Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
คนค้นสัตว์
แทนไท ประเสริฐกุล


Mimic: ปรากฏการณ์ก๊อบลวงโลก (ตอน 8)

4. mimic โดยไม่ได้ตั้งใจ

การที่สิ่ง 2 สิ่งมีรูปลักษณ์เหมือนกัน บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการจงใจก็อปเสมอไป.. อย่างการที่คุณแต่งตัวออกไปนอกบ้าน แล้วดันไปเจอเพื่อนอีกคนนึง แต่งมาเหมือนกันเป๊ะโดยมิได้นัดหมาย อันนั้นย่อมเกิดจากความบังเอิญโดยแท้.. ในอีกกรณีนึง สิ่งที่เหมือนกัน 2 สิ่ง ก็อาจจะเกิดจากการที่มันมีจุดกำเนิดต้นตอมาจากสิ่งเดียวกันก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น พารากอนเหมือนเอ็มโพเรียม จีวรพระไทยสีเหมือนจีวรพระพม่า คำว่าเอราวัณ บิดา มารดา เอกโทตรี ออกเสียงเหมือนคำว่า elephant father mother one two three.. เหล่านี้ย่อมไม่เรียกว่าเป็นการก็อปลอกเลียนแบบ แต่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการ ‘สืบทอด’ ต่อๆ กันมามากกว่า

ความเหมือนในลักษณะนี้ ในธรรมชาติก็มีปรากฏให้เห็นเช่นกัน.. การที่คนเรามี 5 นิ้ว เหมือนกับลิง มีปอด 2 ข้างเหมือนกับเต่า และมีกระดูกคอ 7 ชิ้นเท่ากับยีราฟ.. ย่อมไม่ได้เกิดจากการที่คนไปก็อปสัตว์พวกนี้มา(หรือเพราะสัตว์พวกนี้มาก็อปคน) แต่ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ เรากับเต่ากับลิงกับยีราฟ และสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย ล้วนเคยมีบรรพบุรุษร่วมกันมาก่อน คือสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เคยอาศัยอยู่บนโลกนี้เมื่อหลายร้อยล้านปีที่แล้ว.. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีแล้วดันไปเหมือนกับสัตว์เข้า นั่นก็เพราะเราต่างก็รับสืบทอดลักษณะเหล่านี้มาจากต้นกำเนิดเดียวกันนั่นเอง.. จะว่าไป หากย้อนกลับไปไกลจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ เห็ดรา แบ็คทีเรีย หรือไวรัส อะไรก็แล้วแต่ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต่างก็ถือกำเนิดและมีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษเดียวกันทั้งสิ้น หลักฐานที่บ่งชี้ตรงนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ การที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก มีหลักในการอ่านรหัส DNA เหมือนกันหมด.. DNA ที่บรรจุรหัสสำหรับผลิตฮอร์โมนชนิดหนึ่งในคน พอเอาไปใส่ในแบ็คทีเรียก็จะถูกอ่านและสังเคราะห์ได้ออกมาเป็นฮอร์โมนชนิดเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน เทคโนโลยีการแพทย์อาศัยความเป็นเอกภาพของชีวิตตรงนี้เอง มาช่วยในการผลิตฮอร์โมนที่คนไข้ขาด โดยอาศัยแบ็คทีเรียเป็นตัวช่วยผลิตให้แทน..

ยังมีอีกหลายสาเหตุครับ ที่สามารถก่อความเหมือนโดยไม่ได้ตั้งใจขึ้นมาได้.. อย่างไรก็ตาม ในเนื้อที่ที่เหลือของหัวข้อนี้ ผมขออนุญาตโฟกัสไปที่สาเหตุใหญ่อีกเพียงข้อเดียว ซึ่งผมคิดว่าเป็นสาเหตุที่น่าสนใจที่สุด

