การก่อรูปของขบวนการชาตินิยมในเวียดนาม ภายหลังการยึดครองของฝรั่งเศสจนถึงการประกาศเอกราชในปี 1945 (3)

การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์และการต่อสู้เพื่อเอกราช


การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์

ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ขบวนการแทนห์เนียนเติบโตขึ้นในฐานะของขบวนการที่มุ่งแสวงหาเอกราช ผู้ที่เข้าร่วมขบวนการจึงไม่ได้มีเพียงกรรมกรและชาวนา แต่ยังรวมไปถึงผู้รักชาติกลุ่มอื่นๆ ด้วย เมื่อการเผยแพร่อุดมการณ์มาร์กซิสม์ทำได้กว้างขวางขึ้นและผู้นำของขบวนการแทนห์เนียนบางคนเกิดกระแสความต้องการที่จะก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นอย่างจริงจัง ปัญหาความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างสายที่เป็นกลางซึ่งเน้นอุดมการณ์ชาตินิยม กับสายก้าวหน้าที่เน้นอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ก็เริ่มปรากฏและขยายตัวมากขึ้น

ที่มาของความขัดแย้งดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากความแตกแยกระหว่างสายชาตินิยมกับสายคอมมิวนิสต์ในพรรคก๊กมินตั๋งของจีน มีการสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนตลอดจนสมาชิกของขบวนการแทนห์เนียนภายหลังการปฏิวัติของเจียงไคเช็ก ความล้มเหลวของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการร่วมมือกับพรรคก๊กมินตั๋งได้รับการตอกย้ำในการประชุมคองเกรสโลกครั้งที่ 6 ของโคมินเทิร์นที่มอสโกในปี 1928 โดยมีการประกาศในที่ประชุมว่า ชนชั้นกลางในเอเชียไม่ใช่พันธมิตรของการปฏิวัติอีกต่อไป และชี้ว่าขบวนการคอมมิวนิสต์จะต้องยุติการเป็นพันธมิตรกับขบวนการชาตินิยม และจะต้องพยายามทำให้ขบวนการของตนเป็นขบวนการของชนชั้นกรรมาชีพมากขึ้น ตลอดจนย้ำว่าการปฏิวัติจะต้องนำโดยชนชั้นกรรมาชีพและพันธมิตรของชนชั้นนี้เท่านั้น(40)

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สมาชิกของขบวนการแทนห์เนียนสายก้าวหน้าซึ่งนำโดยเตริ่นวันกุง (Tran Van Cung) เลขาธิการสำนักงานภูมิภาคตังเกี๋ย แสดงความไม่พอใจต่อแนวทางของขบวนการที่เน้นอุดมการณ์ชาตินิยมควบคู่กับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ในปี 1929 กลุ่มสมาชิกในตังเกี๋ยได้ทำข้อเสนอให้ขบวนการปรับโครงสร้างเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ต่อที่ประชุมของขบวนการที่ฮ่องกง แต่ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการปฏิเสธ

เตริ่นวันกุงจึงนำกลุ่มสมาชิกในตังเกี๋ยแยกตัวจากขบวนการแทนห์เนียน แล้วก่อตั้ง “พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน” ขึ้นที่เมืองฮานอยเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1929 และขยายอิทธิพลของพรรคออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะทางภาคเหนือของเวียดนาม

ในขณะเดียวกัน ภายหลังการแยกตัวของกลุ่มสมาชิกในตังเกี๋ย คณะกรรมการกลางของขบวนการแทนห์เนียนก็ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นเพื่อสกัดกั้นการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน โดยใช้ชื่อว่า “พรรคคอมมิวนิสต์อันนัม” และดำเนินการแข่งขันกับพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน

ขณะที่ขบวนการเตินเหวียดซึ่งภายหลังเข้าร่วมกับขบวนการแทนห์เนียน ก็เริ่มรู้สึกว่าการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนทำให้สมาชิกของตนลดลงกว่าครึ่ง จึงปรับโครงสร้างของขบวนการใหม่ โดยก่อตั้ง “สันนิบาตคอมมิวนิสต์อินโดจีน” ขึ้น

