อภิชาติพงศ์ ยิงสามนัดซ้อนถัดจาก Syndromes and a Century
- ทีฆะเดช วัชรธานินท์ เรื่องและภาพ -
แม้ว่าเพิ่งจะเสร็จ แสงศตวรรษ หรือ Syndromes and a Century หนังยาวเรื่องที่ห้าไปหมาดๆ โปรเจ็กต์อื่นๆ ที่มีอยู่ในมือ ทำให้อภิชาติพงศ์มีงานต่อเนื่องเรื่อยๆ ข่าวว่าเขากำลังถ่ายทำหนังสั้นชุดหนึ่งอยู่ ทำให้เราสนใจ ขออนุญาตไปเยี่ยมกองถ่าย สังเกตุการณ์ และพูดคุยกับเขาสั้นๆ
เช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 บ้านริมคลองแถวตลิ่งชันคือโลเคชั่นในการถ่ายทำ The Anthem หนังสั้นเรื่องที่สองจากสามเรื่องโปรเจ็กต์ล่าสุด บทหนังสั้นเรื่องนี้มีอยู่สี่หน้า แบ่งออกเป็นสองภาค มีความยาวภาคละประมาณ 2 นาทีครึ่ง วันนี้เป็นการถ่ายทำภาคแรก ทีมงานก็ยังคงเป็นทีมเก่าที่เคยทำงานกับอภิชาติพงศ์มาก่อน แม้กระทั่งนักแสดงอย่าง ป้าเจน จาก สุดเสน่หา ป้าดล (รับบทเป็นป้าสำเริง จาก สัตว์ประหลาด!) และ ป้ากรุณา นักแสดงคนล่าสุด คนที่ตามงานของอภิชาติพงศ์มาตลอดคงจะคุ้นเคย ติดตา ติดใจ กับนักแสดงที่ไม่ได้โดดเด่น แต่ลืมไม่ลงเหล่านี้ กันไปบ้าง
นักแสดงอาวุโสทั้งสามกำลังซ้อมบทที่ศาลาริมคลอง ระหว่างที่ทีมงานอื่นๆ เตรียมงานของตัวเองกันไป
ป้าดล: เดี๋ยวเปิดให้ฟัง นี่เพลงใหม่
ป้ากรุณา: สรรเสริญเหรอ
ป้าดล: ใช่ นี่ใหม่ล่าสุดเลยนะ ของน้องเจมส์ ฉันว่าเอาไปเปิดในโรงหนังกว้างๆ ในโรงหนังจุคนได้หลายร้อยคน ฉันว่าคนนั่งท้ายๆ ก็ได้รับพลังนี้ด้วยนะ
ป้ากรุณา: นี่ไง ฝั่งตรงข้ามมีโรงยิม
ป้าดล: แล้วกว้างไหม
ป้ากรุณา: กว้างซิ
ป้าดล: โห ดีมากเลย
ป้ากรุณา: ทำพิธีมาหรือยัง
ป้าดล: นี่ไงหลวงพ่อที่วัดเจิมมาให้แล้ว
ป้ากรุณา: ดูขลังนะนี่
ป้าดล: (วนมือทั้งสองเป็นวง ) โอมๆ ๆ
อภิชาติพงศ์ดูนักแสดงเล่นไปตามบทบนหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ ระหว่างซ้อม เขาจะปรับและมีการเว้นบทไว้บางส่วนให้นักแสดงได้มีโอกาสด้นสด ใส่เรื่องราวเพิ่มเติมลงไป

อภิชาติพงศ์ซ้อมนักแสดง ป้าเจน (จาก สุดเสน่หา) ป้ากรุณา และป้าดล (ป้าสำเริงจาก สัตว์ประหลาด!)
อภิชาติพงศ์: ที่คุยถึงโรงยิม ความหมายของมันก็คือกว้างมากเหมือนโรงหนัง แล้วก็ป้าดลขอให้ธรรมชาติกว่านี้ เมื่อกี้ดูเหมือนเป็นการตั้งใจเล่าๆ ไม่ธรรมชาติ
ป้าดล: เอาใหม่นะ
อภิชาติพงศ์: อืม ขอตื่นเต้นๆหน่อย แล้วก็ตอนที่ใส่แผ่นซีดีไปในเครื่อง รอให้แผ่นมันอ่านก่อน เหมือนกับว่า ตอนแรก เครื่องมันปิด เราเปิด รอมันอ่านแผ่น แล้วค่อยเร่งเสียงนิดนึง
ป้าๆ นักแสดงทั้งสามเริ่มต้นซ้อมอีกครั้งจนอภิชาติพงศ์สั่งคัท
อภิชาติพงศ์: คัทครับ ดีขึ้นเยอะ แต่ตอนนี้ที่เจ้ยรู้สึกคือ คำว่ากว้างมันเยอะไป เรื่องมันยังวนๆอยู่ที่เดิม แล้วก็ป้ากรุณา ช้าไป ตอนป้าดลทำมือวนๆ แสดงพลัง ป้ากรุณาไม่ต้องเขิน เพราะเราอยู่ข้างหน้าป้าดล รู้อยู่แล้วว่า เขามองเรา สรุปก็คือเรื่องของโรงยิมให้กระชับ สบายๆ ไม่ต้องเน้นคำพูด แล้วก็ของป้าดลไม่ต้องรีบ เดี๋ยวลองอีกทีนะ แก้แล้วๆ พร้อมบ่ อ้อ แล้วป้าเจนยังไม่ค่อยเหมือนนะ เก็กๆ ยังไงไม่รู้
อภิชาติพงศ์จะทบทวนสิ่งที่เขาอยากให้นักแสดงปรับ แก้ไข ในระหว่างที่ซ้อมครั้งที่สาม สี่ ห้า ไปจนกว่าจะพอใจ แม้ว่าบางครั้งบทที่เขียนไว้เดิมจะเปลี่ยนไป
อภิชาติพงศ์: จะใช้คำว่าพิธีหรือขลังก็ได้ ประมาณนี้ เพราะว่าป้าดลพูดเลยคิว ถ้ามันเกิดขึ้นตอนถ่าย ต้องเป็นแบบ เจิมมาแล้ว ขลังใช่ไหมนี่ ต้องไหลไปเลย ห้ามนิ่งซิ ไม่งั้นคนอื่นจะเล่นสะดุดไปด้วย อย่าตามๆ กัน เพราะตอนแรกแต่ละคนอาจจะมั่วได้
นักแสดงอาวุโสทั้งสามเรียกสมาธิกลับมา พยักหน้ารับคำอธิบายของผู้กำกับ
อภิชาติพงศ์: พร้อมซ้อมนะ
ทั้งหมดเริ่มต้นซ้อมใหม่อีกครั้ง
9.20 น. ผมมองดูนาฬิกา ทีมงานเซ็ททุกอย่างไว้เรียบร้อยพร้อมที่จะถ่ายทำแล้ว สอง (สยุมภู มุกดีพร้อม) ตากล้องมองดูบรรยากาศที่ดูอืมครึมของท้องฟ้า เขาขอเวลาในการรอแสงอีกหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะเริ่มถ่าย

ทีมงานกำลังเตรียมงานก่อนจะเริ่มถ่ายทำ
เสียงอภิชาติพงศ์ดีดนิ้วดังแทรกขึ้นมาระหว่างซ้อม
อภิชาติพงศ์: เจิม เจิม