รูปภาพเหล่านี้ ดูผิวเผินเหมือนถ่ายมาจากที่เดียวกันทั้งหมด แต่จริงๆ แล้ว รูปบนซ้ายมาจากโมซอมบิค อาฟริกาใต้ บนขวามาจากเมืองจีน กลางซ้ายกับล่างซ้ายจากเมืองไทย กลางขวาเวียดนาม ล่างกลางเปรู และล่างขวาฮาวาย.. อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่มคนที่อยู่กันคนละฟากฟ้า และแทบจะไม่มีโอกาสได้เจอะเจอกันมาก่อน.. มีวิถีชีวิตที่ออกมาคล้ายคลึงกันได้ขนาดนี้? แน่นอนท่านอาจจะบอกว่า ก็เหมือนเรื่องสีจีวรพระกับเรื่องจำนวนนิ้วของคนกับลิงนั่นไง คนทุกชาติทุกภาษา ความจริงแล้วมีต้นกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ก็เลยมีวัฒนธรรมที่สืบทอดมาคล้ายคลึงกันอย่างที่เห็น..

นั่นก็อาจจะใช่อยู่บ้างครับ.. แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมว่ามันมีคำอธิบายที่เรียบง่ายกว่านั้นอยู่..

..............................


คนทั้งหมดนี้ มีภาพชีวิตที่คล้ายคลึงกัน ก็เพราะพวกเขาเป็นชาวประมงเหมือนกัน

ดั้งเดิมทีเดียว พวกเขาอาจจะมาจากต่างเผ่าต่างวัฒนธรรมกันยังไงก็แล้วแต่ แต่พอเริ่มมายึดอาชีพเดียวกัน มีความต้องการเหมือนๆ กัน มีอุปสรรคธรรมชาติที่ต้องฟันฝ่าคล้ายๆ กัน สุดท้าย ทุกๆ อย่างก็ค่อยๆ ผลักดันให้พวกเขาพัฒนาวิธีการดำรงชีพออกมาเป็นแบบเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย..

โดยตรรกะแล้ว นี่ไม่ต่างอะไรเลยกับเหตุผลที่ทำให้ ปลาวาฬเพชฌฆาต(A) และฉลามขาว(B) มีวิวัฒนาการรูปร่างหน้าตาออกมาคล้ายคลึงกัน

เดิม..ทั้งสองมีจุดเริ่มต้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฉลามเป็นปลาของจริงหายใจด้วยเหงือกมาตั้งแต่ต้น ในขณะที่สัตว์ตระกูลโลมาปลาวาฬทั้งหลายวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หายใจด้วยปอดอีกทีหนึ่ง.. อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งสองหันมายึดจับอาชีพชาวประมงเหมือนกัน เงื่อนไขในการดำรงชีพที่เหมือนกัน ก็ค่อยๆ ผลักดันให้พวกมันมีวิวัฒนาการออกมาในทิศทางเดียวกัน ในที่สุด

