ เพราะรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ไม่มีบทบัญญัติทำนองเดียวกับมาตรา ๒๖๖ แล้ว (เว้นแต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะตีความอำนาจของตนอย่างแปลกประหลาดว่าตนมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีทุกคดีที่ค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญโดยนำเอารัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัย)

เท่าที่ผู้เขียนได้สำรวจตรวจสอบดู พบว่าคดีที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยได้ตามกรอบอำนาจของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ในเบื้องต้นมีเพียงคดีเดียว คือ คดียุบพรรคการเมือง ทั้งนี้เพราะการยุบพรรคการเมืองเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังคงใช้บังคับอยู่และเป็นกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๕

หากยอมรับว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมืองตามข้อกฎหมายที่ผู้เขียนได้กล่าวมาข้างต้น ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ประกาศของคณะรัฐประหารฉบับที่ ๒๗ ซึ่งกำหนดให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรคมีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่ง (ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ) ให้ยุบพรรคการเมืองนั้น เป็นกฎหมายที่มีผลย้อนหลังหรือไม่ และจะใช้บังคับได้หรือไม่ เพียงใด

ในวันที่มีการกระทำอันก่อให้เกิดข้อกล่าวหาซึ่งอาจจะนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลานั้นกำหนด “ผลร้าย” ที่ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรคจะได้รับไว้ ๓ ประการเท่านั้น คือ (๑)ห้ามไปจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ (๒) ห้ามไปมีส่วนร่วมในการขอจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ และ (๓) ห้ามไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองอื่น

ผลร้ายที่กฎหมายกำหนดไว้นี้ บรรดาผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรคไม่อาจจะหลบเลี่ยงได้ โดยการลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือแม้แต่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นก่อนมีคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่า แม้ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองจะได้ลาออกจากพรรคการเมืองก่อนที่พรรคการเมืองนั้นจะถูกยุบ หากต่อมามีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองที่ตนเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคในระหว่างที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคการเมือง ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้นั้นก็จะต้องได้รับผลร้าย ๓ ประการดังกล่าวข้างต้น

แต่ผลร้ายที่เกิดขึ้นจากประกาศคณะรัฐประหารฉบับที่ ๒๗ คือ การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรคมีกำหนดห้าปีนั้น ผู้เขียนเห็นว่าผลร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการตรากฎหมายให้มีผลย้อนหลังไปกระทบสิทธิของบุคคลอย่างรุนแรง ประกาศฉบับที่ ๒๗ ดังกล่าวในส่วนที่เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลจึงขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปอันเป็นหลักการในระดับรัฐธรรมนูญ ไม่อาจใช้บังคับได้

มีข้อโต้แย้งที่ปรากฏในวงการกฎหมายอยู่ในขณะนี้ว่าหลักการห้ามตรากฎหมายย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคลนั้น ใช้ได้เฉพาะกรณีของการบัญญัติโทษอาญาเท่านั้น หากผลร้ายที่กฎหมายกำหนดขึ้นไม่ใช่โทษอาญา ผู้บัญญัติกฎหมายย่อมบัญญัติกฎหมายย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคลได้ ผู้ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นอ้างมักจะยกคำพิพากษาศาลฎีกา ๒ ฉบับขึ้นสนับสนุน คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๘๓/๒๕๔๔ ที่พิพากษาว่าการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ใช่โทษตามกฎหมาย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๔๑๑/๒๕๓๔ ที่พิพากษาว่า คำสั่งของคณะปฏิวัติที่ให้ถอนสัญชาติไทยของบุคคลย้อนหลังมิใช่เป็นคำสั่งที่มีผลทำให้บุคคลต้องรับโทษอาญา จึงใช้บังคับได้

หากถือตามผู้ที่ยึดถือคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นสรณะแล้ว ประกาศฉบับที่ ๒๗ ที่กำหนดผลในทางกฎหมาย ซึ่งได้แก่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลังไปใช้บังคับกับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ก็ย่อมต้องใช้บังคับได้ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า เพราะการห้ามตรากฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคล ห้ามเฉพาะโทษอาญาเท่านั้น เมื่อการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ใช่โทษทางอาญาเสียแล้ว ใครก็ตามที่มีอำนาจตรากฎหมาย เขาผู้นั้นก็อาจตรากฎหมายเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลให้มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับกับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นได้ มีข้อต้องพิจารณาว่าตรรกะหรือวิธีคิดเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่

ในระบบกฎหมายไทยคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเพียงตัวอย่างการปรับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย แม้ในระบบกฎหมายที่ยึดถือคำพิพากษาของศาลที่เคยตัดสินไว้แล้วเป็นบรรทัดฐาน ก็ปรากฏเช่นกันที่ศาลในคดีหลังไม่ได้เดินตามแนวทางที่ศาลในคดีก่อนๆได้เคยพิพากษาไว้ หากผู้พิพากษาหรือตุลาการในคดีหลังเห็นว่าคำพิพากษาที่เคยตัดสินไว้เป็นการพิพากษาที่ไม่ถูกต้อง หรือเหตุผลที่ปรากฏในคำพิพากษาไม่มีน้ำหนักมากพอให้ศาลในคดีหลังเดินตาม ศาลในคดีหลังก็อาจกลับคำพิพากษาในคดีเดิมเสียได้ แต่ต้องให้เหตุผลที่มีน้ำหนักมากกว่าหักล้างเหตุผลในคำพิพากษาเดิม