ความแตกแยกที่เกิดขึ้นภายในขบวนการคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม ทำให้โคมินเทิร์นต้องขอให้โฮจิมินห์ซึ่งขณะนั้นอาศัยอยู่ในประเทศไทย เป็นแกนนำในการรวมกลุ่มขบวนการคอมมิวนิสต์อีกครั้ง ในวันที่ 6 มกราคม ปี 1930 โฮจิมินห์ก็จัดการประชุมตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสามขึ้นที่ฮ่องกง จนได้ข้อตกลงในการก่อตั้ง “พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม” ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน 85 คน สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อันนัม 61 คน และสมาชิกสันนิบาตคอมมิวนิสต์ 11 คน ที่เหลืออีก 54 คนเป็นชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ(41) และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน พรรคก็จัดการประชุมคณะกรรมการพรรคครั้งแรก และมีการลงมติให้เปลี่ยนชื่อพรรคเป็น “พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน” ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของโคมินเทิร์นที่ต้องการขยายขอบเขตของการปฏิบัติการไปยังลาวและกัมพูชาด้วย

การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนคือความสำเร็จในเบื้องต้นของการปฏิวัติ โดยสามารถแปรอุดมการณ์มาเป็นองค์กรที่เป็นรูปธรรมเพื่อเป็นฐานสำหรับการปฏิบัติการต่อไป ตอนหนึ่งของบทคัดย่อนโยบายทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนระบุถึงภารกิจสำคัญของพรรคไว้ว่า “การปฏิวัติประชาธิปไตยแบบนายทุนประกอบด้วยหนึ่งคือ การเลิกล้มซากศักดินาทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ลดวิธีการแสวงหาผลประโยชน์ของพวกนายทุนและนำนโยบายปฏิรูปที่ดิน และอีกด้านหนึ่งคือโค่นล้มลัทธิจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสและทำให้อินโดจีนเป็นเอกราชอย่างสมบูรณ์”(42)


พัฒนาการของขบวนการคอมมิวนิสต์

หลังจากการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ภารกิจสำคัญต่อมาคือการที่พรรคต้องพยายามขยายบทบาทให้มากขึ้น เพื่อโค่นล้มระบอบอาณานิคมและสถาปนารัฐเอกราชของเวียดนามภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ โดยในช่วงแรกพรรคยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการแสวงหาแนวร่วมหรือการระดมมวลชน (mass mobilization) ให้ยอมรับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นแนวทางต่อสู้กับระบอบอาณานิคม ทั้งนี้มีความเห็นแตกต่างกันภายในพรรคว่า ในการปฏิวัตินั้นควรจะเน้นที่การปฏิวัติเพื่อเอกราชของชาติโดยร่วมมือกับชนชั้นต่างๆ ในประเทศ หรือการปฏิวัติเพื่อนำไปสู่ระบอบสังคมนิยมโดยให้ความสำคัญกับบทบาทของชนชั้นกรรมาชีพ

ขณะเดียวกัน การจัดระบบการปกครองอาณานิคมของฝรั่งเศสก็เอื้อต่อการแสวงหาแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ในทางการเมือง การที่ฝรั่งเศสปิดกั้นสิทธิการแสดงออกทางการเมืองของปัญญาชนและกรรมกร เช่น ห้ามก่อตั้งพรรคหรือสหภาพแรงงานเพื่อต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตยโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้ผลักดันให้นักชาตินิยมชาวเวียดนามส่วนหนึ่งเข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติใต้ดิน เช่น พรรคคอมมิวนิสต์ เพราะเห็นว่าการต่อสู้ตามวิถีทางประชาธิปไตยโดยสันติวิธีไม่ได้ผล การต่อสู้กับฝรั่งเศสจึงต้องใช้วิธีการรุนแรง