วาฬเพชฌฆาตมีลักษณะหลายๆ อย่างเหมือนฉลาม ไม่ใช่เพราะมันไปก็อปของเค้ามา แต่เพราะมันจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านั้นในการทำมาหากินเหมือนๆ กัน.. ลองคิดดูสิครับ ปกติแล้ว การประกอบอาชีพเป็นผู้ล่าขนาดใหญ่ที่ดำน้ำจับปลากินเป็นอาหาร มันน่าจะต้องอาศัยอุปกรณ์อะไรบ้าง? 1. ฟันที่แหลมคมเอาไว้งับเหยื่อ 2. รูปร่างที่โค้งมนแหลมหัวแหลมท้าย เพื่อลดแรงต้านน้ำ 3. ครีบกระโดงหลัง ครีบหาง ครีบข้าง เอาไว้สำหรับส่งแรงและบังคับทิศทางเวลาว่ายน้ำ.. ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้กำหนดเอาไว้แล้ว ว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการดำรงชีวิตด้วยวิถีดังกล่าว.. ไม่ว่าใครก็ตามที่ ‘ตัดสินใจ’ (คำพูดเปรียบเปรยนะเปรียบเปรย) ลงมาหาปลากินในน้ำด้วยวิธีเดียวกัน สุดท้ายก็จะต้องโดนธรรมชาติจับแต่งหน้าปรับโฉมซะออกมาเหมือนกันหมด.. ไม่เพียงแค่ฉลามกับโลมาปลาวาฬเท่านั้นนะครับ ในสมัยก่อนยังมีสัตว์เลื้อยคลานที่สูญพันธุ์ไปแล้วอีกชนิดหนึ่ง ที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกัน.. เจ้านี่มีชื่อว่า อิคธิโอซอร์ (Ichthyosaur : รูปข้างล่าง) เมื่อก่อนก็คงหน้าตาเหมือนกิ้งก่าตัวใหญ่ๆ ทั่วๆ ไป แต่พอลงไปอยู่ในน้ำ ก็ถูกวิวัฒนาการตบออกมาจนมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับฉลามและโลมาในที่สุด (คอนเซ็ปโดยรวมเหมือนกันเป๊ะ แต่ในรายละเอียดอาจจะต่างอยู่บ้าง สังเกตว่า ichthyosaur มีครีบคู่หลังค่อนข้างยาว ในขณะที่โลมาไม่มีเลย)

สำหรับโลมาปลาวาฬเอง ก็เริ่มต้นมาจากบรรพบุรุษ 4 เท้าที่อาศัยอยู่บนบกเช่นกัน แต่พอเริ่มมาใช้ชีวิตหากินอยู่ในทะเลมากเข้า ธรรมชาติก็ค่อยๆ คัดเลือกให้ ขาหน้าค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นครีบ ขาหลังค่อยๆ หดหายไปเรื่อยๆ หางค่อยๆ ยืดยาวและแผ่ออกเป็นแบบหางนางเงือก รูจมูกก็ค่อยๆ เลื่อนจากด้านหน้าขึ้นไปอยู่บนหัว ระบบการหายใจและหมุนเวียนเลือดค่อยๆ ปรับเปลี่ยนให้สามารถกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานขึ้น ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ค่อยๆ เกิดขึ้นช้าๆ โดยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณ 50-60 ล้านปีก่อน..(รูปซ้าย จากล่างขึ้นบน) ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับประวัติของวาฬ/โลมาก็คือ ในบรรดาสัตว์โบราณที่เป็นบรรพบุรุษของพวกมันนั้น ยังมีอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ ‘เลือก’(เปรียบเปรยนะเปรียบเปรย) เส้นทางทำมาหากินที่แตกต่างออกไป นั่นคืออาชีพ สัตว์กินพืชขนาดใหญ่ที่ชอบเดินเล่นในแหล่งน้ำตื้นเพื่อดับร้อน.. พวกนี้ ในที่สุด ก็ได้วิวัฒนาการกลายมาเป็นฮิปโปในปัจจุบันนั่นเอง(ดูรูปขวา) ใช่แล้วครับ ฮิปโปถือเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดกับปลาวาฬ.. ฟังดูไม่น่าเชื่อใช่มั้ยละครับ แต่การที่มันเริ่มต้นเหมือนกัน แล้วสุดท้ายออกมาไม่เหมือนกันซักกะนิดนี่แหละ.. ยิ่งเป็นข้อชี้ให้เห็นใหญ่ว่า ‘อาชีพ’ ที่สัตว์ ‘เลือกเป็น’ มีผลเป็นอย่างยิ่ง ต่อวิวัฒนาการของรูปร่างหน้าตา..

..............................