เมื่อพิจารณาระบบกฎหมายไทย ปรากฏว่าโทษตามประมวลกฎหมายอาญามี ๕ สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ดังนั้น ถ้าถือตามตรรกะของผู้ที่เห็นว่าการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลังทำได้ ก็เท่ากับว่า บุคคลนั้นกำลังจะบอกว่า การตรากฎหมายลงโทษปรับ ๕๐๐ บาท ย้อนหลังไปบังคับเอากับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการตรากฎหมาย ย่อมกระทำไม่ได้ เพราะโทษปรับเป็นโทษอาญา แต่ถ้าจะตรากฎหมายเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของพลเมือง ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปี หรือกี่ปีก็ตาม หรือตรากฎหมายเก็บภาษีบุคคล ให้มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับกับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการตรากฎหมาย ทั้งๆที่ในเวลาที่เกิดการกระทำอันเป็นให้ต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือต้องเสียภาษียังไม่มีกฎหมายเช่นนั้น กรณีดังกล่าวย่อมกระทำได้ทั้งสิ้น เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือการเก็บภาษีไม่ใช่โทษอาญา

เราคงเห็นแล้วว่ากรณีตามที่ยกตัวอย่างมานี้ การสูญเสียสิทธิเลือกตั้งอันเป็นสิทธิของพลเมืองหรือการถูกเก็บภาษีย้อนหลังทั้งๆที่ในเวลาเสียภาษีไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องเสียภาษีมีความรุนแรงมากกว่าการปรับ ๕๐๐ บาท อย่างเทียบกันไม่ได้ ดังนั้นแนวความคิดที่ว่าการห้ามตรากฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลจำกัดเฉพาะการห้ามตรากฎหมายที่มีโทษทางอาญาเท่านั้น ย่อมเป็นแนวความคิดที่คับแคบเกินไป

เหตุผลสำคัญที่ระบบกฎหมายไม่ยอมให้มีการตรากฎหมายย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคลก็เนื่องมาจากการต้องประกันความไว้เนื้อเชื่อใจของบุคคลที่มีต่อการใช้อำนาจของรัฐ อันเป็นหลักการที่สำคัญของรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายและความยุติธรรมเป็นใหญ่ (นิติรัฐ) บุคคลย่อมไม่อาจเชื่อถือการใช้อำนาจของรัฐได้เลย หากไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนกระทำวันนี้ วันพรุ่งนี้รัฐจะออกกฎหมายให้เป็นผลร้ายแก่ตนอย่างไร หรือสิ่งที่ตนกระทำในวันนี้แล้วมีผลร้ายแค่นี้ วันพรุ่งนี้รัฐจะออกกฎหมายเพิ่มเติมผลร้ายให้มากขึ้นอีกหรือไม่

นอกจากนี้หากพิจารณาหลักการดังกล่าวที่ปรากฏในอารยประเทศแล้ว จะพบว่าประเทศเหล่านั้นไม่ได้จำกัดห้ามตรากฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลเฉพาะในกรณีของโทษทางอาญาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการตรากฎหมายย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคลในกรณีอื่นด้วย เช่น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ ๘๒-๑๕๕ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๘๒ เกี่ยวกับโทษทางภาษีว่าหลักความไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังของกฎหมายไม่ได้ใช้บังคับแต่เฉพาะกับกฎหมายที่บัญญัติกำหนดความผิดและโทษทางอาญาเท่านั้น แต่ต้องขยายไปใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดความผิดและโทษทุกประเภท (ดู วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐, พ.ศ.๒๕๔๓, หน้า ๑๒๗-๑๒๘) ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันก็เห็นว่าโดยหลักแล้วการตรากฎหมายย้อนหลังไปใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่จบลงแล้วให้เป็นผลร้ายแก่บุคคล จะกระทำไม่ได้ (คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ เล่มที่ ๑๓ หน้า ๒๖๑,๒๗๐)

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ผู้เขียนจะเห็นว่าการตรากฎหมายย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคลจะกระทำไม่ได้เลยในทุกกรณี แน่นอนว่าการตรากฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลย่อมไม่อาจกระทำได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ตามหลักที่ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมายที่บัญญัติไว้ก่อนล่วงหน้า” (nullum crimen nulla poena sine lege praevia)

หลักการดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะโทษอาญาเท่านั้น แต่หมายรวมถึงโทษหรือการตัดสิทธิบุคคลในลักษณะอื่นที่รุนแรงเสมือนกับหรืออาจรุนแรงกว่าโทษทางอาญาในบางกรณีด้วย เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นการพรากความเป็นพลเมืองไปจากบุคคล สำหรับการตรากฎหมายแพ่งย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคล อาจกระทำได้ในบางกรณี ถ้าหากจำเป็นต้องกระทำเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการตรากฎหมายย้อนหลังเช่นนั้นได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุ

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเห็นว่าประกาศคณะรัฐประหารฉบับที่ ๒๗ ที่กำหนดให้เพิกถอนสิทธิผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรคนั้น อย่างน้อยที่สุดในส่วนที่ย้อนหลังไปใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและจบลงแล้ว คือ กับข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการกล่าวหาให้ยุบพรรคการเมืองที่ค้างการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญก่อนวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นอันใช้บังคับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของผู้เขียนในเรื่องนี้อาจถูกโต้แย้งจากนักกฎหมายอีกจำนวนหนึ่งว่า ไม่ว่าประกาศของคณะรัฐประหารจะมีลักษณะอย่างไร กรณีย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ ที่บัญญัติว่า “บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใดและไม่ว่าจะประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไปและให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นจะกระทำก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”

นั่นหมายความว่าแม้นักกฎหมายจำนวนนี้จะจำนนในเหตุผลที่ว่าการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามประกาศคณะรัฐประหารฉบับที่ ๒๗ เป็นการตรากฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลก็ตาม แต่โดยผลของมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ นักกฎหมายกลุ่มนี้จะถือว่าประกาศดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ถ้านักกฎหมายยอมละทิ้งเหตุผล และสยบยอมอยู่ภายใต้ตัวอักษรที่เขียนขึ้นอย่างอำเภอใจและขาดความชอบธรรมเช่นนี้ ย่อมไม่จำเป็นที่เราต้องศึกษาถึงหลักการรากฐานในทางนิติศาสตร์อีก เราสามารถโยนตำราทางนิติศาสตร์ทิ้งไป ทำสมองให้ว่างเปล่า แล้วรอฟังว่าผู้มีอำนาจจะเขียนกฎหมายอย่างไร เราก็ยอมรับกฎหมายเช่นนั้น หากคณะรัฐประหารออกคำสั่งประหารคนบริสุทธิ์สักคนหนึ่ง นักกฎหมายกลุ่มนี้ก็จะบอกว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว

แต่ถ้าหลักวิชาทางนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยความยุติธรรมและความอยุติธรรม เป็นวิชาที่มีเหตุผลเป็นหัวใจยังคงมีอยู่จริงแล้ว เราต้องบอกว่าบทบัญญัติมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ จะไปขัดหรือแย้งกับหลักการที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอันเป็นแก่นของหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าต่อให้จะมีใครสักคนหนึ่งเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใช้บังคับกับคนทั้งสังคม เขาผู้นั้นก็ไม่สามารถเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้อย่างที่เขาต้องการ แต่ต้องระมัดระวังมิให้ “ตัวอักษร” ที่เขาเขียนขึ้นนั้นขัดกับ “วิญญาณแห่งเหตุผล” อันเป็นสารัตถะของกฎหมาย

และถ้ามีใครสักคนที่กล้าเขียนกฎหมายเช่นที่ปรากฏในมาตรา ๓๖ นี้ เราก็ต้องการผู้พิพากษาตุลาการที่กล้าตีความมาตรา ๓๖ ให้สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอันเป็นกฎหมายแห่งเหตุผล หลักการนี้มีอยู่อย่างไร เสียงแห่งเหตุผลและมโนธรรมสำนึกจะบอกกับผู้พิพากษาและตุลาการแต่ละคนเอง

ทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ได้รับการตราขึ้นหลังจากการทำรัฐประหารจะมีบทบัญญัติรับรองการกระทำทั้งปวงของคณะรัฐประหารว่าชอบด้วยกฎหมายเสมอ รัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่คราวนี้บทบัญญัติที่เขียนรับรองการกระทำของคณะรัฐประหารเป็นไปอย่างรัดกุมกว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับอื่นๆที่ผ่านมา

กล่าวคือ บทบัญญัติมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ไม่เพียงแต่รับรองการกระทำของคณะรัฐประหารว่าชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรับรองการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารต่อไปหลังจากที่รัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ใช้บังคับอีกด้วยว่าชอบด้วยกฎหมาย มิหนำซ้ำยังรับรองการกระทำของคณะรัฐประหารตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา รวมทั้งการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงว่าการกระทำนั้นถูกหรือผิดอย่างไร

ดังนั้น ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้” จึงเป็นการบัญญัติเพื่อให้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้ดูสวยงามขึ้นในทางรูปแบบเท่านั้น

นี่คือความโหดร้ายของนักกฎหมายที่กระทำต่อหลักกฎหมาย มีคำถามว่ากฎหมายที่ได้รับการบัญญัติโดยนักกฎหมายเช่นนี้มีค่าบังคับเป็นกฎหมายได้หรือ?

ถ้าเป็น ศักดิ์ศรีของนักกฎหมายอยู่ที่ไหน?



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter