บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์
กาลครั้งหนึ่งนานมา มีสตรีอาศัยอยู่ในน้ำ
ฟังดูเป็นการเริ่มเรื่องนิทานก่อนนอนที่ชวนขบขัน หากเราขบคิด แต่ในเมื่อมันเป็นเรื่องของกาลครั้งหนึ่งนานมา การขบคิดดูจะเป็นเรื่องขบขันมากกว่าการคล้อยตาม และเราจะเริ่มเล่าเรื่องนี้กันใหม่อีกครั้ง
กาลครั้งหนึ่งนานมา มีสตรีอาศัยอยู่ในน้ำ ไม่ใช่เพียงสตรี หากยังมีบุรุษ มีเด็กน้อย มีคนชรา เราจะเรียกพวกเขาว่าชาวน้ำ พวกเขาอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ชาวดินอย่างพวกเรา แต่พวกชาวน้ำมีพลังพิเศษ และคอยดูแลห่วงใยความเป็นไปของเหล่ามนุษย์ ยามพวกเขาสื่อสารถึงกัน มนุษย์จะพบทางสว่าง ค้นพบความจริงของการมีชีวิต แต่พอเวลาผ่านไป มนุษย์กลับถูกครอบงำโดยความต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ เกิดสงครามขึ้นมากมาย และนั่นเอง ชาวน้ำจึงได้จากไป และมนุษย์ไม่อาจสื่อสารกับพวกเขาและเธอได้อีก
หากชาวน้ำยังคงพยายามส่งสารมายังมนุษย์ พวกเขาบางคนที่ถูกเลือกจะขึ้นมาบนโลก ยามมนุษย์คนไหนได้พบพาน เขาจะค้นพบตนเองโดยฉับพลัน ค้นพบความสำคัญของโลกนี้ ของชีวิต และแน่นอน ชาวน้ำก็มีศัตรูร้ายที่คอยจ้องทำลายล้าง พวกเขาหรือเธอที่ขึ้นไปบนโลกจึงไม่เคยได้กลับมา แต่พวกเขาก็ยังคงพยายามต่อไป ต่อไป
นิทานก่อนนอนอาจจบลงพร้อมรอยยิ้มพริ้มตา อันมาถึงตอนนี้เอง ที่นิทานของเราจะได้เริ่มต้นเล่าเรื่องอย่างจริงแท้ ในความฝันของคนฟัง และในหนังเรื่องหนึ่ง
ยังมี Cleveland ชายหนุ่มผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์เล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาเป็นคนเก็บตัว เงียบเชียบ ปฏิบัติงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง มีผู้เช่ามากมายอยู่ในอพาร์ตเมนต์ของเขา คู่แม่ลูกชาวเกาหลี คู่พี่น้องชาวอินเดีย ครอบครัวชาวละตินที่มีลูกสาว 5 คน พ่อลูกผิวสีนักไขปริศนาอักษรไขว้ ขาร๊อกสี่ซ้าห้าคนที่เอาแต่สูบยา เล่าเรื่องปัญญาอ่อน ไอ้หนุ่มที่ออกกำลังกายเพียงข้างเดียว คุณป้าน้ำใจงามที่ชอบดูแลสัตว์ ชายชราที่เก็บตัวเงียบอยู่หลังจอทีวี ไปจนถึงผู้เช่ารายใหม่ที่เป็นนักวิจารณ์หนังสือ
Cleveland ซ่อนตัวเองจากความหม่นหมองของอดีตไว้ใต้การทำงานหนักและอาการติดอ่าง เขากำลังหมกมุ่นกับการตามหาว่าใครกันที่ทำให้สระน้ำของอพาร์ตเมนต์สกปรก จนกระทั่งคืนหนึ่งเขาก็พบสตรีนางหนึ่งขึ้นมาจากสระน้ำ!
เธอชื่อ STORY เธอคือนางพรายชาวน้ำที่ขึ้นมาตามหามนุษย์คนหนึ่ง เพื่อช่วยให้เขาค้นพบถึงความจริงของโลก แม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง Cleveland ก็ดูแลเธอ และค่อยๆ เชื่อทีละน้อยว่าเธอคือนางพรายน้ำ ก่อนที่จะลงมือช่วยเธอค้นหาคนดังกล่าว และช่วยพาเธอกลับไปยังโลกของเธอ โดยต้องคอยระวังเจ้า "สัตว์ร้าย" ที่คอยตามล่า STORY อยู่ และเพราะการณ์นี้เขาจำต้องขอความช่วยเหลือจากคนทั้งตึก
อ่านมาจนถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่ามันคงทำใจยอมรับได้มากกว่าถ้าจะขึ้นต้นพล็อตนี้ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมา เพราะมันช่างฟังดูเป็นนิทานก่อนนอนมากกว่านิทานเรื่องที่เราได้ฟังเมื่อตอนแรกเริ่มเสียอีก ผิดกันเพียงแต่ว่า ผู้เล่านิทานเรื่องนี้ไม่ใช่แม่ ไม่ใช่คุณยายใจดี แต่เป็นคนหนุ่มชาวอินเดียนาม M. NIGHT SHYAMALAN เจ้าของหนังหักมุมโลกตะลึงอย่าง THE SIXTH SENSE แม้งานหลังจากหนังเรื่องนั้นของเขาจะกลายเป็นหนังที่คนดูบ่นว่าเรื่องความฉลาดของบทที่ลดลง แต่หากสิ่งที่เพิ่มขึ้น คือความพยายามจะสื่อสาร -สาส์น- สำคัญบางสิ่ง ผ่านทางเรื่องเล่าที่ฉาบเคลือบความระทึกขวัญไว้สำหรับเป็นเหยื่อล่อ หากซ่อนประเด็นทางศาสนาไว้ภายใน
ใน THE SIXTH SENSE เขาทำหนังผีที่ที่แท้คือหนังชีวิตรันทดของแม่ลูก และการยึดติดอยู่กับสิ่งซึ่งล่วงไปแล้ว ใน UNBREAKABLE เขาทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ เพื่อเสนอนัยยะแห่งขั้วตรงข้ามที่สมดุลเพื่อดำรงคงอยู่ ใน SIGNS เขาทำหนังมนุษย์ต่างดาวที่เสนอนัยยะของความศรัทธาในศาสนาอย่างกล้าแข็ง และล่าสุด ใน THE VILLAGE (หนังที่โดนคนดูและนักวิจารณ์ด่ายับ แต่กลับติดอันดับ 1 ใน 10 หนังในรอบปีของนิตยสารหนังอันดับหนึ่งอย่าง Cahiers du Cinema) เขาทำหนังย้อนยุคที่ซ่อนประเด็นเกี่ยวกับการกักขังตนเอง และเอาเข้าจริง หนังอาจเป็นหนัง post 9/11 เสียด้วยซ้ำ
ครั้งนี้เขากลับมาพร้อมกับหนังที่เป็นเหมือนนิทานก่อนนอนในโลกปัจจุบัน หนังที่กลายเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเขา หลังจากในหนัง 4 เรื่องแรก เขาสนุกสนานกับการเล่าเรื่องอย่างเต็มที่ ทั้งลูกล่อลูกชน การหักมุม การคุมจังหวะ การใช้ภาพและเสียงเพื่อเล่าเรื่อง เขาได้พิสูจน์ความเจนจัดของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง มาคราวนี้เขาไปไกลกว่าเดิม ด้วยการแทนที่จะ -เล่าเรื่อง- เขากลับหันมา -เล่นสนุกกับเรื่องเล่า- อย่างจริงๆ จัง ๆ
เพราะหากมองดีๆ เราจะพบว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียง -เรื่องเล่า- (อันเต็มไปด้วยนัยยะซ่อนเร้น ซึ่งจะกล่าวต่อไป) ตัวหนังกลับทำหน้าที่ย้อนรอยเรื่องเล่า ด้วยการพูดถึงหน้าที่และความหมายของ -เรื่องเล่า- ซ้อนอีกชั้นหนึ่ง
นางพรายในหนังมีชื่อว่า -STORY- ไม่ใช่ความบังเอิญแต่อย่างใดที่ชื่อเธอจะแปลได้ว่า -เรื่องเล่า- นางพรายตัวจริงอยู่ในเรื่องเล่าตอนต้นเรื่อง และ STORY ไม่ได้เป็นตัวละครสำหรับเล่าเรื่อง แต่เธอคือตัวเรื่องเล่านั้นเอง เธอบอกว่าเธอมาตามหาชายคนหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกันที่ชายที่เธอตามหาจะรับบทโดย SHYAMALAN เอง
นี่คือวิธีการที่เรื่องเล่าเดินทางมาหาผู้เล่า (SHYAMALAN คือผู้กำกับและคนเขียนบทหนังเรื่องนี้) เรื่องเล่าไม่ได้ถูกเล่า หากมีอยู่มาก่อน และถูกส่งต่อมายังผู้เล่าในรูปแบบแตกต่างกัน (เพราะหากลองคิดย้อนไปในโลกจริง เรื่องเล่าทุกเรื่อง คือการหยิบความจริงมาสร้างความหมายร่วมใหม่ กระทั่งจินตนาการของผู้เล่าก็ล้วนถือกำเนิดภายใต้จินตนาการเก่าแก่ที่ผู้เล่าเคยรับรู้มา เรื่องเล่าใหม่ๆ ไม่ได้มีอยู่แล้ว เรื่องเล่าทุกเรื่องล้วนสามารถแยกชิ้นส่วน [หรือนักวิชาการบางท่านเรียกว่า -รื้อสร้าง-] เพื่อค้นหาที่มาที่ไป ได้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งสิ้น) เรื่องเล่าเดินทางมาเหมือนกับการที่ตัวละครของ SHYAMALAN รู้แจ้งในฉับพลันจนกลับมาเขียน THE COOKBOOK หนังสือที่เขาเขียนทิ้งไว้ได้จนสำเร็จ
เอาเข้าจริง มีเรื่องเล่า 3 เรื่องอยู่ในหนังเรื่องนี้ หนึ่งคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับชาวน้ำในตอนต้นเรื่อง สองคือตัวของ STORY (ในหน้าที่ของเรื่องเล่า) และสามคือ THE COOKBOOK เรื่องเล่าที่ผู้เล่าเขียนขึ้น
หาก STORY ทำให้เขาเขียน THE COOKBOOK สำเร็จ ที่แท้หน้าที่ของเรื่องเล่าคือการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อผลิตเรื่องเล่าต่อไปนั่นเอง และเรื่องเล่า THE COOKBOOK นี้เองที่ถูกทำนายว่ามันจะเปลี่ยนแปลงโลก การทำให้การเขียน -ตำราอาหาร- กลายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เปลี่ยนแปลงโลก ไม่ได้ถูกคิดขึ้นเพียงเพื่อให้การมาเยือนของ STORY ดูมีน้ำหนักมากพอที่จะให้คนดูเชื่อ เพียงเท่านั้น แต่มันคือการเล่าถึง -อำนาจของเรื่องเล่า- ที่มีพลังในการผลักดันโลกใบนี้
ตามคำทำนาย เด็กที่อ่าน THE COOKBOOK จะเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งก็ย่อมมีผลจากการมาของ STORY (เรื่องเล่า) และย้อนกลับไปถึงเรื่องเล่าในตอนต้นเรื่อง (และเรื่องเล่าต่อที่ถูกส่งผ่ามาทางแม่ชาวเกาหลี ) พิจารณาสวนกระแสกลับไป นั่นหมายความว่า นิทานก่อนนอนหนึ่งเรื่อง ใช่ว่าจะไม่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโลก
ถ้าพิจารณาเฉพาะเรื่องเล่าที่ Cleveland ได้ฟังจากคู่แม่ลูกชาวเกาหลี นี่คือการส่งต่อเรื่องเล่าในทางหนึ่ง ส่งผ่านการเล่าปากต่อปาก ตำนานพื้นบ้าน นิทานโบราณ ความเชื่อเก่าแก่ ถูกส่งต่อผ่าน -เรื่องเล่า- จากรุ่นสู่รุ่น รอคอยอย่าเงียบเชียบที่จะบันดาลใจใครสักคน อำนาจของเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ล้วนส่งผลสะท้อนสะเทือนอยู่ในทางหนึ่ง ในจังหวะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นเช่นที่ STORY พูดมาครั้งหนึ่ง
-โลกทั้งใบนี้ที่แท้ล้วนเชื่อมต่อถึงกัน-
หากหนังเรื่องนี้เองก็เป็น -เรื่องเล่า- เรื่องหนึ่ง ใช่หรือไม่ที่ว่าในที่สุด มันอาจส่งผลเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง ฟังดูเป็นจุดมุ่งหมายที่ทะเยอทะยานยิ่ง หากก็เจียมตัวถ่อมตนยิ่ง
เมื่อเราไม่อาจปฏิเสธอำนาจของเรื่องเล่าได้แล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ ตัดสินเรื่องเล่า ที่แท้ก็เป็นเรื่องไม่อาจให้อภัย หนังสร้างตัวละครนักวิจารณ์ปากจัดมาเพื่อที่จะฆ่าทิ้ง ในทางหนึ่งมันคือการตอบโต้กลับนักวิจารณ์จากตัวผู้กำกับเอง (ที่ตัวหนังของเขาเองก็มักโดนสับ) การทำให้คุณ Farber นักวิจารณ์ปากกล้เดาผิด เป็นการตอกย้ำว่าเรื่องเล่า (ในที่นี้คือหนังของเขา) ไม่มีกฎตายตัว การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการยึดกฎเกณฑ์เพียงอันเดียว คือการเดินผิดทางที่อาจนำไปสู่หายนะ (และคุณ Farber กลายเป็นคนคนเดียวที่ตายในหนังเรื่องนี้!) และกระทั่งบทความชิ้นนี้เอง ก็อาจไม่ใช่ข้อยกเว้น!!!
หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานสำแดงพลังอำนาจของเรื่องเล่าแต่เพียงถ่ายเดียวเท่านั้น เพราะเรื่องเล่าไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อเล่า แต่มันยังทำหน้าที่ซุกซ่อนสาส์นบางประการจากผู้เล่า เรื่องเล่าทำหน้าที่ -สร้างความเข้าใจ- ให้กับสาส์น ผ่านทางการตีความและการสร้างอารมณ์ร่วม สาส์นซ่อนเร้นอาจกลืนหายไปในพลังของเรื่องเล่า หรืออาจเปิดเผยออกมาอย่างโจ่งแจ้งจนน่าเกลียด และไร้สุนทรียะ สาส์นอาจเสริมหรือทำลายเรื่องเล่าลงได้โดยตัวของมันเอง และสาส์นที่อยู่ในหนังนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ก็เช่นกัน
ที่แท้หากพิจารณาจากนัยยะซ่อนเร้น นี่คือหนังที่พูดถึงประเด็นสำคัญของโลกในตอนนี้ ประเด็นที่คนทำหนัง (รวมไปถึงคนสร้างงานศิลปะทั่วโลก) เคลื่อนไหวส่งสารของตนตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่าน นั่นคือโลกหลังเหตุการณ์เช้าวันที่ 11 กันยายน โลกหลังการพังทลายของตึก World Trade Center และหลายสิบชีวิตบนเครื่อง โลกหลังเหตุการณ์ที่ยืนยันประจักษ์ชัดว่า มีความเกลียดชัง ทุกข์ทนอยู่จริงบนโลกใบนี้
ย้อนกลับไปยังนิทานก่อนนอนของ SHYAMALAN ชาวน้ำในตอนต้นเรื่องไม่ใช่อื่นใดนอกจากความดีงาม ความศรัทธาของมวลมนุษย์ ที่สาบสูญไปในโลกที่เต็มไปด้วยสงคราม เช่นโลกตอนนี้ โลกที่ประเทศหนึ่งหาข้ออ้างอันชอบธรรม เพื่อบุกรุกประเทศหนึ่ง เพราะต้องการครอบครองทรัพยากรอย่างหน้าด้านๆ โลกที่ความดีงามแตกสลายไปพร้อมความต่ำช้าของทุนนิยมในตึกแฝดคู่หนึ่ง
แต่ในโลกใบเดียวกันนี้ ความดีงามก็ยังมีชีวิตอยู่ รอคอยอย่างเงียบเชียบที่จะถูกค้นพบ หากอพาร์ตเมนต์ของ Cleveland คือโลกใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ (ไม่ใช่ความบังเอิญที่ตัวละครในเรื่องไม่ได้มีแต่อเมริกันผิวขาว หากเต็มไปด้วยคนต่างชาติแทบจะทุกชาติภาษา) ในขณะที่ตัว Cleveland ผู้ซึ่งสูญเสียภรรยาและลูกไป คล้ายเป็นตัวแทนของอเมริกันชนที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ 11 กันยายน หากในขณะเดียวกันมันอาจหมายรวมถึงชาวอิรัก ชาวอัฟกานิสถาน ที่สูญเสียในสงครามหลังจากนั้น คนที่ต้องสูญเสียคนที่ตัวเองรักจนไม่อาจมีชีวิต การดูแลความดีงามต้องใช้กำลังของผู้คนบนโลกทั้งใบ เพราะความดีงามนั้นเปราะบาง เฉกเช่นเดียวกับ STORY ที่ต้องอยู่ใกล้กับน้ำตลอดเวลา และพร้อมจะถูกคร่าทำลายโดยง่าย การมีกลุ่มพลังเป็น 7 ดรุณี (ซึ่งมีถึงสามชาติ ) มีผู้รับสาส์นเป็นหนุ่มอินเดีย มีผู้ถอดรหัสเป็นเด็กชายตาเศร้าผิวสีที่ถอดรหัสจากกล่องซีเรียลอาหารเช้า มีผู้พิทักษ์เป็นคนประหลาดที่มีกล้ามโตข้างเดียว หรือมีคนที่ไม่ได้ช่วยอะไรแต่อยู่ร่วมด้วยเสมอ ซ่อนนัยยะการร่วมด้วยช่วยกัน -พิทักษ์ความดีงาม- อันเปราะบางไว้ ไม่ใช่ในฐานะตัวแทนของประเทศ แต่ในฐานะตัวแทนของเพื่อนมนุษย์
หนังสือ THE COOKBOOK ไม่ใช่อื่นใดนอกจากการถ่ายทอดความดีงาม ความสัตย์ ความจริง ผู้ปกป้องมัน เอ่ยนามมัน อาจต้องสิ้นชีพ แต่มันก็คุ้มที่จะต้องแลก
ในขณะเดียวกัน โลกเราก็มีคนอย่างคุณ Farber คนที่ครั้งหนึ่งตัวละครตัวหนึ่งถึงกับไถ่ถามว่า -คนประเภทไหนกันที่คิดเอาว่าตัวเองมีสิทธิ์ในการกำหนดชะตาชีวิตผู้อื่น- คนที่ตีขลุมเอาว่าผู้คนต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ คนที่เชื่อว่าโลกมุสลิมมีแต่ความกักขฬะป่าเถื่อน คนที่เชิดชูเฉพาะเผ่าพันธุ์ตน คนที่มองคนอื่นอย่างเหยียดหยาม (อดคิดไม่ได้ว่า ชื่อ Farber ฟังดูคล้ายบุชเสียเหลือเกิน) โลกเต็มไปด้วยผู้คนเหล่านี้ และยังมีตัวชั่วร้ายที่มุ่งทำลายความดีงาม มีกระทั่งทาร์ทูทิค ผู้คุมกฎที่ปราบความชั่วร้ายด้วยความชั่วร้ายยิ่งกว่า โลกเราดำเนินไปเช่นนั้น มีกฎที่จัดการความรุนแรงด้วยความรุนแรง มีคนชั่วร้าย เลวทราม มีคนที่คิดว่าวิธีการเดียวที่จะจัดการความชั่วคือการชั่วยิ่งกว่า มีคนที่ไม่ใส่ใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น
ความดีนั้นมีอยู่ และเราต้องเชื่อมั่นในความดีงาม เชื่อเหมือนกับที่เด็กๆ เชื่อมั่นในนิทานก่อนนอน เหมือนกับที่คนทั้งตึกเชื่อ Cleveland โดยไม่มีข้อโต้แย้ง เหมือนที่เราเชื่อหนังเรื่องนี้ตลอดเวลาที่มันดำเนินไป (แล้วออกมาสงสัยนอกโรงว่าพลอตหนังมันงี่เง่าชะมัด)
หนังจบลงอย่างเรียบง่ายและไม่มีการหักมุมใดๆ ทั้งสิ้น (หรือนี่คือการหักมุมครั้งยิ่งใหญ่) คนดูอาจพากันเดินออกจากโรงพร้อมกับคำก่นด่าว่าจบง่ายแบบนี้เลยหรือ แต่นี่มันคือวิธีการที่มันควรจะจบไม่ใช่หรือ นี่คือตอนจบของนิทานก่อนนอนไม่ใช่หรือ นี่คือตอนจบที่ควรจะเป็นจริง ทั้งในโลกของนิทานก่อนนอนและในโลกจริงไม่ใช่หรือ มันใช่ แต่มันก็ใช่ด้วยที่ในที่สุดเราไม่เชื่ออีกแล้วว่าทุกสิ่งในชีวิต และกระทั่งในนิทานก่อนนอน จะจบลงอย่างเป็นสุขแบบง่ายๆ
-โลกทั้งใบนี้เชื่อมต่อกันหมด- STORY กล่าวไว้ในตอนหนึ่ง หนังเรื่องหนึ่ง เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง จุดประกายคนผู้หนึ่ง อาจสร้างเรื่องเล่าอีกสักเรื่องหนึ่ง เพื่อมีส่วนในเรื่องเล่าอีกสักเรื่องหนึ่ง และผลักดันคนสักคนหนึ่ง ให้ตระหนักถึงสิ่งสิ่งหนึ่ง บทความชิ้นนี้เองก็ไม่ใช่อื่นใด นอกจากการกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าในร้อยพันเรื่องเล่า ที่กระจายไปในอากาศที่เราหายใจ เรื่องเล่าที่อาจหาสาระอันใดไม่ได้ แต่ไม่ได้ไม่มีความหมายในตัวมัน เรื่องเล่าที่เราไม่เชื่อว่าเป็นจริงเป็นจัง แต่มีพลังในการสร้างความจริงของเรา หวังให้เราได้ค้นพบเรื่องเล่าเหล่านั้น ซึ่งบางทีอาจมีชื่อเรียกเชยๆ คล้ายๆ ว่า สันติภาพ เชยๆ คล้ายๆ ว่า ความดีงาม