ในทางเศรษฐกิจ ระบบทุนนิยมส่งผลกระทบทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ในด้านอุตสาหกรรม ถึงแม้ฝรั่งเศสจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา แต่ก็เน้นกอบโกยวัตถุดิบมากกว่าจะพัฒนาเวียดนามให้เป็นชาติอุตสาหกรรมเต็มที่ ในด้านเกษตรกรรม ระบบทุนนิยมได้ทำลายวิถีการผลิตแบบยังชีพ และทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเชื่อมโยงเข้ากับความแปรปรวนของราคาผลผลิตในตลาดโลก นอกจากนั้น ชาวฝรั่งเศสยังเข้ามาครอบครองที่ดินจำนวนมากและเก็บค่าเช่าที่ดินในอัตราสูง ทำให้ชาวนาได้รับผลกระทบอย่างมาก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้พวกเขาเข้าร่วมการปฏิวัติ ด้วยหวังว่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในทางสังคม ระบอบอาณานิคมทำให้เกิดชนชั้นกลางและชนชั้นกรรมาชีพขึ้นอย่างชัดเจน การที่กรรมกรและชาวนากลายเป็นกลุ่มชนผู้สูญเสียผลประโยชน์ ทำให้พวกเขาไม่พอใจระบอบอาณานิคม และแทนที่ฝรั่งเศสจะส่งเสริมให้ชนชั้นกลางเวียดนามมีศักยภาพมากขึ้น เช่น การอนุญาตให้พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพื่อให้พวกเขาได้รับประโยชน์และรู้สึกว่าระบบทุนนิยมส่งผลดีต่อประชาชนและประเทศเวียดนาม แต่ฝรั่งเศสกลับส่งเสริมการเติบโตของนายทุนชาวฝรั่งเศสมากกว่า(43)

สำหรับพัฒนาการของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามนั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 ช่วงคือ ในช่วงแรกระหว่างปี 1930-1932 เป็นช่วงที่พรรคกำลังแสวงหาแนวทางปฏิวัติ และช่วงที่สองระหว่างปี 1940-1945 เป็นช่วงของแนวร่วมมวลชนเพื่อเอกราช

ในช่วงปี 1930-1931 ได้เกิดเหตุการณ์กบฏโซเวียต – แหงะติ๊นห์ (Soviet – Nghe Tinh) ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนให้การสนับสนุน เหตุการณ์เริ่มต้นจากการนัดหยุดงานของชาวนาในเขตนิคมการเกษตรทางภาคใต้ ก่อนที่จะลุกลามไปยังกรรมกรและชาวนาในเมืองอื่นๆ จนสามารถจัดตั้งเขตการปกครองตนเองหรือ “โซเวียต” ขึ้นที่บริเวณภาคกลางของเวียดนาม โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเหงะอาน (Nghe An) และห่าติ๊นห์ (Ha Tinh) แต่การกบฏครั้งนี้ก็ถูกฝรั่งเศสปราบปรามอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์ในเรื่องการจัดองค์กรของชาวนาที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ การที่พรรคยึดมั่นในอุดมการณ์มากเกินไป โดยให้การยอมรับเฉพาะสมาชิกที่เป็นชาวนา ทำให้ไม่สามารถหาแนวร่วมจากคนทุกชนชั้นได้อย่างกว้างขวาง(44)

หลังจากความล้มเหลวของเหตุการณ์โซเวียต – เหงะติ๊นห์ ได้เกิดความขัดแย้งทางความคิดขึ้นภายในพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ระหว่างกลุ่มคอมมิวนิสต์ในแนวทางของทรอสกีและกลุ่มคอมมิวนิสต์ในแนวทางของสตาลิน ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในยุโรปช่วงต้นทศวรรษ 1930 โดยเฉพาะเมื่อมีการแบ่งแยกระหว่างฝ่ายนิยมสตาลินหรือโคมินเทิร์นกับฝ่ายนิยมทรอสกีหรือกลุ่มค้านฝ่ายซ้าย (Left Opposition) อย่างชัดเจนในฝรั่งเศส ประเด็นที่ขัดแย้งกันก็คือ ฝ่ายนิยมสตาลินเห็นว่าการปฏิวัติชาตินิยมสามารถกระทำควบคู่ไปกับการปฏิวัติสังคมนิยมหรือการปฏิวัติโลก เพื่อให้การปฏิวัติชาตินิยมประสบความสำเร็จ พรรคคอมมิวนิสต์สามารถเป็นแนวร่วมกับชนชั้นนายทุนน้อย ชนชั้นกลาง หรือเจ้าที่ดิน ในขณะที่ฝ่ายนิยมทรอสกีเน้นความสำคัญของการปฏิวัติสากลนิยมตามอุดมคติของมาร์กซ์ ซึ่งเน้นการต่อสู้โดยชนชั้นกรรมาชีพและไม่จำเป็นต้องร่วมมือกับชนชั้นอื่น นอกจากนี้ยังปฏิเสธความสำคัญของการปฏิวัติชาตินิยม(45)

อย่างไรก็ตาม พรรคอมมิวนิสต์อินโดจีนยังคงยึดมั่นในแนวทางของสตาลิน และยังคงพยายามแสวงหาแนวร่วมประชาชนอย่างกว้างขวาง ในปี 1936 ก็เกิดเหตุการณ์ที่เอื้อให้ขบวนการชาตินิยมในเวียดนามขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว คือการประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลของแนวร่วมประชาชนฝรั่งเศส (French Popular Front) ซึ่งเป็นแนวร่วมฝ่ายซ้ายและไม่เห็นด้วยกับการปกครองอาณานิคมแบบกดขี่ ในช่วงนี้การปกครองอาณานิคมของฝรั่งเศสจึงยืดหยุ่นกว่าเดิมและให้เสรีภาพมากขึ้น ดังนั้นพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนจึงเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้งหลังจากถูกจำกัดบทบาทในช่วงต้นทศวรรษ 1930 การเคลื่อนไหวในช่วงนี้อยู่ภายใต้แนวทางการต่อสู้แบบใหม่ที่กำหนดโดยการประชุมคองเกรสของโคมินเทิร์นครั้งที่ 7 เมื่อปี 1935 ซึ่งสนับสนุนการต่อต้านอุดมการณ์ฟาสซิสม์ และใช้ยุทธวิธีการปฏิวัติที่ยืดหยุ่นเพื่อสร้างเอกภาพภายในโดยมองข้ามภูมิหลังทางชนชั้น พรรคพยามยามขยายฐานประชาชนให้กว้างที่สุด แม้จะต้องร่วมมือกับกลุ่มชนต่างชนชั้นหรือกลุ่มการเมืองที่ต่างความเชื่อต่างศาสนากันก็ตาม(46)

พัฒนาการช่วงที่สองคือในช่วงปี 1941-1945 เมื่อเวียดนามต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของทั้งฝรั่งเศสและญี่ปุ่น การเข้ามาในเวียดนามและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้อย่างกว้างขวาง โดยญี่ปุ่นได้ทำลายระบอบอาณานิคมของฝรั่งเศส และกระตุ้นให้ขบวนการชาตินิยมในเวียดนามตื่นตัว

ญี่ปุ่นเข้ามาครอบครองเวียดนามด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือเหตุผลด้านการทหาร ในทศวรรษ 1930 ญี่ปุ่นทำสงครามกับจีน และสามารถยึดครองแมนจูเรียได้เมื่อปี 1931 หลังจากนั้นญี่ปุ่นพยายามรุกคืบมาทางใต้ โดยเข้าโจมตีปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้จนรัฐบาลจีนต้องถอยมาตั้งหลักที่จุงกิง การที่ญี่ปุ่นสามารถยึดครองดินแดนบริเวณชายฝั่งทะเลของจีนได้เกือบทั้งหมด ทำให้ในปลายทศวรรษ 1930 รัฐบาลจีนที่จุงกิงมีทางติดต่อและรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศได้จำกัด เส้นทางสำคัญสายหนึ่งคือเส้นทางรถไฟจากเมืองท่าไฮฟอง (Hai Phong) ของเวียดนามขึ้นไปยังมณฑลยูนนานของจีน เพื่อตัดเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ ญี่ปุ่นจึงต้องรุกเข้ามาในเวียดนาม

ประการที่สองคือเหตุผลในด้านเศรษฐกิจ เวียดนามเป็นประตูเปิดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารและวัตถุดิบที่สำคัญของโลก ดินแดนแถบนี้จึงเป็นแหล่งทรัพยากรสำหรับทำสงคราม ตลอดจนเป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดสำหรับอุตสาหกรรมภายในประเทศญี่ปุ่นเอง(47)