เสียงเขาสั่งคิวเบาๆ เมื่อนักแสดงลืมบทสนทนาส่วนสำคัญไป นักแสดงทั้งสามหยุดซ้อมทันทีเมื่อเสียงสั่งคิวของอภิชาติพงศ์ดังขึ้น
อภิชาติพงศ์: ความจริงถ้าเมื่อกี้เกิดขึ้นระหว่างถ่ายจริง ถ้าเจ้ยตะโกนขึ้นมานี่ห้ามหลุดเลยนะ ห้ามหันมา ห้ามอะไร ให้เล่นต่อเลย กล้องยังถ่ายอยู่ คำว่า เจิม เจิมมาหรือยัง ใครสักคนต้องพูดคำนี้นะ
เขาใช้เวลาที่มีอยู่ในระหว่างรอซ้อมนักแสดงไปเรื่อยๆ

จากซ้าย ป้ากรุณา ป้าเจน และป้าดล นักแสดงใน The Anthem หนึ่งในสามหนังสั้นโปรเจ็กต์ใหม่ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
ราวๆ สิบเอ็ดโมงการถ่ายทำจึงเริ่มขึ้น ช่วงสายการสัญจรไปมาในคลองของเรือนานาประเภท เสียงเครื่องยนต์ เสียงประกาศขายของจากเรือที่ล่องไปมาในคลองถี่ขึ้น ทำให้การถ่ายทำหยุดลงบ่อยครั้ง
“รับซื้อขวด เศษเหล็ก กล่องกระดาษ ลังกระดาษ กระดาษหนังสือพิมพ์ ถังยาง รองเท้ายาง ตะกร้า กะละมัง ถังใส้แตก จะเป็นทองเหลือง ทองแดง มิเนียม ตะกั่ว หม้อรั่ว กระทะแตก ใบจักรหัก”
คนรับซื้อของเก่าประกาศผ่านไมค์ เป็นคำคล้องจอง
อภิชาติพงศ์: แบ๊งค์ อัดเสียงนี้เก็บไว้ด้วยนะ
เขาบอกกับแบ๊งค์ (นราธิป ตุงคะเศรณี) ซาว์ดแมนให้บันทึกเสียงบรรยากาศเหล่านั้นเก็บเอาไว้
ป้ากรุณา: วันนี้ถ่ายฉากนี้ฉากเดียวนะนี่
ป้าดล: ใช่ อย่างนี้ยังไม่ยาก วันนั้นที่ไปถ่ายเรื่อง สัตว์ประหลาด! ในถ้ำ ถ่ายทั้งคืนเลย แค่มุดถ้ำวิ่งเข้าวิ่งออกทั้งคืนวิ่งจนเข่าล้าเลยล่ะ
ป้ากรุณา: ที่ว่าถ่ายทำตั้งกี่เดือน เหมือนโฆษณาใช่ไหม
ป้าดล: ใช่แต่เวลาถ่ายนะ โอ้โห (มองดูทีมงานทำงานจนลืมเรื่องไปพักหนึ่ง) แล้วคอยดูนะเมื่อกี้เล่นดี แต่มีเสียงเรือเข้านะ แล้วต่อไปพอไม่มีเรือดันเล่นไม่ดีอีก
ป้ากรุณา: พยายามนะ พยายามตั้งสติ
ป้าดล: เราก็พยายามทุกที ทุกฉากนั่นแหละ
ป้ากรุณา: เมื่อกี้เราพยายาม ไม่ซีเรียสนะ
ป้าดล: เดี๋ยวนานๆ เข้ามันก็ไม่ซีเรียส มันจะไปเรื่อยๆ มันจะไหล จำได้แล้วล่ะ
ระหว่างหยุดรอความพร้อมก่อนจะถ่าย ป้าดลคุยถึงเรื่องประสบการณ์ในกองถ่ายเมื่อครั้งทำงานใน สัตว์ประหลาด!