โดยสรุปแล้ว.. แม้จะเริ่มต้นจากคนละโยชน์ และมาทีหลังหลายร้อยล้านปี แต่โลมาปลาวาฬรวมทั้ง ichthyosaur ต่างก็วิวัฒนาการมาจนมีรูปร่างหน้าตาเหมือนฉลามได้ในที่สุด.. ความเหมือนกันตรงนี้ ไม่ได้เกิดจากการ ‘ก็อป’ กัน เหมือนอย่างในกรณีของแมลงวันก็อปผึ้ง.. แต่เกิดจากการที่ทั้งสองต่างก็ยึดถือประกอบอาชีพเดียวกัน ทำให้ถูกเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน บีบบังคับให้มีวิวัฒนาการออกมาเหมือนกัน.. เราเรียกปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ว่า convergent evolution

แล้วเราจะพิสูจน์ได้อย่างไรละครับ ว่า convergent evolution สามารถเกิดขึ้นได้จริง? สงสัยคงจะต้องออกแบบการทดลองเอาสัตว์จำพวกเดียวกันจำนวนหนึ่งมาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม แล้วไปปล่อยไว้แยกกันบนเกาะที่อุดมสมบูรณ์ 2 เกาะ ไม่ให้พวกมันมีโอกาสได้มาเจอกันได้ จากนั้นอีกซักหลายสิบล้านปีให้หลัง ค่อยมาดูใหม่อีกทีว่า สัตว์ที่เลือกประกอบอาชีพจับปลาบนเกาะที่ 1 จะมีวิวัฒนาการออกมาเหมือนพวกที่บังเอิญเลือกจับปลาเหมือนกันบนเกาะที่ 2 หรือไม่.. พวกที่เลือกปีนต้นไม้หาผลไม้กินเหมือนกันบนแต่ละเกาะ จะออกมามีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันหรือไม่.. พวกที่คอยดักซุ่มล่าสัตว์อื่นกินเหมือนกัน จะออกมาเหมือนกันหรือไม่..ทำนองนี้ไปเรื่อยๆ.. ถ้าเหมือน ก็คือ เป็นหลักฐานให้สรุปได้ว่า convergent evolution มีจริง

ว่าแต่..ใครมันจะไปทำได้ละฟะ! ไอ้การทดลองที่ต้องรอเป็นสิบๆ ล้านปีแบบนี้? ถ้าท่านคิดแบบนั้น ก็แสดงว่า ท่านคงไม่เคยได้ยินโครงการเม็คกะโปรเจ็คที่มีชื่อว่า ‘ออสเตรเลีย’ สินะครับ..

เป็นโชคดีของเราชาวโลกจริงๆ.. เมื่อประมาณ 50 ล้านปีก่อน ทวีปออสเตรเลียค่อยๆ เคลื่อนตัวหลุดออกจากแผ่นดินใหญ่ แล้วก็นำเอาบรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไปด้วยจำนวนหนึ่ง.. บรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มที่ว่านี้ มีลักษณะโบราณที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันอยู่อย่างนึงก็คือ ‘กระเป๋าหน้าท้อง’ เราเรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทนี้ว่า พวก marsupials

ในเวลาเดียวกัน ทางฝั่งแผ่นดินใหญ่ ก็มีวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนพวก marsupials.. พวกใหม่นี้ แทนที่จะเลี้ยงลูกในกระเป๋าหน้าท้อง กลับใช้วิธีตั้งท้อง แล้วก็ให้อาหารลูกผ่านสายสะดือซึ่งต่ออยู่กับรกแทน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสายพันธุ์ใหม่นี้มีชื่อเรียกว่าพวก placentals.. พวกมันถือกำเนิดขึ้นหลังจากที่ออสเตรเลียแยกตัวออกไปเป็นเกาะแล้ว และนั่นก็หมายความว่า placentals บนแผ่นดินใหญ่ กับ marsupials ของออสเตรเลีย ย่อมไม่เคยได้พบเห็นกันมาก่อนในประวัติศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (ไม่นับสัตว์ที่คนมานำเข้านำออกทีหลัง)

หลังจากไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นซากเมื่อ 65 ล้านปีก่อน.. ตลาดอาชีพที่เคยถูกยึดครองโดยพวกมัน ก็ถูกเปิดโล่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน.. ผู้ที่จะวิวัฒนาการขึ้นมาแทนที่ในตำแหน่งว่างเหล่านั้น ย่อมจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากเหล่า placentals แห่งแผ่นดินใหญ่ และเหล่า marsupials แห่งออสเตรเลีย.. พวกมันมีเวลา 50 ล้านปี ให้วิวัฒนาการ อย่างเป็นอิสระจากกันและกันโดยสิ้นเชิง.. ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร? พวกมันจะออกมาเหมือนกันโดยมิได้นัดหมายหรือไม่? convergent evolution จะเป็นจริงหรือไม่? โปรดติดตามได้.. ในย่อหน้าถัดไป

ผลลัพธ์ของการทดลองนี้ ปรากฏให้เห็นดังรูปที่อยู่ด้านบนนี่แหละครับ.. ทางด้านซ้ายคือ placentals ที่วิวัฒนาการแตกแขนงขึ้นมาบนแผ่นดินใหญ่ ส่วนทางด้านขวาคือ marsupials ของออสเตรเลีย(ทุกตัวมีกระเป๋าหน้าท้องหมด) ที่มีวิวัฒนาการคู่ขนานออกมาเหมือนกันโดยไม่ได้มี ‘เจตนา’ ลอกเลียนแบบ.. ผมจะไล่อธิบายให้ฟังเป็นคู่ๆ ไปละกันนะครับ

•คู่ที่ 1 ตุ่น placental กับตุ่น marsupial.. ประกอบอาชีพขุดดินเหมือนกัน มีลักษณะที่เหมือนกันคือ เล็บยาวเอาไว้ขุดดิน จมูกดีเอาไว้ดมหาของที่กินได้ สายตาห่วยเพราะใต้ดินไม่มีแสง

•คู่ที่ 2 ตัวกินมด placental กับตัวกินมด marsupial.. ประกอบอาชีพกินมดเหมือนกัน มีลักษณะที่เหมือนกันคือ เล็บยาวเอาไว้ขุดรังมด หน้ายาวลิ้นยาวเอาไว้จับมดกินได้สะดวก

•คู่ที่ 3 หนู placental กับหนู marsupial.. ประกอบอาชีพหลบๆ ซ่อนๆ หาสัตว์เล็กๆ หรือเมล็ดพืชตามพื้นกินเป็นอาหารเหมือนกัน มีลักษณะที่เหมือนกันคือ ตัวเล็ก หางยาว ว่องไว

•คู่ที่ 4 ลิงลีเมอร์ placental กับตัวคัสคัส marsupial.. ประกอบอาชีพไต่ต้นไม้กินใบไม้ผลไม้และแมลงเหมือนกัน มีลักษณะที่เหมือนกันคือ มือสำหรับเกาะจับ หางยาวไว้ช่วยปีน ตาโตไว้หากินกลางคืน

•คู่ที่ 5 กระรอกบิน placental กับกระรอกบิน marsupial.. ประกอบอาชีพร่อนหากินระหว่างต้นไม้ใหญ่เหมือนกัน มีลักษณะที่เหมือนกันคือ แผ่นผิวหนังที่เชื่อมระหว่างขาหน้ากับขาหลังเอาไว้ช่วยในการร่อน และหางยาว เอาไว้ช่วยในการบังคับทิศทาง

•คู่ที่ 6 แมว placental กับแมว marsupial.. ประกอบอาชีพย่องเบาล่าสัตว์เล็กๆ เช่นหนู นก กระต่าย กินเป็นอาหารเหมือนกัน มีลักษณะที่เหมือนกันคือ เขี้ยวเล็บ และรูปร่างหน้าตาโดยรวม

•คู่ที่ 6 หมาป่า placental กับหมาป่า marsupial.. ประกอบอาชีพไล่ล่าสัตว์ใหญ่กินเป็นอาหารเหมือนกัน มีลักษณะที่เหมือนกันคือ เขี้ยวเล็บ และรูปร่างหน้าตาโดยรวม