ฝรั่งเศสตกลงทำสนธิสัญญากับญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม ปี 1940 เนื่องจากไม่สามารถต้านทานกำลังของญี่ปุ่นได้ โดยฝรั่งเศสยอมรับการดำรงอยู่ของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออก และญี่ปุ่นได้รับอนุญาตให้ใช้ดินแดนอินโดจีนเป็นฐานส่งยุทธปัจจัยในการทำสงคราม ขณะที่ฝรั่งเศสยังคงมีอำนาจควบคุมกลไกด้านการปกครองต่อไป

การที่ญี่ปุ่นยังคงให้ฝรั่งเศสควบคุมกลไกการปกครองต่อไป เนื่องจากโครงสร้างการบริหารของเวียดนามใหญ่เกินกำลังของญี่ปุ่นที่จะเข้ามาแทนที่ฝรั่งเศสได้ทั้งหมด ญี่ปุ่นจึงแสวงหาแนวร่วมหรือการสนับสนุนจากชาวเวียดนาม โดยมอบตำแหน่งหน้าที่ของชาวฝรั่งเศสให้แก่ชาวเวียดนาม นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังสนับสนุนกลุ่มชาตินิยมที่ต่อต้านฝรั่งเศส เช่น ลัทธิกาวด่าย (Cao Dai) และขบวนการได่เหวียด (Dai Viet) แต่ญี่ปุ่นไม่สนับสนุนกลุ่มฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน เนื่องจากความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์ระหว่างแนวคิดซ้ายสุดขั้วกับขวาสุดขั้ว การสนับสนุนที่ไม่เท่าเทียมกันจากญี่ปุ่นทำให้ขบวนการเหล่านี้รวมตัวกันได้ยาก และญี่ปุ่นสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น(48)

การเข้ามาของญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามโดยตรง คนจนจำนวนมากกลายเป็นคนว่างงาน เนื่องจากบริษัท โรงงาน และเขตนิคมการเกษตรของชาวฝรั่งเศสต้องปิดกิจการลง ชาวนาถูกบังคับให้ต้องส่งข้าวและเสบียงอาหารให้กับทหารญี่ปุ่นตามสัดส่วนของผืนดินที่ใช้เพาะปลูก ไม่ว่าการเก็บเกี่ยวจะดีหรือไม่ก็ตาม เมื่อสงครามยุติ มีการประมาณว่ามีผู้อดตายถึง 200,000 คน(49)

สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนนั้นเห็นว่าสถานการณ์ในช่วงนี้เหมาะที่จะทำการต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนาม ดังที่โฮจิมินห์ได้กล่าวไว้ในปี 1940 ว่า “โอกาสแห่งการปลดปล่อยชาติมาถึงแล้ว ฝรั่งเศสไม่สามารถปกครองเราด้วยตนเอง ส่วนญี่ปุ่นนั้น ด้านหนึ่งกำลังจมปลักในจีน อีกด้านหนึ่งถูกกองกำลังพันธมิตรเล่นงาน ทั้งสองไม่สามารถใช้กองกำลังทั้งหมดมาโจมตีเราได้ ถ้าประชาชนของเราทั้งประเทศรวมพลังและมีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราจะทำให้กองทัพฝรั่งเศสแตกพ่ายไปอย่างแน่นอน”(50)


ขบวนการเวียดมินห์

ในเดือนพฤษภาคม ปี 1941 ที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนครั้งที่ 8 มีมติให้ตั้ง “สันนิบาตเพื่อเอกราชของชาวเวียดนาม” (Viet Nam Doc Lap Dong Minh) หรือ “เวียดมินห์” (Viet Minh) เพื่อเป็นองค์กรของชาวเวียดนามในการต่อสู้เพื่อเอกราช ภายใต้คำขวัญว่า “เพื่อเอกราชของเวียดนาม ไม่ว่าฝรั่งเศสหรือญี่ปุ่นก็ไม่ใช่เจ้านาย” โดยพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนตระหนักดีว่า แม้สถานการณ์จะเอื้ออำนวย แต่กำลังของพรรคในขณะนั้นยังไม่พร้อมที่จะต่อสู้ขับไล่ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น พรรคจึงอาศัยขบวนการเวียดมินห์เป็นเครื่องมือระดมมวลชนจากทุกชนชั้นในสังคม การขยายฐานสนับสนุนการปฏิวัตินี้สอดคล้องกับแนวทางของพรรคเกี่ยวกับการจัดตั้ง “แนวร่วมประชาชน” ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1930 ในขณะเดียวกันก็เน้นความสำคัญของการต่อสู้เพื่อเอกราชมากขึ้น

การจัดองค์กรของขบวนการเวียดมินห์ได้รับการชี้นำอย่างไม่เปิดเผยจากพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน โครงสร้างของขบวนการเริ่มต้นจากประชาชนกลุ่มต่างๆ (กรรมกร ชาวนา องค์กรสตรี กองกำลังแบบกองโจร ฯลฯ) จะเลือกตัวแทนเพื่อตั้งเป็นคณะกรรมาธิการในระดับต่างๆ เพื่อวางแผนดึงมวลชนเข้ามาร่วมกิจกรรมกับขวนการทั้งในด้านการทหารและการเมือง

ขบวนการเวียดมินห์ได้รับการสนับสนุนจากชาวเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขบวนการนี้ประสบความสำเร็จก็คือ การปรับยุทธวิธีการโฆษณาชวนเชื่อให้สอดคล้องกับสังคมเวียดนาม โดยเสนอแนวทางการต่อสู้ผ่านสื่อศิลปวัฒนธรรม เช่น เพลง กลอนพื้นบ้าน ซึ่งบอกเล่าถึงเอกลักษณ์ของความเป็นเวียดนามและการต่อสู้ของบรรพบุรุษเพื่อต่อต้านการคุมคามจากต่างชาติ

ในปี 1944 โฮจิมินห์เสนอให้จัดตั้ง “หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาติดอาวุธ” เพื่อปฏิบัติภารกิจทั้งด้านการทหารและการเมืองควบคู่กัน หน่วยนี้จะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นกองทัพปลดแอกประชาชนเวียดนามในเวลาต่อมา


การปฏิวัติเดือนสิงหาคม ปี 1945 และการประกาศเอกราช

ในปี 1945 สถานการณ์การสู้รบในเอเชีย-แปซิฟิกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเมื่อญี่ปุ่นอ่อนกำลังลง ในระยะนี้ญี่ปุ่นเริ่มไม่ไว้วางใจรัฐบาลแนวร่วมประชาชนฝรั่งเศส และต้องการสร้างฐานสนับสนุนจากชาวเวียดนาม ญี่ปุ่นจึงยึดอำนาจการปกครองจากฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 9 มีนาคม และยกเลิกสนธิสัญญาปี 1884 ที่เวียดนามยอมรับอำนาจของฝรั่งเศส และประกาศเอกราชให้แก่เวียดนาม อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่ได้รับการสนับสนุนจากชาวเวียดนามตามที่หวังไว้ เพราะชาวเวียดนามตระหนักดีว่า เอกราชนี้ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่น(51)

การยึดอำนาจของญี่ปุ่นส่งผลสำคัญต่อขบวนการเวียดมินห์ คือทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นไม่สามารถจัดระบบการปกครองเข้าแทนที่ฝรั่งเศสได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในเขตชนบท กองกำลังหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาติดอาวุธจึงปฏิบัติการตามยุทธวิธีป่าล้อมเมืองแบบเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้ขับไล่กองทัพญี่ปุ่น โดยบุกเข้ายึดครองดินแดนในเขตภาคเหนือและตั้งเป็นเขตปลดปล่อยได้อย่างกว้างขวาง

ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ประชุมคองเกรสพรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้เลือกคณะกรรมการปลดแอกแห่งชาติ โดยมีโฮจิมินห์เป็นประธาน ในช่วงนี้ขบวนการชาตินิยมต่างช่วงชิงกันขึ้นมามีอำนาจ โดยเฉพาะในสามเมืองหลัก คือฮานอย เว้ และไซ่ง่อน

ในฮานอย กลุ่มได่เหวียดพยายามจัดการชุมนุมเพื่อสนับสนุนรัฐบาลของตรั่นตร่องกิมที่ญี่ปุ่นตั้งขึ้น แต่เวียดมินห์ก็สามารถปลุกระดมมวลชนกว่า 200,000 คนชุมนุมสนับสนุนเวียดมินห์ในการโค่นล้มอำนาจของจักรวรรดินิยม ในเว้ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเชื้อพระวงศ์และเป็นฐานของรัฐบาลหุ่นที่สนับสนุนญี่ปุ่น ประชาชนราว 150,000 คนก็ออกมาชุมนุมเพื่อยึดอำนาจจากญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ต่อมาในวันที่ 23 สิงหาคม จักรพรรดิบ๋าวได่ซึ่งญี่ปุ่นเชิญขึ้นเป็นจักรพรรดิได้สละราชสมบัติ และตรั่นตร่องกิมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เปิดทางให้เวียดมินห์จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ ในไซ่ง่อน ลัทธิหว่าหาวและกาวได๋ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น เป็นแกนนำกลุ่มชาวนาในภาคใต้จัดตั้งกองกำลังแนวร่วมแห่งชาติ (United National Front) แต่สุดท้าย กลุ่มนี้ก็ยอมร่วมมือกับเวียดมินห์ในที่สุด

วันที่ 2 กันยายน กลายเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของเวียดนาม เมื่อโฮจิมินห์ประกาศเอกราชโดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

“ฝรั่งเศสหนีไปแล้ว ญี่ปุ่นยอมจำนน จักรพรรดิบ๋าวได่สละราชสมบัติ ประชาชนของเราได้ทำลายโซ่ตรวนที่พันธนาการเราไว้เกือบศตวรรษ และมีชัยชนะได้เอกราชคืนสู่ปิตุภูมิของเรา ขณะเดียวกัน ประชาชนของเราได้โค่นล้มระบบจักรพรรดิซึ่งใช้อำนาจปกครองเรามาประมาณ 12 ศตวรรษ ณ ที่นี้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามได้สถาปนาขึ้นแล้ว”(52)

การขึ้นสู่อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม ไม่ได้หมายความว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะมีอำนาจมั่นคงหรือครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเมื่อมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรตกลงกันได้เรียบร้อย อังกฤษก็เข้ามาปลดอาวุธญี่ปุ่นในเวียดนามใต้ ขณะที่จีนเข้ามาปลดอาวุธญี่ปุ่นในเวียดนามเหนือ หลังจากนั้นฝรั่งเศสก็พยายามกลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ต้องทำการสู้รบเพื่อขับไล่จักรวรรดินิยมต่อไป จนกระทั่งประสบความสำเร็จในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20


บทสรุป

ประวัติศาสตร์การต่อต้านต่างชาติของชาวเวียดนามมีมานับพันปี นับตั้งแต่การเข้ามาของมหาอำนาจจีนในอดีต จนถึงการเข้ามาของมหาอำนาจจากตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จารีตการต่อต้านต่างชาติจึงได้รับการถ่ายทอดและปลูกฝังในหมู่ชาวเวียดนามจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติและตัวตนของบุคคล

การเข้ามาของระบอบอาณานิคม ทำให้ชาวเวียดนามจำเป็นต้องแสวงหาแนวทางการต่อสู้แบบใหม่ เนื่องจากประสบความล้มเหลวในการต่อต้านฝรั่งเศสตามแนวทางการต่อสู้แบบที่เคยใช้กับจีน ความสำเร็จของการปฏิวัติเวียดนามเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของนักชาตินิยมเวียดนาม โดยการยอมรับวัฒนธรรมตะวันตก เพื่อนำมาพัฒนาตนเองพร้อมๆ กับใช้เป็นเครื่องมือต่อต้านตะวันตก ทำให้เกิดกลุ่มขบวนการชาตินิยมในรูปแบบใหม่ที่รับอุดมการณ์จากตะวันตกหลายกลุ่ม รวมทั้งขบวนการคอมมิวนิสต์