อภิชาติพงศ์กำลังมองมุมที่จะถ่ายทำกับสยุมภู ตากล้อง
อภิชาติพงศ์: คัทครับ คัทโตะ ดีครับ
อภิชาติพงศ์ลุกขึ้นจากมอนิเตอร์ ทีมงานรู้ว่าคัทนี้ผ่านแล้ว
ป้าดล: ตอนนี้ก็จะเจาะใกล้แล้วล่ะ ถ่ายเจาะมุมโน้นมุมนี้ เล่นเหมือนเดิมนั่นแหละ จะโคลสคุณ โคลสชั้น เมื่อกี้มันภาพรวม
ป้าดลบอกกับป้ากรุณา เมื่อเห็นทีมงานปรับเปลี่ยนฉากและมุมกล้องที่ถ่ายในคัทต่อไป

สยุมภู ตากล้อง ปรึกษากับอภิชาติพงศ์ เรื่องรอแสงในการถ่ายทำ
หนู (สุชาดา สิริธนาวุธ) ผู้ช่วยผู้กำกับสั่งพักกอง ทานอาหารเที่ยง หลังจากปรึกษากับเจ้ยและสองเรื่องต้องรอแสงอีกครั้ง
ระหว่างทานอาหารเที่ยงผมเดินเข้าไปหาเจ้ย ขอให้เขาพูดคุยถึงที่มาที่ไปของงานชิ้นนี้
Filmvirus: เจ้ย หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ขอเวลาสักสิบนาทีคุยเรื่องโปรเจคนี้หน่อยครับ
อภิชาติพงศ์: เอาซิ เราเสร็จพอดี
เขาเดินนำไปที่ศาลาที่ใช้เป็นฉากถ่ายทำ เพื่อให้สัมภาษณ์
Filmvirus: Project นี้มาจากไหน หนังสั้น 3 เรื่องนี้
อภิชาติพงศ์: อ้อ มันแยกกันนะ เรื่องแรก Faith ถ่ายไปแล้วเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา(29-31 กรกฎาคม) มันจะเป็น ของลิเวอร์พูล ไม่ใช่หนังสั้นซิ เป็น Installation เป็นสองจอ มันเป็น Liverpool Biennial คือเป็นงานศิลปะที่มีทุกสองปี ปีนี้ครั้งที่เท่าไหร่แล้วจำไม่ได้แล้ว เขา Commission ศิลปินหลายๆคน คนที่จะทำงานเกี่ยวกับลิเวอร์พูล เราก็เสนอไปโปรเจคนี้แล้วก็ อีกอัน (The Anthem ) เป็นของลอนดอน มันจะเป็น art film แล้วเสนอหนังสั้นให้ศิลปินทำ น่าจะหกคนมั้ง ก็คือทำหนังสั้นที่จะเป็นคล้ายๆ เหมือนศิลปะแทรกซึมไปในชีวิตประจำวันคือการดูหนังอะไรแบบนี้ ก็คือหนังสั้นตัวนี้จะไปแทรกก่อนหนังใหญ่ ระหว่างโฆษณากับหนังใหญ่ แล้วไม่บอกคนดูด้วย แล้วคนดูก็จะงงว่านี่มันคืออะไร
Filmvirus: เท่าที่เมื่อกี้อ่านบท มันเหมือนกับโยงว่าก่อนคนจะดูหนัง จะมีเพลงสรรเสริญขึ้น
อภิชาติพงศ์: ใช่ ใช่ แต่อันนี้เป็นเพลงสรรเสริญภาพยนตร์
Filmvirus: คือไม่ได้บอกคนดูว่ามันเป็นอะไร
อภิชาติพงศ์: ใช่ เราไม่แน่ใจ คือ Concept มันเป็นแบบนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าคนดูจะดูรู้เรื่องหรือเปล่า ในแง่ที่ว่าตีความได้หลายแบบ เหมือนเวลาเราขึ้นบ้านใหม่ หรือแม้เวลาฉายหนังมีเพลงในหลวง มันจะเป็นการทำความเคารพด้วย เหมือนกับว่า Blessing น่ะ ทำให้รู้สึกเหมือนการเจิมขึ้นบ้านใหม่ ให้โชคดีนะอะไรแบบนี้ ก็เหมือนกับเออต่อไปจะดูหนัง Hollywood แล้ว โชคดีนะ
Filmvirus: Project สามเรื่องนี้มันเชื่อมโยงกันไหม