ถ้าโปรเจ็คออสเตรเลียยังไม่สามารถทำให้คุณเชื่อเรื่อง convergent evolution ได้อีก งั้นเอานี่ไปเลยครับ project Earth.. จากรูปจะเห็นว่าทั่วทั้งโลกของเรานี่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งเลือกประกอบอาชีพ ‘ตัวกินมด’ เหมือนกันโดยมิได้นัดหมายอยู่อย่างน้อยๆ 4 ตัว.. พวกนี้มาจากคนละบรรพบุรุษกันเลย แต่ดูสิครับ ไม่ว่าจะเป็นตัวไหนๆ ต่างก็วิวัฒนาการลักษณะที่จำเป็นต่อการกินมดขึ้นมาเหมือนๆ กัน นั่นคือ เล็บที่ยาวและแข็งแรงเอาไว้ขุดทำลายรังมด(หรือรังปลวก) ปากยาว ลิ้นยาวเหนียวๆ สำหรับไว้ตวัดแผล็บๆๆๆ เข้าไปในรัง แล้วดูดมดให้ติดขึ้นมา.. และสุดท้าย ขนที่หนาแข็ง หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นเกราะไปเลย เพื่อป้องกันไม่ให้มดเข้าไปกัดเนื้อได้..

เชื่อรึยังครับ? ถึงแม้จะยากสักนิด แต่ในโลกของสัตว์ จะเห็นว่าเราก็ยังพอสามารถหาข้อพิสูจน์ได้ ว่าสัตว์ 2 ตัวที่หน้าตาเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการจงใจก็อปปี้กันเสมอไป..

แต่ในโลกของคนนี่สิครับ.. บางครั้ง การพิสูจน์ว่าก็อปหรือไม่ก็อป กลับเป็นเรื่องที่ยากเย็นยิ่งกว่า บ่อยครั้งถึงกับต้องขึ้นโรงขึ้นศาล.. อย่างล่าสุดนี่ก็มีคดี แดน บราวน์ ผู้เขียนนิยายเรื่อง the Da Vinci Code ซึ่งถูกฟ้องร้องว่า ไปก็อปเนื้อเรื่องมาจากหนังสือชื่อ Holy Blood, Holy Grail ของผู้เขียนคนอื่นอีกที.. บ้านเราก็ไม่น้อยหน้า มีคดีชาวญี่ปุ่นไปจดลิขสิทธิ์ ‘ฤาษีดัดตน’ ซึ่งก็ต้องมานั่งถกเถียงกันอีกที ว่าใครก็อปของใครกันแน่ (หรือเป็น convergent evolution?) เฮ่อ.. เกิดเป็นคนมีอัตตานี้มันก็แสนยากนะ.. ต้องมานั่งเถียงกันว่าใครคิดได้ก่อนคิดได้ทีหลัง.. ทีฉลามมันยังไม่เห็นไปฟ้องวาฬเพชฌฆาตให้เมื่อยตุ้มเลยเนาะ ว่ามะ..

(* เกร็ดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ แม้กระทั่งตัวทฤษฏีการคัดเลือกตามธรรมชาติเอง จริงๆ แล้ว ก็มี ‘บิดา’ อยู่สองคนซึ่งบังเอิญคิดออกมาได้เหมือนๆ กันโดยไม่ได้มีใครลอกเลียนแบบใคร.. คนหนึ่งคือคุณดาร์วิน อันนั้นเรารู้จักกันดีอยู่แล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า คุณ Alfred Wallace ซึ่งเราไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาให้เครดิตดาร์วินมากกว่าในฐานะรุ่นพี่.. ทั้งสองเป็นชาวอังกฤษเหมือนกัน มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกัน เป็นนักธรรมชาติวิทยาเหมือนกัน ศึกษาตำราเล่มเดียวกัน และได้มีโอกาสขึ้นเรือออกเดินทางไปสำรวจป่าดงดิบในทวีปต่างๆ ทั่วโลกเหมือนๆ กัน.. ประสบการณ์ชีวิตที่คล้ายคลึงกันตรงนี้ คงมีส่วนไม่น้อย ในการทำให้ทั้งสองสามารถ ‘มองเห็น’ ความจริง และแก้โจทย์ปริศนาแห่งธรรมชาติออกมาได้คำตอบแบบเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย.. )

..............................