ขบวนการคอมมิวนิสต์นำอุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินซึ่งมีรากฐานจากสังคมตะวันตก มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสังคมเวียดนามจนเกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ขบวนการคอมมิวนิสต์ไม่เพียงถ่ายทอดความรู้สึกรักชาติและแนวทางการต่อสู้ให้กับสมาชิกเท่านั้น หากยังถ่ายทอดอุดมการณ์ขงจื้อ เช่น ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความมัธยัสถ์ การยึดมั่นในความยุติธรรม เพื่อสร้างการยอมรับในหมู่ชาวเวียดนาม ทั้งที่ในทางอุดมการณ์แล้ว ขบวนการคอมมิวนิสต์นั้นต่อต้านความเชื่อแบบขงจื้อ อันสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานความแตกต่างให้อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนในสังคมเวียดนาม นอกจากนี้ ความสำเร็จของขบวนการคอมมิวนิสต์ยังสืบเนื่องมาจากความอ่อนแอของขบวนการชาตินิยมอื่นๆ ภายในเวียดนามเอง

ภาพการต่อสู้กับผู้รุกรานจากภายนอกของชาวเวียดนามนั้นชัดเจนนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่การต่อสู้ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการต่อสู้ภายในสังคมเวียดนามเอง ขบวนการคอมมิวนิสต์ใช้เวลาอย่างน้อย 40 ปี สำหรับการต่อสู้ทางความคิดภายในขบวนการและกับกลุ่มชาตินิยมกลุ่มอื่นๆ กว่าที่จะสามารถสร้างการยอมรับในหมู่ชาวเวียดนาม อันนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรและปฏิบัติการต่อต้านระบอบอาณานิคมในที่สุด

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยาวนานเพื่อเอกราชและอิสรภาพจากการรุกรานของต่างชาติ การเสียสละชีวิตของบรรพบุรุษชาวเวียดนามเพื่อรักษาสิ่งเหล่านี้ ได้ถูกจารึกไว้ในเลือดเนื้อของชาวเวียดนามในทุกยุคทุกสมัย อันเป็นหลักประกันยืนยันได้ว่า “เอกราช” และ “เสรีภาพ” จะไม่มีวันจางหายไปจากเวียดนาม


เชิงอรรถ

40. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 82

41. เรื่องเดียวกัน, น. 85

42. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 214

43. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 85

44. เรื่องเดียวกัน, น. 100

45. เรื่องเดียวกัน, น. 102-103

46. เรื่องเดียวกัน, น. 108

47. เรื่องเดียวกัน, น. 114-115

48. เรื่องเดียวกัน, น. 119

49. เรื่องเดียวกัน, น. 118

50. เรื่องเดียวกัน, น. 121

51. เรื่องเดียวกัน, น. 133

52. เรื่องเดียวกัน, น. 137


หนังสือประกอบการทำรายงาน

โกสุมภ์ สายจันทร์, จักรพรรดินิยมกับการปฏิวัติสังคมนิยมเวียดนาม, ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2532

โจเซฟ บัตตินเจอร์, ประวัติศาสตร์การเมืองเวียดนาม แปลจาก Vietnam: A Political History, ม.ร.ว.แสงโสม เกษมศรี (บรรณาธิการ), มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2522

เชิดเกียรติ อัตถากร, ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนาม, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2540

วินัย คุณอุดม (บรรณาธิการ), โฮจิมินห์, ประการพรึก, ไม่ระบุปีที่พิมพ์

ธีรยุทธ บุญมี, วิเคราะห์การต่อสู้ของพรรคลาวด๋อง, หนังสือในเครือชมรม ๑๓, 2519

เหงียน คัก เวียน, เวียดนาม: ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร แปลจาก Vietnam: A Long History โดย เพ็ชรี สุมิตร, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2545

ฮวง วัน จี่, จากระบบอาณานิคมสู่ระบอบคอมมิวนิสต์: ประวัติศาสตร์อันเป็นที่มาของเวียดนามเหนือ แปลจาก From Colonialism to Communism โดย ประเวศ ศรีพิพัฒน์, สำนักวีรธรรม, 2510