อภิชาติพงศ์: ไม่ แยกกันเลย ไม่เกี่ยวกัน คนละคาแรคเตอร์
Filmvirus: อันแรกก็คือ
อภิชาติพงศ์: ชื่อ Faith เพราะเราไปที่ลิเวอร์พูล มันเป็นเมืองที่อากาศมันเปลี่ยนเร็วมาก เมฆมันเคลื่อนกระจุยกระจาย เราก็เลยรู้สึกว่ามันคือการเปลี่ยนแปลง แล้วเมืองมันก็เปลี่ยน คราวนี้เราพูดถึงอะไรล่ะ (นึก) ความทรงจำที่เรามีกับคน (หัวเราะ) เราไม่อยากเปลี่ยนความทรงจำ เราอยากเก็บไว้ เราเลยขึ้นไปเหนือเมฆ ก็คือ ชื่อภาษาไทยของมันคือ เหนือเมฆ คือเรื่องของมนุษย์อวกาศสองคน เขาก็อยู่ในความทรงจำ เขาก็ไม่เปลี่ยน แต่เขาก็ไม่ใช่เขา เขาไม่ใช่ตัวจริง เขาเป็นแค่วิญญาณเฉยๆ เหมือนกับเป็นวิญญาณของความทรงจำที่ดีๆ อะไรแบบนี้ เหมือนถูกขังอยู่ในยานอวกาศ แล้วเวลาหนังฉายมันก็จะวนเป็น Loop ซ้ำไปเรื่อยๆ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
Filmvirus: อันที่สอง (The Anthem) ก็คือหนังสั้นที่ถ่ายกันในวันนี้กับพรุ่งนี้ (6-7 สิงหาคม)
อภิชาติพงศ์: ใช่
Filmvirus: อันที่สาม
อภิชาติพงศ์: เรื่องที่สามเป็นของโปรตุเกส เขา Commission หนังที่จะฉาย เขามีสัมนาชื่อ State of The World ที่โปรตุเกสปีหน้า ซึ่งมันจะพูดถึงโลกปัจจุบันนี้ สงคราม แล้วก็โรคร้าย เหมือนกับมาวิเคราะห์ว่าตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว แล้วก็การทำภาพยนตร์เหมือนกันว่า การทำภาพยนตร์ในปัจจุบัน ในแต่ละมุมของโลก มันมีมุมมองยังไง การถ่ายทอดตัวเองของศิลปิน โดยสื่อภาพยนตร์นี่มันแตกต่างกันยังไง เสนอความเป็นตัวตนเองแค่ไหนแบบนี้ เราก็เสนอเรื่องเกี่ยวกับการลอยอังคารของพ่อเรา (Luminous People) อันนั้นมันเป็น Concept แต่พอถ่ายจริงคงเปลี่ยน คือเรื่องทั้งหมดมันเกิดขื้นในเรือ ชายฝั่งแม่น้ำโขงก็คือไทยกับลาว เป็นเรื่องของ Border ระหว่างสองประเทศ ที่คนมันสร้างขึ้นมาเองว่า อันนี้เป็นประเทศนี้ ประเทศนี้ แล้วก็อีกอันเป็นเรื่องของ Border ที่จะข้ามไประหว่างความเป็นกับความตาย การส่งไป การทำใจ แล้วก็ความทรงจำอีกนั่นแหละ คือเหมือนกับว่าเราจะสร้างพิธีกรรมขึ้นมาใหม่บนเรือ
Filmvirus: หนังทั้งสามเรื่องนี้ทุกเรื่อง เจ้ยเสนอเข้าไป
อภิชาติพงศ์: ทั้งสามนี่เขาเสนอมาเอง เขาถามว่าอยากทำไหม ความจริงไม่ควรรับ แต่เรารับหมด ก็เลยซวย ต้องรีบทำ
Filmvirus: โปรเจ็กต์นี้จะฉายที่ไหนบ้าง
อภิชาติพงศ์: ก็จะเป็น Liverpool ตัว Faith ชัวร์ๆ แล้วเรากำลังพยายามจะฉายที่แวนคูเวอร์ ส่วนตัวอื่นยังไม่ได้แพลน
Filmvirus: มีโอกาสจะฉายที่นี่ไหม เราจะมีโอกาสได้ดูหรือเปล่า
อภิชาติพงศ์: มี เพราะว่าตอนนี้คุยกับ เออ ช่วงเดือนกุมภาปีหน้า มันจะมีอาร์ตเฟสติวอล Bangkok Art Festival หรืออะไรนี่ล่ะ ทั่วกรุงเทพฯเลย เราอยากจะเสนอฉายที่ Paragon บนผนังตึกแบบนี้
Filmvirus: ขอคุยเรื่องโปรเจ็กต์หนังยาวเรื่องล่าสุดหน่อย Syndromes and a Century ที่ไปเวนิซ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของ
อภิชาติพงศ์: โพสโปรดักชั่น
Filmvirus: ส่งหนังให้เขาดูแล้ว
อภิชาติพงศ์: ใช่ๆ ส่งดีวีดีไปเป็นคัท ก็คัทนี้แหละ ก็คัทที่เสร็จ
Filmvirus: ไฟนอลแล้ว
อภิชาติพงศ์: มิกซ์เสียง ตัดเนกาตีฟ
Filmvirus: มีอะไรพูดถึงไหม เพราะข่าวคราวมันค่อนข้างเงียบ
อภิชาติพงศ์: อืม มันคงอาจจะเหมือนตัวหนังมั้ง ก็ไม่เชิงหรอก คือเรารู้สึกว่าถ้าค่ายหนังอื่นไปด้วย อย่างที่คานส์แบบนี้ เขาจะก็จะโปรโมท มีกระแสขึ้นมา แต่เวนิซบังเอิญว่าค่ายหนังไม่ค่อยไป มันก็เลยไม่มีอะไรแบบนั้น เพราะเราก็ไม่ได้ทำ PR อยู่แล้ว อีกอย่างมันก็เป็นหนังเล็กๆ ส่วนตัวแบบนี้ ซึ่งเราก็แฮปปี้ มันเหมาะกับตัวหนัง มันโลว์คีย์มากๆ
Filmvirus: หนังสั้นสามเรื่องนี้กว่าจะได้ดูก็คงปีหน้า แต่ Syndromes and a Century ปลายปีนี้จะได้ดูใช่ไหม
อภิชาติพงศ์: ไม่ชัวร์นะ ไม่ปลายปีก็ต้องต้นปีหน้า
Filmvirus: ใครเป็นนายทุนร่วมของไทย
อภิชาติพงศ์: ไม่มีไทย
Filmvirus: อ้าว
อภิชาติพงศ์: ก็มีออสเตรียแล้วก็ฝรั่งเศส
Filmvirus: แล้วที่ฟ้าล่ะ
อภิชาติพงศ์: ที่ฟ้าเหมือน Kick The Machine (บริษัทของอภิชาติพงศ์เอง) ที่ฟ้าดูเรื่องการเงิน Kick ดูเรื่องโปรดักชั่น แล้วทุนก็เป็นของทางโน้น แต่เชื้อชาติหนังน่ะเป็นไทย ฝรั่งเศส ออสเตรีย
อภิชาติพงศ์ทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะเริ่มทำงานต่อในช่วงบ่าย
อภิชาติพงศ์: เดี๋ยวพี่สองกินเสร็จแล้วถ่ายต่อเลยนะ
เขาบอกกับสยุมภูและทีมงาน หลังจากพักซื้อไอศครีมจากเรือที่แล่นผ่านมาเลี้ยงทีมงาน
บทสทนาเบาๆ ท่ามกลางบรรยกาศบ้านสวน ทำให้การถ่ายทำไม่เครียด และเดินหน้าไปเรื่อยๆจนเสร็จสิ้นในตอนเย็น พรุ่งนี้มีภาคสองที่ต้องถ่ายในโรงยิมฝั่งตรงข้าม และเรื่องสุดท้าย ( Luminous People) ในชุดนี้ที่จะต้องเตรียมตัวถ่ายทำตอนกลางเดือนที่หนองคาย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หวังว่าปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าเราจะได้ดูทั้งหนังสั้นและยาวของเขากัน
หมายเหตุ: ผู้สนใจสามารถหาอ่านเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เรื่องก่อนๆ เช่นเรื่อง ดอกฟ้าในมือมาร (Mysterious Object at Noon), Blissfully Yours (สุดเสน่หา) และ Tropical Malady (สัตว์ประหลาด!) ได้จาก ฟิล์มไวรัส 3 ฉบับอีสาวกายสิทธิ์ (สำนักพิมพ์ openbooks)