จากแมงมุมที่เลียนแบบมดเพื่อหลอกกิน.. เรื่อยมาจนถึง scorpion fly ที่เลียนแบบตัวเมียเพื่อหลอกขโมย.. เท่าที่เล่ามาทั้งหมด ถ้าไม่นับหัวข้อสุดท้าย ก็คาดว่าคงจะสร้างความหดหู่ใจให้กับผู้อ่านอยู่ไม่น้อยทีเดียว หลายคนอาจจะอ่านแล้วปลงว่า อะไรกัน.. ชีวิตบนโลก มันเกิดมาทำทุกอย่างก็เพื่อแค่อยู่รอดและสืบพันธุ์เท่านั้นเองหรือ?

จะว่าไป นั่นมันก็เป็นความจริง.. การมองโลกให้ทะลุไปถึงสัจจะอันว่างเปล่าของสรรพสิ่ง บางครั้งก็สามารถช่วยให้เราปล่อยวางได้ในหลายๆ เรื่อง.. อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมองอะไรๆ ในแง่ลบเสมอไป ท้ายที่สุดแล้ว ทางสายกลาง คงเป็นทางที่ดีที่สุด.. มองแง่ลบมากเกินไปก็หดหู่ มองแง่ดีมากเกินไปก็เพ้อฝัน มองเป็นกลางมากเกินไปก็จืดชืดไร้ความหมาย.. จะให้ดี มองมันทุกแง่นั่นแหละ วันละนิดวันละหน่อยสลับกัน..

ธรรมชาติอาจประกอบไปด้วยสิ่งที่ ‘ไม่ดีไม่งาม’ บ้าง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องตัดสินมันด้วยสายตาของนักบุญอยู่ตลอดเวลา.. ความงามที่แท้จริง มิได้อยู่ในสิ่งที่ถูกมอง แต่อยู่ที่สายตาของผู้มอง..

สายตาของเด็ก.. สมัยประถมต้นผมยังจำได้ตอนเรียนวิชาวิทย์.. ความตื่นเต้นของการได้เฝ้าดูต้นถั่วค่อยๆ งอกออกมาจากเมล็ด วันแล้ววันเล่าผมยังคงนั่งจับจ้องการเติบโตของมัน.. สิ่งเล็กน้อยที่เด็กไม่เคยรู้มาก่อนเปรียบเสมือนเทพนิทาน.. ทุกๆ อย่างเกิดขึ้นได้ราวกับมีเวทย์มนต์มาดลให้เป็นไป..

ทุกวันนี้ โตแล้ว เข้าใจแล้ว แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม.... ดอกไม้ยังคงสวยอยู่ ถึงแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพียงอวัยวะสืบพันธุ์ของพืช.. เช่นเดียวกับที่ภาพยนตร์ก็ยังคงความงดงามอยู่ ถึงแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพียงเฉดแสงที่ถูกสาดส่องขึ้นไปประทับบนผืนผ้า.. ดนตรียังคงไพเราะอยู่ ถึงแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพียงคลื่นความสั่นสะเทือนของอากาศ ณ ความถี่ต่างๆ.. ธรรมชาติไม่ได้งดงามน้อยลงเลย หลังจากที่เราได้ล่วงรู้ความลับของเธอ..

..จะว่าไป เธอกลับงดงามยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ เมื่อเราเข้าใจ..


“...from so simple a beginning endless forms most beautiful and most wonderful have been, and are being, evolved.”

Charles Darwin, The Origin of Species



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter